570105_เลือกตั้ง ไม่ใช่ยาที่ดีที่สุด_ ตามที่หมอเถื่อนบอก!!!.docx
เนื้อหาในไฟล์
“เลือกตั้ง” ไม่ใช่ยาที่ดีที่สุด??? ตามที่หมอ(ยิ่ง)ลักษณ์บอก!!!
๕ มค. ๕๗ นายกฯยิ่งลักษณ์โพสต์เฟซบุ๊ค : ชี้ “เลือกตั้ง” ไม่ใช่"ยา"แก้ปัญหาได้แต่เป็น"ยา"ที่ดีที่สุดแล้ว ชี้หากผู้ชุมนุมไม่อยากให้รัฐบาลกลับมา ก็ต้องสู้กันด้วยการ“เลือกตั้ง”
: มวลมหาประชาชนผู้ตื่นรู้ได้เห็นแจ้งแล้วว่า “เลือกตั้ง” ไม่ใช่ “ยา” ที่แก้ปัญหาได้ และไม่ใช่ “ยา”ที่ดีที่สุด ตามที่คุณหมอ(ยิ่ง)ลักษ์บอก ประชาชนมีสิทธิ์ไม่กินยา ที่ได้ถูกหลอกให้กินมาแล้วกว่า ๘๑ ปี ในขณะที่ร่างกายไม่พร้อมจะรับตัวยาชนิดนี้ เพราะยิ่งกินย่ิงแย่ ย่ิงกินยาที่ชื่อว่า “เลือกตั้ง” นี้ตามที่เขาบอก กลับทำให้ร่างกายทรุดโทรม แทบเดินไม่ไหว เกิดอาการลงแดงคล้ายเป็นโรคติดยา จนสัญญาณชีพหรี่ลงเรื่อยๆจนใกล้จะดับชีพ
ยา “เลือกตั้ง” นี้ เป็น “ยาสามัญประจำชาติ” ที่ชาติที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นสากล ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ “ระงับอาการ” ของโรคร้ายแรงประจำทุกประเทศชาติ ที่เรียกว่า “โรคคอรัปชั่น” ที่มักจะใช้ยานี้ทุกๆ ๔ ปีหรือบางประเทศอาจใช้เวลามากน้อยต่างกันไป เป็นยาที่ใช้เพื่อ “เลือกตั้ง” ตัวแทนประชาชนให้ไปทำหน้าที่บริหาร หรือเป็นหมอรักษาประชาชน และประเทศชาติ
ผู้คนในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายก็ได้ใช้ยา “เลือกตั้ง” เป็น “ยาสามัญประจำชาติ” เลือกหมอมาเป็นหัวหน้าโรงพยาบาลหลวงประจำประเทศ เพื่อมาดูแลรักษาประชาชน ก็ได้หมอมาบริหารโรงพยาบาลมาหลายสมัย มีทั้งหมอที่ดีและเลว มีทั้งหมอที่ประชาชนเลือกตั้งมา และหมอที่มาด้วยวิธีอื่น ทำมาแล้วกว่า ๘๑ปี
แต่ว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อนประชาชนได้เลือก “หมอเหลี่ยม” มาบริหารโรงพยาบาล เพื่อดูแลรักษารวมทั้งบริหารประเทศไทย “หมอเหลี่ยม” ได้ใช้ยาครอบจักรวาลชนิดหนึ่ง ที่
อ่านต่อ
เขาโฆษณาชวนเชื่อว่ากินแล้วจะหายจากโรคทุกอย่าง กินแล้วจะมีความสุขและจะหายจน
ยาที่ว่านั้นชื่อ “ประชานิยม” และ “หมอเหลี่ยม” ได้ให้ผู้คนในประเทศไทย ใช้ยา “ประชานิยม” มามากกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา
ซึ่งแท้จริงแล้ว “ประชานิยม” คือ “ส่ิงเสพติดที่ถูกกฎหมาย” นั่นเอง ฤทธิ์ของประชานิยมนี้ร้ายแรงลึกซึ้ง ทำให้คนที่เสพ ดีใจหัวเราะร่าเริงในชั่วพริบตาที่เสพเข้าไป เกิดอุปาทานใหม่ เป็นความยึดติดในรสชาติที่เคยได้ลิ้มรส “ประชานิยม” ทั้งตัวเงินและวัตถุข้าวของหรือเป็นลาภ,ยศ,สรรเสริญและโลกียสุขต่างๆ
แต่ผลเสียที่ติดตามมาจากการเสพติด “ประชานิยม” นั้นรุนแรงเรื้อรังเหลือหลาย มีผลทั้งกายและใจ ส่งผลให้เกิดอาการผอมแห้งแรงน้อย ถดถอยสมรรถภาพ เพราะเอาแต่พึ่งประชานิยม ไม่คิดพึ่งพาตนเอง จิตใจก็หดหู่โหดร้าย แตกแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า เป็นสี
มิหนำซ้ำ พอไม่ได้เสพประชานิยม ก็จะเกิดอาการลงแดง เรียกร้องจะเอาให้ได้ตามที่เคยได้ แถมยังจะเสพติดเพิ่มขึ้นอีกทุกวันๆ โดยไม่รู้จักพอ ขณะที่ร่างกายของประเทศชาติก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จิตใจคนก็ย่ำแย่ลง เห็นการโกงเป็นเรื่องธรรมดา “เอ็งโกงไม่ว่า ขอข้าได้เปรียบด้วยคน” เป็นต้น “หมอเหลี่ยม” ใช้ประชานิยมอย่างได้ผล ประชาชนต่างติดใจในประชานิยม จน “หมอเหลี่ยม” มีอำนาจล้นแผ่นดิน แต่แกก็มาเสียเหลี่ยมพลาดพลั้ง คนเขาจับได้ว่า โกง ทุจริต คอรัปชั่น คนออกมาประท้วงไล่ออกตั้งแต่สมัยพธม. จน คมช.ออกมาปฏิวัติรัฐประหารในปี '๔๙ แกก็ไม่ยอมแพ้ สร้างกองทัพเสื้อแดงออกมาเผาบ้านเผาเมือง ส่งเสื้อดำมาฆ่าทหารและประชาชน จน นอมินีของ “หมอเหลี่ยม” สามารถชนะการเลือกตั้งกลับมาบริหารบ้านเมืองได้อีก และหมอเหลี่ยมสามารถกลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดได้อีกครั้ง
แต่ความผิดของ “หมอเหลี่ยม” ที่ได้ทำไว้มีมากมาย คดีความขึ้นสู่ศาล ศาลจึงสั่งให้ติดคุก “หมอเหลี่ยม” ไม่ยอมติดคุกหนีออกไปอยู่นอกประเทศ แต่ว่าแกไม่ยอมเสียเหลี่ยมฟรีๆ เพราะโกงเงินประเทศไปหลายแสนล้าน แล้วก็ใช้เลห์เหลียม ความฉลาดเฉโก รีโมทคอนโทรล ประเทศไทยผ่านหุ่นเชิดต่อได้ จนนอมินีตายไปบ้าง ถูกศาลตัดสินให้ออกบ้าง เพราะโกงกิน คอรัปชั่นเหลือหลาย ก็ต้องหันกลับมาใช้ยา “เลือกตั้ง” ในการระงับโรคอีก
แต่ว่า การใช้ยา “เลือกตั้ง” ในการระงับโรค “คอรัปชั่น” ในตอนหลังนี้กลับไม่ได้ผลเสียแล้ว เพราะไม่ว่าจะ “เลือกตั้ง” กี่ครั้ง ก็ได้แต่ผู้แทนที่โกงกินคอรัปชั่นกลับมามากมาย จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “สภาของโจร ๕๐๐”
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ตอนที่ “หมอเหลี่ยม” บริหารประเทศอยู่นั้น แกได้ใช้อำนาจของหัวหน้าฝ่ายบริหาร เข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้าราชการ ตำรวจ ทหาร อัยการ องค์กรอิสระ สื่อสารฯ ทั้งหมดล้วนถูกมอมเมาด้วย “ประชานิยม” อย่างแยบยลยิ่ง
ในการผลิตยา “เลือกตั้ง” นั้นต้องอาศัย กกต. ซึ่งกกต.ก็ต้องอาศัยข้าราชการในการเป็นไม้เป็นมือผลิตยา “ เลือกตั้ง” เพื่อเลือกตัวแทนมาบริหารประเทศ แต่ถ้าบรรดา ข้าราชการ และองค์กรต่างๆ รวมทั้งประชาชน ยังมัวเมาใน “ประชานิยม” ไม่ตื่นรู้นั้น ก็ยอมเลือกได้ตัวแทนที่เป็นคนของระบอบทักษิณมาอยู่อย่างเดิมแน่นอน
แม้นอมินีคนปัจจุบัน คือ “หมอ(ยิ่ง)ลักษณ์” นั้น “หมอเหลี่ยม” ก็ได้ปลุกเสกฯด้วยเดรัจฉานวิชชาประชานิยม จน “ หมอ(ยิ่ง)ลักษณ์” สามารถเป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยภายใน ๔๙ วัน ยิ่งทำให้ “หมอเหลี่ยม” มั่นใจว่า เงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง และนโยบายประชานิยมที่ถ่ายทอดต่อมายัง “หมอ(ยิ่ง)ลักษณ์” นั้นก็ยิ่งจัดหนักจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรก บ้านหลังแรก ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จำนำข้าวทุกเมล็ด รวมถึงกู้เงินมาทำรถไฟความเลวสูง 2.2 ล้านๆบาท มีการโกงกินกันในระดับนโยบายแห่งชาติ ว่ากันเป็นแสนล้านหรือล้านๆบาท ภูมิต้านทานต่อโรค “คอรัปชั่น” ของประเทศตกต่ำมาก อันดับคอรัปชั่นของประเทศ เป็นที่ 188 ของโลก พุ่งสูงขึ้นกว่าหลายประเทศทั่วโลก สูงกว่าประเทศระวันด้าเสียด้วยซ้ำ
แต่เมื่อสามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้ ก็ทำให้ “หมอเหลี่ยม” ย่ิงย่ามใจกระทำผิดอีกหลายประการ เช่นออกพรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอย ,ออกพรบ.ที่มาของสส.สว.ให้เป็นสภาผัวเมีย เป็นต้น จนประชาชนทนไม่ไหวต่อพฤติกรรมอันเลวร้ายของรัฐบาล พากันออกมาประท้วงต่อต้าน ยกระดับมากขึ้นเรื่อยๆ จนรวมกันเป็น กปปส. นำโดยกำนันสุเทพ มวลมหาประชาชนมามากมายหลายล้านคน จนรัฐบาลต้องถอยกรูดยุบสภาฯอย่างไม่เป็นกระบวน เพื่อหวังลดแรงต่อต้าน
และต้องงัดไม้ตายสุดท้ายก้นหีบ คือให้คนไทยกินยา “เลือกตั้ง” เพราะว่าทำมากี่ทีก็ได้ทุกครั้ง และให้น้องสาวท่องคาถาไว้ว่า “ไม่ลาออก” เพราะถ้าอยู่รักษาการณ์เป็นนายกฯอยู่จะสามารถสั่งยา “ประชานิยม” มอมเมาซื้อเสียงประชาชนได้ต่อและใช้อำนาจรัฐที่มี ทำให้เขามั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้งเพื่อฟอกตัวให้กลับมาครองอำนาจต่อไปได้อีก
ซึ่งมวลมหาประชาชนได้ตื่นรู้ขึ้นมาเป็นจำนวนหลายล้านคนแล้ว และไม่ยอมกินยา “เลือกตั้ง” อุบาทว์นี้ เพราะรู้ชัดแล้วว่า อาการโรคของประเทศไทยในยามนี้ หนักหนาสาหัส ไม่สามารถใช้ยา “เลือกตั้ง” ระงับอาการของโรคอีกต่อไป
กำนันสุเทพ ได้นำพามวลมหาประชาชนหลายล้านคน ในนาม กปปส. ออกมาปักหลักพักค้างกลางถนนนานหลายเดือนแล้วเพื่อยืนยันว่า เราจะไม่ยอมให้ถูกหลอกและบังคับให้กินยาระงับอาการที่ถูกสั่งโดยหมอที่ได้ถูกระงับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมไปแล้ว เป็นหมอเถื่อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาว่าจะต้องกินยาอะไร แต่เป็นเวลาที่เราต้องไล่หมอเถื่อนออกไปให้หมดทั้งคณะ เพราะรักษาผิดๆมานาน จนประเทศชาติใกล้ล่มจม
ไล่หมอเถื่อนออกไปเอาหมอชุดใหม่ที่ดีเข้ามารักษา เพราะอาการโรคของประเทศไทยยามนี้ ไม่ได้รักษาได้ด้วยยา “เลือกตั้ง” แต่ต้องรักษาด้วยยา “ปฏิรูป” ให้ประเทศดีก่อน แล้วจึงให้ยา “เลือกตั้ง” การที่หมอ(ยิ่ง)ลักษณ์ออกมาบอกว่า “เลือกตั้ง” ไม่ใช่"ยา"แก้ปัญหาได้ แต่เป็น"ยา"ที่ดีที่สุด นั้น จึงเป็นการสั่งยาของหมอเถื่อน
ยา “เลือกตั้ง” เป็นเพียงยาระงับอาการ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุแห่งโรค ที่ต้องรักษาด้วยยา “ปฏิรูป” นั่นคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทั้ง กาย วาจา ใจ ของคนในชาติ ให้มีปัญญา ออกจากการมัวเมาในอำนาจแห่งอบายมุข และโลกธรรมจอมปลอมของ “ประชานิยม” และกล้าออกมาเสียสละเพื่อชาติ
วันที่ ๑๓ มกราคม ๕๗ นี้ เป็นวันเวลาดีที่มวลมหาประชาชนผู้ตื่นรู้ จะออกมาร่วมกันขับไล่หมอเถื่อนออกไปแล้วร่วมกันให้ยา “ปฏิรูป” แก่ประเทศไทย ก่อนที่จะให้ยา “เลือกตั้ง” ถ้าทำได้จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ ที่โลกต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าประชาชนสามารถปฏิรูปประเทศให้ดีได้ โดยไม่พึ่งพาทหารและอาวุธ แต่ด้วยสองมือเปล่า!!!