280418 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ป034.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายนพุทธศักราช 2528 พ่อท่านพระที่รักได้นำพิจารณาปัจจเวกปัจจัยที่พุทธสถานสันติอโศกระบมปฏิบัติตัวเป็นพระเราเป็นพระโสดาบันพระสิทธัตถะมีพระอนาคามีพระอรหันต์ไปตามจริงแม้เราจะไม่ได้มีรูปสมมุติว่าเป็นนักบวชที่มีรูปโกนหัวนุ่งห่มผ้าตามกำหนดอะไรก็ตามแต่เรามาปฏิบัติแล้วเราก็ได้ปรับปรุงเราก็ได้กระทำตนเว้นชั่วเว้นออกจากสิ่งที่ควรละควรเลิกจริงๆเราปฏิบัติไปทุกแง่ทุกมุมที่มีชีวิตอยู่ การจัดการกินการอยู่มีปัจจัยเลี้ยงชีพจนกระทั่งไปถึงสภาพการงานการทำงานสภาพสัมพันธ์สัมผัสอยู่กับอะไรที่อยู่กับสังคมอยู่กับมนุษย์ธรรมดาๆแล้วเราก็ได้หัดเรียนรู้ว่าควรลดอะไรควรเลิกอะไรควรหยุดอะไรหยุดได้อย่างไรหยุดได้ไม่ได้ก็รู้ชัดเจนทำไปตามฐานะที่เราจะตั้งกรรมฐานตั้งความสามารถเราได้สามารถเท่านี้ทำตรงนี้ก่อนจะทำให้จริงถ้าทำได้แล้วก็เพิ่มเพิ่มฐานเพิ่มสินเพิ่มหลักที่จะทำประพฤติเพื่อที่จะให้สูงขึ้นไม่ต้องผ่าตัดกรามในโลกมากหรือทำจนเละไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นฐานเป็นฐานะของเราเราตัวตนของเราเรามีอินทรีย์มีภาระเท่าไหร่ ไม่รู้เรื่องเลยทำคนเป็นและอย่างนั้นไม่มีผลศาสนาพระพุทธเจ้ามีเบื้องต้นทำกลางบั้นปลายมีเบื้องต่ำเบื้องกลางเบื้องสูงต้องรู้ตนจะมีมานะว่าตนต่ำก็ไม่นึกว่าตนสูงก็ไปเอากรรมฐานสูงมาทำตนสูงก็ไปเอาแต่กรรมฐานต่ำมาทำซ้ำๆแซะๆมันก็โง่อยู่อย่างเก่าไม่ให้ผิดเพี้ยนว่าเราสูงก็หลงว่าต่ำแล้วก็ทำแต่กรรมฐานต่ำเราต่ำและเป็นหลงทำกรรมฐานสูงก็ยิ่งแย่ใหญ่เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงจะต่ำจะกลางจะสูงขนาดไหนแยกซอยละเอียดปานใดแล้วก็ค่อยๆซอยลงไปเรื่อยๆเราจึงจะเป็นผู้ปฏิบัติอย่างมีขั้นมีตอนมีฐานะที่แท้จริงรู้ความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีอะไรเคลือบแฝงไม่มีอะไรลังเลไม่มีอะไรปกปิด มีอะไรหลอกลวงใครเป็นความจริงตามความเป
อ่านต่อ
็นจริงก็ได้อย่างจริงมีความบริสุทธิ์เสมอในการปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าจึงละเอียดมีขั้นมีตอนมีความจริงยืนยันให้ปรากฏผู้รู้ย่อมรู้ได้ด้วยตนเมื่อเรียนธรรมะที่ระลึกซึ่งสูงแล้วอยู่กับสังคมโลกจะรู้ความจริงของตนของตนพระแม่การกินที่เราปฏิบัติอยู่ก็รู้ว่าเราได้ปฏิบัติธรรมก็อย่าให้สติตกอย่าให้เราปล่อยไปตามอำเภอใจมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมรู้สั่งที่เราได้กำหนดลงไปว่ากาโยตั้งแต่อานาปานสติหรืออิริยาบถ 4 นอกจากอิริยาบถ 4 และมีสติสัมปชัญญะก็ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะรู้พฤติกรรมรู้ ทำรูปความเคลื่อนไหวรู้ความสัมพันธ์รูปความสัมผัสรู้จริงๆมีสติสัมปชัญญะรู้แล้วก็พิจารณาแล้วก็กระทำให้ปรับให้ปล่อยให้รถให้ปลงให้เห็นความจริงว่าอะไรๆมันก็เป็นปฏิกูลอาหารก็เป็นปฏิกูลได้แต่อย่าจะปฏิกูลจนกระทั่งกินไม่ลงก็แล้วกันแต่ใครสามารถเข้าใจว่าเราไม่ติดไม่ยึดไม่มีราคะแต่เราก็ไม่ผลักไสรู้ความควรอาหารควรกินควรยังสังขารไปโดยพอเหมาะพอควรก็เอาพิจารณาแม้แต่อาหารก็เป็นตระกูลได้พิจารณาอาหารเป็นภาพมันเป็นธาตุเป็นธาตุดินน้ำไฟลมมันไม่ใช่วิญญาณอะไรมันก็ไม่ใช้อากาศอาหารก็ไม่ใช่อากาศมันก็มีธาตุดินน้ำไปลงสงเคราะห์กันออกมาแล้วก็เรียนรู้ชัดเจน มันไม่ใช่เรื่องรูปเรืองศรีเรื่องจริงเรื่องรถเรื่องเครื่องปรุงเครื่องอะไรก็ได้ที่มาสมมุติถ้าจิตให้ตอบว่าอย่างนี้หน้าได้อย่างนี้น่าเป็นอย่างนี้อร่อยอย่างนี้ไม่อร่อยอะไรเกินการไม่ใช่หรอกถ้าเรารู้ว่านี่ก็ทาแล้วก็สักแต่ว่ากินธาตุอย่างสมควรจะกินก็กินสุดท้ายมันก็จะเป็นเรื่องไปทิ้งมันใช้แล้วมันก็ทิ้งมันอาศัยแล้วมันก็ทิ้งสุดท้ายจบแล้วก็ต้องเอาไปทิ้งป่าช้าหรือว่าเอาไปทิ้งในที่ที่ควรทิ้งแม่ตาอาหารก็มีป่าช้าให้มันทิ้งสุดท้ายก็ไปเป็นอุจจาระนั้นเองอย่างที่เรามีขีดทิ้งแต่ว่าเราอาศัยสังเคราะห์เราอาศัยสิ่งที่มันมาทดแทนเอามาสังเคราะห์ชีวิตไม่สงเคราะห์ร่างกายมันก็เป็นเท่านั้นไม่มีอย่างนี้เป็นต้นเราก็พิจารณากายานุปัสสนาพิจารณาเว กินแร่กับวันเกิดอารมณ์เกิดเวทนาสุขเวทนาทุกข์รู้โลกิยะวันศุกร์พระเวทนาสมเสพหรือว่ามันทุกข์เพราะเราจะฝืนใจผู้ฝึกตั้งตนเป็นทุกข์ค้ายาอัตตานังปะทะกุศลกรรมจะเกิดอยู่ก็ต้องรู้ว่าเราได้กุศลเจริญยิ่งแต่ถ้าทุกข์เพราะเราอยากไม่ได้สมเสพแล้วก็เราอยากไม่ได้สมเสร็จเป็นทุกข์ก็ให้รู้ว่าอยากดังนั้นอย่าไปยึดถือมาอย่าอย่างนั้นข้าให้มันให้ตายไม่เอาหรอกทุกข์อย่างนั้นไม่เอาถ้าทุกข์ที่มันยังเป็นตัวที่เราตั้งตนอยู่ในความลำบากเพราะว่าเราจะพยายามต่อสู้มันได้รู้ก็ให้รู้ว่านี่เป็นทุกปฏิบัติเป็นทุกข์ที่เราเป็นจริงๆเลยเพราะอำนาจกิเลสก็ให้รู้สุขเป็นโลกีย์เสร็จสมรู้สึกเพราะว่าว่างจากกิเลสแล้วเป็นความว่างเบาไม่รู้เป็นอุเบกขาฐานหรือว่า ฐานของสภาพไม่ทุกข์ไม่สุขหรือไม่สวมมนัสไม่ท่วมมนัสก็ให้รู้จริงๆชัดๆด้วยสภาวะธรรมไม่ใช่รู้แต่ภาษาพยายามพิจารณาไปสาธิตพิจารณากายพิจารณาเวทนาพิจารณาจิตรู้ว่าเราเลื่อนฐานะของจิตไปสู่วิมุติรู้ว่าเราได้ปฏิบัติธรรมถ้าไม่มีนิวรณ์หาไม่มีอุปทานขันธ์ 5 หรือว่ามีใครรู้ว่ายังเหลือแต่เจริญอยู่นิวรณ์ก็มีบ้างแต่ก็เจริญอยู่อุปทานขันธ์ 5 มีบ้างแต่เจริญอยู่อะไรเหล่านี้เราก็จะพิจารณาไปจนหมดมีสิ่งที่ได้รับรู้รับเรียนเป็นธรรมในธรรมต่างๆจนถึงกระทั่งอริยสัจ 4 นั่นแหละเป็นที่สุดหรือไล่เรียงมาอีกจังทำเหมือนในธรรมธรรมานุปัสสนาถึง 5 อย่างแล้วก็พิจารณากันจริงๆ ไหล่ฐานะของเราจริงๆขึ้นไปขึ้นไปขึ้นไปหาพิจารณาในอายตนะออกเอามันรับรู้รับสัมผัสแล้วได้อย่างนู้นอย่างนี้พิจารณาอายตนะ 6 พิจารณาโพชฌงค์ 7 พิจารณาอริยสัจ 4 ให้จริงนะนี่เราปฏิบัติธรรมมีสติปัฏฐานและปฏิบัติประจำวันเป็นมรรคองค์ 8 มีโพชฌงค์เป็นตัวแกนหลักคือขยายขึ้นเป็นผลที่ปกติจะทำอย่างที่เราสอนกันแล้วเรียนกันแล้วถ้ามีปฏิบัติธรรมอยู่ในหลักของพระพุทธเจ้าเป็นหลักตรัสรู้พอที่ปักก็แปลว่าหลักตรัสรู้หรือโพชฌงค์ก็แปลว่าตรัสรู้องค์แห่งการตรัสรู้เหมือนกันก็อย่าให้ตกสติลจนกระทั่งมันจะปฏิบัติธรรมรู้ตัวเสมอว่าตลอดเวลาเราเป็นนักปฏิบัติธรรมเรามีการปฏิบัติธรรมอยู่ทุกอิริยาบถเป็นยังไงก็แล้วแต่มีสมบัติสัมพันธ์ยังไง แล้วแต่เราไม่สติตกเราไม่ได้ขาดการปฏิบัติธรรมผู้ทำได้ทีทำได้ต่อเนื่องมากเรียกว่าสมาบัติทำได้แล้วก็มีผลจริงมีการชนะจริงผู้นั้นก็มีหวังบรรลุเร็วแต่ถ้าผู้ใดสติก็ตกหล่นง่ายปฏิบัติก็มีอินทรีย์พละมาสู้ไม่ได้ก็ต้องช้าหน่อยถ้ายิ่งปฏิบัติตกหล่นเลยไม่ได้เรื่องเลยอินทรีย์ก็ไม่เพิ่มไม่แถมเลยก็ไม่มีหวังจริงอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นขอให้ทุกคนพยายามสังวรขณะนี้รู้แล้วตนเท่านั้นช่วยตนใครช่วยตนไม่ได้