600211 งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 41 ชุมชนปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์2560_พุทธาฯ ครั้งที่ 41
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์47 KB
วันที่แก้ไข17 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

รายงานการจัดงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 41 ชุมชนปฐมอโศก

งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 41 วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ชุมชนปฐมอโศก

จากการที่กองทัพธรรม ต้องทุ่มกำลังไปจัดงานโรงบุญฯที่ท้องสนามหลวง เพื่อช่วยกันรับแขกของพระราชา ทำให้มีคำถามกันมาตลอดว่า เราจะได้จัดงานพุทธาภิเษกฯหรือไม่? พ่อครูก็ดูเหมือนจะยังไม่มีคำตอบได้ทีเดียว จนผ่านพ้นวันปีใหม่ไป จึงเห็นว่าเราสามารถแบ่งกำลังทำทั้ง 2 อย่างพร้อมๆกันได้ จึงกำหนดให้มีงานพุทธาภิเษกฯขึ้น ที่พุทธสถานปฐมอโศก เพราะเห็นว่าจะเป็นพุทธสถานที่มีการตระเตรียมงานได้น้อยที่สุด และพร้อมที่จะจัดงานได้มากที่สุดกว่าเพื่อน การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นรอบใหม่ของงานพุทธาภิเษกฯ ในการขึ้นรอบปีที่สี่สิบ-หนึ่ง มีหลายๆอย่างที่เป็น 1.เป็นครั้งแรก เช่น ที่ปฐมอโศกเป็นครั้งแรก และเป็นชุมชนแรกของชาวอโศก 2. เป็นครั้งแรกที่วันมาฆบูชาเป็นวันแรกของงาน และงานวันนี้ก็เป็นวันที่ “หนึ่งหนึ่ง” กุมภาพันธ์ อีกต่างหาก และเป็นครั้งแรกของการจัดการพุทธาภิเษกฯ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 และยังเป็นครั้งแรกของสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 อีกด้วย

ก่อนงานมีการจัดค่ายนักเรียนสัมมาสิกขาม.1 จากทุกโรงเรียนสัมมาสิกขา มาเข้าร่วมค่าย มีนักเรียนม.1 มาเข้าค่าย 82 คน เป็นชาย 46 คน หญิง 36 คน การจัดค่ายก็เพื่อเตรียมงานพุทธาภิเษกฯ และนักเรียนได้มาเรียนรู้บูรณาการใน 8 สาระวิชา

11 กุมภาพันธ์ 2560 เริ่มงานในวันมาฆบูชา

เริ่มต้นงานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 41 ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา ด้วยการบิณฑบาตในยามเช้าของสมณะสิกขมาตุ ที่บริเวณในชุมชนและหน้าชุมชน มีศิษย์เก่าและญาติธรรมมาใส่บาตรเป็นจำนวนมาก พ่อครูนำนักบวชออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ สร้างบรรยากาศอบอุ

อ่านต่อ

่นของการวันมาฆบูชา วันแห่งความรักอันยิ่งใหญ่และยังยืนของศาสนาพุทธ

06.30-08.30 น. รายการประชุมองค์กรบุญนิยม ที่ศาลาวิหารมีการประชุมเตรียมงานตลาดอาริยะ ที่จะจัดขึ้น ณ ชุมชนราชธานีอโศก ในช่วงสงกรานต์ปีใหม่ไทยในปีนี้ โดยจะมีอาคาร สวน.ที่มีพื้นที่ถึง 11 ไร่ รองรับงานตลาดอาริยะปีนี้

09.00-11.00 น. รายการธรรมะก่อนฉัน โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เป็นการเทศนาเปิดงานอย่างเป็นทางการ พ่อครูว่า...วันนี้ก็เป็นวันเริ่มต้นของงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 41 พุทธศักราช 2560 เราทำเรียกว่าพิธีการ เราทำพิธีการปลุกเสก หรือพุทธาภิเษก ซึ่งเป็นพิธีการของ ชาวพุทธ เอาคำว่าพูดมาใช้เป็นพุทธาภิเษก หรือว่าปลุกเสก พุทธาภิเษกก็เพี้ยนมาเป็นปลุกเสก แล้วคำว่าพุทธาภิเษกก็ผิดเพี้ยนไปในสาระ กลายเป็นปลุกเสกพุทธาภิเษกอิฐหินดินปูน ก้อนหินก้อนดินโลหะต่างๆที่เป็น อุตุนิยาม ให้เป็นพุทธะไป ให้มีความเป็นพุทธะ ซึ่งมันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ แต่เขาก็หลงกัน ว่ามันมีฤทธิ์มีอำนาจ อะไรกันไป เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ในคนอวิชชาที่เป็นไป ในวงการคนนับถือศาสนาพุทธในเมืองไทยขณะนี้ หลงงมงายไปอย่างงั้นมากต่อมาก น้อยคนนักที่จะเห็นว่า พุทธาภิเษก หรือปลุกเสก คือการทำอย่างไร อภิเษกให้เป็นพุทธ เอาอะไร เอาอะไรใส่เข้าไปให้รับรู้รับทราบ ให้ตื่น จากความงมงาย ให้ตื่นจากความหลงผิด ให้มีความรู้ให้มีปัญญา ให้กลับมาประพฤติ กลับจากการประพฤติที่มันไม่ดี ไม่เจริญไม่ประเสริฐให้มาเป็นความดีความเจริญความประเสริฐเสีย แต่ทุกวันนี้การปลุกเสกไม่ได้นึกถึงคนเลย ไปนึกถึงการปลุกเสกอิฐหินดินปูน ปลุกเสกทองคำ แล้วถือว่าราคาแพงยิ่งสูง มันก็เลยยิ่งงงๆกันไปใหญ่ นับวันความงมงายไปจากเนื้อแท้ศาสนา สิ่งแทนที่จะได้สิ่งที่ประเสริฐมาให้แก่ตนเองมีชีวิตที่ดีขึ้น ชีวิตที่เจริญพัฒนาขึ้น เลยกลายเป็นงมงายตกต่ำจนเป็นอบายมุข เป็นเดรัจฉานวิชาเละไปหมด อาตมาจึงจำเป็นต้องทำปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ ทำปีละกี่ครั้ง มาครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 41 ปีที่ 41 อาตมาบวชมา 46 ปีย่างเข้า 47 ปี นี่พุทธาภิเษกฯ 41 ปี ก็แสดงว่า อาตมาเริ่มต้นจัดงานพุทธาภิเษกฯ ในพรรษาที่ 5 ที่จริงก่อนจะนับเป็นครั้งที่ 1 ของพุทธาภิเษกฯ ก็ทำมาก่อน 2 ปีแล้ว ถ้าจะว่าจริงๆต้องนับบวกถอยหลังไปอีก 2 ปี เป็น ปีที่ 43 ที่อาตมาได้มานั้นก็คือ เหตุก็คือ พออาตมาบวชมา เขาก็บอกว่าอยู่ปริวาส เข้าปริวาสปลุกเสกฯ เราก็ว่าพระ เจ้า เขาทำกัน โดยเฉพาะพระทางสายธุดงค์ เขาก็จะทำกัน สายพระบ้านไม่ค่อยทำ ปลุกเสกฯ คือเข้าปริวาส ตอนแรกๆอาตมาไม่รู้ บวชใหม่ๆก็ไปเข้ากับเขา ทั้งๆที่เราไม่มีความผิด คนที่จะเข้าปริวาสนั้น จะต้องเป็นคนที่ผิดอาบัติสังฆาทิเสส เขาก็บอกว่าพุทธาภิเษกฯให้มันสา เข้าปริวาสอยู่กรรม ใครจะมีความผิดสังฆาทิเสสข้อใด ใน 13 ข้อ ใครจะไปละเมิดอาบัติสังฆาทิเสสบทไหน ก็ไม่ฟังให้คิดไม่มีความรู้ ไปเข้าก็แล้วกันถือว่าไปชุบตัว เมื่อผ่านพิธีแล้วชุบตัวก็สะอาดผ่องใส เข้าไปแล้วไปทำอะไร เข้าไปสวดมนต์ เข้าไปฟังอาจารย์บางรูป ที่ถือว่าเป็นเกจิอาจารย์ ก็มาทำพิธีอะไรของเขาไป เสร็จแล้วก็มีประชาชนมากันเยอะถือว่าเป็นงานที่ได้บุญ มาทำทานเอาข้าวของเอาเงินมา เมื่อเสร็จงานพระก็มานับเงินแบ่งกัน เราก็เห็นว่านี่ไม่ใช่งานศาสนา เราไปตอนบวชปีที่ 2 แต่พอปีที่ 3 ก็เห็นว่าเรามาทำของเราเอง นัดแนะกัน 50 คน ถ้าจะปลุกเสกฯ ก็ปลุกเสกฯคน ไม่ใช่อย่างงมงาย มาฟังธรรมกัน

ในช่วงท้ายของการเทศนาพ่อครูได้นำพาปฏิญาณศีล 8 อันเป็นสัญญาณเริ่มต้นการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้นถือศีล 8 รับประทานอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ ของงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 11 วันนี้มีผู้เข้าร่วมฟังธรรมในศาลาจำนวน ๗๕๙ คน วันนี้ยังมีกิจกรรมการรวมตัวของศิษย์เก่าสัมมาสิกขา เพื่อประชุมขับเคลื่อนสมาคมศิษย์เก่าสัมมาสิกขา โดยศิษย์เก่าได้มารวมตัวกันถึง 202 คน(ศีรษะอโศก 39 คน ปฐมอโศก 37 คน ราชธานีอโศก 35 คน อาชีวสัมมาสิกขาวิชชาราม 13 คน สันติอโศก 31 คน ภูผาฟ้าน้ำ 18 คน ศาลีอโศก 9 คน สีมาอโศก 4 คน หินผาฟ้านำ 1 คน ) โดยรวมกันที่หอประชุมชาวบ้าน มาพบปะพูดคุยกับสมณะสิกขมาตุที่เคยได้ดูแลพวกเขามาตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนสัมมาสิกขา จากนั้นจึงได้รวมตัวกันเดินมาที่ศาลาส่วนกลาง เพื่อพบกับพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ต่อ พ่อครูได้ให้โอวาทกับเหล่าศิษย์เก่า เป็นบรรยากาศอันอบอุ่นคุ้นเคย ก่อนที่ศิษย์เก่าจะได้กลับไปยังหอประชุมชาวบ้าน และมีการประชุมกัน เป็นการประชุมรวมศิษย์เก่าครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ได้นายกสมาคมศิษย์เก่าคือ -แหม่ม ไอดิน รองนายกสมาคมฯ -ยิ่งฟ้าใกล้รุ่ง เลขา -จุ๋ม(บ้านราช) กั๊ก (สันติ) เหรัญญิก - เกษ(สันติ) กรรมการ - ตัวแทนจาก รร.ต่างๆ การสื่อสาร มีเพจใน facebook ว่า ศิษย์เก่าสัมมาสิกขา

14.00-16.00 น. รายการธรรมะภาคบ่าย เ ป็นรายการปฐมนิเทศ โดย ท่านส.ฟ้าไท สมชาติโก ส.แก่นเกล้า สารกโร ส.ตรงมั่น อุชุจาโร สม.พูนเพียร ชาวหินฟ้า และคุณลุงจำลอง ศรีเมือง ปฐมอโศกเป็นชุมชนแห่งแรกของชาวอโศก เป็นชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้ เป็นชุมชนพี่ที่ดูแลชุมชนน้อง การมาจัดงานที่ปฐมอโศก เป็นชุมชนแรก ที่พ่อครูมีความภาคภูมิใจ ที่มีความเข้มแข็งจนพึ่งตนได้ และสามารถช่วยพี่ช่วยน้องได้อีกด้วย ปฐมอโศกมีความก้าวหน้า ทั้งอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม มันจะมีกิจกรรมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ปฐมอโศก โดยแบ่งกลุ่มไปเรียนรู้ตามฐานงานต่างๆในช่วงบ่าย

18.00-20.00 น. รายการภาคค่ำที่เวทีธรรมชาติ ธรรมะมาฆบูชา เทศนาการพิเศษมาฆบูชาโดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ … พ่อครูว่า..วันนี้พ. ศ. 2560 วันมาฆบูชา ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 เมืองไทยอาตมาก็ขอพูดตามภูมิของอาตมา เมืองไทยตอนนี้เจริญ และจะเจริญขึ้นต่อไป เป็นตัวอย่างให้แก่โลก อาตมากล่าวมาหลายทีแล้ว กล่าวมาด้วยความมั่นใจ และกล่าวด้วยความจริงใจด้วยว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ที่มีคุณสมบัติถึงขั้นเป็นชมพูทวีป อาตมาก็ขยายความอยู่เสมอ ว่าชมพูทวีปคืออะไร ชมพูทวีปนั้น เอาที่คุณสมบัติอยู่ที่ตัวมนุษย์เป็นหลัก ไม่ได้เอาที่สถานที่ สถานที่มันไม่เที่ยง แต่คุณสมบัติคุณธรรมคุณวิเศษที่อยู่ในตัวมนุษย์มันเที่ยงแท้ คุณธรรมที่เป็นโลกุตระทำมันถึงขั้น “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”ตามพระบาลีต่างๆที่รวบรวมในพระไตรปิฎก ผู้ที่มีคุณธรรมพระพุทธเจ้า เริ่มตั้งแต่อัญญะ เป็นความเฉลียวฉลาดที่ต่างไปจากโลกียะ ปุถุชนคนโลกๆที่ยังมีอวิชชาอยู่ อันนี้เป็นทฤษฎีหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีอย่างนั้น อัญญะ เป็นพลังงานธาตุรู้ เช็คกับที่ดูต่างกันกับเฉกะหรือเฉกา(พหูพจน์) แปลว่าความฉลาดเฉลียว ปุถุชนทั่วไปเฉลียวฉลาดอยู่ในกรอบของเฉกา เป็นความผู้เฉลียวฉลาดที่อยู่ในกรอบของโลกียะ ไม่ได้ออกนอกกรอบความเป็นปุถุชนคนโลกๆโลกียะ ที่หลงตกใต้อำนาจของอัตตาและโลก แม้จะปฏิบัติพัฒนาตัวเองอย่างไรก็ไม่ออก จากความฉลาดแบบปุถุชน ต่อให้เป็นคุณธรรมที่ดียอดเยี่ยม ลักษณะโลกโลกีย์ ธรรมดาเขามีความรู้ว่าคนดีคือคนอย่างไร คนดีคือคนมีจิตใจมีพลังดี จิตใจมีพลังงานให้ตัวเองมีพลังงาน โลภน้อยๆลงๆ แล้วไม่โหดร้ายไม่มีโทสะไม่เบียดเบียนทำร้ายใคร เป็นคนไม่มีพิษภัยกับใครเป็นคนมีคุณค่า ต่อผู้อื่น แต่โลกโลกีย์ไม่รู้จักว่าการเป็นคนดีนั้นเป็นคนรับใช้เป็นคนไม่รอบต่อตัวเอง ช่วยเหลือผู้อื่นมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่จะรับใช้ช่วยสังคม พ่อครูสรุป ในท้ายนี้ว่า เมืองไทยในขณะนี้เป็นชมพูทวีป เป็นเมืองที่จะมี อุตตริมนุสสธรรม หรือเป็นโลกุตระธรรมที่จะเป็นตัวตั้ง ฟังแล้วอย่าเหลิงหลงตัวเอง ฟังแล้วก็ให้เจียมตัว เป็นผู้ถ่อมตนเป็นคนรับใช้ เป็นโศลกที่อาตมาให้พวกเราแล้วพวกเราก็ทำพอได้ เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้พอได้ ถ้าจะพูดเป็นคนโวหารกร้าวอย่างอาตมานี้อย่าลอกเลียนอาตมา ไม่ใช่ว่าอาตมาอวดเก่งสามารถ แต่อาตมาจำเป็นต้องแสดงอย่างนี้ ในยุคนี้ที่สมกาละ อาตมาพิจารณาตามมหาปเทส แล้วมีรายละเอียดที่อาตมาได้พิจารณาแล้ว ก็ขอพูดความจริงสู่ฟัง อาตมาไม่มีสิทธิ์บังคับให้ใครเชื่อ

12 กุมภาพันธ์ 2560 วันที่สองของงาน 03.30-06.00น. ทำวัตรเช้าและฟังธรรมรับอรุณ เรื่อง “สมาธิของศาสนาพุทธ” โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์…. สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 1 เรามาเริ่มต้นที่ มหาจัตตารีสกสูตร ล.14 ข.252-281 ๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [25๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ (พ่อครูว่า ย้ำว่า เฉพาะของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นใดทำให้เกิดสมาธิแบบนี้ไม่ได้ แล้วเกิดอาริยบุคคล สมณะ 1-8 ไม่ได้ ต้องอันนี้เท่านั้นอย่างอื่นไม่ได้ไม่มี) [25๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ (พ่อครูว่ามรรคทั้ง 7 เป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิ จิตที่เกิดความสงบนั้นมี 2 แบบแบบ 1 นั้นเป็นแบบที่เกิดจากสะกดจิต ก็นิ่งได้เป็นหนึ่งได้ แต่ไม่ได้วิจัยอะไรเลย แล้วศาสนาพุทธก็ไปหลงวิธีสะกดจิตที่ไม่ได้ยากอะไร นั่งสะกดเข้าไปอย่างไรมันก็ได้ แต่ของพระพุทธเจ้าต้องรู้รายละเอียดหมดเลย ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) ) [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า...ความเห็นความเข้าใจ ต้องเริ่มจากสุริยเปยยาลสูตร มีมิตรดี รู้จักมิตรดีที่จะทำให้เรารู้จักศีล ปฏิบัติ ศีลแล้วจะเกิดอานิสงส์ 10 ของศีล ถ้าเกิดแล้ว ก็เกิดฉันทะ จะมาเอา ศีลต้องปฏิบัติอย่างนี้ บางคนเขาไม่ชอบ มีจริตชอบนั่งหลับตาสะกดจิตเขาก็ไม่มาเอาแบบนี้ ต้องมาลองดูก่อนว่าศีลต้องปฏิบัติแบบนี้ แสงอรุณจึงเป็นข้อ 2 คือศีล จากนั้นก็จะเป็นฉันทะ ที่จะยินดี คนมายินดีในทิศทางนี้ ก็มาเริ่มเรียน เริ่มเรียนก็จะต้องเรียนรู้อัตตา จับอาการอัตตา จับสักกายะตัวแรก เป็นธรรมะสอง ได้ตัวปฏิบัติแล้ว เมื่อเข้าใจสักกายะ รู้สักกายะ มีหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ใหญ่คือศีลสมาธิปัญญา ทำให้จิตบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส เมื่อเข้าใจ อัตตาพอสมควร เป็นความรู้เท่านั้น แสงอรุณคือความรู้ เป็นทิฏฐิ แล้วก็เอามาปฏิบัติ อย่างไม่ประมาท แสงอรุณตัวที่ 6 แล้วย้ำอีกนะว่า ปฏิบัติใจในใจเป็น โยนิโส การนั่งสะกดจิตก็เป็นการทำใจในใจ แต่ว่าไม่ใช่แบบนั้นนะ ที่เราจะทำ เราต้องรู้ว่าปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ อย่างไร ชัดเจนนะ มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้น ส่วนความมักน้อย สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ กถาวัตถุ ห้าอันแรกของลัทธิฤาษีเขาก็มี ศาสนาอื่นเขาก็มี แต่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ศาสนาอื่นไม่มี ถึงมีก็ไม่เหมือน ส่วน มักน้อย ศาสนาอื่นเขาก็มีแต่มักน้อยได้มากกว่าศาสนาพุทธด้วย ของศาสนาพุทธนั้นเป็นเรื่องของความเป็นสัจจะย้อนสภาพ ไหนว่าไม่มีมากแต่มีมาก ไหนว่าไม่มีแต่ก็มี เป็นไปตามองค์ประกอบ มหาปเทส ถ้าจะเอาความมักน้อยศาสนาเชนชนะหมด มีสมบัติแค่ ภาชนะใส่อาหารกับไม้ปัดสัตว์ คนก็ชอบแบบสุดโต่ง เขาก็ศรัทธาแบบนั้น ก็มีคนที่ศรัทธาแบบนั้นจริง ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูนิดเดียว เขาก็อยู่ได้แล้ว พวกเชนอาศัยคนอื่นนะ ไม่ขุดดินปลูกพืช บิณฑบาตนิดเดียว กินน้อย มีแต่คนผอมไม่มีคนอ้วน นอกจากผู้ปฏิบัติไม่ดีก็จะมีพุง ถ้าปฏิบัติได้เก่งจะต้องผอม ช้างพี ฤาษีผอม เพราะฉะนั้นเราเอาแต่แง่ของน้อย อัปปิจฉะ มักน้อย สันตุฏฐิ ก็ไม่พอ ไม่สมสัดส่วน จึงยากมากเลยในความพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสไว้ ยากมากเลยในความพอดี พอเหมาะ พอเพียง ต้องเอาในทุกปัจจุบันกาละ ความสงบสองนัย คือสงบนิ่งไม่รับรู้อะไรเลยนิ่งเงียบสงบกว่า แต่สงบของพระพุทธเจ้าต้องสงบอย่างไม่มีกิเลส อย่างหยาบกลางละเอียด แม้นิดหน่อยก็ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เป็นตัวธาตุรู้ กำหนดรู้อย่างชอนไช ละเอียดหมดเลย ไม่มีเศษละเอียดแม้น้อย อากิญจัญญายตนะ แล้วตรวจแล้วตรวจอีกใน เนวสัญญาต่างๆนานา ตรวจแล้วตรวจอีก แม้น้อยนิดไม่มี แต่ว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ ต้องรู้ พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใช้สัญญาตรวจสอบ จนเกิดนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธ ด้วยการใช้สัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ ปฏิเวธะ ทะลุแทงรอบ ตรวจสอบเกลี้ยง เป็นนักค้น ตรวจสอบจนไม่เหลือ แม้นิดน้อยก็ไม่เหลือ และรู้ความไม่มีอย่างครบรอบถ้วน พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา จึงได้ชื่อว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธอย่างแจ้งสว่างชัดรอบใสสะอาดบริบูรณ์หมด จึงเรียกว่าสัจฉิ แจ้งสะอาดใสสว่างหมด วันนี้มีผู้ร่วมทำวัตรเช้าจำนวน 741 คน

06.30-08.30 น. รายการประชุมองค์กรบุญนิยม ที่ศาลาวิหารมีการประชุมพาณิชย์บุญนิยม มีสมณะ 4 รูป สิกขมาตุ 2 รูป ร่วมประชุม นำโดยสมณะเดินดิน ติกขวีโร มีเรื่องที่ประชุม 3 เรื่อง 1.ร้านค้าหน้าสันติอโศก ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอน แต่ทำให้ญาติธรรมได้เจริญอนิจจสัญญา ไม่ยึดติดในทิฏฐิความเห็นของตน หันมาเคารพมติความเห็นของหมู่กลุ่มมากขึ้น 2.เรื่องการรับซื้อข้าวจากชาวนา ปีที่ผ่านมาประสพปัญหาคือข้าวมีคุณภาพไม่ดี ทำให้ชาวเราต้องหันมาเน้นการทำความเข้าใจกับชาวนา ให้เขาพัฒนาจิตวิญญาณให้มีความพอเพียง ปราณีต พึ่งพาตัวเองได้ จึงจะสามารถมีภูมิปัญญามาผลิตข้าวที่มีคุณภาพดีได้ 3.ความคืบหน้าของร้านค้าในแต่ละชุมชน ซึ่งก็ประสพปัญหาเดียวกันคือขาดคนมาทำงานนั่นเอง

09.00-10.00 น. รายการธรรมะก่อนฉัน โดยสม.กล้าข้ามฝัน อโศกตระกูล ...เรื่องรู้สึก สำนึก เร่งฝึกตน ...เทศนาถึงธรรมะสองต้องอ่านที่เวทนา ต้องเอาจริงในการลดละ เลิกกันทีกับอิตถีภาวะ เลิกกันทีกับเวทนาสอง ทำให้เราเป็นคนน่าเวทนามานานแล้ว เราเกิดมาได้เพราะโพธิสัตว์ 2 องค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านซ้อมปืนกลดูท่านจริงจังมาก เวลาท่านทำอะไรท่านจริงจังมาก ในหลวงเรารักโปรดสัตว์ทุกชนิด สัตว์ที่ท่านโปรดและรักมากที่สุดคือรักสัตว์มนุษย์ เมื่อท่านจากไปคนก็ตื่นท่านทำเครื่องมนุษย์ที่สนามหลวงก็ตื่นเศรษฐกิจพอเพียงตื่น มาเป็นผู้ให้ก็ตื่น ชาวอโศกก็ตื่น ตื่นตีสามครึ่งไปที่ท้องสนามหลวง ไปช่วยกันแจกอาหาร

12.00-14.00 น. รายการธรรมะบนกระดาน มี 4 จุด ข้าง รร.สัมมาสิกขา โดย ส.ลานศิลป์ วชิโร หอประชุมชาวบ้าน โดย ส.กอบชัย ธัมมาวุโธ สวนสาระ โดย สม.สัจฉิกตา ตั้งเผ่า ชั้น 4 ศาลางาน โดย ส.เสียงศีล ชาตวโร

14.00-16.00 น. รายการธรรมะภาคบ่าย เรียนรู้ ประวัติศาสตร์จากปฐมอโศก กลุ่มที่ 1-6 ไปโรงปุ๋ย, ปฐมบุญนิยม กลุ่มที่ 7-12 ไปร้านยา, ศูนย์เจาะวิจัยฯ กลุ่มที่ 13-16 ไปพลาภิบาล, เชื้อดี, โรงสี กลุ่มจิตอาสา ไปที่ ศาลาค้า 1 และมีกลุ่มฟังธรรมที่ศาลาอีกกลุ่ม

18.00-20.00 น. รายการภาคค่ำที่เวทีธรรมชาติ สัมภาษณ์ ปฏิบัติกร ชุด “ปฐมอโศก บ้านเรา” โดย สมณะฟ้าไท สมชาติโก คุณทิวเมฆ นาวาบุญนิยม คุณวิเชียร เรืองศรี คุณฟื้นบุญ ชาวหินฟ้า คุณมุทิตา สุคันธนาค คุณอุดม งามศิริ สสฐ.ลำธารธรรม ชุติมามาศ สสฐ.นัฐวรรณ มโหสุด รายการวันนี้ของงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 41 ในวันนี้เป็นเหมือนการแสดงความเป็นปาฏิหาริย์แบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ของธรรมะพระพุทธเจ้า ที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้นำมาเปิดเผยให้เหล่าญาติธรรม ได้ฝึกฝนจนสามารถเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณจากพุทธชนเกิดเป็นอาริยชน ที่มีสมาธิพุทธ อันเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนคือตนเองได้ลดละกิเลสเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างเที่ยงแท้ถาวรตามลำดับ ประโยชน์ท่านคือได้ทำงานช่วยเหลือสังคม จนสามารถรวมกลุ่มกันเป็นชุมชนบุญนิยมปฐมอโศกได้ เป็นชุมชนแห่งแรกของชาวอโศกที่ยืนหยัดยืนยันอุดมการณ์ชาวบนนิยม ลดละ ขยัน กล้าจน ทนเสียดสี หนีสะสม นิยมสร้างสรรค์และยังเป็นที่พึ่งพาให้กับชุมชนอื่นๆของชาวอโศก จนเป็นที่พึ่งของสังคมได้ ทั้งหมดล้วนเกิดจากการพุทธาพิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ แบบพุทธแท้ๆนั่นเอง

13 กุมภาพันธ์ 2560

03.30-06.00น. ทำวัตรเช้าและฟังธรรมรับอรุณ เรื่อง “สมาธิของศาสนาพุทธ” โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์… ตำนานสัมมาสมาธิ พ่อครูว่า...มนุษย์ผู้ที่ยังมีภูมิปัญญา ยังฉลาดเข้าใจว่าชีวิตนี้ควรจะต้องไปหาอะไรชีวิตนี้ควรจะต้องอะไรทำอะไรเพื่ออะไร ให้เกิดอะไร ในแต่ละเวลาแต่ละวินาที ในภาวะแห่งการมีชีวิตอยู่ แต่ละคนวันควรจะถามตัวเองเสมอๆ ว่า จะให้ชีวิตตนเองเป็นเช่นใด ทุกเวลาแห่งความมีชีวิตอยู่ พอจะมีทางปฏิบัติหรือว่าจะดำเนินชีวิต มีทฤษฎีที่จะให้ชีวิตของตนเจริญ ตามที่เราจะให้เป็น แล้วหรือยัง แล้วก็ได้ทำตนให้มีชีวิตเป็นไปได้ ตามที่ตนเองเข้าใจ แล้วก็ต้องการไหม แล้วบรรลุผลสำเร็จบ้างหรือไม่ แค่ไหนแล้ว หรือว่าชีวิตตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยคิดเลยว่า เกิดมาทำไม เกิดมาแล้ว จะทำชีวิตให้เจริญ มีผลได้ควรจะเป็นจะมีหรือไม่ ไม่ได้คิดอะไรเลย คนผู้นั้นก็คือ ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม ปล่อยชีวิตให้ ร่องแร่งไป ไม่มีเจตนารมณ์ ไม่มีความคิด ไม่มีที่หมาย เกิดมากินแล้วก็ขี้ แล้วก็เยี่ยว เดินยืนนั่งนอนไป เสร็จแล้ววันหนึ่งก็ตาย มันก็เหมือนเดรัจฉาน ตัวใดตัวหนึ่ง อาตมาก็ไม่รู้นะว่า เดรัจฉานมันอาจจะมีความคิดของมัน ว่าเราน่าจะ บำเพ็ญตนอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น กบมันจำศีล เราจะทำอย่างนี้เป็นชีวิตที่ดีขึ้น ก็ไม่รู้นะว่า สัตว์เดรัจฉานตัวไหน มันจะคิดบ้าง ทีนี้เราเป็นคนแท้ๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย มันก็รู้สึกว่าชีวิตนี้เกิดมาแล้ว มันไม่ได้รู้สึกว่า ความเป็นชีวิต โดยเฉพาะความเป็นจิตวิญญาณ มันน่าจะได้พัฒนาได้ หรือว่าพัฒนาไม่ได้ หรือจะเป็นยังงี้แหละคนเรา โดยเฉพาะในสังคมโลกทั้งหมด แม้แต่ในคนที่อยู่ริมป่า ถ้าคนป่า ก็คงไม่ได้คิดอย่างคนในเมือง คนป่าก็คงจะคิดว่า วันๆหนึ่งจะไปล่าสัตว์ หรือไปหาผลไม้ที่ไหน แต่คนในเมืองก็มุ่งจะหาลาภยศ ในสังคม ใฝ่หาความสรรเสริญ ล่าความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล่าความสุขในเรื่องความหลง ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุขไป ชีวิตก็วนเวียนอยู่แค่นี้ จนกระทั่ง มีมหาบุรุษ คือพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ว่า ชีวิตแค่นี้ ที่จริงก็มีแนวคิด ก่อนพระพุทธเจ้า เขาก็คิดว่า มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ในการล่าลาภยศ ก็หนีออกไปป่า เข้าป่า แล้วจะไปทำอย่างไร ไม่ได้ไปแย่งชิง ทรมานมากมาย พืชพรรณธัญญาหาร กับสัตว์เดรัจฉานในป่า กินไปแล้วก็ตาย มันก็ไม่ใช่เท่านั้น เขาก็หาวิธีที่ว่า น่าจะบรรลุเจริญแบบไหน ก็ได้คิดว่า นั่งหลับตาสะกดจิตนี่แหละ จะต้องให้กิเลสมันลดลง ก็สะกดจิตเอา นั่งหลับตาด้วยวิธีสะกดจิตไป นี่ก็เป็นแนวคิด ที่มีมาเก่าแก่ จนกระทั่ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่ได้ทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็ธรรมดา ไม่ต้องออกป่า ออกเขาถ้ำอะไร แล้วทีนี้คนในยุคพระพุทธเจ้ายัง ไม่เป็นเมืองเหมือนทุกวันนี้ มันก็เลยไม่เข้าใจว่า พระพุทธเจ้าก็ต้องออกป่า แด่พระพุทธเจ้าได้คิดแล้ว ก็บอกว่าไม่จำเป็นจะต้องอยู่ป่า แต่แท้จริงแล้ว ท่านทิ้งบ้านแล้ว ก็เลยต้องอาศัย ต้นไม้รุกขมูลโคนไม้อยู่ ไม่ไปบุกรุก หาบ้านช่องอีกแล้ว เพราะตอนท่านออกบวชก็ทิ้งทุกอย่าง ก็ไปเป็นพระป่า เพราะสังคมโลก เขาครอบงำไว้ว่า บวชแล้ว ต้องออกมานั่งสมาธิ เดินลุยกันในป่าในเขา ไม่ต้องมีเหย้าเรือนอะไร จนตอนหลัง ถึงมีโรงเรือน เรียกว่าเรือนว่าง คือไม่มีเจ้าของ เป็นของที่ พุทธศาสนิกชน เขาสร้างให้ เรียกว่า กุฏิที่พัก จนกระทั่งมีสถานที่ ที่มีพระหลายรูป ก็อยู่รวมกันเป็นอาราม ไปตามลำดับ จนสุดท้าย ก็ไม่ต้องไปออกป่าหรอก สร้างอาราม ในเมืองนี่แหละ สร้างวัดในเมืองนี่แหละ ไม่ต้องไปออกป่าหรอก จึงค่อยๆรู้ว่า ทางปฏิบัติของ ศาสนาพุทธนั้น ไม่ต้องออกป่า แต่คนก็ยังฝังใจว่าอยู่ในเมืองแล้ว จะปฏิบัติอะไร คนที่ไม่ได้บวชก็ไม่รู้ แต่คนที่ได้ศึกษา ตามพระพุทธเจ้า ก็รู้ว่าปฏิบัติตามมรรค มีองค์แปดไง ตามพระพุทธเจ้าพาทำ ทางปฏิบัติ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ไม่มีคำสอน ในพระไตรปิฎกหมดเลย ฟังคำสอนที่ประมวลมา ในแต่ละเล่ม 45 เล่ม ทางปฏิบัติ ไม่ใช่การไปนั่งหลับตา ทางปฏิบัติคือ ปฏิปทา หรือมรรค ก็มรรคมีองค์ 8 ไม่ใช่ไปหลับตา ทุกวันนี้ ก็ผิดเพี้ยนไปอีก ไปเป็นอย่างเดิม ไปเป็นแบบฤาษี ออกมานั่งหลับตา บอกว่านั้นคือ พระที่มุ่งนิพพาน ต้องออกป่า นั่งหลับตา เดี๋ยวนี้ ก็ผิดเพี้ยนไปอีกแล้ว อาตมาก็ต้อง นำยืนยันพระไตรปิฎก เอามายืนยัน ว่าทางปฏิบัตินั้น พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ไม่ได้ไปนั่งหลับตา การปฏิบัตินั้น ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ให้เกิดสมาธิ ไปปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์แล้ว จะเกิดเป็นสัมมาสมาธิ ตามที่มีใน มหาจัตตารีสกสูตร ชาวอโศกไม่ค่อยมีติดในลาภยศ แต่ยังไม่ลึกซึ้งในสรรเสริญและสุข การไปทำทานแล้วไม่ต้องสุขต้องทุกข์อะไร อันนี้ยิ่งลึกซึ้ง จิตเฉย ให้ไปแล้วก็จิตใจว่างว่างกลางๆเฉยๆไม่มีคิดเอาอะไรตอบแทน ไม่มีดีใจไม่มีเสียใจ ไม่มีชอบไม่มีชังไม่มีอยากได้ ให้คือการเอาไปช่วยเหลือผู้อื่น

06.30-08.30 น. รายการประชุมองค์กรบุญนิยม ที่ศาลาวิหารมีการประชุมสถาบันบุญนิยม และคกร.

09.00-10.00 น. รายการธรรมะก่อนฉัน โดย ส.กล้าจริง ตถภาโว ส.ดินทอง นครวโร เรื่อง เลือดโพธิสัตว์...เป็นการโคจรมาพบกันของสมณะ คนอีสานแต่อยากอยู่กรุงเทพฯ(ส.กล้าจริง) กับสมณะคนกรุ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน