561216 ข่าว 16ธค 56.docx

โฟลเดอร์_Data office Neo protest สำรอง mac
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.24 MB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

วิมลนำอดีต3ผบ.เหล่าทัพลุยจี้กองทัพเคียงข้างปชช.

15 ธ.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหลังเวทีการชุมนุม กปปส. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน พล.ต.เจริญ เตชะวณิช ตัวแทนกลุ่มนายทหารนอกประจำการที่ภักดีต่อสถาบันฯ และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อ่านแถลงการณ์ของอดีตนายทหารนอกราชการว่า กลุ่มนายทหารนอกประจำการที่ภักดีต่อสถาบันฯ ซึ่งนำโดย พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์ อดีต ผบ.ทอ. และพล.ร.อ.วิเชษฐ การุณยวนิช อดีต ผบ.ทร. ได้ร่วมลงนามหนังสือแถลงการณ์ ถึง ผบ.สูงสุด ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร. และปลัดฯกลาโหม เพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติการเพื่อให้การปฏิรูปประเทศโดยประชาชน เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แถลงการณ์ระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติตามที่ทุกคนทราบกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาประกาศไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญของฝ่าย นิติบัญญัติและฝ่ายบริหารนั้น เป็นเหตุและเงื่อนไขสร้างความสับสนวุ่นวายอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีการจาบจ้วงสถาบันหลายครั้ง โดยไม่มีการกวดขันปราบปราม ส่งผลให้มีการลุกฮือของประชาชนขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล เป็นจำนวนหลายล้านคน จึงทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าว ที่นับวันจะยิ่งล่อแหลมให้เกิดความรุนแรง “กลุ่มนายทหารนอกประจำการฯ มีความเห็นร่วมกันว่า ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ ในปัจจุบัน ในฐานะทหารของสถาบันพระมหากษัตริย์และทหารของประชาชน ถึงวาระที่จะต้องออกมาประกาศอยู่เคียงข้างสถาบันและประชาชน โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งรักษาการ โดยให้ภาคเอกชน ข้าราชการ นักวิชาการ และประชาชนจัดการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำพาประเทศก้าวพ้นวิกฤติ ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปของประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จร

อ่านต่อ

ิง โดยที่ทหารไม่จำเป็นต้องทำการปฏิวัติ แต่จำเป็นต้องออกมาประกาศจุดยืนอยู่เคียงข้างประชาชน” แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ขอเรียกร้องให้ ผบ.ทุกเหล่าทัพ ปฏิบัติการโดยด่วนที่สุดก่อนที่สถานการณ์จะนำไปสู่การนองเลือด โดยอดีตผู้บัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพ ในนามผู้แทนกลุ่มนายทหารนอกประจำการที่ภักดีต่อสถาบันฯ ได้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการอย่างเร่งด่วนต่อไป อ้างอิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า อ่านข่าวทั้งหมด ข่าว หนังสือพิมพ์ ข่าววันนี้ ข่าวบันเทิง ข่าวดารา ข่าวการเมือง ข่าวด่วน

สภาประชาชน เสรี พงศ์พิศ www.phongphit.com ถ้า ไปค้นหาในรัฐธรรมนูญไทยที่ใช้กันวันนี้คงไม่พบคำว่า สภาประชาชน แต่รัฐธรรมนูญมาจากประชาชน และ เจตจำนง ของประชาชนยิ่งใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ เพราะเจตจำนงนั้นคือหัวใจของอธิปไตยของปวงชน (อังกฤษถึงไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร) เมื่อประชาชนเลือกผู้แทนเข้าไปในสภา ไม่ว่าด้วยวิธีเลือกตั้งลงคะแนนหรือด้วยการสรรหา ซึ่งเป็นวิถีประชาธิปไตยทั้งนั้น แล้วผู้แทนเหล่านั้นต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า เพื่อสนองตอบเจตจำนงของประชาชน และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด พวกเขาย่อมหมดความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่ต่อไป ถ้ายังยื้อเพื่ออยู่ในอำนาจ ประชาชนก็มีสิทธิลุกขึ้นมาร่วมมือกันหาทางออกจากวิกฤต เรื่องเช่นนี้ไม่ได้มีแต่ในประเทศไทย หลายประเทศทั่วโลกก็เกิดสภาประชาชนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบหนึ่งไปสู่อีกระบอบหนึ่ง และที่สุด สภาประชาชนก็เป็นฝ่ายชนะ ไปดูประวัติศาสตร์ของเยอรมนีตะวันตกตะวันออกเมื่อรวมชาติ และประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออกในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา สภาประชาชนไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย เพียงแต่คำว่า สภา ทำให้เกิดความสับสน และถูกโยงไปหาคำอธิบายและสิทธิอำนาจในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ปรากฏ เพราะคำว่า สภา ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ เช่นเดียวกับที่เราเรียก ธนาคารข้าว ธนาคารควาย ธนาคารเลือด เราเรียกมหาวิทยาลัยชาวบ้าน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มหาวิทยาลัยชีวิต ที่ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมมี สภาผู้นำ มาได้ประมาณ 20 ปีแล้ว ผู้นำสำคัญของไม้เรียงคือลุงประยงค์ รณรงค์ ซึ่งได้รับรางวัลแมกไซไซเมื่อปี 2547 ในฐานะผู้นำชุมชนดีเด่นแห่งเอเชีย ไม้เรียงได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนโลกเลยก็ว่าได้ เพราะได้รับคำชื่นชมจากธนาคารพัฒนาเอเชียและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และสื่ออย่าง CNN ได้เผยแพร่เรื่องราว แนวคิดและวิธีการพัฒนาของชุมชนนี้ไปทั่วโลก สภาผู้นำของไม้เรียงเกิดจากข้อตกลงของชาวบ้านจากทั้งตำบลว่า ควรมี แกนนำภาคประชาชน ขึ้นมากำกับ ดูแล และช่วยกันพัฒนาท้องถิ่น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ความรับผิดชอบของคนที่ได้รับเลือกเข้าไปใน อบต. หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น ที่ประชุมชาวบ้านตกลงให้แต่ละหมู่บ้านในตำบลไม้เรียงเลือกผู้แทนของตนเองมา หมู่บ้านละ 5 คน 8 หมู่บ้านรวม 40 คน ชาวบ้านสามารถเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือผู้มีตำแหน่งในชุมชนมาร่วมได้ แต่ทุกคนที่มาต้องไม่มาตามตำแหน่ง ต้องถอดหัวโขนออกหมด ทุกคนเป็นประชาชนเท่าเสมอกัน มูลนิธิหมู่บ้านเสนอให้ตั้งชื่อองค์กรนี้ว่า สภาผู้นำ ซึ่งชาวบ้านก็เห็นว่าชื่อเหมาะสมดี ความจริง สภาผู้นำชุมชนไม้เรียงค่อยๆ วิวัฒนาการมาจากกลุ่มผู้นำ 12 คน ที่รวมกันหาทางออกให้ชุมชนตั้งแต่ปี 2524 เริ่มจากการแก้ปัญหาราคายางพารา ไปเรียนรู้จากหน่วยงานของรัฐและเอกชน ไปดูโรงงานรมควันยาง แล้วมาสร้างโรงงานอบยางของตนเองในปี 2527 ด้วยการลงทุนลงหุ้นของชาวบ้านทั้งหมดเป็นเงิน 1 ล้านบาท จากนั้นก็ค่อยๆ จัดระบบเศรษฐกิจชุมชน ทำแผนแม่บทยางพาราไทย แผนแม่บทชุมชน วิสาหกิจชุมชน ซึ่งล้วนเกิดจากการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันของชุมชนคนไม้เรียงที่ถูกนำไปใช้ กันทั่วประเทศ รวมทั้ง สภาผู้นำ ที่มีผู้แทน 5 คนจากแต่ละหมู่บ้านดังกล่าว หลายปีก่อน มีการเสนอกฎหมาย สภาองค์กรชุมชน โดยเอาความคิดจากสภาผู้นำไม้เรียงมาปรับประยุกต์ แนวคิดที่ลุงประยงค์และผู้นำในระดับชาติหลายคนไม่เห็นด้วย เพราะสภาผู้นำของประชาชนเป็นสภาคู่ขนานที่มีสิทธิอำนาจในตัวเองอยู่แล้ว ทำไมต้องไปออกกฎหมายไป ครอบ อำนาจของประชาชนอีก เป็น ขบวนการ (movement) ที่มีชีวิต มีพลัง กลับไปตีกรอบแช่แข็งให้เป็น สถาบัน (institution) จะด้วยเหตุผลเพราะต้องการงบประมาณสนับสนุนหรืออะไรก็แล้วแต่ วันนี้มีข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สภาองค์กรชุมชนก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็น เช่นเดียวกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นมาแล้วก็มีกฎหมายรองรับ มีงบประมาณสนับสนุน แต่ไม่มีชีวิตจิตวิญญาณขับเคลื่อน แทบไม่มีบทบาทอะไรเลย การที่ประชาชนรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ วันนี้เราเห็นการรวมกลุ่มของชุมชนเป็นแสนๆ กลุ่มในทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ทุกอาชีพ ในชนบท ในเมือง มากมายหลายระดับ หลายรูปแบบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่โดดเด่นเห็นชัดมากในระยะหลังนี้เป็นสมัชชาประชาชนด้านสุขภาพ ที่จัดทั่วประเทศทั้งในระดับพื้นที่และในประเด็นต่างๆ มีสมัชชาประชาชนที่จัดทำธรรมนูญสุขภาพในระดับอบต. เทศบาล และระดับจังหวัด มีกระบวนการที่กำลังเกิดเป็นสมัชชาประชาชนเพื่อให้จังหวัดจัดการตนเอง เกิดธรรมนูญจังหวัด เรื่องเหล่านี้ไม่เห็นจะต้องไปค้นหาในรัฐธรรมนูญว่าเขียนไว้หรือไม่ จะเรียกสมัชชา จะเรียกสภา จะเรียกเครือข่าย จะเรียกชื่ออะไรไม่สำคัญเท่ากับความคิดที่ว่า ประชาชนจัดพื้นที่ จัดเวที เพื่อแสดงตนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในการจัดการชีวิต ชุมชน สังคม ของตนเอง เพราะการเคลื่อนไหวของประชาชนต่างหากที่เป็นพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลง (dynamics) ที่แท้จริง ถ้ากลไกของรัฐไม่สามารถทำงานได้เพราะขาดความชอบธรรม ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอธิปไตย (sovereignty) ก็ต้องลุกขึ้นมากำหนดกฎกติกาใหม่ สร้างสังคมใหม่ จะเรียกกลไกนี้ว่าอะไรไม่สำคัญ และไม่จำเป็นต้องรออะไรเลย จัดกระบวนการสรรหาตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อมาร่วมกันคิดหาทางออก Submitted by wichai on Tue, 03/12/2013 - 17:51

ประเทศไทยที่ไม่มีวันเหมือนเดิม ท่านขุนน้อย 16 December 2556 - 00:00 ขณะกำลังเถียงๆ กันว่า...ระหว่างปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป อันไหนจะเข้าท่ากว่ากัน สังคมไทยทั้งสังคม ได้เกิดลักษณะอาการอย่างที่ ป๋าเปลว สีเงิน ท่านใช้คำว่า การลอกคราบ ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์โดยชัดเจน ในสายตาของใครต่อใคร ระดับเนื้อ หนัง กำลังหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ เอาเลยก็ว่าได้... ไม่ว่าจะเป็นแวดวงทหาร ข้าราชการ นักวิชาการ ตลอดไปจนสื่อมวลชน ฯลฯ บรรดาเซลล์เก่าๆ ที่แห้งๆ เหี่ยวๆ หมดคุณค่า หมดราคา ไปแล้ว ค่อยๆ หลุดๆ ร่วงๆ ออกไปเป็นขุยๆ เป็นขยุ้มๆ บรรดาเซลล์ใหม่ๆ ที่เต่งตึง สดใส เริ่มงอกงาม เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่ ทหารประเภทกลัวๆ กล้าๆ กั๊กไป กั๊กมา ยึดถือเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นสำคัญ หนีไม่พ้นต้องหลีกทางให้กับเซลล์ใหม่ๆ ที่ได้รับการกระตุ้น การอัดฉีด จากสังคมทั้งสังคม ให้หันมายึดถือเอาประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ดำรงตนให้สมกับเป็นทหารของพระราชา เป็นกองทัพที่พร้อมจะยืนเคียงข้างประชาชน อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงไปเป็นอื่น... -ฯลฯ ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูปก็ตามแต่ แต่โดยกระบวนการทางสังคมทุกวันนี้ ได้เริ่มต้นเดินหน้าปฏิรูปด้วยตัวของมันเอง อย่างชนิดไม่มีใครหยุดยั้งได้ต่อไปอีกแล้ว ความโหยหาอิสรภาพแห่งความเป็นเสรีชน การหวนกลับมายึดมั่นอยู่ในความดี ความซื่อสัตย์ สุจริต การเห็นถึงคุณค่าของคุณธรรม ศีลธรรม ว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเอามากๆ ต่อความเป็นไปในสังคม ความรู้ ความเข้าใจ ในการแยกแยะประชาธิปไตยที่แท้จริง ออกจากเผด็จการทุนสามานย์ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย ฯลฯ สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง เหล่านี้...ย่อมทำให้ประเทศไทย ไม่มีวันเหมือนเดิม อีกต่อไปแล้ว... สิ่งใหม่ๆ...กำลังเข้ามาแทนที่สิ่งเก่าๆ ไม่ต่างอะไรไปจาก การลอกคราบ ตามสำนวนของ ป๋าเปลว สีเงิน นั่นแหละ ไม่ว่าการลุกฮือของมวลมหาประชาชนนับล้านๆ จะสิ้นสุด ยุติ ลงไปในแบบไหน เมื่อไหร่ นั่นคงเป็นแค่เรื่องรายละเอียดทางเทคนิคเท่านั้นเอง แต่ถ้ามองกันในแง่กระบวนการแล้ว ผลของการลุกฮือครั้งนี้ มันได้สร้างความสั่นสะเทือนแผ่ซ่านไปในทุกๆ แวดวง ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งศิลปวัฒนธรรม ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ซึมลึกไปในทุกระดับ ทุกชนชั้น ชนิดที่อาจเรียกได้ว่า...ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง อุดมคติสังคม เอาเลยก็ว่าได้... ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ท่านพุทธทาสภิกขุ...“การเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นสิ่งจำเป็น ต้องเปลี่ยนแปลงอุดมคติของสังคม ลงไปถึงสามัญชน มิฉะนั้น เขาจะไม่ทำ แม้ในสิ่งที่เขาทำได้ และไม่สนใจที่จะรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำได้ มีแต่การเป็นทาสอายตนะไปวันๆ...” การเมือง : ข่าวทั่วไป วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2556

1

'ลิ้มไพร่'ฉายารบ.ปู-กปปส.'ผีบุญร.ศ.232' สมาคมรัฐศาสตร์ เกษตรฯ ตั้งฉายารัฐบาล 'ลิ้มไพร่' ขณะที่สภาได้ฉายา 'โรงเตี๊ยม' แหล่งตะลุมบอนจอมยุทธ์ ส่วน กปปส. 'ผีบุญ ร.ศ.232' เหตุวิกฤติศรัทธาหนัก เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลง “ฉายาสถาบันการเมือง” โดยนายนพพล อัคฮาค ประธานคณะกรรมการจัดกิจกรรมตั้งฉายาสถาบันทางการเมือง ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ.2556 กล่าวว่า การตั้งฉายาสถาบันการเมืองมาจากการเปิดให้สมาชิกเครือข่ายออนไลน์สมาคมรัฐ ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 2,844 บัญชี ได้เสนอความเห็นฉายาต่างๆ มายังสมาคม และให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกฉายาที่มีความเหมาะสมที่สุด ดังนี้ 1.ฉายารัฐบาล “ลิ้มไพร่” ซึ่งคำว่า ลิ้ม ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า กิริยาอิงแอบแนบชิด บิดเบือน มีความหมายว่า รัฐบาลนี้มาแบบอิงแอบแนบชิดกับไพร่ โดยการสร้างวาทกรรม “ไพร่” ขึ้นมา แต่พอมาเป็นรัฐบาลจริงๆ การอ้างประโยชน์พี่น้องประชาชนในการกำหนดและดำเนินนโยบายต่างๆ เกิดคำถามว่า สุดท้ายชิ้นปลามันกลับตกไปอยู่กับชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นการจำนำข้าว รถคันแรก หรือบ้านหลังแรก โดยกรณีที่ถูกต่อต้านมากที่สุดคือ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ตั้งต้นจากการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ลงท้ายด้วยการจับเขาเหล่านั้นเป็นตัวประกันพ่วงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เข้ามา ซ้ำยังลอยแพผู้ได้รับผลกระทบจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ออกไปด้วย 2.กปปส. ฉายา "ผีบุญ ร.ศ.232" แปลว่า กบฏ หมายถึงกลุ่มคนที่คิดและกระทำการต่อต้านล้มล้างอำนาจรัฐด้วยกำลัง ต่างจากผีบุญ หรือกบฏผู้มีบุญ ซึ่งหมายถึงคนธรรมดาที่อ้างตัวเป็นผู้วิเศษ ทำการชักชวนให้ผู้คนก่อกบฏกับรัฐที่เป็นศูนย์กลางอำนาจ การสร้างวาทกรรมคนดี คนมีคุณภาพ มีสติปัญญา ต่อต้านคนโกง เหนือกว่าคนไร้คุณภาพขาดสติปัญญาของ กปปส. เพื่อล้มล้างอำนาจรัฐ จนถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นกบฏ จึงอาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะเกินกว่ากบฏ แต่เข้าข่าย ผีบุญ ร.ศ.232 3.รัฐสภา ฉายา "โรงเตี๊ยม" หมายถึงความวุ่นวายหลายครั้งในรัฐสภาอันทรงเกียรติ ถึงขนาด ส.ส.ทุ่มเก้าอี้ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน เช่น เดียวกับโรงเตี๊ยมในภาพยนตร์จีน อันเป็นที่รวมของเหล่าจอมยุทธ์จากทุกสารทิศ ซึ่งบ่อยครั้งเกิดการต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ประตู หน้าต่าง โต๊ะ เก้าอี้ ถ้วยชามรามไห พังระเนระนาด ก่อนจะแยกย้ายกันไปโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ 4.ตุลาการ ฉายา "ศาลใครฟัง" หมายถึง การแถลงไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยว กับการได้มาซึ่งวุฒิสภา โดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนฯ คนที่ 1 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภา คนที่ 2 พร้อมสมาชิกรัฐสภารวม 312 คน เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วยังสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติศรัทธาอย่างถึงแก่นต่อสถาบันตุลาการที่ควรจะ ได้รับการยอมรับว่าเที่ยงธรรมเช่นเดียวกับ ”ศาลไคฟง” แต่กลับถูกตั้งข้อสงสัยและกลายเป็น ”ศาลใครฟัง” ในปัจจุบัน 5.พรรคเพื่อไทย ฉายา "ปลากระป๋องชาวคอย" หมายถึงปัญหาประการสำคัญภายในของพรรคเพื่อไทยรอบปีที่ผ่านมา คือจำนวนสมาชิกที่มีมากเกินกว่าความสามารถในการจัดสรรผลประโยชน์ ทั้งในรูปของตำแหน่งรัฐมนตรี และการส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ทั้งรัฐมนตรี และผู้สมัครรับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 แกนนำ นปช. บุคลากรทางการเมืองภายในพรรค ตลอดจนนักการเมืองหัวคะแนนในท้องถิ่น ต่างรอคอยการตัดสินใจจากผู้บริหารพรรคอยู่กันแน่น จนเป็นปลากระป๋องในน้ำซอสสีแดง 6.พรรคประชาธิปัตย์ ฉายา "จอมมารต้านโกง" แปลว่า เบื้องหลังสารพัดการรณรงค์ต้านโกงของพรรคประชาธิปัตย์กลับเต็มไปด้วยความ เคลือบแคลงสงสัยต่อความไม่โกงของผู้รณรงค์เสียเองว่า แท้ที่จริงแล้วพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยมีบาดแผลจากโครงการ ต่างๆ มากมาย อาทิ ไทยเข้มแข็ง ส.ป.ก. 4-01 ปรส. นมโรงเรียน เครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 คือนักบุญผู้มาปลดปล่อยประเทศจากการทุจริตแค่คนธรรมดาที่มีกิเลสตัณหา หรือถึงขั้นจอมมารจำแลงมากันแน่ 7.พรรคภูมิใจไทย ฉายา "ถ่านไฟเก่า" หมายถึง ภายหลังการสลายตัวของกลุ่มทางการเมืองอันเนื่องมาจากคดียุบพรรคไทยรักไทย และเกิดการรวมตัวกันใหม่ของกลุ่มเพื่อนเนวินและกลุ่มมัชฌิมาในนามภูมิใจไทย แม้สถานะตามกฎหมายถือเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ท่าทีของพรรคตลอดปีที่ผ่านมา กลับให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลอย่างชัดแจ้งเป็นทางการ และกลุ่มมัชฌิมาประกาศลาออกจากพรรคภูมิใจไทยและสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค เพื่อไทยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา 8.องค์กรอิสระ ฉายา "พระอันดับ" หมายถึงในรอบปีที่ผ่านมาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถแสดงบทบาทของตนได้อย่างชัดเจน เป็นแต่เพียงตัวประกอบให้ครบตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เปรียบเทียบกับพระอันดับที่ไม่มีบทบาทสำคัญในการทำพิธีทางศาสนา 9.กองทัพ ฉายา "เสธ.รอสอย" หมายถึง แม้ในรอบปีที่ผ่านมาจะมีผู้เรียกร้อง และสร้างเงื่อนไข ให้กองทัพเข้าแทรกแซงทางการเมือง อันอาจส่งผลให้ความขัดแย้งทวีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่กองทัพก็ยังพยายามสงวนท่าทีให้อยู่ในระยะที่เหมาะสม ด้วยความหวาดระแวงอย่างยิ่งของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และผู้สนับสนุน ว่า “เสธ.” ที่ “รอสอย” อยู่ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี้ จะตัดสินใจละเมิดหลักการของระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งหรือไม่ 10.ตำรวจ ฉายา "โปลิศกิจป่วน" หมายถึง ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับกองทัพตำรวจ เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลเลือกใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปั่นป่วนอันเกิดจากการชุมนุมต่อต้าน กระทั่งขับไล่รัฐบาลในนาม กปปส. ที่ต้องระดมสรรพกำลังจากกองบัญชาการต่างๆ เข้ามาผลัดเปลี่ยนการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งรับทั้งก้อนอิฐและดอกไม้ อย่างไรก็ตาม สำหรับวาทะแห่งปีคือ "สุดซอย" มาจากคำวิเศษณ์ที่ขยายร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเรียกกันจนติดปากว่า เป็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย หรือหมายถึงเอาให้เต็มที่ ถือเป็นหน้าใหม่ของวัฒนธรรมการเมืองไทย ซึ่งที่แล้วมามักเน้นแนวทางการประนีประนอมเป็นสำคัญ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน