390707 ธรรมบรรยาย แก่ นักศึกษาชมรมพุทธศาสตร์ สถาบันการศึกษา ทหาร ตำรวจ รวม 9 สถาบัน โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์35 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

390707 ธรรมบรรยาย แก่ นักศึกษาชมรมพุทธศาสตร์ สถาบันการศึกษา ทหาร ตำรวจ รวม 9 สถาบัน โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อ วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2539 ณ พุทธสถานปฐมอโศก ต้อนรับกัน...ทุกๆท่านที่มาเยือนในที่นี้นะ ในเวลาอันนิดน้อยนี้... ก็คงจะพูดอะไรกันไม่ได้มาก เพราะว่าเรื่องมันมีมาก สำหรับพวกเราชาวอโศกน่ะแม้แต่คำว่าอโศกคำนี้ ถ้าจะพูดกันแล้วก็ยัง บางคนก็ยังข้องใจว่าทำไมต้องชื่ออโศกอะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วทำไมจะต้องมาอยู่กันอย่างนี้ แล้วมันเป็นอย่างไรกันอีก แล้วเป็นอย่างนี้แล้วมันเป็นอย่างไรกันอีก.. มันอีกเยอะ... สรุปง่ายๆก่อนว่าพวกเราชาวอโศกนี่ มีชีวิตอยู่อย่างทวนกระแสน่ะพูด ตรงๆ คือทวนกระแสโลกที่เขาเป็นอยู่ทุกวันนี้ ภาษาบาลีของพระพุทธเจ้าเรียกว่าปฏิโสตังหรือปฏิโสต ทวนกระแสทวนจริงๆ เพราะว่าโลกทุกวันนี้ไปอย่างระเริงไปอย่างหลงกันไม่รู้ทิศรู้ทาง...ไปกันอย่างที่หลงในเรื่องของโลกียะคือหลงโลกธรรม หลงอะไร หลงลาภ หลงยศ หลงสรรเสริญ หลงโลกียสุข หลงจริงๆ หลงติดหลงยึดกันอย่างหนักหัวปักหัวปำ หลงกันแล้วก็แย่งชิงกัน แล้วก็ติดยึดกันรุนแรง สุขในกามสุขในภพในอัตตามานะ แล้วก็ติดกันยึดกันจนกระทั่งไม่ยอมเสียศักดิ์เสียศรี เอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งตั้งก๊กตั้งเหล่าฆ่าแกงกัน เพราะว่า ใครเสียศรีใครเสียศักดิ์อะไรกันไม่ได้ ไม่ยอดลดราวาศอก...ติดกามก็ติดกันขนาดหนักๆเลย กามตั้งแต่เรื่องของผู้หญิงผู้ชาย เรื่องของเกมราคะเกมกาม จัดจ้านมากมาย จนกระทั่งเมื่อวานนี้ก็ยังข่าวเด็กอายุแค่ 4 ขวบแกก็ ข่มขืน แล้วก็ฆ่าทิ้งอะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่เป็นนักเรียนนายเรือ...หลงใหลสมสู่ เสร็จแล้วท้องแล้วก็หาเรื่องหาทางออกไม่ได้ก็ฆ่าแฟนเสีย จนเขาก็จับได้กันอยู่ขณะนี้อะไรอย่างนี้เป็นต้น ไม่ต้องว่าแค่นั้นหรอกระเริงกันไปหมดเ

อ่านต่อ

ลย เป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ในสังคม ก็มอมเมากัน… โดยไม่รู้แล้วไม่รู้ว่าตัวเองมอมเมากัน จัดจ้านด้วยกาม คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส รูปก็ปรุงแต่งกันจนกระทั่งหลงใหลกันไม่ว่าผู้ชายผู้หญิง หลงใหลรูปกัน ผู้ชายเดี๋ยวนี้ก็แต่งตัวเหมือนผู้หญิง ผู้หญิงก็จะไปแต่งตัวเหมือนผู้ชาย คือวิตถารกันไปหมด ปรุงแต่งกันมอมเมากัน แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวไปหลงอะไร...จัดจ้าน จัดจ้านจนกระทั่งขายค้ากันร่ำรวยกันไป เพราะว่าหลอกกันน่ะมอมเมากัน แล้วกิเลสที่จิตมันก็มีจริง แรง ไม่รู้จัก ไม่รู้จักราคะ ไม่รู้จักกาม ไม่รู้จักอัตตามานะ มีความติดยึดรุนแรง จะต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น จะต้องเอาให้ได้...เป็นเรื่องของหน้าของตา เป็นเรื่องของศักดิ์ของศรี เป็นเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ รุนแรงมากจนไม่มีความสงบ เพราะติดเป็นรส ติดเป็นว่าเป็นสิ่งที่ได้แล้ว จะต้องชื่นใจจะต้องสุขใจจะต้องวิเศษในใจ มันต้องเสพสมมันต้องได้สมใจ ไม่ว่าจะเป็นกาม ไม่ว่าจะเป็นอัตตามานะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ น่าได้น่ามีน่าเป็น ได้ยศได้ชั้นได้สรรเสริญ ได้ศักดิ์ได้ศรีได้อะไรก็แล้วแต่ หรือได้รสที่ตัวเอง สรุปลงแล้วก็คือเป็นรสที่ใจเป็นอุปาทาน ใจไปตั้งภพยึดเอาไว้ว่ามันต้องได้อย่างนี้ๆๆ อย่างไรก็แล้วแต่ สมมุติขึ้นมาได้ทั้งสิ้น แล้วเขาก็สมมุติใหม่ สมมุติใหม่ให้แก่กันและกันเรื่อยไป อันนี้ต้องใหม่ต้องแปลก ต้องใหม่ต้องแปลก ต้องใหม่...ประเดี๋ยวก็เบื่อก็เปลี่ยน เปลี่ยนไป ผู้หญิงประเดี๋ยวก็...ส้นเตี้ยเดี๋ยวก็ส้นสูง เดี๋ยวก็ส้นแหลมเดี๋ยวก็ส้นตัน เดี๋ยวก็ส้นตึก อะไรก็ว่ากันไป... ถ้าเผื่อว่าเบื่อแล้วหรือว่าหมดแฟชั่นแล้วก็ไม่สุขจริงๆนะ รู้สึกว่ามันเชยมันไม่สุขทั้งๆที่ มันก็ไปเหมือนเก่านั่นแหละ อันนี้สั้น...กระโปรงสั้นต้อง..สุข ถ้าได้ใส่กระโปรงยาวแล้วเชย ประเดี๋ยวก็บอกว่าใส่กระโปรง...เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาสั้นๆยาวๆอะไรอย่างนี้เป็นต้น สลับไปสลับมาไม่แน่นอนหรอก เป็นสิ่งที่สมมุติกันแล้วก็หลงใหลกันอย่างนี้เป็นต้น ก็มีมากมายเยอะแยะน่ะเรื่องราวพวกนี้ พระพุทธเจ้าสอนไว้มาก แล้วก็เรียนรู้กันจริงๆ มาลดละกิเลสจากจิตจริงๆแล้ว ถึงจะรู้ความจริงนี้ได้ เพราะฉะนั้นชาวอโศกนี่ เป็นชาวปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เลิกละเรื่องกามเรื่องอัตตามานะ ลดลงมาจนกระทั่งเขา ที่นี่จะเห็นได้ว่ามันไม่เต็มไปด้วยเรื่องของกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไร จืดๆขืดๆน่ะจะไม่เหมือนข้างนอก...แล้วก็เป็นไปได้เป็นอยู่สุขด้วยสงบระงับลงมาขนาดนี้ๆ ที่จริงมันสุดสิ้น มันมีลึกซึ้ง...มีขั้นมีตอนอีกเยอะ ถึงขั้นอรหันต์ขั้นอรหัตผลนี่มันยาว...พูดไปตอนนี้ คงจะไม่ไหวหรอก...แล้วมันลดมันละลงมา ขนาดพวกเราลดละลงมาแล้วนี่ ก็ยังได้แค่นี้...ที่ไปอีก ที่ไปสูงๆในระดับอนาคามี ในระดับ อรหันต์ยังอีก...เราก็ต้องไปให้ถึงจุดนั้น เป็นความหลงผิดของศาสนาตรงที่ว่าเข้าใจว่า ศาสนานั้น ศาสนาพุทธนี่แหละ เข้าใจว่าถ้าเผื่อว่าผู้ใดปฏิบัติธรรมลดละกิเลสแล้ว จะไม่ช่วยสังคม เข้าใจว่าจะต้องไปออกป่าออกเขาออกถ้ำ แล้วก็เป็นฤาษีไม่รู้เรื่องราวอะไร หลับหูหลับตานั่งสมาธิ ใครจะเป็นจะตายอย่างไร ก็เอาตัวรอดแต่คนเดียว เข้าใจว่าผู้หลุดพ้นแล้วจากโลกจากโลกีย์ ก็คือผู้ที่ไม่รู้จักสังคม ความจริงศาสนา พุทธเป็นศาสนาสังคม เป็นศาสนาที่ให้รู้จักสังคมมีโลกวิทูมีความรู้จักโลก อยู่กับ โลกเหนือโลกไม่ใช่หนีโลก โลกุตระอยู่กับโลก โลกเขาจะเป็นอย่างไรอยู่กับเขา แล้วก็รู้จักตามเขา...รู้จักได้อันไหนอร่อย เขาว่าตอนนี้กำลังอันนั้นอร่อย อันนี้สนุกก็รู้กับเขา แต่เราไม่ได้เป็นรสเป็นชาติกับเขาหรอกเข้าใจกับเขาได้ อันนั้นมัน อันนี้อร่อยอันนั้นจ๊าบอันนี้แจ๊บ อะไรเราก็รู้กับเขาทั้งนั้นแหละ แต่ว่าเราไม่ได้หลงใหลกับเขาเราไม่ได้ไปงมงายไปวุ่นกับเขา แต่เรารู้ เพราะฉะนั้นเราจะอนุโลมปฏิโลม เราจะแก้ไขจับเขาเข้ามา อย่าไปหลงใหลติดยึดนักเราก็ช่วยเขาได้ก็ช่วย สำหรับเรานั้นลอยตัวแล้ว สำหรับเราไม่ได้ติดไม่ได้ยึดแล้ว ก็ หาอะไรที่จะต้านจะทานจะลดกับเขาบ้าง เพราะฉะนั้นจึงเหมือนกับเป็นผู้ที่ไปขัดขวางหรือเป็นก้างขวางคอคน โลกๆอยู่บ้าง ที่ว่าทวนกระแสนี่เพราะมันทุกข์ เราเห็นว่ามันทุกข์ เราลดมาแล้วเรารู้ว่ามันสุข สุขสงบ ไม่ใช่สุขประเภทที่บำเรอกัน คือสุขมันมี 2 อย่าง สุขคนโลกีย์นี่อยากได้สวยจะเอาสวยมาอยากได้สีแดงสวย ได้สวยมาสมใจเป็นสุข เรียกว่า สุขสมเสพสมเรียกว่าโลกียรส ส่วนโลกุตระนั้น สุขอย่างภาษาบาลีภาษาพระท่านเรียกว่า วูปสโมสุข คือสุขอย่างสงบระงับ คือไม่ได้อยากได้สีแดงนี้แล้วก็ได้มาสมใจแล้วสุข ไม่ใช่ คือ สุขโดยส่วนเดียวสุขโดยสงบอยู่ แดงก็คือแดง ถ้าจะใช้ประโยชน์ก็ใช้ไป ไม่ใช้ก็ ไม่ใช้ ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สุขโดยส่วนเดียว...ถ้าทางโลกแล้วจะสุข 2 ส่วน จะสุขโดยมีปัญหา สุข 2 อย่าง ถ้าไม่ได้แล้วไม่สุข ถ้าได้แล้วสุข ก็มี 2 อย่างเป็นปัญหา ส่วนทางโลกุตระทางธรรมนี่ ได้ก็ไม่มีทุกข์ ไม่ได้ก็ไม่มีทุกข์ หรือได้ก็สุขไม่ได้ก็สุข พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสว่า...มีคนไปว่าท่าน ท่านเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านเคยเป็นลูกเจ้า ก็มีคนไปว่าว่าท่านโง่ มาเดินนอนอยู่กับดินกับทรายอยู่ทำไม ทำไมไม่ไปครองบ้านครองเมืองนอนบนบรรจถรณ์ นอนที่ที่นุ่มที่เนียนเหมือนกับอย่างพระเจ้า...ผู้ที่เป็น...เจ้าชายเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เหมือนอย่างกับเขานี่ท่านมีสิทธิ์นี่ เพราะว่าท่านเป็นพระเจ้า...ท่านทิ้งมาทำไมโง่ ทำไมไม่ไปนอนบนบรรจถรณ์อยู่อย่างโน้น มานอนอยู่กับดินกับทรายอยู่ทำไม ไม่ ทุกข์ตายหรือ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ตรัสตอบว่าเรามีสุขโดยส่วนเดียว แต่ผู้ที่ไปหลงใหลอยู่ในบรรจถรณ์อยู่ในสิ่งเหล่านั้นน่ะ เขายังไม่มีสุขโดยส่วนเดียวเหมือนเราหรอก เขายังมี 2 ส่วน อย่างที่ได้อธิบายแล้วเมื่อกี้นี้...ก็หมายความว่า ถ้าผู้ใดยังติดยังหลงใหลอยู่ในอย่างนั้น ถ้าเขาจะนอนบรรจถรณ์ก็สุข แต่ถ้าเขาไม่มีบรรจถรณ์นอนให้เขามานอนดินนอนหญ้านี่ เขาทุกข์แน่มานอนอย่างพระพุทธเจ้านี่ นอน ไม่ต้องมีบรรจถรณ์ไม่ต้องมีหมอน อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้า คนพวกเรานี่นอนผิดที่ก็นอนไม่หลับแล้ว...นั่นละคือติดยึดอยู่น่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ยังติดอยู่บรรจถรณ์อย่างนั้นน่ะ มันไม่สุขส่วนเดียวมันมี 2 ส่วน ส่วนพระพุทธเจ้านั้นท่านนอนบนไม้บนดิน บนที่แข็งที่อย่างไรท่านก็นอนได้ หรือจะให้ท่านไปนอนบนบรรจถรณ์ ก็มันจะไปยากอะไร นอนบนบรรจถรณ์มันก็ยิ่งง่ายใหญ่ ขนาดนอนที่แข็งที่หยาบที่ไม่ ละเอียดก็ยังนอนสบายแล้ว ไม่ยึดไม่ติดแล้ว แล้วยังไปนอนที่อ่อนที่นุ่มอย่างนั้น โอ๊ย!สบม ธมด ปกต หห...ยิ่งสบายมาก ธรรมดาปกติ...หายห่วงน่ะ สบม ธมด ปกต หห ไม่ยุ่งเลยไม่มีปัญหาเลย อย่างนี้เป็นต้น มีสุขโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้นคนที่วางแล้วนี่อยู่เหนือสิ่งนั้นแล้วนี่ เราไม่ทุกข์หรอก...มีอะไรร้อนมาเราก็ไม่ทุกข์ มีอะไรหนาวมาเราก็ไม่ทุกข์... แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว เรามีความรู้ความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนาก็รู้ รู้สึก ร้อนรู้สึกหนาว รู้สึกเย็น ใครๆไปนึกเดาๆว่าพระอรหันต์นี่ท่านไม่ทุกข์แล้ว ท่านคงไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว ท่านก็คงไม่มีทุกข์ ท่านไม่มีทุกข์แล้ว ใครเอาไม้กระบองมาตีกระบาลแตก คงไม่เจ็บมั้งคงไม่ทุกข์...ลองสิ เอาพระอรหันต์มาให้อาตมาตีดูซิ...เอากระบองตีกระบาลหัวแยกนี่ ถ้าไม่ร้องโอยก็ให้ลองดู อาจจะอดร้องได้แต่เจ็บนั่นแน่ละ...ซึ่งมันมันมีความรู้สึกของสรีระเป็นเรื่องธรรมดา แต่ท่านไม่ทุกข์ทางจิต สรีระมันก็คือสรีระ อวัยวะเจ้าการมันทำงานไม่สมดุล มันก็ต้องทุกข์...ต้องปวดต้องป่วยต้องเจ็บ พระอรหันต์ก็เจ็บก็ป่วย ถ้าเป็นโรคเป็นภัยอย่างนี้เป็นต้น หรือพระอรหันต์แล้ว เขาบอกว่าไม่ทุกข์ คือไอ้เรื่องทุกข์นี่ยาวนะมันมีเยอะ มันรู้ทุกข์ไม่ได้ง่ายๆหรอก ถ้าเผื่อว่าไม่ศึกษาจริงๆน่ะเขาก็เดากัน เดา พระอรหันต์ ท่านไม่ทุกข์หรอก ที่จริงพระอรหันต์ก็มีทุกข์ส่วนของพระอรหันต์ แต่ทุกข์ที่เรียกว่า ทุกขอริยสัจ หรือทุกข์ที่คนไปติดไปยึดนี่ท่านละได้หมด เพราะกิเลสมันไปติดไปยึด อันนี้ต้องเรียนรู้ ส่วนทุกข์ธรรมชาติ ทุกข์ที่...มันเลี่ยงไม่ได้ ทุกข์ที่ต้องปวดขี้ปวดเยี่ยว พระอรหันต์ก็ต้องปวดขี้ปวดเยี่ยวยังไม่ตายละนะ ลองดูซิแล้วปวดขี้แล้วไม่ขี้ดูซิ แล้วไม่ทุกข์ เอ้า!พระอรหันต์ก็ลองดูซินั่น เอ้า!อย่างนี้เป็นต้น คือเขาเดากันเดากันตะพึดตะพือ เจ็บป่วยก็คงไม่ทุกข์อย่างที่ว่าแล้ว ให้เอากระบอง มาตีกระบาลหัวแยกก็ไม่ทุกข์อะไรอย่างนี้ ซึ่งเดาตะพึดตะพือ.... เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้ความจริงไม่ได้ศึกษาจริงนี่ จะไม่รู้จักทุกข์อริยสัจ จะไม่รู้จักทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ จะไม่รู้จักทางดับทุกข์ แล้วก็จะอยู่กับโลกกับสังคมอย่างเป็นสุข...อย่างพระอรหันต์ท่านไม่มีเงินสักบาท ท่านก็ไม่ทุกข์หรอก สบาย อยู่อย่างอย่างระเบียบพิธีหรือว่าวัฒนธรรมของพุทธ... มีบาตรใบหนึ่งก็เดินบิณฑบาต ใครให้ฉันก็ฉัน ใครไม่ให้ฉันก็แล้วไป ใครเคารพนับถือเลื่อมใส อยากจะมาเอาประโยชน์ด้วยก็มาเอา ประโยชน์ที่จะให้ก็คือให้รู้ทุกข์ ให้รู้ความประเสริฐที่มนุษย์ ควรมี หรือให้รู้คุณค่าของความเป็นคน ทุกวันนี้ไม่รู้จักคุณค่าของความเป็นคน ฟังตรงนี้ อาตมาเจตนาจะพูดตรงนี้ แล้วจะพูดประเด็นนี้จบก็จะพอ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ คือคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนนี้กำลังถามหากันว่า คุณค่าจริงๆของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน ศาสนาพุทธชัดเจน คุณค่าของความเป็นมนุษย์ อยู่ที่เรามีสิ่งที่ได้เสียสละ มนุษย์ที่ไม่ได้เสียสละเลยคือมนุษย์ที่ไม่มีค่าเลย ทีนี้มนุษย์ จะเสียสละก็ต้องมีสิทธิ์ในสิงที่ตนเองจะเสียสละ ตั้งแต่ตัวเราเอง ก็คือแรงงาน ทางกายทางใจของเรา เรามีแรงงานของเรานี่ เราไม่ไปเอาของใครใช่ไหม เราก็เอาแรงงานของเรานี่เสียสละได้ เพราะฉะนั้นเราจะเสียสละ โดยแรงงานของเรา เราก็มีสมรรถภาพ มีสมรรถภาพมาก เราเสียสละอย่างมีค่ามาก มีสมรรถภาพสูง มีสมรรถภาพ มี ความรู้ความสามารถนั่นเอง มีความรู้ความสามารถมาก หรือมีความรู้ความสามารถที่เป็นอุปสงค์ที่เด่นชัดในสังคมขณะใดๆก็แล้วแต่ อย่างขณะนี้ในสังคมต้อง การน่ะมีอุปสงค์มีดีมานด์ต้องการวัฒนธรรมที่ดี ต้องการคุณธรรมของมนุษย์ที่ดี เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความสามารถ ในการที่จะสร้างจะทำให้คนมีคุณธรรมได้ เป็นคนที่มีคุณค่ามาก เพราะขาดแคลนมาก ทุกวันนี้ขาดแคลนคุณธรรม แม้แต่ในระดับสูงในระดับบริหาร ประเทศ ก็ขาดคุณธรรมน่ะ เป็นอุปสงค์สูงมาก เพราะฉะนั้นคนใดที่มีความสามารถ มีสมรรถนะมีความรู้ความสามารถ ที่จะทำให้คนมีคุณภาพดังกล่าวนี้ได้ ผู้นั้นมีค่าหรือมีราคาแพงมากน่ะ เอาละทีนี้อาตมาจะขอย่นย่อ สรุปเข้าหาว่าคุณค่าของมนุษย์ที่บอกว่าเสียสละนี่ คนเราทุกวันนี้นี่เข้าใจผิด อาตมาวันนี้ คอหลอดคอ หลอดลมมันเสื่อมใช้มันมาก เพราะว่าพูดมากบรรยายมากน่ะ มันเสื่อมแล้วมันชำรุดไม่มีอะไหล่...ซื้อไม่มีขายเลย เปลี่ยน ไม่มีเปลี่ยน...ก็ซ่อมแซมอยู่น่ะ...ซ่อมแซมยาก...ก็ซ่อมแซมไป แต่มันเสื่อมจริงๆ คุณค่าของความเป็นมนุษย์นี่ทุกวันนี้ ฟังดีๆนะ ยังเข้าใจผิดกันมากเลย... นายกรัฐมนตรีก็บอกว่าตัวเองมีคุณค่าต่อประเทศ รัฐมนตรีก็ ว่าตัวเองมีคุณค่าต่อประเทศชาติ ในระบบทุนนิยม อาตมาขอยืนยันว่าในระบบของทุนนิยมนั้น แม้จะศึกษาอย่างไรจบดอกเตอร์มา 100 ใบ จบเศรษฐศาสตร์ จบรู้จักค่าอะไรดีๆนะเศรษฐศาสตร์นี่เขารู้จักค่าอะไรดีๆ ก็จะไม่เข้าใจได้ง่ายๆในลัทธิของทุนนิยม เพราะการคิดค่าของทุนนิยมนั้น ยังมีอัตตาตัวตน ยังมีความหลงผิด ยังเข้าใจไม่ได้ เช่นนายกรัฐมนตรีทำงาน แล้วก็ตีราคาของตัวเองว่าจะต้องได้ราคาประมาณนั้น ซึ่งก็ตั้งราคาไปแล้ว จะมีเงินเดือนเงินดาวเงินรับรองเงินนั่นเงินนี่ เงินสารพัด เงินสวัสดิการ เงินอะไรเยอะแยะ ไม่ใช่แสนเดียวนะ ทุกวันนี้ราคาของนายกนี่ไม่ใช่แสนเดียว เงินรายได้พิเศษที่เขาเรียกอย่างอื่นๆ ยังมีเบี้ยประชุมยังมี โอ๊ะ!สารพัด...ที่ตัองสมมุติเรียกแต่แท้จริงก็คือรายได้ ในการพลิกแพลง พลิกแพลงไปเรียกนั่นเรียกนี่รวมแล้วเบอะน่ะ นี่คือการฉ้อฉล...พรางไม่ให้คนอื่นเขาท้วงติงได้ แล้วก็เอาเปรียบเป็นการหารายได้ที่ได้เปรียบ เอาละจะได้เปรียบหรือไม่ได้เปรียบ อาตมาก็พูดให้ฟังเท่านี้น่ะ บางคนอาจจะว่าอาตมาหาเรื่อง แต่ที่จริงไม่ใช่หรอกน่ะ สมมุติว่าค่าของนายกนี่มีความสามารถจะได้ จะได้สิ่งตอบแทนหรือคุณค่า ค่าของเขาจะได้ราคาประมาณสักแสนบาทต่อเดือน สมมุติว่าอย่างนั้นนะ ความจริงนี่ได้มากกว่าแสน เอาไปมากกว่าแสน...เดือนหนึ่งน่ะนายกนี่ เขาจะได้คุณค่าสักแสนหนึ่ง สมมุติว่าถูกต้องตามสุจริตธรรมนะ ตามความยุติธรรมแล้วนะ ค่าของเขามีความสามารถสมรรถนะ ถึงราคา ตีแล้วอย่างยุติธรรมที่สุดแสนบาท แล้วเขาก็ทำงาน...เต็มกำลัง เอ้า!ตกลง สิ้นเดือนเขาก็เอาไปแสนบาท เขาเอาค่านั้นไปแล้วเป็นตัวเงิน แสนบาทเขาเอาคืนไปแล้วใช่ไหม เขาทำงานแล้วเขาก็เอาค่าแรงงานนั้นไปแล้ว แสนบาทใช่ไหม แล้วเขาเหลือค่า เขาเหลือค่าอะไรไหม ค่าที่ว่านี่เขา เขาออกแรงมา เขาใช้สมรรถนะของเขาออกมาทำ ให้แก่สังคมลงไปแล้ว ทำเสร็จเขาก็เอาค่าที่เขาควรจะได้นี่ไปเป็น ตีราคาเป็นตัวกลางเป็นตัวเงินว่าอย่างนั้นเถอะ เขาก็เอาไปแล้วแสนบาท เขาเอาไปแล้วค่านั้น เขาเอาค่าแสนบาทนั้นมาคืน คุณก็เอาค่าแรงงานของคุณคืนไป ใช่ไหม ตกลงก็เจ๊า เขาไม่มีค่าอะไรเหลือเลยนึกออกไหม แล้วเขาก็มาบอกว่าเขามีค่าในสังคม มันไม่ใช่ นี่คือระบบการคิดแบบทุนนิยมฟัง แนวคิดนี้นะ ออกจะมากหน่อย alternative ออกจะเป็นแนวใหม่มากหน่อยน่ะ ตอนนี้เขายึด Alternative กัน อาตมาก็ทีพกับเขามั่ง... นี้คือแนวคิดของทุนนิยม และแนวคิดนี้ใช้กันทั่วโลกเดี๋ยวนี้ก็ใช้ แม้แต่คอมมิวนิสต์สังคมนิยมก็ใช้แนวเดียวกัน นัยเดียวกันนี่ เป็นแต่เพียงว่าพยายามที่จะกดข่มให้มันน้อยหน่อยเท่านั้นเอง เขาไม่ได้ไปคิดถูกต้อง เขาไม่ได้คิดชัดเจนอะไร แล้วเขาก็มาคุยว่าเขา เองมีประโยชน์ต่อสังคม ก็มีที่ไหนละ ก็เอาไปหมดแล้ว เอาคืนไปหมดแล้ว จริงๆเขาฉ้อฉล เขาไม่ได้เอาแค่แสนหรอก ความจริงความสามารถไม่น่าจะถึงแสน แต่เอาเถอะตีให้แสนก็ได้ แต่เขาเอามากกว่าแสน เขาเอาอะไรอีกยิบยับ ย่อย จนกระทั่งสวัสดิการโน่นๆนี่ๆอีกต่างหาก หนึ่ง นั่งเครื่องบินก็ฟรี...ไปรักษาตัวก็เบิกได้หมดอะไร...แล้วแต่ ยังมีอีกเยอะแยะ สวัสดิการอะไรมากมายกว่า ชาวไร่ชาวนา กว่าคนที่เขาไม่ได้เป็นข้าราชการ เงินเดือนของราชการนี่ฉ้อฉลทั้งนั้นแหละ... สุดท้ายก็ยังมีบำนงบำนาญ ยังมีบำเหน็จ...ยังมีเบี้ยหวัดอะไรเยอะแยะ อาตมาพูดอย่างนี้ เขาถึงจะเอาอาตมาตาย เพราคนทุกวันนี้ทุนนิยมทั้งสิ้น อาตมาพูด นี่อาตมาไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นสังคมนิยม เพราะคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมนั่น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัจธรรมทางจิตวิญญาณ เขาไม่รู้เรื่อง เขามาลดละจริงๆไม่ได้หรอก มาอดมาน้อยไม่ได้หรอก ถ้าเขาได้มากเขาก็เอามาก มันถูกบังคับกันเท่านั้นเอง มันไม่ใช่เรื่องของจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นมันถึงล้มละลาย...นี่เยลต์ ซินก็ชนะไปแล้ว เพราะฉะนั้นลองฟังดีๆตรงนี้ เพราะฉะนั้นคุณค่าของคนแม้แต่นายกรัฐมนตรีนี่ ทุกวันนี้ นี่อาตมาไม่ได้มาล้มล้างนายกนะ ประเดี๋ยวจะหาว่าอาตมานี่มาก่อกวน...ประเดี๋ยวก็จะ..กบฏมาจับอาตมานี่ มายุแหย่ให้ชังนายก แล้วก็ไม่ต้องมาปรับ มา มาจับอาตมาไป ไม่รู้ข้อหาอะไร ก็ไม่รู้ละนะ...นี่อาตมากำลัง เล่าสัจจะให้ฟังน่ะ เพราะฉะนั้นจะเป็นนายกรัฐมนตรีจะเป็นรัฐมนตรี จะเป็นข้าราชการระดับนั้นระดับนี้อะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่ในเรื่องของธุรกิจการค้าอะไรก็ตามใจ ค่าแรงงานต่างๆนานา แม้แต่พวกคุณนี่แหละ จบออกไปก็จะต้องไปเอาค่าแรงให้ ตรงไหนมาก ตรงไหนให้มากเลือกตรงนั้นก่อนใช่ไหมๆ...อย่าปฏิเสธน่ะทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเอาแลกค่าแรงงานเราคืนมาเมื่อใด เท่ากับความเป็นจริงของสมรรถนะของเราที่ควรจะได้ เราเป็นคนไม่มีคุณค่าไม่ได้เสียสละอะไร...ให้โลกนี้ ไม่มี ฟังออกไหม เอาวัตถุดีกว่าวัตถุจะชัดขึ้นกว่านั้น เอาค่าแรงงานนี่ก็เป็นส่วนตัวมนุษย์เท่านั้น วัสดุชิ้นหนึ่งผลิตขึ้นมาเขาบอกว่าคิดทั้งค่าวัสดุ ค่าโสหุ้ยค่าน้ำค่าไฟค่าความสึกหรอของเครื่องไม้เครื่องมือ แม้แต่ค่า แรงงานค่าความคิดคนออกแบบ คนลงมือทำค่าแรงงาน ทางผู้ผลิตจริงๆจ่ายหมด คิดค่าทุนว่าอย่างนั้นเถอะ วิธีการคิดทุน เพราะฉะนั้นสิ่งผลิตสิ่งนี้ทุนพันบาท ตามทุนนิยมนะ สิ่งนี้เขาคิดแล้ว ไม่ได้คิดเท่านั้นนะ คิดค่าอะไรที่เขาคิดได้ว่าจ่าย ไปแล้ว ยังไม่พอ ยังวิธีคิด...ถ้าคุณเรียนเศรษฐศาสตร์มาคุณจะรู้ ยังมีวิธีคิดอีก ว่านอกจากคิดอะไรได้หมดแล้ว เอ๊!มันอาจจะขาดหกตกหล่นโว้ย บวกไว้สัก 5% เรียกว่าค่า error เข้าใจไหม...ใช่ไหม...คนที่เรียนเศรษฐศาสตร์มาจะรู้ เพราะฉะนั้นทุนนี่เขาคิดหมดยังไม่พอยังบวก error ไว้ 5%,10% เผื่อเขาคิดไม่ออก มันไปตกร่วงที่ไหน เพราะฉะนั้นต้องบวก error ไว้อีก รวมมันเป็นทั้งหมดแล้ว ก็คือทุน เพราะฉะนั้นหารออกมาแล้วสิ่งผลิตชิ้นนี้ สมมุติว่าทุนพันหนึ่งพอเขาจะเอาออกไปจำหน่าย เอาไปให้ใครคือขายนั่นเอง เอาไปให้ใครเขาจะขายพันหนึ่งไหม...เห็นไหมระบบทุนนิยมนี่เห็นไหมเขาจะไม่ขายพันหนึ่ง ถ้าเขาขายพันหนึ่งนี่ เขาได้เสียสละอันนี้ให้แก่คนไหมในโลก ไม่ได้เสียสละอะไรเลย แต่เขาขี้ตู่กลางนาขี้ตาตุ๊กแก แล้วก็บอกนั่นไงอันนั้น ยังไงข้าทำอันนั้นยังไงข้าทำ แต่ทั้งๆที่เขาเอาค่ามันไปหมดแล้ว เขาขายนี่เขาเอาไปหมดแล้ว ค่ามันใช่ไหมเขาเอา...เกินพันด้วย อาตมาถามแล้วถ้าเขาขายนี่...เขาจะขายพันหนึ่งไหม เขาขายเกินพัน ฉ้อฉล ไอ้พันหนึ่งนั่นก็เจ๊าแล้ว เขาก็ไม่มีค่าให้โลกแล้วเขายังเอาเกินไป แล้วเขายังขี้ตู่อีก นี่ยังไงฉันสร้างนี่ยังไง นี่อันนี้ละฉันทำนี่เป็นประโยชน์แก่ โลกเห็นไหมนี่ นี่ได้ใช้อยู่...เห็นไหมนี่ นี่ ฉันสร้างน่ะ ขี้ตู่ไหม นี่คือของฉันน่ะของฉันน่ะ ของคุณที่ไหนน่ะ อุจจาระแน่ะครับของคุณ คุณเอาไป คุณเอาคืน ไปหมดแล้ว ไม่เหลือ คนเหล่านี้ไม่มีคุณค่า นี่วิธีคิดของทุนนิยมทุกวันนี้ จึงเป็นวิธีคิดที่ล้มเหลว เพราะฉะนั้นลัทธิทุกวันนี้ ก็คือทุนนิยมเป็นใหญ่ในโลก ไม่ ใช่ในประเทศไทยเท่านั้นไปไม่รอด มันจึงไปไม่รอดขอยืนยัน ขณะนี้นายทุนก็รวยขึ้นไปทุกที แล้วเขาหยุดเมื่อไหร่ เขารวยไม่เสร็จไม่มีทาง นายทุนจะรวยเสร็จไม่มีเสร็จ รวยแล้วรวยอีกรวยแล้วรวยอีก ถ้าเขาพลาดเท่านั้น เขาถึงจะยอมเสียหรือลดลงไป ถ้าเขาไม่พลาด ปีนี้ตั้งเป้าไว้จะต้องได้ 500 ล้าน ถ้าได้เต็มเป้าฉลองใหญ่เลย ปีหน้าจะต้องได้อีกพันล้านหรือสองพันล้าน วางโครงการใหญ่เลย เอ้า!คิดมาประมูลคนนักคิดมา หาทางจะต้องร่ำรวยให้ได้ จะต้องให้ได้สองพันล้านปีนี้ ถ้าได้สองพันล้าน ปีหน้าต้องเอาให้ได้ 5 พันล้าน แล้วเขาก็สร้างสมคนที่จะเป็นเครือข่าย เป็นกลุ่มเขา ก็จะมีแจกจ่ายกันเป็นลำดับๆๆๆ หัวโป่ที่สุดจะได้มากที่สุด เปอร์เซ็นต์ที่ได้หรือราคาที่ตั้งให้แก่ตัวเอง คนยอดจะได้มากที่สุด คนรองลงมาก็ได้ลดหลั่นๆๆๆลงมา คนบ๊วยที่สุดภารโรงของบริษัทที่รวยที่สุด ราคาแพงกว่าข้าราชการหลายคน ภารโรงของบริษัทที่รวยที่สุดอย่างนี้เป็นต้น เขาก็แจกจ่ายของเครือของเขาแจกเขา แล้วดูลงไปจากเลื้องล่างที่ไม่มีฤทธิ์สู้เขาได้ นี่คือลัทธิทุนนิยม นี่คือลัทธิทุนนิยม แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานตลอดกัปกัลป์ ถ้าเผื่อว่าไม่แก้ เป็นวิธีการปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือคนมือยาวสาวได้สาวเอา เพราะไม่ล้างกิเลสไม่เสียสละจริง เพราะฉะนั้นลัทธิอีกลัทธิหนึ่งก็คือลัทธิของ พระพุทธเจ้า ที่มามักน้อยสันโดษรู้จักความพอ แล้วก็ลดสิ่งที่เสพที่ติดจริงลจริงๆ แล้วก็เห็นว่า อ้อ!เราลดแล้วเราก็มีสันโดษพอ เรากินแค่นี้ก็พอใช้แค่นี้ก็พอ เราไม่หลงใหลในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ต้องไปแย่งไปชิงหรอก จะต้องไปแต่ง แข่งแต่งขัน จะต้องไปสวยสู้เขาจะต้องไปแอ๊คสู้เขา อย่างโน้น อย่างนี้ไม่ต้องหรอก เราขยันหมั่นเพียรรู้จักอุปสงค์ของสังคม อะไรที่เป็นอุปสงค์สำคัญ ก็สร้างให้แก่สังคม แล้วสร้างก็สร้างด้วยวิธีมีคุณค่า สร้างอย่างเสียสละ สร้างผลผลิตอันนี้ สมมุติมาแล้วเมื่อกี้ว่ามันทุน... ถ้าสมมุติว่าเราสร้างขึ้นมาทุนสักพันหนึ่ง เมื่อกี้นี้จะ ให้คนอื่นไป ก็ต้องให้ให้ต่ำว่าทุน เรียกว่ากำไรฟังดีๆนะตรงนี้ อย่าเอาหัวเดิน ต่างตีนนะ เวลาขายของที่นี่ จงพยายามขายผลผลิตให้ต่ำกว่าทุน ถ้าพันหนึ่งก็ขาย 999 ก็ได้กำไรบาทหนึ่ง ถ้าขาย 900 ก็ได้กำไรร้อยหนึ่ง ถ้าขาย 700 ก็ได้กำไร 300 พวกคุณฟังแล้ว...บอกว่าพิเรน มันจะอยู่ได้หรือคน อยู่ได้เพราะบอกแล้วว่าทุนนี่ มันคิดหมดค่าแรงงานค่าอะไรๆก็คิดหมดใช่ไหม ค่าแรงงานของเราค่าหัวคิดค่าอะไรของเรา ก็อยู่ในนี้หมดใช่ไหม ก็คือค่าแรงงาน อย่างน้อยก็ค่าแรงงาน ค่ากำลังงาน ค่าที่เราสร้างเราสม ค่าในสิทธิส่วนของเรา อยู่ในนี้แหละ ถ้าสมมุติว่าวัตถุดิบต้นทุนหลายๆอย่างในวัตถุในสิ่งประกอบอะไรของ มัน เราไม่มีของเราเอง เราทำขึ้นมาของเราเองไม่ได้ เราต้องอาศัยคนอื่น เราก็ต้องจ่าย แต่สิ่งที่เรามีของเราเอง เราก็เสียสละไปในนี้ได้ เพราะฉะนั้นเราจะขายต่ำกว่าทุนได้ อย่างน้อยก็ลดค่าแรงความจริงของเรา สมมุติว่าความจริงของเราอยู่ในนี้พันหนึ่ง สมมุติว่าค่าแรงงานของเรานี่ ค่าแรงงานคิดมากกว่าค่าวัสดุนะบางที โดยเฉพาะค่าหัวคิด แหม!พวกค่าหัวคิดนี่ คิดแพงจริงๆใช่ไหม ค่าแรงงานทางหัวคิดนี่ มันคิดแพง เพราะว่าพวกนี้พวกฉลาด ตั้งค่าให้ตัวเองสูง คนฉลาดนี่ตั้งค่าให้ตัวเองสูง เพราะฉะนั้นคนที่ใช้แรงงานโดยมือ เขาถือว่ากรรมกรนี่ ได้ค่าแรงงานนี่ถูกกว่าค่าหัวคิด เพราะหัวคิด ก็คือคนฉลาดนี่...นี่คือสังคม มันเป็นอย่างนี้...สรุปแล้วคนที่พยายามลดละ แล้วก็เอามาแต่น้อย แล้วรู้สัจจะความจริงว่า ถ้าเราขายนี่ขายให้ต่ำกว่าทุนได้ หรือตัวเราถ้าสมมุติว่าตัวเราจะมีสมรรถนะ มีค่าแรงงานเดือนละแสน เราก็พยายามเอาให้ต่ำกว่าแสน เอาให้ต่ำกว่าแสน หรือค่าแรงงานของเรา เดือนละประมาณหมื่นหนึ่ง ต้องเอาให้ต่ำกว่าหมื่น ตั้งค่าของตัวเองต่ำลงไว้เรื่อยๆ นั่นคือกำไร เราจะได้เสียสละตามสัจจะ ถ้าเราไปเอาเกินค่าสมรรถนะของเราจริง เราก็ไม่เสียสละ เราไม่มีคุณค่า นี้คือความเป็นคุณค่าของมนุษย์ ทุกวันนี้ไม่เข้าใจเช่นนี้ ทุกวันนี้ตีลังกากลับหมดเลย แล้วก็ไปกอบโกยทำให้ตนเองหมดค่า...ทำให้ตนเองไม่มีค่า มนุษย์ทุกวันนี้จึงเข่นฆ่ากันเพราะแย่งชิงที่จะได้เปรียบ แล้วก็หลงผิดว่าใครราคาแพง ใครค่าตัวสูง คนนั้นคือคนที่ประสบผลสำเร็จในชีวิต เข้าใจกันอย่างนี้ด้วยนะ คนไหนที่ได้...แล้วเอามายืนยันเลยนะ นี่จริงๆเราได้ค่าตัวขนาดนี้นะนี่ นี่เขามาประมูลฉันไปแล้วนี่...ให้เดือนละล้าน โอ้โฮ!ถ้าเดือนละล้านแล้วคุยบ้านไหนเมืองไหนก็โก้...ทั้งๆที่สมรรถนะตัวเอง ไม่รู้ว่าจะถึงหรือเปล่า มันคุ้มหรือเปล่า แล้วมันจะอะไรกันนักกันหนา มันจะแพงอะไรกันนักกันหนา... กินข้าว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน