6902_00_รวมปักษ์ กุมภาพันธ์_สี9_0.jpg
เนื้อหาในไฟล์
ฉบับที่ ๕๙๐ (๖๑๒) 60 แม้จะเขียรต่าง แต่ก็สามัคคีกันได้ ถ้ายิ่งแผ่นดินไหว แรงเท่าไหร่ แต่ว่าตึกก็ยังอยู่ได้ ไม่แตกสลายไป ยิ่งไหวยิ่งดึกคงทน ถาวร อย่างนี้ก็ยิ่ง เป้นสามัคคีระ ที่ยอดเยี่ยม ลด ปุจฉาสมณะ 9 ๒. ยิ่งมีความขัดแย้ง มากเท่าใด แต่ว่า ก็ยังทนอยู่ได้ ใจก็ไม่เกิดมีกิเลส นี่แหละคือสามัคคี ที่สุดยอด” 99 ...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ก่อนเลือกตั้งใหญ่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ประชาชน รู้ว่าไอ้นี่ถูกไอ้นี่ผิด แล้วรู้ถูกเสียด้วย แต่กลัวว่า คนไทยเหมือนเข้าสู่การแข่งขันกีฬาสีระดับชาติ ที่ผลการ จะเสียโลกธรรม กลัวจะเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสียตําแหน่ง เสีย แข่งขันนั้นจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน หน้าถึงไม่เข้าข้างใครอยู่กลางๆ และอาจยังกระทบไปถึงเพื่อนบ้านของประเทศไทยอีกด้วย ๓. เป็นความเห็นผิด ที่ถูกใครสอนไปเชื่อเขาว่า ความ ความคาดหวังถึงชัยชนะของสีที่ตนนิยมนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เป็นกลางแม้จะรู้ว่าใครถูกใครผิด ใครดีใครชั่วก็ตาม ก็ควรอยู่ โดยเฉพาะความคิดเห็นต่างๆผ่านสถานีข่าวและโซเชียลมีเดีย เฉยๆไม่ควรจะต้องไปอยู่กับฝ่ายไหน อยู่กลางๆ นี่ก็เป็นมิจฉา หลังเลือกตั้ง สีที่ได้คะแนนนําโด่งคือ สีน้ําเงิน รอง ทิฏฐิ คนๆนี้เป็นคนเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ลงมาคือ สีส้มที่เป็นแชมป์เก่า จากนั้นก็เป็นสีแดง สีเขียว และสีอื่นๆได้คะแนนตามกันมา เกิดผลมีทั้งผู้ชนะ ผู้แพ้ มี คนดีใจ เสียใจ และมีคนสุขใจ ทุกข์ใจเป็นธรรมดา ดังคําสอน ของพระพุทธองค์ที่ว่า “อะไรที่เข้าไปยึดถือ (อุปาทาน)แล้วจะ ไม่ทุกข์เป็นไม่มี” แม้สิ้นสุดการเลือกตั้งแล้ว แต่กองเชียร์และนักกีฬา ที่แพ้แล้วก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะเคยได้เป็นแชมป์และครั้งนี้ก็ คาดหวังยึดถือไว้มากว่าจะต้องชนะ จึงต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะ ล้มกระดาน และให้มีการเลือกตั้งใ
อ่านต่อ
หม่ จนกว่าสีของตนจะชนะ ส่วนสีที่ชนะ ก็คาดหวังต่อว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ ต้องไปรวมกับสีอื่นๆต่อไป ซึ่งในบรรดากองเชียร์ของแต่ละสี ต่างก็มีความคาดหวังซ้อนลงไปอีกว่า สีที่ตนเชียร์จะได้ไม่รวม กับสีที่ตนรังเกียจ และตอนนี้ กกต.ก็ยังไม่ได้ประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ยังต้องผ่านอีก หลายด่าน ม เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วคนที่ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดก็ ยกไว้ เพราะเขาไม่รู้ เขาก็อยู่เฉยๆกลางๆ ๔. อีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นแบบชาวอโศก ความเป็น กลางต้องเข้าข้างคนถูกต้อง เข้าข้างคนดี อย่าไปเข้าข้างคน ชั่ว อย่าไปเข้าข้างคนผิด นี่เป็นแบบอโศก “คนกลัวจะเสื่อมลาภยศสรรเสริญสุข ก็ควรแก้ไข ปรับปรุง ขี้กลัวอย่างนั้นก็เลยไม่เจริญ ตัวเองก็ไม่เจริญไม่ พัฒนา เพราะขี้กลัว เป็นคนกลัวก็เป็นอสุรกาย กลัวที่จะ ทําความดี ไม่กล้าที่จะทําความดีความถูกต้อง น่ากลัว พวกนี้ นรกกินหัว รู้ว่าอะไรดีแต่ไม่กล้าทําความดี กลัวโลกธรรม กลัว เสียโลกธรรม ไม่กล้าทํา ไม่เจริญหรอกคนแบบนี้ เมื่อไหร่เมื่อ ไหร่ก็ไม่เจริญ คนพันธุ์นี้มีเยอะไหม ...เยอะ น่าสงสารมีเยอะ จริงๆ คนพวกนี้ไม่เจริญ ต้องกล้าทําความดี ฝืนอย่างไรก็ต้อง ฝืน ดีไม่ดีจะเจ็บตัวถึงตาย บางทีก็ต้องทํา” จะก่อนหรือหลังเลือกตั้ง การดําเนินชีวิตขอ สําหรับคนที่ยังมีอวิชชาเป็นผ้าบังสายตาอยู่มาก ประชาชนก็ต้องดําเนินต่อไป พวกนักการเมืองที่เคยได้ให้ หนา(ปุถุชน)นั้น ไม่ว่าความคาดหวังที่ยึดมั่นถือมั่นไว้ จะได้ คํามั่นสัญญาว่า หากได้เข้าสภาไปแล้วจะทําเพื่อสนองตอบ สมใจหรือไม่สมใจก็ตาม ต่างก็เป็นการพอกเพิ่มกิเลส ตัณหา ความต้องการของประชาชน แต่เอาเข้าจริงแล้วพวกเขาอาจ อุปาทานให้มากขึ้นอยู่ทุกลมหายใจ เข้าไปทํางาน เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองและ สําหรับนักปฏิบัติธรรมที่มิจฉาทิฏฐิไปยึดถือว่าการ พวกพ้องก็เป็นได้ ลาภ-ยศสรรเสริญ-โลกียสุขนั้นเป็นเพียง เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องของนักปฏิบัติ “สมบัติผลัดกันชม” ธรรม การเลือกข้างใดข้างหนึ่งนั้นจะเป็นการแสดงถึงความ สําหรับนักปฏิบัติธรรมนั้น เราเคยมีสํานวนเตือนใจ ไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเป็นทิฏฐิที่วิปลาสไปจากความ กันว่า “ระวังทํางานแทบตาย แต่หมาเอาไปกินหมด” เพราะ เป็นสัจธรรม ที่พ่อครูได้สอนในเรื่อง “ความเป็นกลาง” คือ ต่างคาดหวังมาฝึกฝนปฏิบัติธรรมเพื่อรับใช้ศาสนานั้น แต่เมื่อ ความหมดความเห็นแก่ตัวทั้งทางกามและทางอัตตา ซึ่งพ่อ ไม่ระวัง “เผลอเพลินไปกับโลกธรรม” ก็อาจหลงทาง ปฏิบัติ ธรรรมไปนานเข้าแทนที่จะเป็นการรับใช้ศาสนา แต่กลับกลาย เป็นการรับใช้อัตตามานะของตนเอง โดยไม่รู้ตัวเองได้เลย ครูได้เคยอธิบายไว้อย่างน้อย ๔ นัยยะ คือ ๑. คนไม่รู้ว่าจะเข้าข้างใคร เพราะไม่รู้ว่าใครถูกใคร ผิดใครดีใครชั่ว มันก็เลยไม่เข้าข้างใคร เพราะมันไม่รู้มันโง่เอา อย่างนั้นเลย มันโง่ไม่รู้ว่าใครถูกใครผิด ใครดีใครชั่วไม่รู้ อันนี้ แน่นอนเพราะว่าเขาชื่อเขาไม่รู้จะเข้าข้างใคร เพราะไม่รู้จักการทํางานของทิฏฐานุสัยและมานา นุสัย ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่รู้ได้โดยง่าย เหมือนพวกแก๊งส้ม ๓ นิ้ว ทั้งๆที่เขาทําผิดแต่กลับยึดว่าเป็นความถูกต้อง ก็ใช่ว่าจะรู้ตัว ข่าวอโศก ได้ง่าย แต่นักปฏิบัติธรรมเรานั้น พ่อครูบอกว่า “ต่อให้สิ่งที่ เรายึดถือนั้นเป็นความถูกต้อง แต่เมื่อยึดมั่นถือมั่นเสียแล้ว มันก็กลายเป็นทิฏฐานุสัยและมานานุสัย” เรามีโศลกปีใหม่ในปฏิทิน ระบุไว้ว่า “ทํางานคนเดียว เก็บเกี่ยวอัตตา จะเกิดปัญญาเพราะได้ลดอัตตาไปกับหมู่ พ่อครูได้เคยเทศนาสั่งสอนเรื่อง “กูเป็นกูคนเดียว” ไว้ เมื่อ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๔ ตอนหนึ่งว่า... “ไม่ว่าจะติดยึดใน ความเห็นหรือจิตติดยึดในความถือดี เป็นความเห็นหรือเป็น ความถือดี ทั้งๆที่อันนั้นมันดีจริงๆด้วยซ้ําไป แต่ว่าเราจะติด ยึดอยู่ในความดีนั้น ไม่ยอมอนุโลมปฏิโลมเลย ไม่ยอมเข้าใจ ว่าเราจะต้องปรับกระบวนท่า ปรับปรุงสมมุติสัจจะอะไรต่อ อะไรกับผู้กับคนเขาอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นคนติดยึดติดมั่นยึดมั่นถือมั่น ปักกิ่งรูเดียว กูตัว เดียว เรียกว่าอัตตานกู อันอื่นไม่ฟัง เสียงข้าไม่ฟังเสียงเอ็งยัง ไงๆก็ไม่ใช่ข้า ข้าต้องเป็นข้า ข้าต้องไม่เปลี่ยนแปลง ข้าต้อง เป็นหนึ่งเดียว ข้าต้องไม่ยืดหยุ่น ข้าต้องไม่อนุโลม คนอื่นไม่ เข้าใจข้า ข้าเข้าใจข้า ข้าคนเดียวแล้วคนอื่นไม่เข้าใจข้า ข้าจึง เป็นข้าหรือกูจึงเป็นกูคนเดียวที่เข้าใจกูคนเดียว แล้วไม่เข้าใจ คนอื่นแล้วไม่เห็นใจคนอื่น” “เมื่อตกลงตามหมู่แล้ว แล้วหมู่เอางี้แล้วมีมติอย่างงี้ แล้วเราก็หมดตัวตนถอดตนเลย ไม่เอาละที่เราถือว่าถูก เรา เห็นว่าถูก ถอดทิฏฐานุสัย ถอดทิฏฐิความเห็น เห็นตามกันไป เลยทําถูกก็ให้มันรู้กันไป ผิดก็ให้มันรู้ไป เจริญก็ให้มันรู้กันไป เสื่อมก็ให้มันรู้กันไปเลย เพราะหลายหัวหลายผู้ที่ประชุมกันนี้ เป็นสภานี้ จะต้องมีปราชญ์จะต้องมีผู้รู้ เพราะเราจะไปดูถูกผู้ รู้ทั้งหมดไม่ได้ ดูถูกไม่ได้หรอก ผู้รู้ทั้งหมดร่วมกันทําเนี่ยมันก็ เป็นหนึ่งเดียวเป็นการรวมกันเป็นการร่วมกันรังสรรค์ประสาน สร้างสรรค์อะไรอยู่แล้ว ก็อยู่กันอย่างผาสุกอยู่กันอย่างอบอุ่น” หากโลกนี้มีสีเดียวก็คงจะจืดชืด เป็นระบบ นิเวศวิทยาที่ไม่สมดุล สิ่งมีชีวิตไม่สามารถดํารงอยู่ได้ หาก คนในสังคมใดคิดเหมือนกันหมดก็คงเหมือนกับฝูงควาย ที่ เอาแต่เดินตามจ่าฝูงอย่างเดียว ไม่ช้าสังคมนั้นก็จะล่มสลาย นักปฏิบัติธรรมที่จะทําที่สุดแห่งพรหมจรรย์ได้ ก็ต้องอยู่ ท่ามกลางหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เพราะความ หลากหลายแห่งทิฏฐิ ทําให้เกิดความแตกต่าง ทําให้เกิดความ ขัดแย้งอันพอเหมาะ ที่จะทําให้ขุดคุ้ยทิฏฐานุสัย มานานุสัย ออกมาให้ได้ละได้ล้างกันจนถึงที่สุดได้ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ พ่อครูตื่นขึ้นมาก็ พอดีพูดกันเรื่อง “เอกภาวะ” พ่อครูว่า “สามัคคียะ แล้วค่อย เป็นเอกภาวะ ความสามัคคีคือความขัดแย้งอย่างพอเหมาะ แล้วอย่างไหนเรียกว่าพอเหมาะ? ปัจฉาฯก็สงสัย....ก็เลยถาม พ่อครูว่า ถ้าเป็นอรหันต์กันหมดก็คงไม่ขัดแย้งกันนะครับที่ขัด แย้งเพราะยังไม่เป็นอรหันต์ใช่ไหมครับ? พ่อครูบอกมาว่า...“ไม่ใช่หรอก อรหันต์กับอรหันต์ ก็ยังมีขัดแย้งกันได้ เพราะว่า เมื่อมี “ความมี” ก็ย่อมต้องมี จุดทศนิยม เมื่อมีจุดทศนิยมย่อมมีความไม่เหมือนกัน ก็ย่อม ต้องต่างกันและต้องแย้งกันไปอยู่ตราบเท่าที่มี “ความมี” เมื่อ มีความขัดแย้ง ก็เหมือนต้องมีแผ่นดินไหว ความสามัคคีคือ ความขัดแย้งอันพอเหมาะ” พ่อครูบอกต่ออีกว่า...“ถ้ายิ่งแผ่นดินไหวแรงเท่าไหร่ แต่ว่าตึกก็ยังอยู่ได้ไม่แตกสลายไป คงทนยิ่งไหวยิ่งตึกคงทน ถาวร อย่างนี้ก็ยิ่งเป็นสามัคคียะที่ยอดเยี่ยมยิ่งมีความขัดแย้ง มากเท่าใด แต่ว่าก็ยังทนอยู่ได้ ใจก็ไม่เกิดมีกิเลส นี่แหละคือ สามัคคีที่สุดยอด” กีฬาสีแห่งชาติผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง ในหมู่นักปฏิบัติ น้อยที่เชียร์สีอื่นๆที่คิดว่าเป็นคนดีเช่นกัน แต่เมื่อหลังเลือก ธรรมชาวอโศก แม้ส่วนใหญ่จะเชียร์สีน้ําเงินกัน แต่ก็มีส่วน ตั้ง ชาวอโศกก็ยังดําเนินกิจวัตร กิจกรรม กิจการไปได้อย่างดี เพราะต่างคนต่างได้ปฏิบัติบูชา ลดละความยึดถือดีใ ยึดดีถือดีในทิฏฐิ ของตนลงไป ยอมตามหมู่กลุ่ม แม้จะเชียร์ต่างสีแต่ก็สามัคคี มีความอบอุ่นในการอยู่ร่วมกันได้ 8 กองงานปัจจา ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔