08 บทที่ 2 Bunniyom.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 การพัฒนา คุณภาพ มนุษย์ด้วยระบบบุญนิยม งานวิจัยเรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกนี้ จะกล่าวถึงความเป็นมาของชุมชนชาวอโศก และแนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยมของสมณะโพธิรักษ์เป็นหลัก เป็นสำคัญ เหตุที่ผู้วิจัย กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะ ได้ศึกษาค้นคว้าและพบข้อเท็จจริง ว่า สมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้ให้กำเนิดระบบบุญนิยม เมื่อท่านเป็นต้นคิด เป็นต้นบัญญัติ ดังนั้น แนวคิดของสมณะโพธิรักษ์ที่ท่าน ได้พูด ได้บอก ได้กล่าว ได้แสดง ได้อธิบาย และ ได้ขยายความเอาไว้ นั้น จึง เป็นเรื่องที่ควร ศึกษาและวิจัย เพื่อค้นหา คำตอบ เ ป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุ ที่ระบบบุญนิยมเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสมณะโพธิรักษ์และชุมชนชาวอโศกโดยเฉพาะ ผู้วิจัยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำแนวคิดของสมณะโพธิรักษ์ที่ บันทึกอยู่ ในวารสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และ หนังสือ เป็นต้น มาใช้ อ้างอิงใน ง านวิจัยนี้ ดังนั้น ในบทที่ 2 นี้ ผู้วิจัยจะศึกษา แนวคิดการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยม ในประเด็นดังต่อไปนี้ 2 . 1 ความเป็นมาของชุมชนชาวอโศก 2. 2 แนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยม ของ ชุมชน ชาวอโศก 2 . 3 แนวทางการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอุดมการณ์ บุญนิยม 2.4 ระบบบุญนิยมนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ทั้ง 4 ด้าน 2.5 ปัญหา และผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา ชุมชนชาวอโศก 2. 6 สรุป 2 . 1 ความเป็นมาของชุมชนชาวอโศก ชุมชนชาวอโศก เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ การเกิดขึ้นของชุมชนชาวอโศก เป็นผลมาจากการฟังธรรม ของ สมณะโพธิรักษ์ คือ เมื่อฟังธรรมแล้ว ก็พากันประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านได้บอก ได้สอน เมื่อปฏิบัติแล้ว เกิดผลดี เป็นประโยชน ์ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จึงมี การพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ที่สุด ก็มารวมตัวกันโดยสัจธรรม โดยมีท
อ่านต่อ
ี่มาดังนี้ 2. 1 .1 ที่มา ของคำว่า อโศก สมณะโพธิรักษ์บวชอยู่ที่วัดอโศการาม และคำว่า วัดอโศการาม มีคำว่า “อโศก” เป็นคำแรก ที่เป็นชื่อวัดที่ท่านได้บวช ได้อยู่ ได้อาศัย ได้ปฏิบัติธรรม ต่อมาก็มีคนนิมนต์ไปเผยแพร่ธรรมะที่วัดมหาธาตุ ท่านสมณะโพธิรักษ์ก็ไปแสดงธรรมอยู่ที่ใต้ต้น“อโศก” ณ ลานอโศก เป็นประจำ นี้คือ จุดเริ่มต้นที่เป็นชื่อ-เป็นนาม-เป็นคำเรียกคนที่มาปฏิบัติธรรมกับสมณะโพธิรักษ์ว่า “ชาวอโศก” เมื่อมีหมู่กลุ่มมากขึ้น ๆ ก็มีดำริที่จะช่วยกันทำหนังสือรายคาบ เพื่อเผยแพร่ธรรมะให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ละ คนก็ช่วยกันคิดหาชื่อหนังสือ ก็ได้คำว่า “อโศก”นี่แหละ เหมาะสมลงตัวที่สุด ทุกคนก็เห็นดีด้วย เพราะมีจุดสัมพันธ์กับคำว่า อโศก หลายจุด หลายเชื้อ และเมื่อมาร่วมกันทำหนังสือนิตยสาร ทุกคนจะต้องถอดตัวถอดตนกันทุกคน ไม่มีตัวตน ไม่มีใครเด่น ใครจะเขียนมากเขียนน้อยก็ตาม ไม่ต้องมีแม้แต่นามปากกาส่วนตัว ใคร ๆ ก็เป็นอโศก ใครจะเขียนเรื่องใดมาลง ทุกคนก็คือ“อโศก”กันทั้งนั้น ไม่มีของคนนั้น ของคนนี้ ของเรา ของเขา ให้มีนามปากกาเดียว คือ อโศก ทั้ง ผู้ทำอื่น ๆ ทั้งผู้เขียน ไม่ต้องมีนามปากกาอื่นใด ให้ทุกคนช่วยกันทำหนังสืออโศก ตกลงหนังสืออโศก ก็ทำโดยคนอโศกทั้งนั้น ทุกคนเป็นอโศก แม้แต่คนอ่าน จากนั้นหนังสืออโศก ก็พิมพ์ออกมาแจกจ่ายแพร่หลายมากขึ้น คำว่า “อโศก” จึงเกิดเป็นรูป-เป็นร่าง ขึ้น มาอย่างนี้ กิจกรรมที่สมณะโพธิรักษ์พาทำ ธรรมะที่พากันเผยแพร่ แบบอย่างที่พากันประพฤติปฏิบัติ พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา และปฏิปทา ที่มีอยู่ เป็นอยู่ และดำเนินบทบาทอยู่ในสังคม จึงเป็นรูปแบบที่เรียกกันว่า แบบ“ชาวอโศก” แต่ละคนก็พากันเรียกตัวเองว่าเป็นชาวอโศก เมื่อเรียกกันบ่อย ๆ เรียกกันมาก ๆ ก็เกิดความเคยชิน ก็เลยใช้คำว่า อโศก ก ันจนเป็นปกติ เป็นอัตโนมัติ คนที่พบเห็นลูกศิษย์สมณะโพธิรักษ์ ก็นิยมพูดกันว่า คนอโศก หรือชาวอโศก และคนที่เป็นชาวอโศกคนแรก ก็คือ คุณนัยนา เถระวงศ์ ที่กล่าวว่า เป็นคนแรก ก็เพราะว่า เมื่อฟังธรรมจากสมณะโพธิรักษ์ที่ใต้ร่มอโศก ณ ลานอโศก วัดมหาธาตุแล้ว ก็ปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์และปฏิบัติธรรมตามแนวทางอโศกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 2. 1 .2 การเกิดขึ้น ของ ชุมชน ชาวอโศก สมณะโพธิรักษ์ กล่าวว่า เมื่ออาตมาศึกษาปฏิบัติจนเข้าใจ-มั่นใจ ก็กล้าที่จะถอนชีวิตจากเดิม กล้าทิ้งชีวิตในแนวทางเดิม คำตอบของแนวทางใหม่ที่ได้ คือ “อาตมาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวน้อยลง หรือไม่เห็นแก่ตัวเลย ชีวิตไม่ต้องพึ่งความเห็นแก่ตัวอย่างทุนนิยม” และยิ่งเห็นความจริงชัดว่า “สิ่งที่ค้นพบ เป็นศาสนาพุทธที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ อาตมาก็นำมาประกาศเผ ย แพร่ให้คนได้ฟัง ให้คนได้เรียนรู้ตาม” นับตั้งแต่ประกาศศาสนามา ก็มีคนฟังธรรมรู้เรื่องและเข้าใจเพิ่มมากขึ้นๆๆ แล้วปฏิบัติตามจนเกิดมรรค-เกิดผล กระทั่งเกิดความชัดเจนในชีวิต จนเริ่มมีมากขึ้น ๆ ก็รวมตัวกันเป็นหมู่กลุ่ม ก่อตั้งเป็นพุทธสถานและชุมชนชาวอโศก ขึ้นในที่ต่างๆ แล้วอยู่รวมกันแบบสังคมโดยธรรมชาติ ไม่แยกออกไปอยู่โดดเดี่ยวเหมือนฤาษี-ดาบส ที่แยกความจริงออกจากมนุษยชาติ ซึ่งโดย สัจจะแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์โขลง อยู่กันเป็นสังคม มีวัฒนธรรม มีพิธีกรรม มีกิจกรรม มีพฤติกรรม ที่ผสมผสานกันอยู่ เกิดเป็นรูปแบบ เป็นประเพณี เป็นกระบวนการของกิจการต่าง ๆ ขึ้นมา ก็จะมีอาชีพ มีการงาน มีหลาย ๆ บริษัท หลาย ๆ งาน หลาย ๆ หน้าที่ จนในที่สุดก็กลายเป็น“ชุมชนชาวอโศก”ขึ้นมา ดังนั้น ชุมชนปฐมอโศก ชุมชนสันติอโศก หรือชุมชนอื่นๆ ของชาวอโศก จึงเกิดขึ้นเอง ... โดยธรรมชาติของศาสนาพุทธ เมื่อหลายคนมาปฏิบัติธรรมอยู่รวมกัน เห็นในสัจจะอย่างเดียวกันว่า การให้ การเสียสละ การเกื้อกูล การช่วยเหลือ เป็นสิ่งที่ดี และพยายามปฏิบัติตาม กิเลสในตัวก็ลดลง บางคนลดได้มาก บางคนลดได้น้อย บางคนเห็นสัจจะถึงขีดแล้ว ก็จะเข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มสังคม และ ถ้าฝึกตนจริงๆ ให้มีคุณธรรมจนถึงระดับอนาคามี ก็จะลด-ละ-เลิก ไม่สะสมทรัพย์สมบัติข้าวของต่างๆ ไว้มาก (การสะสมกักตุนเอาไว้มาก กินใช้เอง ก็ไม่หมด คนอื่นก็ขาดแคลน ไม่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ การสะพัดออก จึงดีกว่า) เพราะทรัพย์ ของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่เงินทอง บ้านช่อง ข้าวของ สมบัติ แต่ทรัพย์ของมนุษย์ที่แท้จริง อยู่ที่ความขยัน ทำสิ่งที่มีคุณค่า แล้วไม่สะสมกอบโกย ถ้าเราขยัน แล้วสามารถกินน้อย-ใช้น้อยได้ ตนก็เป็นที่ พึ่ง แห่งตนเองได้ ระบบชีวิตก็จะถูกสร้างขึ้น มีวิถีชีวิตดำเนินไปตามทฤษฎี มรรคมีองค์ 8 ระบบชีวิตความเป็นอยู่ ก็จะมีความเป็นอยู่ เพื่อลด-ละ-เลิก โลกียสุข แล้วค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็นสังคมที่มีระบบ ที่เรียกว่า ระบบบุญนิยม กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเกิดขึ้นของชาวอโศก เป็นผลมาจากการฟังธรรมของสมณะโพธิรักษ์ แล้วเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ปวารณาตัวเป็นศิษย์ของท่าน แล้วพากันเรียกตัวเองว่า ชาวอโศก ส่วน การเกิดขึ้นของชุมชนชาวอโศก เกิดจากการที่ชาวอโศกอยากจะมีบ้านอยู่ใกล้ ๆ พุทธสถาน เพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมอยู่ใกล้ ๆ กับ สมณะ ของชาวอโศก 2 . 2 แนวคิดบุญนิยม ของชุมชนชาวอโศก แนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยม ของชุมชนชาวอโศก เป็น แนวคิด ที่เกิดมาจากสมณะโพธิรักษ์เป็นต้น ราก ต้นเค้า เป็นระบบที่มีความสัมพันธ์กับพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง แนบแน่น เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นระบบที่ มี การนำ หลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าหรือพระเถระใน พระไตรปิฎก มา เผยแพร่ และนำมา ประกอบในการพูด คุย สนทนา และ แสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุที่สมณะโพธิรักษ์เป็นต้นบัญญัติของระบบ บุญ นิยม ผู้วิจัยจึง เห็น ควรว่า น่าจะ ได้นำ งานเขียน และผลงาน ของสมณะโพธิรักษ์ ที่ท่านได้กระทำเอาไว้ มาอ้างอิงเป็นหลัก เหตุ ผลก็คือ ถ้าผู้วิจัย นำ งานเขียนของผู้ที่ไม่รู้จักระบบบุญนิยม หรือรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง มาใช้ ในงานวิจัยนี้ ก็อาจจะทำให้งานวิจัยผิดเพี้ยน ไม่ถูกต้อง หรือออกนอกระบบบุ ญ นิยม ไปเลย ก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้นำ แนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก มาใช้ในงานวิจัย ดังนี้ 2.2.1 ปฐมเหตุของ บุญนิยม จากงานวิจัยของคุณรินธรรม อโศกตระกูล ได้กล่าวถึงระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกว่า เป็นแบบแผนการดำเนินชีวิต มีกิจวัตร มีระเบียบปฏิบัติที่รวมเรียกว่า วัฒนธรรม ที่มีแกนรากมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ในงานวิจัยนี้ มีข้อค้นพบ ว่า ระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก มีวิถีชีวิตที่ สอดคล้องกับวิถีแห่งสังคมสงฆ์ 7 ประการ ดังนี้ 1) ลักษณะการปกครองสงฆ์สมัยพุทธกาล เป็นการร่วมกันทำหน้าที่ของพระภิกษุผู้อยู่ร่วมกันในอาวาสหนึ่ง ในลักษณะที่พระภิกษุทั้งหมด มีสิทธิเท่าเทียมกัน ความเป็นผู้นำของพระภิกษุที่รับหน้าที่ต่างๆ อยู่ที่คุณสมบัติทางธรรม ซึ่งได้รับการยอมรับตามธรรม 2) หลักการปกครอง คือ ถือเอาตามพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครอง 3) จุดประสงค์ของการปกครอง คือ เพื่อรักษาพระธรรมวินัย ซึ่งจะยังให้เกิดความเป็นอยู่ผาสุกของสงฆ์ เกื้อกูลให้พระภิกษุแต่ละรูปปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ได้โดยสะดวก และยังความเลื่อมใสแก่พุทธบริษัท 4) วิธีการปกครองซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สงฆ์สมัยพุทธกาลนำมาใช้ คือ การร่วมกันประชุมพิจารณา วินิจฉัย ตัดสิน แก้ไขปัญหา และดำเนินกิจกรรมต่างๆ 5) เพื่อให้กลไกการประชุมสามารถรักษาพระธรรมวินัยได้ สงฆ์จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีพระภิกษุฝ่ายธรรมวาที คือ ผู้กล่าวตามธรรม มากกว่าฝ่ายอธรรมวาที คือ ผู้กล่าวไม่เป็นธรรม โดยส่งเสริมให้พระภิกษุศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย 6) การปกครองสงฆ์สมัยพุทธกาล อาศัยคุณธรรมต่างๆ ของภิกษุสาวก คือ ความปรารถนาดีต่อกันในทางธรรม ความเอาใจใส่ทบทวนและชำระจิตใจของตนให้พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อผู้อื่น และความพร้อมเพรียงกันทำหน้าที่โดยเห็นแก่ธรรมเป็นหลัก 7) ระเบียบปฏิบัติต่างๆ หรือกระบวนการใดๆ ก็ตาม ล้วนเกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างภิกษุธรรมวาที ลักษณะการปกครองของสงฆ์ทั้ง 7 ประการนี้ ปรากฏชัดเจนในชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี อันประกอบด้วยสมาชิกทั้งที่เป็นนักบวชชาย เรียกว่า สมณะ นักบวชหญิง เรียกว่า สิกขมาตุ คนวัดชาย คนวัดหญิง และชาวชุมชน บุคคลเหล่านี้ดำรงตนตามหลักธรรมของพุทธศาสนาที่สมณะโพธิรักษ์นำมาอธิบาย ขยายความ และปฏิบัติตนเป็นต้นแบบ แล้วสร้างระบบสังคมขึ้น เรียกว่า ระบบบุญนิยม ระบบบุญนิยมจึงเป็นนวัตกรรมสังคมที่มีรากฐานจากภูมิปัญญาพุทธ 2.2.2 ต้นแบบ ระบบบุญนิยม ระบบบุญนิยม มี แนวคิด ที่มี พัฒนาการมาจากระบบสังคมสงฆ์สมัยพุทธกาล หลังจากสมณะโพธิรักษ์อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.2513 ที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ และปฏิบัติตามจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีผู้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติตามมากขึ้น บางคนศรัทธาแรงกล้าถึงกับออกบวช เหตุที่ใช้คำว่า ศรัทธาแรงกล้า เนื่องจากผู้ที่ให้สมณะโพธิรักษ์บวชให้ จะต้องตั้งใจบวชตลอดชีวิต อีกทั้งก่อนบวช จะต้องสละทรัพย์สินทั้งหมด ผู้ที่แต่งงานแล้ว จะต้องหย่าให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อบวชแล้วก็ต้องปฏิบัติตามจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เช่นเดียวกัน และอยู่ร่วมกันตามแบบสังคมสงฆ์สมัยพุทธกาล สังคมสงฆ์สมัยพุทธกาล มีวิถีชีวิตแบบสาธารณโภคีที่สมบูรณ์ คือ เครื่องกินเครื่องใช้ที่พระภิกษุได้รับมา จะจัดเก็บไว้เป็นส่วนกลาง มีพระภิกษุที่ได้รับการการแต่งตั้งจากสงฆ์ มีหน้าที่ดูแลงานต่างๆ เช่น ผู้แต่งตั้งเสนาสนะและแจกภัตตาหาร ผู้รักษาเรือนคลัง ผู้รับจีวร ผู้แจกจีวร ผู้แจกข้าวยาคู ผู้แจกผลไม้ ผู้แจกของเคี้ยว ผู้แจกของเล็กน้อย ผู้แจกผ้า ผู้แจกบาตร ผู้ใช้คนวัด ผู้ใช้สามเณร และการแบ่งของกินของใช้กันนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน (สาราณียะ) เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รัก (ปิยะกรณะ) เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่เคารพ (ครุกรณะ) เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน (สังคหายะ) เพื่อความไม่วิวาท (อวิวาทายะ) เพื่อความพร้อมเพรียงกัน (สามัคคิยา) เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (เอกีภาวายะ) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 ประการ คือ 1) มีกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 2) มีวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 3) มีมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 4) แบ่งปันลาภที่ ได้มาโดยธรรม รวมทั้ง อาหารในบาตร ให้ เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล 5) มีศีลเสมอกับ เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่ 6) มีทิฐิเสมอ กับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง สาราณียธรรม 6 ประการนี้ เป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นหัวใจของสังคมสงฆ์ ทิฏฐิสามัญญตา หมายถึง ความเห็นที่เสมอกัน ความเข้าใจที่จะนำสัตว์ออกจากทุกข์ เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์ตรงกัน เมื่อมีความเห็นและความเข้าใจตรงกัน ก็จะมีศีลหรือการประพฤติปฏิบัติที่สอดคล้องกันด้วย คือ มีศีลสามัญญตา เมื่อสพรหมจารีทั้งหลาย มีทิฐิสามัญญตาและศีลสามัญญตาเสมอกัน ย่อมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จนเป็นเหตุให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลดลง ที่สุดย่อมถึงความสิ้นทุกข์ หมดกิเลส หมดความยึดมั่นถือมั่นในตนและความเป็นของของตน จะไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนตัว จะแบ่งปันของกินของใช้ให้ส่วนรวม คือ สาธารณโภคี ส่วนพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งกาย วาจา และใจ ก็จะเป็นไปด้วยความเมตตา คือ มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรม และสงฆ์ของพุทธสถานราชธานีอโศก ก็ปฏิบัติตามสาราณียธรรมเหล่านี้ เป็นต้นแบบระบบบุญนิยมของชุมชนราชธานีอโศก 2.2.3 การเปิดเผย ระบบบุญนิยม สมณะโพธิรักษ์ ผู้นำชาวอโศก ได้นำ เสนอเนื้อหาแท้ของ “ บุญนิยม ” ไว้ในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร ค อ ลัมน์ข้าพเจ้าคิดอะไร? ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2538 การนำเนื้อหาแท้ของบุญนิยมมาเปิดเผยในครั้งนี้ ท่านยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็น“ความรู้ของข้าพเจ้า”เอง ไม่ใช่ความรู้ของผู้อื่น หรือเอามาจากที่อื่นใด ๆ เลย และ ความในใจที่สมณะโพธิรักษ์ ได้กล่าวไว้ มีดังนี้ “ระบบบุญนิยมนี้ ข้าพเจ้า มีความเชื่อมั่นในใจจริง ๆ ว่า จะช่วยสังคมมนุษยชาติที่ถูกพิษและฤทธิ์ของระบบทุนนิยม กำลังต้อนเข้ามุมอับอยู่ในปัจจุบันนี้ได้แน่ ๆ หากประชาชนได้ศึกษาช่วยวิจัยต่อ และอบรมฝึกฝน ร่วมมือสร้างสรรให้เกิดให้เป็นผู้เจริญตามระบบบุญนิยมนี้กัน จนมีคุณภาพ ( quality) และปริมาณ ( quantity) เพียงพอ ตอนนี้คนจะเห็น จะรู้ ยังยากอยู่ ยิ่งจะเชื่อตาม ยิ่งยากใหญ่ เพราะยังมีผู้พอรู้พอเป็น หรือดำเนินชีวิตในระบบบุญนิยมได้แล้ว จำนวนน้อยเหลือเกิน เฉพาะอย่างยิ่ง คนทั้งหลายเกือบทั้งโลกทุกวันนี้ ก็ล้วนดำเนินชีวิตกันอยู่ด้วยระบบทุนนิยมอย่างสนิทสนมและตายใจว่า ไม่เห็นจะมีระบบอะไรอื่นอีกเลยที่เป็นทางเลือกหรือทางรอดกัน ส่วนผู้ที่เห็นและเข้าใจได้ว่า ระบบทุนนิยมกำลังเข้ามุมอับ ไปไม่รอด ช่วยมนุษยชาติในโลกให้เกิดสุขสันติอย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นสังคมที่ดีตามอุดมการณ์ไม่ได้นั้น ก็ยังมีน้อยอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องยากที่ยากสุด ๆ จริง ๆ แต่ก็ยังไม่เห็นทางออกอื่นใดเลยที่จะดีกว่า ต้องปรับตัวมาเป็นระบบบุญนิยมนี้ให้ได้ แล้วสังคมมนุษยชาติในโลกไปรอดแน่ ๆ จากการศึกษาของผู้วิจัย พบว่า สมณะโพธิรักษ์บวชเดือนพฤศจิกายน พ. ศ.2513 หลังจากบวชได้ไม่นาน ก็ได้เผยแพร่แนวคิดเรื่องบุญนิยมมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2538 เป็นระยะเวลาห่างกัน 25 ปี จึงได้นำเสนอเนื้อหาบุญนิยม แท้แบบมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร เป็นการนำเสนอแนวคิดบุญนิยมแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เร่งรีบอะไร โดยภาพรวม แล้ว แนวคิดบุญนิยมนี้ จะอยู่เฉพาะในหมู่กลุ่มสังคมของชุมชนชาวอโศก ซึ่งอยู่ในแวดวงที่ค่อ น ข้างจะแคบมาก ๆ จนกระทั่งถึงเดือน พฤษภาคม พ.ศ.2557 สมณะโพธิรักษ์ จึ งได้ประกาศ ระบบบุญนิยม อย่างเป็นทางการ อีกครั้ง โดย ท่านได้พูดถึง เหตุผลในการเปิด เผย ระบบบุญนิยม ใน ครั้ง นี้ไว้ ว่า “อาตมาตั้งเจตนาและตั้งความมุ่งหมายใหม่แล้ว คือ ตั้งใจไม่สงวนความเป็นบุญนิยมไว้แต่ในหมู่ หรือสงวนไว้แต่ในขอบเขตจำกัดเหมือนแต่ก่อนแล้ว ไม่สงวนตัวอย่างเก่าแล้ว แต่ก่อนนั้น ระบบบุญนิยมที่ปฏิบัติอยู่ชุมชนชาวอโศก ยังไม่ได้เปิด ยังไม่ได้เผย เพราะชุมชนชาวอโศกยังไม่พร้อม ยังปฏิบัติตนเองในกลุ่มหมู่ของตนเอง อยู่เท่านั้น ยังฟูมฟักกันและกัน ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวอยู่ ความมีสภาพของบุญนิยมที่เกิดจริงเป็นจริงได้ในตัวของบุคลากรแต่ละคนก็ดี ทั้งที่เกิดจริงเป็นจริงได้ในหมู่มวลแสดงภาวะองค์รวมจนผนึกเป็นปึกแผ่นก็ดี ทั้งคุณสมบัติหรือคุณวุฒิในความเป็นบุญแบบพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิก็ดี หรืออื่น ๆ อีกนั้น เขาต้องมีคุณธรรมถึงขั้นคุณวิเศษ และจะต้องมีคุณนิธิ หมายถึง ผู้มีคลังแห่งความดี เพียงพอ กระทั่งมีคุณราศี หมายถึง คุณธรรมที่มีนั้น ๆ ต้องมีมากจนแผ่พลังออกไปให้ผู้อื่นสัมผัสได้พอสมควร เมื่อคนสัมผัสแล้ว จึงจะพอรับได้ รู้ได้บ้าง จะต้องมีคุณนั้นก่อนจะเปิดตัว และขอย้ำกำชับนะว่า คุณสมบัติหรือคุณวุฒิของบุญนิยมนั้น ต้องเป็นคุณธรรมขั้นคุณวิเศษ ดังนั้น บุญนิยมแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ จึงเป็นอุตริมนุสสธรรม คือ เป็นคุณวิเศษ เพราะคุณ ประโยชน์ที่ว่านี้ มีทาน ศีล ภาวนา ขั้นโลกุตระ มิใช่แค่โลกียะเท่านั้น แต่เป็นคุณอันมีคุณค่าเข้าขั้นคุณธรรมต้องสำเร็จผลถึงจิตใจได้สละกิเลสจางคลายหรือหมดไปจริง ที่เรียกว่า คุณวิเศษ (อุตตริมนุสสธรรม) ปานนั้นทีเดียว ซึ่งคุณวิเศษนั้น มิใช่คุณธรรมแค่สามัญธรรมดา แต่เป็นคุณธรรมที่สามารถชำระกิเลสได้สำเร็จจริง แล้วตกผลึกอยู่ในจิต ต้องมีคุณประโยชน์ถึงขั้นนี้เป็นตัวชี้บ่งคุณค่าแห่งคุณประโยชน์ และต้องเป็นชนิดที่สัมผัสแตะถูกตัวตน (อัตตา) จริงๆ แท้ๆ ของกิเลสสันดานนั้น ๆ ด้วย แล้วชำระสันดานนั้น ได้ จึงจะนับว่า เข้าขั้นที่เราหมายถึง นี่คือ “บุญ” ผู้ได้บุญ ต้องได้คุณธรรมขั้นนี้ ในความเป็นบุญนิยม เรามีเนื้อหากันตามที่ว่านี้ 2.2. 4 ความหมาย ของบุญ คำว่า “บุญ”นี้ มีนักปราชญ์หลายท่านได้ให้ความหมายของบุญตามนัย ทาง พระพุทธศาสนาไว้ ดังนี้ คำว่า “ปุญฺญ” ในพจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ (เทียบ เวท. (ตอนหลังๆ) ปุณฺย เป็นประโยชน์, ดี ; รากศัพท์ไม่ชัดเจน, อาจเป็นคำพูดท้องถิ่น. คำนี้ท่านธรรมปาละอธิบายเป็น สนฺตานํ ปุนาติ วิโสเธติ, คือ ชำระจิตสันดานให้หมดจด คำอธิบายนี้แปลกทีเดียว) หมายถึง บุญ, กรรมดี, ความดี, กุศล : ถือเป็นมูลและเงื่อนไขของการไปเกิดในสวรรค์ และภาวะที่มีความเกษมสำราญในอนาคต, การเสพสุขเช่นนี้ (และระยะเวลา) ขึ้นอยู่กับผลบุญที่สั่งสมมาในชาติปางก่อน. เกี่ยวกับชาติปัจจุบันนี้ มีคุณลักษณะที่นำไปสู่การสร้างบุญได้ถึง 3 วิธี, กล่าวคือ ทาน, สีล, ภาวนา หรือการมีใจคอกว้างขวาง, ความประพฤติดีมีศีลธรรม และการบำเพ็ญภาวนา พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายว่า “บุญ” คือ การกระทำดีตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ความดี คุณงามความดี พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า “บุญ” คือ เครื่องชำระสันดาน ความดี กรรมดี ความประพฤติชอบทางกาย วาจา และใจ กุศลกรรม ความสุข กุศลธรรม พุทธทาสภิกขุ ให้ความหมายว่า “บุญ” มีความหมายชั้นสำคัญสูงสุดว่า เป็นเครื่องชำระชะล้างซึ่งบาป ถ้าถือเอาว่า บุญเป็นเครื่องชำระชะล้างซึ่งบาปแล้ว ไม่มีทางที่จะผิด พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) แปลความหมาย “บุญ” ไว้ว่า สิ่งที่ชำระจิตสันดานให้หมดจด และให้ความหมายว่า “บุญ” คือ ความดี ความถูกต้อง ความสะอาด กรรมดี กรรมงาม เมื่อทำแล้วเป็นเหตุให้ผู้ทำมีจิตใจสบาย มีความสุข ความเจริญก้าวหน้า ความบริสุทธิ์ ความหมดจดผ่องใส จนถึงเป็นเหตุให้ถึงสุคติภูมิ และให้ถึงความสิ้นกิเลสได้ มีความหมายตรงข้ามกับบาป กล่าวโดยสรุปได้ว่า บุญ หมายถึง เครื่องชำระล้างบาป ให้หมด ให้สูญ ไปจากจิต จนจิตสะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ผลที่เกิดจากการชำระชะล้างซึ่งบาปได้แล้ว เป็นความดี เป็นกรรมดี ทำให้เกิดความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ ทำให้เจริญก้าวหน้า เข้าถึงสุคติภูมิ 2.2. 5 ความหมาย และสารัตถะ ของบุญ ในระบบ บุญนิยม คำว่า บุญ ที่คนทั่ว ๆ ไป รับรู้และเข้าใจนั้น หมายถึง ความดี ความถูกต้อง กรรมดี เมื่อทำแล้วเป็นเหตุให้ผู้ทำมีจิตใจสบาย มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า และ มีน้อยคนที่ จะ เข้าใจว่า บุญ นั้น ทำให้ จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ถึงความสิ้นกิเลสได้ ส่วน คำว่า บุญ ที่สมณะโพธิรักษ์ หยิบยกขึ้นมา อธิบายและขยายความนั้น มีทั้งส่วนที่เหมือนกันและ แตกต่างกัน ส่วนที่ แตก ต่างกันนั้น เป็นความ แตก ต่างที่มีนัยสำคัญและมีรายละเอียดค่อนข้าง เยอะ มาก เนื้อหา สาระ ของบุญที่ สมณะโพธิรักษ์ได้พูดไว้ก็ดี ได้บอกกล่าวไว้ก็ดี ได้แสดงไว้ก็ดี ได้บรรยายหรือได้เขียนไว้ก็ดี ผู้วิจัยเห็นว่า นัก วิชาการ ด้านพุทธศาสนา หรือพุทธศาสนิกชน ควรให้ความสำคัญและควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ความหมายของคำว่า บุญ ในระบบบุญนิยม ที่ชาวอโศกศึกษา และประพฤติปฏิบัติ กัน อยู่ นั้น มีดังนี้ 1) เขตของบุญ พุทธศาสนานั้น เป็นโลกุตระ ไม่ใช่โลกียะ แม้จะเป็นคุณงามความดีมากมายปานใด แต่ถ้ายังเป็นแค่กุศลขั้นโลกียะเท่านั้น ก็ยังจัดเป็นบุญไม่ได้ เราจะรู้ว่า คุณงามความดีที่ทำนั้น จะเป็นบุญ หรือเป็นกุศล ก็จะต้องดูกันที่เนื้อหา ถ้ามีการชำระกิเลสได้ในขณะที่มีการปฏิบัติอยู่นั้นจริง จึงจะนับว่าเป็นบุญ เข้าขั้นโลกุตระ ถ้าได้แค่คุณงามความดี ก็เป็นกุศลของกัลยาณธรรม ยังไม่นับว่าเป็นบุญ ยังไม่เข้าขั้น อริยธรรม เป็นโลกุตระ คำว่า บุญของพุทธนั้น จำกัดขอบเขตไว้ชัดเจนยิ่งว่า เป็นโลกุตระเท่านั้น ไม่ใช่คุณธรรมระดับโลกียะ นี่คือ การชี้เขตของความเป็นบุญ 2 ) บุญระดับโลกุตระ คำว่า บุญ มาจากบาลีว่า ปุญญ มีหน้าที่ชำระกิเลสหรืออกุศล (บาป) ที่สั่งสมอยู่ใน จิต สันดาน ให้ออกไป ๆ จนหมดสิ้น จนดับสูญ เหลือแต่จิต สะอาด บริสุทธิ์ หมดจดเท่านั้น เป็นโลกุตรศาสตร์แท้ บุญ คือ ความชำระกิเลส เป็นนามธรรม เป็นโลกุตระ เมื่อบุญทำหน้าที่ได้ชำระกิเลสนั้นแล้ว บุญก็จะไม่อยู่ บุญนั้นใช้จบแล้ว ก็หมดไป ไม่มีอีกต่อไป เมื่อบุญได้ทำหน้าที่ชำระกิเลสนั้น ๆ เสร็จ จบกิจ-จบหน้าที่แล้ว บุญก็สูญสิ้นไปทันที บุญนั้นพลันหายวับไป ไม่เหลืออยู่อีก ไม่มีอะไรตกค้างเป็นเศษเลย แม้ธุลีหมอง หรือธุลีเริง จึงเกษมสุดยอด บุญทำงานเสร็จหน้าที่ลง ก็จะหมดหน้าที่ และไม่มี ไม่อยู่ ไม่เกิด ในที่ไหนอีกต่อไป บุญไม่มีความเป็นสมบัติ สะสมไม่ได้ เป็นภาวะที่มีไม่ได้ ไม่เช่นนั้น บุญจะกลายเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงกัน หรือทำความเข้าใจผิดให้แก่คน 3) บุญ ที่สูงกว่า โลกีย ะ บุญมิใช่การยึดอามิสเป็นจุดหมาย หรือการได้ลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขโลกีย์มาให้แก่ตนเลย แต่เป็นนิรามิสแท้ ๆ คือ ไม่ยึดติดอามิส ไม่หลงว่าจะได้หรือไม่ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขโลกีย์ยิ่งขึ้น บุญหรือปุญญะ ไม่ใช่สมบัติโลกีย์ ไม่ใช่คุณธรรมแค่โลกีย์ ทว่าเป็นคุณสมบัติระดับโลกุตระ อภิสังขารที่จะมีผลบุญ ก็เป็นงาน เป็นกิจเดียวกัน ที่จัดการหรือปรับปรุงขั้นโลกุตระ จึงจะเป็นอภิสังขาร ที่เป็นสังขาร เจริญเป็นบุญ ซึ่งเป็นโลกุตรสมบัติ ไม่ใช่โลกียสมบัติ อันไม่ใช่สังขารระดับแค่โลกียะขั้นกุศลแค่นั้น สังขารโลกีย์ที่ปรุงแต่งหรือปรับปรุงกันนั้น มันได้ผล ซึ่งผลของมันก็เป็นแค่โลกธรรมที่ประกอบไปด้วยกิเลส จึงสั่งสมเหตุแห่งทุกข์ เมื่อหลงสั่งสมเหตุแห่งทุกข์ ก็คือบาป คือภัย คือเวรแท้ ๆ ส่วนสังขารโลกุตระที่ปรุงแต่งหรือปรับปรุงกันอย่างสัมมาทิฏฐิ อภิสังขารนี้ จึงเป็นสังขารโลกุตระที่ปรุงแต่งขั้นทวนกระแสโลกีย์ เป็นการกำจัดกิเลส ในความหมายขั้นปรมัตถสัจจะแล้ว ต้องปรับปรุงล้างออกไปจากตน ชำระออกไปจากตน คือ เอาออก คือ ภาวะที่ต้องไม่มีในตน ดังนั้น ปุญญาภิสังขาร จึงสังขารอย่างเป็นบุญ คือ ชำระกิเลสในสันดานได้จริงไปตามลำดับ 4 ) บุญ ระดับสูง บุญทางปรมัตถ์หรือทางโลกุตระนั้น กำหนดตรงไปที่จิตใจของเรา ได้มีพฤติกรรมการให้ออกไป ได้จาคะ ได้ทาน ได้เสียสละจริง เป็นสภาวะของจิตใจที่มีอาการให้ โดยไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มี เจตนาที่จะทำเพื่อได้แลกกลับคืนมา เป็นจิตที่ตั้งใจให้ตรง ถูกต้องกับอาการของการให้ การบริจาค การเสียสละจริง ๆ ซึ่งไม่ใช่หรือไม่มีอาการของจิต แม้แต่การเอาในใจ เพราะเรากำลังให้ ยิ่งเป็นอาการอยากได้มาให้ตนในจิตใจ ก็ยิ่งต้องไม่มี ไม่ต้องพูดถึงขั้นอาการเอาเปรียบหรอก นั่นบาปชัด ๆ เพราะนั่นไม่ใช่ให้แน่ ๆ อยู่แล้ว ชี้ลงไปชัด ๆ บุญ ก็คือ ไม่ให้จิตมีอาการโลภนั่นเอง 5) บุญ ที่ เป็นพลังงาน บุญเป็นแค่พลังงานที่ทำการในปัจจุบันนั้น ๆ เท่านั้น ทำเสร็จกิจแล้ว บุญก็ไม่ตั้งอยู่ ณ แดนใดเลย ไม่ทรงอยู่ ณ ที่ไหน ๆ ทั้งสิ้น มีหน้าที่ท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive