โลกุตระคืออะไร โลกุตระสำคัญอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
โลกุตระคืออะไร โลกุตระสำคัญอย่างไร โลกุตระคืออะไร? โลกุตระสำคัญอย่างไร? โลกุตระมีในโลกได้เพราะใคร? โลกุตระจะทำให้คนเจริญแบบไหน? ในโลกมีโลกุตระเกิดอยู่ประจำโลกหรือ? ทำไม? เพราะอะไร? โลกจึงไม่มีโลกุตระทั้งๆที่ยังมีคนชาวพุทธนับถือศาสนาพุทธกันอยู่แท้ๆ สังคมคนที่ไม่มีโลกุตรธรรมนั้น คือสังคมคนที่ไม่พ้นทุกข์ สังคมที่มีคนพ้นทุกข์จะเป็นสังคมอย่างไร? ไฉน? คนจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องบรรลุโลกุตรธรรม? สุขทุกข์คืออะไร? ทำไมต้องสุข-ต้องทุกข์? คนผู้ไม่สุข-ไม่ทุกข์มีด้วยหรือ? ตรงไหน? ที่ในคนมันมีอาการสุขทุกข์ และคนที่ไม่สุขไม่ทุกข์ด้วยปัญญาอันยิ่งและจะมีประโยชน์อะไร สุดยอดของคนเป็นอรหันต์ เป็นไปทำไม?
จะอธิบายไปตามลำดับ อันแรก โลกุตระคืออะไร? ถ้าพระพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นมาในโลก โลกที่พระพุทธเจ้าจะอุบัตินั้นคือโลกที่ไม่มีโลกุตรธรรมเลย ไม่มีเลย ไม่มีเหลือเชื้ออยู่ในฐานของคนที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาตรัสประกาศไว้แล้วก่อน แล้วก็ยังเหลือเชื้อในคน ในยุคที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาไม่ว่าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็คือยุคที่ไม่มีคนมีความรู้ในเรื่องโลกุตระเลย เพราะฉะนั้นโลกุตระคืออะไร ? จึงไม่ปรากฏในโลก มีแต่ความรู้โลกียะกันเท่านั้น โลกุตระ คือรู้เรื่องสุข เรื่องทุกข์ โลกุตระคืออะไร คือรู้เรื่องสุข เรื่องทุกข์ แล้วจะขยายความเรื่องสุขเรื่องทุกข์คืออะไรทีหลัง โลกุตระสำคัญอย่างไร โลกุตระ คือรู้เรื่องสุข เรื่องทุกข์ โลกียะ คือเรื่องดี เรื่องชั่ว นี้ขยายความ โลกียะหรือทุนนิยมหรือเทวนิยมจะไม่มีปัญญา แวบไหว อาตมาใช้คำว่า แวบไหว ไม่มีปัญญาที่จะแม้แต่จะแวบไหวเลยว่า เอ๊ มันจะต้องไปคำนึงถึงความสุข ความทุกข์ ไม่มี เขาว่าคนก็ต้องมีความสุขสิ แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าสุขเป็นตัวเดียวกันกับทุกข์ เป็นม
อ่านต่อ
ายา หลอกตัวเองอยู่ไม่รู้จักจบ ถ้าคุณจะฆ่าสุขได้ คุณก็ต้องฆ่าทุกข์ คุณฆ่าทุกข์ได้ สุขก็จะหายไป นี่เป็นความฉลาดของพระพุทธเจ้า ถึงให้รู้จักทุกขอริยสัจ แล้วปฏิบัติดับทุกขอริยสัจให้ได้ สุขที่เป็นสุขัลลิกะ ทุกข์นี่มันเรื่องจริงเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แต่สุขนี่มันเป็นตัวขี้หลอก อัลลิกะ เป็นตัวเท็จ เป็นตัวความเก๊ มันหลอกเราเป็นตัวสุข แท้จริงมันเป็นทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทุกองค์จะเห็นเลยว่าไม่มีหรอกสุข มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เพราะฉะนั้น ดับทุกข์เสียได้ สุขก็หมดไป พิสูจน์ได้ชาตินี้เป็นวิทยาศาสตร์เลย วิทยาศาสตร์ทางจิต คุณดับสุข คุณต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ของสภาวะสุขหรือทุกข์ คุณอ่านสภาวะใดก็ได้ ทุกข์หรือสุข แล้วตามเหตุที่มา เหตุ รู้จักเหตุที่คุณมี เป็นตัณหาก็ดี เป็นอุปาทานก็ดี คุณดับอาการของตัณหาหรืออาการของอุปาทาน ซึ่งเป็นตัวสภาวะ static ตัณหาเป็นสภาวะของ dynamic ของตัวสภาพเคลื่อน อุปาทานเป็นของสภาพนิ่งซึ่งรู้ยาก เพราะฉะนั้นมันจึงต้องมีกระทบสัมผัสให้มันเคลื่อนมาแล้วก็ฆ่าตัณหา ตัณหาหมดเกลี้ยงเลย หยาบกลางละเอียด ตั้งแต่กามตัณหา ภวตัณหา อรูปตัณหา หมดเลย อุปาทานก็เกลี้ยงด้วย อย่างนี้เป็นต้น คุณมีสภาวะจริงตามพยัญชนะที่อาตมาพูดไปเนี่ย มีสภาวะจริง ตรงถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ คุณก็บรรลุสัมมาปฏิเวธ
โลกุตระสำคัญอย่างไร? สังเขปแล้วนะ โลกุตระคืออะไร คือสุขทุกข์ เทวนิยมไม่เรียนรู้เรื่องสุขทุกข์ เรียนรู้แต่ดีชั่วแล้วก็วนอยู่แค่ดีชั่ว แล้วก็ติดสุขด้วยเป็นสุขนิยม เพราะฉะนั้นเทวนิยมตะวันตกหรือชาวตะวันออกกลางก็ตาม ที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไม่รู้เรื่องนี้ ไม่เรียนรู้เรื่องนี้ ไม่มีภูมิจะรู้ด้วย เพราะฉะนั้นเขาจะยังไม่มีทางที่จะเลิกสุขเลิกทุกข์ จะจมอยู่ แล้วก็จะมีสงคราม เพราะสุข เพราะทุกข์นี่แหละ จะสุขเพราะได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขเพราะได้อำนาจได้ตำแหน่ง เพราะได้เสพ หรือได้สรรเสริญก็แล้วแต่ สรรเสริญเป็นจ้าวโลกหรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เขาจะไม่รู้จัก ทีนี้โลกุตระสำคัญอย่างไร? มาก…กกก สำคัญมาก มากก็คือต้องเรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์นี่แหละ สุขทุกข์คืออาการของเจตสิก ที่เรียกมันว่า เวทนา ด้วยภาษาศัพท์วิชาการ เวทนาเป็นภาษาบาลี คือความรู้สึก อาการรู้สึก คืออาการรู้สึกนี้ มันจะมีลักษณะแบ่งเป็นใหญ่ๆคืออาการสุข อาการทุกข์ แล้วก็อาการไม่สุขไม่ทุกข์ ทีนี้พวกมิจฉาทิฏฐิเขาก็ทำอาการไม่สุขไม่ทุกข์ของเขาได้เหมือนกัน ด้วยการสะกด สะกด สะกด สะกดเป็นสมถะ เขาก็สำเร็จเหมือนกัน อาฬารดาบส อุทกดาบส หรือพวกหลับตาปฏิบัติ ไม่ได้เรียนรู้ถึงสภาวธรรมจริงว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย เปิดๆ สัมผัส แล้วก็เห็นกิเลสตัวจริง แล้วก็รู้มันได้ด้วยฌาน ด้วยปัญญา ว่าไอ้นี่มันขี้หลอก เพราะฉะนั้นตัวปัญญาจะมีธรรมฤทธิ์ เป็นธรรมฤทธิ์ที่เป็นเรื่องที่พูดด้วยภาษาไม่ได้ว่าเป็นธรรมฤทธิ์ถึงขนาด กิเลสนี้มันเจอปัญญาเนี่ย โอ้โหมันหนีไกลลิบ เฮ้ย…นี่ ปัญญาเกิดแล้วมันมาแล้ว เราอยู่ไม่ได้แล้ว นี่พูดด้วยพยัญชนะด้วยภาษาสู่ฟัง มันจะเป็นธรรมฤทธิ์ฆ่ากันเองอย่างนั้นเลย สภาวะของปัญญาเกิดรู้แจ้ง รู้จริง รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ไอ้เจ้ามาร เจ้าผี เจ้ากิเลส เจ้าตัวหลอกไม่จริง สรุปแล้วก็คือ ตัวไม่จริง พอความจริงมันขึ้นมาแท้ คือปัญญา เป็นความจริง ไอ้ตัวความไม่จริงมันจะไปรอหน้าความจริงได้ไง นี่ก็ใช้พยัญชนะใช้ภาษาอธิบายสภาวะชัดแล้ว เพราะว่าแม้แต่ความไม่จริง มันก็มีสัจจะในตัวมันว่า เฮ้ย…เราเป็นตัวหลอกนะ ไปเจอตัวจริงเข้า เฮ้ย เอ็งจะเอาตัวไม่จริงไปสู้กับตัวจริงเขา หมอไหนก็ไม่รับเย็บนะ หน้าแตก เอาความไม่จริงไปทำเป็นจะชนะความจริง ก็ใช้พยัญชนะสื่อสภาวะได้อย่างนี้แหละ ท่านผู้ฟังทั้งหลาย อาตมาพูดได้เท่านี้มีภาษา เพราะฉะนั้นโลกุตระคือความรู้ชนิดที่ลอยตัว โลกะ + อุตระ อุตระ แปลว่า อยู่เหนือ เห็นอยู่หลัดๆ โลกเขาก็มีอยู่ แต่ ผู้มีปัญญานั้นแล้ว หลุดพ้นจากโลก อยู่เหนือ ลอยอยู่เหนือ อุทธัง อยู่เหนือสภาวะโลก โลกก็เป็นตัวยอมแพ้ ไม่กล้าที่จะทำอะไรกับปัญญา เหมือนกับตัวกิเลสที่มันเป็นตัวไม่จริง พอเจอหน้าความจริงมันก็ต้องวิ่งหนี ตามสำนวนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตถาคตเห็นเราแล้ว มันก็หายไปเลย มีในพระไตรปิฎก พวกมารทั้งหลายบอกว่า ตถาคตทรงเห็นเราแล้ว มันวิ่งหนีหูตูบเลย มันเป็นเช่นนั้นจริงๆสภาวธรรมสัจจะ เพราะปัญญามีธรรมฤทธิ์ ที่พวกมาร พวกความไม่จริงทั้งหลายแหล่ที่ใช้ภาษาไทยชัดที่สุดนี่ ความไม่จริงมันจะกล้ารอหน้ากับความจริงได้อย่างไร มันหายไป มันเป็นสภาวะที่เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมากเลย ซึ่งคนธรรมดาที่ไม่มีภูมิหรือภูมิยังไม่ถึง ฟังแล้วก็จะบอกว่ามีด้วยหรือว่ะ นี่แหละอาตมาขยายผลความจริงว่า เราเอาความสงบไปรบชนะความรุนแรง จนชนะมาแล้ว อันนี้ยังหยาบกว่าเมื่อกี้ที่พูดด้วยพยัญชนะภาษาว่า ไอ้ตัวมาร ตัวไม่จริง กับตัวปัญญาเป็นตัวจริง มารมันรู้มันกลัวความจริง ไอ้นั่นยิ่งละเอียดกว่าที่เราออกสนามรบเอาความสงบไปสยบประหารความรุนแรง นี่แหละประเทศไทยมีตัวอย่างความจริงอันนี้ เพราะฉะนั้นพวกที่ไม่มีภูมิธรรมจะรู้ พวกเทวนิยมนี้ยังยาก คนไทยด้วยกันและเป็นพุทธด้วยกันนี้ ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ยังอีกเยอะเลย แม้แต่ผู้รู้ปราชญ์เอกทางเถรสมาคม ยัง ยังไม่ใช่ง่ายๆ ทีนี้ตอบอันที่ 2 ว่า โลกุตระสำคัญอย่างไร? ถ้า ความรู้โลกุตระธรรมที่ต้องรู้สภาวะกิเลส รู้สภาวะปัญญา รู้ธรรมฤทธิ์ต่างๆ พวกนี้ คุณไม่รู้จริงๆเลยนี่นะ คุณก็จะไม่เห็นความสำคัญในความสำคัญพวกนี้เลย เพราะมันจะไม่ปรากฏผลให้คุณเห็นความสำคัญในความสำคัญ อ๋อ.. นามธรรมพวกนี้ มันรบกันด้วยนามธรรมแล้วมันมีแพ้ชนะกันด้วยนามธรรมอย่างนี้ด้วยหรือ คุณจะไม่เห็นความจริง เพราะฉะนั้น ปัจจัตตัง ตัวคุณปฏิบัติเอง คุณก็จะเกิดความจริงอันนี้ คุณจึงจะรู้ความสำคัญในความสำคัญนี้ได้ ว่ามันเป็นอย่างไร หมดความเว่าแล้ว พูดไปอีกประเดี๋ยวก็วน ใครอัดเสียงไว้เอาไปฟังทวน ก้าวหน้าต่อไป ในข้อต่อว่า โลกุตระมีในโลกได้เพราะใคร? ในโลกที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและเป็นโลกที่ไม่มีโลกุตระเลย ในยุคไหนก็ตาม ถ้ายังไม่มีคนอย่างพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ในโลกนั้นจะไม่มีโลกุตระเกิด พระพุทธเจ้าเกิดอุบัติขึ้นในโลกเป็นตัวตน มีขันธ์ 5 มนุษย์ แล้วประกาศสัจจะนี้เป็นโลกุตระ โลกุตรธรรมจึงเกิดได้เพราะพระพุทธเจ้า ไม่มีใครบังอาจจะนำเอาโลกุตระมาประกาศออกไปในโลกที่ไม่มีโลกุตระ มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เป็นเจ้าของโลกุตระทุกพระองค์ เมื่อโลกหรือยุคใดที่ไม่มีโลกุตรธรรม และก็ไม่เป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาประกาศโลกุตรธรรมแล้ว ก็ต้องมีสัตตบุรุษ มีผู้รู้ความจริงที่เป็นสัจจะโลกุตรธรรมมาประกาศ เช่นยุคนี้ ยุคใกล้กลียุคนี้พระพุทธเจ้าไม่อุบัติ ต้องปล่อยให้พระโพธิสัตว์ ยุคนี้ก็มีพระโพธิสัตว์ 2 องค์ใหญ่ๆ เป็นธรรมิกราช 2 องค์คือในหลวงรัชกาลที่ 9 กับอาตมา มาประกาศความจริงของโลกุตรธรรมนี้ ในหลวงตามพระสัจจะบารมีของท่าน ในหลวงท่านก็แสดงรูปธรรม ส่วนอาตมานั้นเป็นฝ่ายปัญญา ก็แสดงนามธรรมให้ละเอียดลออยิ่งกว่ารูปธรรม มันเป็นหน้าที่ เป็นสัจจะบารมีของแต่ละบุคคล ในหลวงท่านก็มีของท่าน อาตมาก็มีของอาตมา แต่ต้องคู่กัน ในหลวงกับอาตมานี้คู่กันมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว แต่อย่ามาถามนะชาติไหนบ้าง อาตมาระลึกออกได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วก็ยังไม่มีรายละเอียดเท่าไหร่ไม่อยากพูดถึง มีบ้างแต่ว่ารายละเอียดน้อย แล้วก็อ้างอิงไม่ได้เพราะมันไม่มีในประวัติศาสตร์ด้วย ไม่มีในตำนาน มีในตำนานบ้าง แต่มันก็น้อย เลือนลางไม่ค่อยรู้ ในมหายานเขาจะมีเยอะ เถรวาทไม่มีเลยตำนานพวกนี้ ก็เลยไม่อยากพูดถึง เพราะว่าพูดไปก็ไม่มีหลักฐานอ้างอิง มันเลื่อนลอย อาตมาก็ไม่อยากจะพูดให้เสียเวลา ทำความจริงนี้ให้ปรากฏก็แล้วกัน ในหลวงท่านก็มีบารมี 89 พรรษา ท่านก็สวรรคตไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่อาตมานี้ยัง อีลากอีเลือ ไปอยู่เนี่ย ถูลู่ถูกังชีวิตไป ทำหน้าที่ไปให้ได้มากที่สุดเพราะอาตมายังต้องสั่งสมสัมภาระวิบากอันนี้ สั่งสมบารมีอันนี้ ต้องทำ เพราะมันไม่ใช่เรื่องเสียหาย พวกคุณ ประชาชน ผู้ที่มีประโยชน์ รับประโยชน์ได้ ก็รับประโยชน์ได้ อาตมาก็ทำประโยชน์นี้ไป มันไม่ใช่ของเสีย มันเป็นของดี ก็ทำ _นักรบธรรม...สรุปว่าของพระโพธิสัตว์นี้จะต้องเหนื่อยกว่าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญมากกว่าพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... แน่นอนสิ ถามว่าพระโพธิสัตว์จะต้องเหนื่อยกว่าพระพุทธเจ้าใช่ไหม ก็ใช่สิ ยิ่งพระสมณโคดมเป็นยุคปลายแล้ว ท่านเหนื่อยน้อยที่สุด ทำใบไม้กำมือเดียว อายุ 80 ไปแล้ว บ๊ายบาย ทิ้งไว้ให้พระโพธิสัตว์แบก มันเป็นสัจจะ มันจะต้องเป็นเช่นนี้ Born To Be มันต้องเกิดแบบนี้แหละ มันต้องเกิดต้องเป็นแบบนี้ ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ก็ไม่ใช่ของจริง ของจริงมันเป็นอย่างนี้ _นักรบธรรม...แล้วพระอวโลกิเตศวรเป็นพระพุทธเจ้าหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า... ยังสิ ยังไม่ได้ประกาศตัวเป็นพุทธเจ้า พระอวโลกิเตศวรที่ถามมา ท่านมีปณิธานสูงใหญ่ ไม่รู้ท่านจะลดปณิธานนั้นแล้วก็มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไร ก็เรื่องของท่าน ที่จริงมันเป็นบัญญัติ โลกุตรธรรม หรือกวนอิมเป็นบัญญัติ ที่เป็นบัญญัติของปณิธาน ใครจะมีปณิธานขนาดนั้นก็เอาสิ แต่จริงๆแล้วเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจริงแล้ว ท่านก็จะรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ท่านก็จะไม่ดันทุรังทำไปจนถึง Impossible ท่านจะให้คนตรัสรู้หลุดพ้นเป็นอรหันต์หมดทุกคนทั้งโลกแล้วจึงจะปรินิพพานเป็นองค์สุดท้าย มันเป็นเรื่อง Impossible มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีลด เหมือนกันกับพิธา ถ้าลดซะบ้างนะ พิธาเอ๋ย อย่าไปเอาอย่างทักษิณเลย มันก็จะตายโครมเหมือนทักษิณนั่นแหละ เป็นแต่เพียงว่าคุณจะมีแผ่นดินอยู่หรือไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนทักษิณไหม เท่านั้นแหละ ดูไป _นักรบธรรม...ในยุคสงครามนิวเคลียร์ทำลายล้างแทบเกลี้ยงโลก แล้วก็จะมีมนุษย์ที่เหลืออยู่นี้ไม่กี่คน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรน่าจะเกิดยุคนี้ล่ะครับ พ่อครูว่า... สรุปคำพูดของอู๊ด หมายความว่าในโลกนี้คนเชื่อว่าอาวุธนี้จะปราบคนตายหมดทั้งโลก คุณมีอาวุธเก่งแล้วก็ปราบให้คนตายหมดโลก คุณก็อยู่กระจิบเดียวเหรอ แล้วคุณจะเป็นใหญ่ในความเล็กเหรอ ทำทำไม คุณอยู่เป็นใหญ่อย่างที่คนทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น เกษมสันต์ เกื้อกูล สามัคคี อยู่อย่างนี้สิ ไปอยู่อย่างที่คุณปราบคนไม่เหลือ แล้วคุณเป็นใหญ่ ข่มคนหมด เหลือก็กะหยิบเดียวเหลือแต่พวกคุณกันเอง เดี๋ยวพวกคุณก็กัดกันเอง เดี๋ยวพวกคุณก็แย่งตำแหน่งหน้าที่กันใหม่ คุณก็ฆ่ากันเองใหม่ อาตมาไม่อยากจะพูดหรอกว่า สุดท้ายคุณก็ฆ่ากันไปหมดเลย เหมือนอย่างอาตมาเคยพูดว่า มีคนที่เก่งในการยิงปืน ทั้งเร็วทั้งแม่น หันหลังชนกันแล้วเดินออกไป ให้กรรมการเป่านกหวีด แล้วหันกลับมายิงกันเลย แล้วเป็นยังไง ก็ตายทั้งคู่ เพราะมันเร็วทั้งคู่ มันแม่นทั้งคู่ มันกดนิ้วพร้อมกันทั้งคู่ ลูกปืนวิ่งไปก็ถูกตัวคนที่มันยิงด้วยกันทั้งคู่ มันก็ตายพร้อมกันด้วยกันทั้งคู่ นี่คือความจบ แล้วจะไปทำทำไม อ๋อ.. เป็นเรื่องจะหาทาง ปรินิพพานเป็นปริโยสานเหรอ ไม่ใช่มั้ง การปรินิพพานด้วยการถือปืนหันหลังชนกันแล้วตายพร้อมกันทั้งคู่และพวกนี้คือปรินิพพานหรือ ไม่ใช่ _สู่แดนธรรม... เหลือกรรมการอีกคนยังไม่ตายครับ _นักรบธรรม.. จะเหลือพวกที่ปฏิบัติธรรมไปหลบอยู่ไหมครับ พ่อครูว่า... นี่เขาแก้มา พวกยิงกันมันก็ตาย อันนี้ก็สำคัญ วางศาสตรา วางทัณฑะ วางอาวุธ อย่างพวกเรานี่วางแน่ๆเลยออกไปชุมนุมกันพร้อมหรือยัง มีอาวุธไหม ไม่มีอาวุธ มีแต่หัวใจจริงๆ ตายเป็นตาย พวกเรารู้จักความตายว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ตายก็ตายด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความจริง ด้วยความดีงามอันวิเศษ เป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเราไม่ใช่จะเป็นคนซาดิสม์ หรือจะเป็นคนมาโซคิสม์ ตายแล้วดีมันดี ไม่ใช่ ไม่ใช่เป็นคนวิปริตวิตถารแบบนั้น เราก็ไปทำอย่างที่เหมาะที่ควร ตามเหมาะตามควร
มาพูดถึง โลกุตระ มีในโลกได้เพราะใคร.. เพราะพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ถ้าในโลกยุคใดปราศจากโลกุตระแล้ว และสมเหมาะสมควรที่พระพุทธเจ้าจะต้องมาประกาศลงไป แล้วโลกุตระจึงจะมีอยู่ในโลก จนกระทั่งโลกุตระเสื่อมไปเรื่อยๆ ก็จะมีพระโพธิสัตว์ที่ค่อยๆกอบกู้ช่วยมาเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าก็หมดพระหน้าที่ของพระองค์แล้วทุกพระองค์ ไม่มาอุบัติในยุคที่ไม่ควรเกิด เพราะฉะนั้นผู้ที่มาเกิดในยุคที่ไม่ควรเกิด คือยุคที่เข้าสู่กลียุคและมีคนเลวหนักแล้ว มันไม่เหมาะสมที่พระพุทธเจ้าจะมาทำสิ่งนี้เพราะมันจะหยาบ อย่างอาตมานี้แรง หยาบ ดูแล้วไม่งาม ถ้าเป็นพระพุทธเจ้ามาแสดงอย่างอาตมานี้เสียหมด เสียสมณสารูปของพระพุทธเจ้า ต้องปล่อยให้คนอย่างอาตมาต้องมาเกิดในยุคนี้ ต่อไปยิ่งจะแรงกว่านี้เพราะความเลวร้ายจะหนักหนาสาหัสกว่านี้ นี่ขนาดยุคที่อาตมาเกิดนี้ มันจะแรงกว่านี้ และยุคเหล่านั้นไม่ใช่หน้าที่ของอาตมา เป็นหน้าที่ของโพธิสัตว์ระดับต่อไป จะต้องมาเผชิญกับความหยาบแรงกว่านี้ อาตมานี้หยาบไม่ลง พูดหยาบก็ไม่ได้ มันไม่ได้จริงๆ อาตมาชาตินี้ไม่เคยพูดหยาบ แม้แต่คำว่ากูมึงที่พูดกับเพื่อน เพื่อนพูดกับอาตมานี้ก็พูดกูมึงได้ แต่อาตมาพูดไม่ออก พูดได้แต่ ลื้อ อั๊วะ เอ็ง ข้า อย่างเก่ง เอ็ง ข้า แค่นั้น กูมึงอาตมาพูดไม่ได้ชาตินี้ เพื่อนอาตมาหลายคนก็ว่าอะไรวะ เขาพูดกับอาตมาว่ากูมึง แต่อาตมาพูดกับเขาพูดกูพูดมึงไม่ออก พูดได้แต่เอ็ง ข้า ลื้อ อั๊วะ _นักรบธรรมว่า..แก ฉันได้ไหมครับ พ่อครูว่า... มันจะงามไป มันจะไพเราะไป ลื้อ อั๊วะ เอ็ง ข้า ก็สมบูรณ์แบบแล้ว ตอนนี้เวลามันหมดแล้ว จะต่อไหม _สู่แดนธรรม... เพื่อเป็นการเซฟสุขภาพพ่อท่านนะครับ พ่อครูว่า... แน่ใจหรือว่าเป็นการเซฟ ไม่ใช่ว่ายิ่งพูดยิ่งเป็นการ stimulate ขึ้นมาหรือเพิ่ม Co-efficient ขึ้นมาไม่ได้เหรอ _สู่แดนธรรม... วันนี้พ่อครูพูดเรื่องประเทศไทยนี้เท่านั้นที่จะทำโลกุตระได้ ต่างประเทศพยายามจะทำโปรเทสแบบประเทศไทย พ่อครูว่า... อยากให้เลียนแบบนะ แต่ไม่ใช่จะเลียนแบบได้ง่ายๆ 660717 ประกาศกองทัพธรรมไปร่วมชุมนุมให้กำลังใจสว. รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #30 ราชธานีอโศก