CHAPTER 2 (6-47).docx
เนื้อหาในไฟล์
ศ บทที่ 2 ทบทวนวรรณกรรม
วิทยานิพนธ์นี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษาหลักการผลิตพืชวรรณะ 9 ตามแนวทางแพทย์วิถีธรรม ชนิดของพืชสมุนไพร การปลูก การดูแล การแบ่งปัน การใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้าน พืชป่า (พืชวรรณะ9) การใช้ชีวิต การปฏิบัติตามแนวทางแพทย์วิถีธรรมที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตตามแนวทางของพุทธศาสนาในรูปแบบสาธารณโภคี โดยศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร บทความจากสื่อสังคม งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นกรอบในการศึกษาดังนี้ ลักษณะของคนวรรณะ9 และลักษณะของพืชวรรณะ 9 หลักการผลิตพืชตามแนวทางแพทย์วิถีธรรม แนวทางการใช้ประโยชน์ของพืชและพืชวรรณะ 9 หลักการแพทย์วิถีธรรมและการดูแลสุขภาพตามแนวทางแพทย์วิถีธรรม ชุมชนภูผาฟ้าน้ำ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ลักษณะของคนวรรณะ 9 และลักษณะของพืชวรรณะ 9
คำว่าวรรณะ9 มาจากพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎกเล่ม 1 “ปฐมปาราชิกกัณฑ์” ข้อ 20) จัตตาริสูตร “ใช้ปัจจัยน้อย ที่หาได้ง่าย และไม่มีโทษ” พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ 4 อย่างนี้ 4 อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาจีวร ผ้าบังสุกุล น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาโภชนะ คำข้าวที่ได้ด้วยปลีแข้ง น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาเสนาสนะ โคนไม้ น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาเภสัช มูตรเน่า น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ของภิกษุซึ่งเป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยที่น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ว่าเป็นองค์แห่งความเป็นสมณะฯ ความคับแค้นแห่งจิต ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สันโดษ ด้วยปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ เพราะปรารภเสนาสนะ จีวรปานะและโภชนะ ทิศของเธอชื่อว่าไม่กระทบกระเทือน ภิกษุผู้สันโดษ ไม่ประมาทยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้ (พระไตรปิฎกเล
อ่านต่อ
่ม 25 ข้อ281) การใช้ปัจจัยน้อย หาง่าย ไม่มีโทษจึงเป็นลักษณะของคนวรรณะ9 และพืชวรรณะ9 ดังนี้ 1.1 ลักษณะของคนวรรณะ9 ที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญเป็นการปฏิบัติสู่ความเป็นอรหันต์สู่พระนิพพาน เป็นความรู้สูงส่ง คนอยู่อย่างวรรณะ9 เป็นคนดีที่ดีที่สุดมีประโยชน์ต่อชีวิตตนเองต่อผู้อื่น ได้แก่ 1.1.1 เป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภระ) เป็นคน อยู่ง่าย กินง่าย กินข้าวกินผักกินพืชซึ่งป็น ของหาง่าย ไปง่าย มาง่าย นอนง่าย ดูแลได้ไม่ยากไม่ลำบาก เป็นคนไม่เรื่องมาก เรียบง่าย ปรับตัวง่าย ช่วยเหลือได้ง่าย ตรงข้ามกับคนเลี้ยงยาก อยู่ยากเรียกว่าทุภโรเพราะยึดติดมาก 1.1.2 บำรุงง่าย (สุโปสะ) ทำให้เจริญแข็งแรงได้ง่าย ทำให้ดีงามในแง่เชิงต่างๆ ทำให้เกิดความดี ความเจริญแท้ ลดกิเลส ดูแลสุขภาพทำให้แข็งแรงง่าย ตรงข้ามกับคนทุโปสะ เป็นคนดื้อ เลี่ยงเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัว พัฒนายาก 1.1.3 มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉะ) ปัจจัยน้อยหาได้ง่าย ไม่มีโทษ 4 อย่าง จีวรผ้าบังสุกุล โภชนะคำข้าว เสนาสนะ บรรดาเภสัชเป็นองค์แห่งความเป็นสมณะ เป็นเนื้อแท้ของการละบาป ทำลายทุกข์ มีน้อยก็พอแล้ว มีความพอใจ ไม่ต้องการมีไว้มากๆ เก็บไว้เท่าที่จำเป็น ไม่ฝืดเคืองเท่าทีอยู่ได้ นอกนั้นก็สะพัดออกไปเรียกว่ากระจายรายได้ กระจายสิ่งของทีเป็นของเรา เผื่อแผ่ออกไป ตรงข้ามคือมหัปปิจฉะคือทำมาก เอามาก มักมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักมาก ธรรมนั้นวินัยนั้นมิใช่ของเราตถาคต 1.1.4 สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิ) ใช้ปัจจัยน้อย พอใจคืออิทธิบาท 4 เป็นหนึ่งในองค์แห่งการตรัสรู้ เข้าใจถึงโทษของการมีกิเลส ประโยชน์ของการไม่มีกิเลส เข้าใจถึงสิ่งนั้น ภิกษุผู้สันโดษ ไม่ประมาท ยึดเหนี่ยวเอาไว้ซึ่งธรรมะสมควรแก่ธรรม มีความสุขแม้ได้อะไรเล็กน้อย ใจพอ ทำได้เท่าไรก็พอใจแค่นั้น พอใจที่มีน้อยๆ เท่าที่ตัวเองจะคล่องตัวไปได้ อยากได้เท่าทีเป็นไปได้ ยอมรับในกุศล อกุศลของตนเอง สันโดษแปลว่าพอ ใจมีอาการพอ ความพอสัมพันธ์กับความมักน้อย เจริญขึ้นๆแต่ก็มีประสิทธิภาพ สมรรถนะสร้างสรรค์ได้มากไม่สะสม ขยันหมั่นเพียร 1.1.5 ขัดเกลา (สัลเลขะ) ปฏิบัติขัดเกลาตัวเอง เปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองจากที่แข็งกร้าว ดื้อดึง ขี้เกียจ ขี้คร้าน ต้องขัดๆฝืนๆ ขัดใจตัวเอง ขัดเกลาความอ่อนแอออกไป ขัดเกลาสิ่งที่เป็นโทษเป็นภัยของตัวเองออกไป ตั้งแต่รูปจนถึงนาม เป็นลำดับๆ จนกระทั่งได้รับการหล่อหลอมสร้างสรร ละ ลด มีศีลห้าเป็นเบื้องต้น แล้วก็ขัดเกลา ปรับตัวขึ้นจนสุภาพขึ้นเรื่อยๆ สร้างความเข้มแข็ง จนถึงขั้นบรรลุทางจิตวิญญาณและมีปัญญาเห็นร่วมด้วยว่าทำได้แล้ว เมื่อฝึกจนเป็น เป็นเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องฝืน ไม้ต้องบังคับ มันก็เบา 1.1.6 กำจัดกิเลส มีศีลเคร่ง (ธูตะ) ธูตะแปลว่าศีลเคร่ง ศีลเป็นเครื่องชำระๆ ด้วยศีล ชำระกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ศีลเป็นหลักเกณฑ์ที่จะทำให้กิเลสลด เป็นเครื่องกำหนด แต่ละคน ทำได้แล้วก็เพิ่มศีล คนสูงด้วยศีล อธิศีลคือศีลอันยิ่ง ศีลสูงขึ้น เจริญขึ้น ศีลเคร่งคือแม้ศีลยากๆ ก็ปฏิบัติได้ไม่ยากไม่ลำบาก ศีลคือการละบาป บำเพ็ญกุศลด้วยทำได้ด้วยใจที่เป็นสุข ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่นไม่ติดสุขปลอม จิตของเราก็เป็นอธิจิตคือสมาธิ มีปัญญาเห็นความจริงว่าเราลด ละมาได้ 1.1.7 อาการที่น่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) มีมารยาท รู้จักสังคม รู้เรารู้เขา มีมารยาทสังคมดี มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เหมาะสม ประมาณให้พอเหมาะกับสถานกาณ์ การประพฤติปฏิบัติในแต่ละกาละให้พอเหมาะ อาการที่น่าเลื่อมใสที่แท้จริงเกิดจากสาระในตนของคนมีศีล คนมีวรรณะตั้งแต่เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ไม่สะสมและมีความเพียร 1.1.8 ไม่สะสม (อปจยะ) ไม่สะสมทั้งวัตถุสมบัติ ไม่สะสมทั้งกองกิเลส ไม่สะสมทรัพย์ศฤงคาร หยุดโลภโมโทสัน เอาเปรียบ ขี้เหนียว มักมากกอบโกย ตายไปเราเอาไปด้วยไม่ได้สักอย่าง เราสร้างได้มากแต่เรากินน้อยใช้น้อยนี่คือความอุดมสมบูรณ์ สิ่งใดเกินความจำเป็นก็เกื้อกูลแบ่งปัน เก็บเอาไว้เท่าที่ไม่ฝืดเคือง ไม่สะสมกิเลสสิ่งที่เป็นพิษภัย เศรษฐศาสตร์ที่ดีคือมีความอุดมสมบูรณ์ สะพัดแจกจ่ายกันให้อยู่ดีในสังคมที่มีเศรษฐกิจอันหมุนเวียนพอเพียง ถ้าเข้าใจเรื่องกรรม คนไหนเอาเปรียบเอารัดคนอื่น กินแรงคนอื่น คนนั้นก็เป็นบาป ได้วิบากบาป เป็นหนี้ติดตัว 1.1.9 ปรารภความเพียร ยอดขยัน (วิริยารัมภะ) ผู้ที่มีวรรณะของพุทธเป็นคนขวนขวาย ขยัน เอาภาระ ทำงาน ไม่งอมืองอเท้า ไม่เป็นคนขี้เกียจ เฉื่อยชา ไม่รังสรรค์ ไม่กระปรี้กระเปร่า คนแข็งแรงจึงทำความเพียรได้ เป็นผู้มีค่าต่อตนเองและผู้อื่น สรุป คนวรรณะ 9 เป็นคนดีคนมีพัฒนาการคนสูง คนเจริญคนประเสริฐ คนวิเศษ คนมีคุณธรรมสมบูรณ์แบบ คนที่ต้องยกย่องบูชาเคารพนับถือกราบไหว้ คนที่คนผู้ที่เป็นตัวอย่างสูงสุดในความเป็นคนจริงๆ ตามศาสนาพุทธของพระศาสดาสมณะโคดมตรัสรู้และบัญญัติไว้ ที่ชาวพุทธทั้งหลายต้องถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ หลักการสำคัญแท้ๆต้องยึดถือจริงๆ ผู้พยายามศึกษาตามเครื่องชี้วัดมาตรฐานวรรณะ 9 นี้และพากเพียรประพฤติปฏิบัติตนให้ได้จริงเป็นจริงอยู่ในสังคมใดหมู่ใดประเทศใดที่ศึกษาพากเพียรและประพฤติตามอยู่จริง จึงจะชื่อว่าเจริญเป็นสังคมศาสนาพุทธหรือชาวพุทธที่มีความรู้และความจริงที่แท้ที่จริงของศาสตร์พระศาสดา อวรรณะ6 เป็นสิ่งตรงข้ามกัน เลี้ยงยาก (ทุภระ) บำรุงยาก (ทุโปสะ) มักมาก (มหัปปิจฉะ) ไม่สันโดษ (อสันตุฏฐิ) การสมาคมคลุกคลีกับหมู่กิเลส (สังคณิกา) ความเกียจคร้าน (โกสัชชะ) (สมณะโพธิรักษ์, 2552) กล่าวได้ว่า คนที่มีวรรณะ9 เป็นคนแข็งแรงมีคุณค่า ผาสุกที่สุด คำว่า “วรรณะ9” เป็นคำเปรียบเปรยเทียบกับกับสิ่งที่ เรียบง่าย ทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อนไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก ใช้ได้ง่าย บำรุง ดูแลได้ง่าย มีความสบาย มีคุณค่าประโยชน์ อุดมสมบูรณ์ในตัว ชาวอโศกและชาวแพทย์วิถีธรรมได้นำมาเทียบกับลักษณะของพืชที่ขึ้นง่ายแข็งแรง “ว่าพืชผักวรรณะ9” 1.2 ลักษณะของพืชวรรณะ9 พืชวรรณะ9 คือ พรรณพืชพื้นบ้านในท้องถิ่น พืชพรรณที่สามารถพบเจอได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยมีปัจจัยทั้งด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ช่วยในการเจริญเติบโตของผักพื้นบ้านแต่ละชนิด เช่น สวน ไร่ นา คู หนอง คลอง บึง ดอย ภูเขาหรือสถานที่ใกล้เคียง โดยผักพื้นบ้านจะมีลักษณะและชื่อเรียกที่ต่างกันขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้นๆ ชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค หรือนำมาทำเป็นของใช้สอยในครัวเรือน ผักพื้นบ้านนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ส่วนใหญ่ยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร (Hearbest Tastegood.18 ก.ค.2019.) พืชวรรณะ9 คือพืชทุกชนิดที่ปลูกง่าย บำรุงง่าย เจริญเติบโตง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน มีความแข็งแรงทนทาน มีโรคและแมลงทำลายน้อย เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและมีพืชหลายชนิดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นทั้งพืชพื้นบ้าน พืชป่าพืชดอยและผักที่นำมาจากต่างประเทศที่นำมาปลูกในพื้นที่ที่เราอยู่แล้วเจริญเติบโตได้ดีแล้วนำมาใช้ประโชน์ได้ เป็นทั้งพืชล้มลุก หรือพืชที่ปลูกครั้งเดียวแล้วเก็บกินได้หลายครั้ง ตรงข้ามกับพืช อวรรณะ พืชเลี้ยงยากหรือพืชปัญญาอ่อน เป็นพืชที่ต้องประคบประหงม ต้องดูแลหลายขั้นตอน ใช้วัสดุอุปกรณ์ วิธีการที่ยุ่งยาก ในด้านคุณค่าพืชเลี้ยงง่ายเป็นพืชที่มีคุณค่า สารอาหาร และพลังงานต่อชีวิตที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด เพราะสามารถดึงสารอาหารจากดิน น้ำ อากาศรอบตัวเองมาใช้ได้เก่ง ในสภาวะแวดล้อมที่เสื่อมโทรมพืชเลี้ยงยากจะโตช้า ใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลงในปริมาณมาก ใช้เวลาตั้งแต่ 1-3 เดือนขึ้นไป พอตัดมาใช้จะหมดเกลี้ยงในคราวเดียวหรือแตกยอดได้ไม่เกิน 3 ครั้ง แต่พืชวรรณะ 9 จะแข็งแรงทนทานอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เกิด จะทนร้อน ทนแล้ง ทนหนาว ทนต่อแมลงศัตรูพืชได้ดีเพราะมีกลิ่นมีรสชาติที่แมลงไม่ค่อยชอบ เมื่อตัดหรือเด็ดยอดไปรับประทาน ก็สามารถแตกหน่อ กิ่งก้านออกมาได้เรื่อยๆ สามารถเก็บรับประทานได้นานเป็นสิบปี อาจมีหยุดพักบ้างบางฤดูกาล และเมื่อเวียนมาถึงฤดูกาลก็จะแตกยอดอีก นอกจากนั้นกิ่งก้าน ใบของพืชวรรณะ9 ที่ขึ้นง่ายยังสามารถนำมาเป็นปุ๋ยหมักบำรุงพืชอื่นให้เจริญงอกงามได้ ประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เป็นประเทศเขตร้อน ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชพรรณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และไทยมีภูมิประเทศและภูมิอากาศในแต่ละภาคแตกต่างกัน จึงมีพืชประจำถิ่นหรือพืชพื้นบ้านที่เหมาะกับในแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป และก็มีพืชหลายชนิดที่สามารถปลูกและขึ้นได้ทั่วทุกภาครวมทั้งพืชผักที่มีถิ่นกำเนิดมาจากต่างประเทศเช่น มะละกอ ผักไชยา ฯลฯ (ใจเพชร กล้าจน, 2565) ปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ๔ อย่างนี้แล เราตถาคตกล่าวธรรมอย่างใด อย่างหนึ่ง ของภิกษุซึ่งเป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยที่น้อยหาได้ง่ายและไม่มีโทษ ว่าเป็นองค์แห่งความเป็นสมณะ ความคับแค้นแห่งจิต ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สันโดษด้วยปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ เพราะปรารภเสนาสนะ จีวร ปานะและโภชนะ ซึ่งเป็นความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายใกล้เคียงกับธรรมชาติ และเป็นการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตน โดยใช้สิ่งที่เรียบง่าย ใกล้ตัวมาเป็นวิธีการดูแลสุขภาพตามแนวทางแพทย์วิถีธรรม สรุปได้ว่า ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเนื่องจากโรคระบาดโควิด19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนประกอบกับภาวะโลกร้อนที่มีผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ประชาชนต้องอดออมประหยัด เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อการลดค่าใช้จ่ายในด้านการบริโภคจึงควรหันมาสนใจเรื่องการบริโภคผักพื้นบ้านที่ส่วนใหญ่ขึ้นง่ายปลูกง่าย บางชนิดขึ้นเองหรือเป็นวัชพืช แต่สามารถนำมาบริโภคเป็นอาหารได้ ทั้งเป็นประโชน์ต่อสุขภาพเป็นอาหารและเป็นยาด้วย พืชที่แข็งแรงจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง จึงควรหันมาให้ความสนใจผลิตและบริโภคพืชวรรณะ9 กันให้มากขึ้น
2. หลักการผลิตพืชตามแนวทางแพทย์วิถีธรรม
หลักการทำกสิกรรมไร้สารพิษตามแนวทางแพทย์วิถีธรรม ได้ยึดหลักการปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้า (ผู้มีความรู้ในศาสตร์ต่างๆ 18 สาขา)ได้กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ไร้สารพิษ มีคุณค่า มีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การสร้างอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญ “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ”เป็นโศลกธรรมที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้ให้กับชาวอโศก อาหารเป็นหนึ่งในโลก ทุกคนต้องรับประทานอาหาร มาระดมสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร ให้ชาวไทยเหลือกินเหลือใช้ แล้วแบ่งปันเผื่อแผ่ให้กับโลก ประเทศที่ยังขาดแคลนอาหาร ยังมีอยู่อีกเยอะ (สมณะโพธิรักษ์ , 2564) ในที่นี้จะกล่าวถึงความหมาย ความสำคัญ หลักการทำกสิกรรมไร้สารพิษและการดูแลรักษาและหลักธรรมของศาสนาพุทธที่เกี่ยวข้องกับกับการเกษตร 2.1 ความหมาย การผลิตพืช หมายถึง การดำเนินงานหรือการปฏิบัติในการเพาะปลูกพืชที่ต้องกระทำตามลำดับขั้นตอน เพื่อก่อให้เกิดผลผลิตตามต้องการ ซึ่งขั้นตอนที่สำคัญของการผลิตพืชได้แก่ การศึกษาข้อมูลและวางแผนปลูกพืช การเตรียมพันธุ์พืช การเตรียมดิน การปลูก การปฏิบัติบำรุงรักษาและการจัดการผลผลิต (นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต, อัจฉรา จิตตลดากร,2560น.8-5,8-12 - 8-26.) ความหมายที่คล้ายคลึงกัน การผลิตพืช หมายถึง การปลูกหรือการเพิ่มจำนวน ต้นพืชให้มีปริมาณมากขึ้น โดยนำพืชที่ผลิตได้ไปใช้ ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ รวมทั้งการเพาะเมล็ดพันธุ์ (KHU learmimg,2020) หลักกสิกรรมตามแนวทางแพทย์วิถีธรรมเป็นหลักการเกษตรแบบธรรมชาติ ปลูกแต่พืช ไม่เบียดเบียนสัตว์ ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยที่ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติจากวัชพืช ใบไม้ กิ่งไม้ เศษอาหารในพื้นที่ไม่ต้องขนส่ง อาศัยการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การจัดการน้ำ แสงช่วยช่วยให้พืชงอกงามตามสมควรที่ได้ เป็นการผลิตที่เรียบง่ายใช้เครื่องจักรกลน้อย ใช้พลังงานของคนมีศีลรวมกันเป็นหมู่มิตรดีร่วมกันสร้างพลังกุศลคือสร้างอาหารไร้สารพิษที่จำเป็นต่อสุขภาพถ้าเหลือก็แบ่งปัน ได้ออกกำลังกายทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น 2.2 ความสำคัญของการผลิตพืชไร้สารพิษ การผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติมากเพราะเป็นอาหารหลักและเป็นการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงลดโรคภัย แต่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการค้าจึงได้มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันและควบคุมศัตรูพืช ซึ่งส่งผลเสียดังนี้ 2.2.1 ผลเสียของการใช้สารเคมีทางการเกษตร 1) การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในดิน ในน้ำ ในสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในดิน ในน้ำ และทำให้ดินเสื่อมโทรม 2) เกษตรกรมีต้นทุนในการผลิตสูง บางรายจึงมีหนี้สิน 3) ส่งผลต่อสุขภาพ ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ ฯลฯ 4) ทำให้เสียเวลา สูญเสียงบประมาณในการดูแลรักษาสุขภาพ เมื่อเราไม่ใช้สารเคมีหันมาใช้แบบเกษตรธรรมชาติจะเห็นผลดีต่อตนเองและผู้อื่น 2.2.2 ผลดีและคุณค่าประโยชน์ของกสิกรรมไร้สารพิษ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ (2545, น. 63-64.) กล่าวว่า 1) เป็นการสร้างอาหารไร้สารพิษที่ดีต่อสุขภาพ 2) เป็นอาหารที่คนต้องรับประทานทุกวัน การผลิตอาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด อาหารสามารถเลี้ยงคนได้ทั้งโลก 3) การทำกสิกรรมไร้สารพิษเป็นการอนุรักษ์ดิน น้ำ สิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืช 4) กสิกรผู้ทำกสิกรรมเป็นการทำงานที่มีเกียรติมีคุณค่า ได้บุญกุศล ใช้เวลา แรงงานให้เป็นประโยชน์สร้างสาระให้ชีวิต คนเราจะสร้างประโยชน์ให้ได้สูงสุดทั้งแก่ตนเองและต่อผู้อื่นได้ โดยมุ่งเน้นที่กรรมคือการกระทำและผลของการกระทำ ดังคำกล่าวของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ "สิ่งที่ควรคำนึงที่สุดคือ เวลา แรงงาน ทุนรอน เป็นความสูญเสียที่มหาศาลที่สุด สำหรับคนโง่ หรือ คนอวิชชา ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่เราใช้เวลาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์คุณค่า เอาไปสร้างกิเลส ให้แก่ตัวเองด้วย ดีไม่ดี เอาไปทำบาปด้วย เช่นการท่องเที่ยว ซึ่งเราต้องศึกษา และจะต้องเข้าใจจริง แรงงาน ทุนรอน เวลา ไปเพื่อสร้างกุศล เพื่อกอบก่อสิ่งที่ดี ควรแก่การลงทุน คุ้มแสนคุ้ม เป็นกุศลโลกุตระ ไปสร้าง โลกุตรธรรม ให้แก่ตนเอง ซึ่งราคาสูง จนประมาณไม่ได้ เงินทองไม่ใช่ทรัพย์แท้ แต่กรรมที่เป็นกุศล และ อกุศล ทั้งโลกียะ และโลกุตระต่างหากเป็นทรัพย์แท้ คุณมาเสียนี่แหละคุณมาได้ คุณได้สิ่งที่ คุณเสียสละ โลกทุกวันนี้ ต้องการ การเสียสละมาก " (สมณะโพธิรักษ์,2545,น.63-64) เพราะฉะนั้นจึงควรมาศึกษาหลักการทำกสิกรรมไร้สารพิษตามแนวทางแพทย์วิถีธรรม 2.3 หลักการทำกสิกรรมไร้สารพิษและการดูแลรักษา ตามแนวทางแพทย์วิถีธรรม หลักการทำกสิกรรมไร้สารพิษมีดังนี้ พันธุ์ดี ดินดี น้ำดี แสงดี ศีลดี มิตรดี (ใจเพชร กล้าจน, 2563) และการดูแลรักษาคือ การจัดการศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว มีรายละเอียดด ดังนี้ 2.3.1 การจัดการพันธุ์(พันธุ์ดี) คือ ต้องคัดเลือกพันธุ์พืชที่เป็นพันธุ์ที่ดี ให้ผลผลิตสูง มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมและศัตรูพืช 1) คุณสมบัติของเมล็ดพันธุ์พืชที่ดี พันธุ์ดี เป็นที่ต้องการของตลาด มีความสม่ำเสมอในสายพันธุ์ ทนทานต่อโรคและแมลง ให้ผลผลิตสูง 2) ลักษณะของเมล็ดพันธุ์ดี ตรงตามพันธุ์พืชที่ระบุไว้ สะอาดปราศจากสิ่งเจือปน ปราศจากโรคและไข่แมลง มีความแข็งแรงสูง การดูเมล็ดพันธุ์จากสภาพภายนอก เมล็ดพันธุ์ดีควรมีสีสดใส เมล็ดเก่าจะมีสีขุ่นมัวคล้ำ ไม่ควรมีเศษผงหรือเมล็ดแตกหัก ไม่มีรอยเจาะของแมลง การพิจารณาเมล็ดพันธุ์ดีจากลักษณะภายใน ความชื้นในเมล็ดต่ำ มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง ความแข็งแรงสูง 3) การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ที่ปลอดภัย (1) เก็บในที่แห้ง ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ เช่น ถุงพลาสติกสานถุงพลาสติกบาง < 2 มม. , ถุงกระดาษ (2) เก็บในที่มีอากาศเย็น ถ้าเป็นห้องควบคุมอุณหภูมิยิ่งดี เช่น กระป๋องโลหะ ซองอลูมินั่มฟอยด์ (3) เก็บในภาชนะที่ปิดสนิทป้องกันอากาศถ่ายเทได้ (4) เก็บในที่สามารถป้องกันแมลงและหนูได้ (5) ไม่ควรเก็บเมล็ดพันธุ์ใกล้กับปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช (6) ไม่ควรวางเมล็ดให้สัมผัสกับพื้นโดยตรง (สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย, 2006-2023.) 2.3.2 การจัดการดิน(ดินดี ) คือ ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียว ดินทราย ดินร่วน ดินลูกรัง หรือดินอื่นๆ ก็สามารถปรุงให้เป็นดินดีได้ การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ก็คืออินทรียวัตถุนั่นเอง แก้ไขได้หมดทุกสภาพดิน ไม่ว่าจะเป็น ดินจืด ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินเหนียว ดินทราย ดินลูกรัง วิธีแก้คือ นำอินทรีย์วัตถุมาใส่ดินให้มาก คือกิ่งไม้ใบไม้แบบสดก็ได้ แบบแห้งก็ได้ หรือเศษอาหาร หรือจะปลูกพืชสดเพื่อทำเป็นอินทรีย์วัตถุ ต้นข้าวคือพญาปุ๋ย ทำโดยการหว่านข้าวลงในดิน อาจปลูกพร้อมถั่วและพืชอื่นก็ได้ ข้าว หญ้าและพืชอื่น จะเติบโตขึ้นพร้อมกัน ปลูกทิ้งไว้ประมาณ 1-2 เดือน จากนั้นไถ/พรวนกลบ หลังจากใส่อินทรียวัตถุ หรือไถกลบพืชสดแล้ว โดยความหนาของดิน 5 เซนติเมตร จากนั้นรดหรือคลุกด้วยปัสสาวะด้วยก็จะยิ่งดี หรือจะเสริมจุลินทรีย์ด้วยก็ได้ ดร.ใจเพชร กล้าจน (2565,รายการธรรมะพาพ้นทุกข์) ได้กล่าวว่า “หญ้าคือ ปุ๋ยดี ปุ๋ยฟรี ปุ๋ยตลอดกาล” ถ้าอินทรีย์วัตถุในดินดี พืชที่เราปลูกเจริญงอกงามดีหญ้าก็จะเจริญงอกงามดี การควบคุมหญ้าก็ง่าย เกี่ยวออกไป เอาไปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพงตอนนี้ เขาเกิดมาให้ฟรีๆ เลยไม่ได้ขอร้อง ปัญญาจะเอาหญ้ามาทำปุ๋ย นำมาใช้ประโยชน์ มันไม่ได้สารเคมีอะไร เกี่ยวออก ถอนขึ้นมา เกี่ยวขึ้นมา ถอนก็ได้ เกี่ยวก็ได้แล้ววางไว้ตรงนั้นแหละ แต่คนไทยก็ไม่รู้ไปใช้ปุ๋ยเคมี แต่มันแพงใช้สารเคมีฆ่าหญ้า ใช้สารเคมีควบคุมหญ้า ทำให้เสียปุ๋ย ไม่ต้องใช้สารเคมีคุมหญ้า ใช้คนขยันหน่อยตัดหญ้ามาทำปุ๋ย ในการปลูกข้าวที่ภูผาฟ้าน้ำมีหญ้าขึ้นรกก็ได้มีการใช้เคียวเกี่ยวหญ้ามาวางกองระหว่างต้นข้าว ได้ประโยชน์ทั้งกำจัดวัชพืชและหญ้าก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าว สอดคล้องกับคาซูโอะ นิชิมูระ การไม่ถอนวัชพืชแต่ใช้เคียวตัดวัชพืชและนำมาปูที่คันดินเพื่อควบคุมวัชพืช การปลูกพืชแบบขี้เกียจนั้นต้องตัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอห้ามละเลยเด็ดขาด นี่เป็นข้อดีของการปลูกพืชแบบขี้เกียจไม่ต้องคอยถอนวัชพืช ในฤดูร้อนพืชไม่ค่อยเป็นโรคแมลงศัตรูพืชก็ไม่มารังควาน ไม่ต้องพสารเคมีสารเคมีมมากก็ปลูกพืชโดยไม่ต้องใช้สารเคมีฆ่าแมลงได้ วัชพืชที่โดนตัดกลายเป็นอาหารให้กับรากหญ้าหรือรากพืชผักในดินและยังช่วยเพิ่มสารอินทรีย์ในดินได้ด้วย สารอินทรีย์ในดินเหล่านี้ช่วยทำให้เกิดการพรวนดินตามธรรมชาติทั้งยังช่วยระบายน้ำ อุ้มน้ำและทำให้โครงสร้างดินจับตัวกัน ในดินที่อุดมสมบูรณ์หากมีปริมาณสารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติ (ชีวมวล) 1 หน่วยจะมีสิ่งมีชีวิตในดินเช่นไส้เดือนกว่า 10 เท่าและมีอินทรีย์วัตถุเช่นเชื้อราและแบคทีเรียกว่า 100 เท่ากล่าวกันว่าในดินที่อุดมสมบูรณ์ 1 กรัมมีอินทรีย์วัตถุอยู่หลายร้อยล้านชีวิต (คาซูโอะ นิชิมูระ, 2564,น.15) หลักการทำให้ดินดีตามแนวทางแพทย์วิถีธรรมเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน ดังนี้ 1) การทำจุลินทรีย์พลังศีล ทำได้ง่าย นำเศษอาหาร เศษใบไม้แห้ง ที่มีฝ้าขาว น้ำปัสสาวะเท่าที่มีใส่ลงในถังน้ำขนาดประมาณ 40 ลิตร จากนั้นใส่ข้าวสุกหรือข้าวสารประมาณ 2 กำมือลงไป หากไม่มี ก็ใช้ข้าวเปลือกที่ตำหรือบดใส่ลงไปแทน หรือจะเป็นน้ำซาวข้าวก็ได้ เติมเศษอาหารเท่าที่มีลงไปเท่าที่มี ประมาณ 3-30 วัน จะปรากฏฝ้าขาวขึ้นลอยอยู่ด้านบนผิวน้ำ แปลว่าเชื้อจุลินทรีย์เดินได้ดี พร้อมใช้งาน การใช้ นำน้ำจุลินทรีย์พลังศีล 1 ส่วน ผสมน้ำ 10-20 ส่วน นำไปรดบนกองอินทรียวัตถุหรือต้นพืช จะช่วยเร่งปฏิกิริยาสารเคมีการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ให้อยู่ในสภาพที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ถ้ามีหิน มีอิฐ มีซีเมนต์ ก็ใส่ลงไปคลุกด้วยก็จะเป็นบารายคัลเจอร์ ภูเขาน้อย ประหยัดน้ำ พืชงามดี “อินทรียวัตถุที่สดใหม่จะมีธาตุอาหารและพลังชีวิตที่สูงกว่าแบบแห้ง ทำให้พืชนำไปใช้ได้เร็ว พืชก็จะเติบโตงอกงามได้รวดเร็วกว่า”(ใจเพชร กล้าจน, 2563) 2) การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด คือ การปลูกพืชสดเพื่อทำเป็นอินทรียวัตถุ ต้นข้าวคือพญาปุ๋ย ทำโดยการหว่านข้าวลงในดิน อาจปลูกพร้อมถั่วและพืชอื่นก็ได้ ข้าว หญ้าและพืชอื่น (ถ้ามี) จะเติบโตขึ้นพร้อมกัน ปลูกทิ้งไว้ประมาณ 1-2 เดือน จากนั้นไถ/พรวนกลบ หลังจากใส่อินทรียวัตถุ หรือไถกลบพืชสดแล้ว โดยความหนาของดิน 5 เซนติเมตร จากนั้นรดหรือคลุกด้วยปัสสาวะด้วยก็จะยิ่งดี หรือจะเสริมจุลินทรีย์ด้วยก็ได้ 3) ปุ๋ยหมัก ก็คืออินทรียวัตถุนั่นเอง แก้ไขได้หมดทุกสภาพดิน ไม่ว่าจะเป็น ดินจืด ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินเหนียว ดินทราย ดินลูกรัง วิธีแก้คือ นำอินทรียวัตถุมาใส่ดินให้มาก คือกิ่งไม้ใบไม้แบบสดก็ได้ แบบแห้งก็ได้ หรือเศษอาหารมาฝังลงในแปลง อาจรดด้วยน้ำปัสสาวะทิ้งไว้ 7 วันก่อนปลูก 2.3.3 การจัดการน้ำ (น้ำดี) น้ำคือชีวิต น้ำเป็นจุดกำเนิดของชีวิต เป็นจุดกำเนิดของทุกอย่าง น้ำสร้างได้ทุกอย่างในมหาจักรวาล สร้างพืชได้ สร้างดินได้ สร้างไฟได้ สร้างลมได้ สร้างอากาศได้ สร้างพลังงานได้ มีน้ำเราจะมีทุกอย่างน้ำท่วมเราอยู่ได้ น้ำแล้งเราตาย น้ำคือ ความมั่นคง เราต้องเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุดเพื่อพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์ “หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตนั้นอยู่ที่น้ำ ถ้ามีน้ำคน อยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2536) “ถ้าน้ำมีไม่พอทั้งในด้านการบริโภคหรือใช้เพื่อการเกษตร และอุตสาหกรรมแล้ว ประเทศชาติไม่มีทางที่จะเจริญได้” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช พระราชทานแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ในการวางแผนการใช้ที่ดิน จังหวัดเชียงใหม่ ณ โรงแรมรินคำ วันที่ 7 มกราคม 2523) เป้าหมายหลักของการบริหารจัดการน้ำ คือให้สามารถเก็บกักน้ำไว้ในแปลง ให้ดินมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา ปรับระดับน้ำให้พอดีกับที่จะทำให้พืชงาม ประหยัดน้ำ ประหยัดเวลา ไม่ต้องคอยรดน้ำพืชผักผลไม้ที่ปลูก แพทย์วิถีธรรมได้บริหารจัดการน้ำที่ภูผาฟ้าน้ำ จังหวัดเชียงใหม่ สืบสานพระราชดำริขององค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการประยุกต์การทำธนาคารน้ำใต้ดิน ฝายชะลอน้ำแก้มลิง แบบสามเหลี่ยมและแบบฟันปลา โดยมีหลักการสำคัญ คือ เบี่ยงสายน้ำให้ไปด้านข้าง ไม่ให้น้ำไปทางตรง เพื่อลดความเร็วและแรงของน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วม ทั้งเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ผันน้ำมาใช้ทำ กสิกรรมไร้สารพิษ บูรณาการด้วยบารายคัลเจอร์ คือ ภูเขาน้อย ประหยัดน้ำ พืชงามดี เพอร์มาคัลเจอร์ โดยใช้เทคนิคการผันน้ำจากที่ต่ำให้ขึ้นมารดแปลงผักที่อยู่พื้นที่ที่สูงกว่า ภายใต้เงื่อนไข พื้นที่ต้นน้ำต้องอยู่สู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive