640913_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
640913_รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 9 https://www.boonniyom.net/50689.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/10VeLOX5gKe4RAcyAJSNq79fnXAY3uSZkaMxpFAbCyTo/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1-HNdBizupWgjZJ11v_ZkCaAT05c0bbvi/view?usp=sharing
และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/219257660220510
พ่อครูว่า... วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ เรามาเริ่มกันที่ SMS SMS วันที่ 10-12 ก.ย. 2564 _1626 : ได้ดูบุญนิยมเเล้วมีความสุขมากเหมือนได้ไปวัดเลย กราบมนัสการพ่อครูและทีมงาน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาวิมุติต่างจากอุภโตภาควิมุติต่างกันอย่างไร _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ลูกฟังพ่อครูเทศน์ เรื่องบุคคล๗ ปัญญาวิมุติ ก็ได้เป็นพระอรหันต์ และอุปภโตภาควิมุติก็ได้เป็นพระอรหันต์ ลูกอยากถามพ่อครูว่า พระอรหันต์สองบุคคลนี้ต่างกันอย่างไรคะ พ่อครูว่า... อธิบายอย่างสรุป ปัญญาวิมุติกับ อุภโตภาควิมุติ พระพุทธเจ้า ตัดเคิร์ฟตัดเกรด พอเป็นปัญญาวิมุติ เป็นบุคคลที่ 6 ถือว่าเป็นอรหันต์ได้แล้ว หรือจะนับ อุภโตภาควิมุติ เป็น 1 ปัญญาวิมุติเป็น 2 นับขึ้น หรือนับลง ปัญญาวิมุติก็เป็นอันดับ 2
ปัญญาวิมุติท่านตัดให้เป็นอรหันต์ได้เพราะว่าสิ้นอาสวะ หมายถึงอาสวะดับไม่มีทางเวียนกลับมาเกิดอีก นอกจากเจ้าตัวจะตั้งจิตเกิด อันนี้เป็นเรื่องที่อาตมาเอามาเปิดเผย โดยเฉพาะในสายเถรวาทของเมืองไทย ถือว่าอรหันต์ ถ้าผู้ใดบรรลุอรหันต์แล้วตายลงไปในชาติใดก็แล้วแต่ต้องตายสูญ จะเกิดอีกไม่ได้ นี่คือมิจฉาทิฏฐิของชาวเถรวาทอันน
อ่านต่อ
ึง ซึ่งเรื่องอื่นเขาก็เข้าใจอยู่แบบนี้เยอะเหมือนกัน อาตมาก็มาเปิดเผยไขความลับว่ายังไม่ใช่ อรหันต์คือบุคคลที่ สามารถที่จะยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ เป็นอมตะบุคคล ในมูลสูตร 10 อมตะบุคคลเป็นบุคคลในระดับ 9 แล้ว สามารถจะเกิดหรือจะตายเองได้ จะเกิดหรือจะตายศูนย์ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ไปแล้วแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมได้ แยกแล้วก็จบจะเอามารวมกันเกิดใหม่อีกไม่ได้ ก็เลิกเลย หรือจะยังไม่ตาย อมตะบุคคลจะยังไม่ตายก็ได้จะเวียนกลับมาเกิดอีกก็ได้ ยังไม่ตายด้วยนิพพานหรือวิมุติ 3 คือยังตั้งจิตเกิดอยู่ ยังไม่ตายด้วย 0 อนิมิตนิพพานหรืออปนิหิตนิพพาน ยังไม่ตาย 0 อย่างนั้นยังไม่หมดก็เกิดได้อยู่อีก ความซับซ้อนลึกซึ้งพวกนี้ มันเป็นลักษณะสิริมหามายา มีคำว่ามายาด้วยบัญญัติ แต่มันเป็นความจริงเป็นสิริมหามายา เป็นผู้ให้เกิดพุทธวิสัย แม่ของพุทธ สิริมหามายาคือแม่ของพุทธ ดังที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมเกิดมาในยุคนี้ใช้บัญญัติตรงกับสภาวะ สิทธัตถะต้องมีแม่ชื่อสิริมหามายา ซึ่งดูแล้วก็บอกว่าชื่อมีเยอะแยะทำไมตั้งชื่อมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งชื่อแบบไม่มีมายาก็ได้ เอามายามาตั้งทำไม แต่ก็ต้องตั้ง สำหรับพระพุทธเจ้าสมณโคดม แม้แต่ลูกยังต้องเชื่อราหุลเลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่อง อจินไตย อาตมาเข้าใจสภาพพวกนี้ ในฐานะที่อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็เข้าใจ อจินไตย ระดับ อุภโตภาควิมุติ ก็แน่นอน อุภโตแปลว่า 2 ทีนี้มีวิมุติทั้ง 2 ครั้ง เจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ เจโตวิมุติสุดยอดจริงๆนี้ยัง ยัง เพราะฉะนั้นเจโตวิมุติสุดยอดคืออะไร ก็คือการดับอนุสัย ไม่ใช่ดับอาสวะ อันนี้แหละยากมากเลย ระหว่างอาสวะกับอนุสัยคืออะไร อาตมาไขหมดแล้ว ไขถึงพยัญชนะ สว กับ สย แล้วอนุสยะ กับ อาสวะ ไขไว้หมดแล้วทำไมใช้อา อนุกับ อา อะไรสั้นอะไรยาวกว่ากัน อะไรเล็กอะไรยาวกว่ากัน อนุสยะ คือสุดยอดจิต อนุสัยที่เป็นกุศลก็ได้เป็นอกุศลก็ได้ อันนี้ไม่มีใครมาเปิดเผยหรอก เขาบอกว่าอนุสัยคือสิ่งที่เป็นอกุศลหมด แต่อาตมาว่า อนุสัยนี้ในความเป็นพระอรหันต์ก็มี พระอรหันต์ที่ต้องรักษาสยะ อย่างเล็กละเอียดสุดแล้ว ถ้า อา นี้หยาบ แต่อนุ นี้ทั้งอะ ทั้งนุ สั้นหมด แล้ว นะ นุ นะ ก็แปลว่าไม่ แถมสามเส้าด้วย อะ อิ อุ อาตมาขยายแม้แต่สระ ว่ามีพยัญชนะกับสระ ก็ไม่อยากจะขยายมากเกินไป เพราะคนที่ชอบจะหมกมุ่นกับเรื่องนี้และไม่ยอมเอาไปปฏิบัติ เมื่อไปติดกับพยัญชนะเหล่านี้แล้วไปเลยนะ พวกที่ติดภาษาเดี๋ยวนี้อย่างพวกเถรสมาคม ติดบัญญัติภาษาติดความรู้แล้วไม่เข้าสู่การปฏิบัติจิตไม่เข้าสู่สภาวะ มากกว่ามาก ทั้งนั้นเกือบทั้งนั้น อาตมาเกรงใจนะทั้งที่น่าจะบอกว่าทั้งนั้นเลย เพราะ อาตมาแน่ใจว่ายังไม่มีใครบรรลุอรหันต์เลยในเถรสมาคม หรือในกระบวนการทั้งหมดของศาสนาพุทธในยุคนี้ยังไม่มีใครบรรลุอรหันต์ ที่มุขกัน เข้าใจผิดว่าเป็นอรหันต์กันยังเป็นอรหันต์มิจฉาผล อรหันต์เก๊ อาตมาก็พูดไปแล้วอย่างเกรงใจ แต่ก็จำใจต้องพูดเพราะมันปิดบังไม่ได้ ปิดบังก็เป็นการอมพนําก็เสียไปอีกเข้าใจผิดไปหมด มันต้องแก้จากผิดให้ถูก ที่ไปยึดอย่างผิดนั้นมันน่าสงสาร อาตมาก็ต้องยอมเสียรังวัด เพราะมันเสียตรงที่คนที่เขาชังน้ำหน้าอาตมา ใครจะไปอยากให้ใครมาชังน้ำหน้าตัวเอง มันจำนนและจำเป็นจริงๆ สุดจำนนสุดทางที่จะต้องพูด ต้องเปิดเผยความจริง แล้วก็ยืนยันไปอธิบายไปอ้างอิง มีพระไตรปิฎกเป็นหลักอ้างอิง เพราะอาตมาไม่มีบุคคลที่จะอ้างอิงได้ ชาตินี้อาตมามีโชคอยู่อย่างเดียว ที่อาตมาเกิดมาในยุคร่วมกันนี้ มีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้อ้างอิงสภาวะตรงกันบ้าง แต่วิบากอาตมาที่เป็นหมากลางตลาด ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็เลยอยู่คนละฟากฟ้า อาตมาพูดนี้ไม่ได้น้อยใจ มันเป็นสภาวะจริง อาตมาต้องเป็นเช่นนี้ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่อันนี้ อย่างนั้นด้วย มันต้องเป็นอันนี้แหละ ไม่อย่างนั้นอาตมาไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง ปางนี้อาตมาต้องพิสูจน์ตัวเองหนัก ให้คนเข้าใจผิดหนักๆไว้แหละดี แล้วต้องยืนยันพิสูจน์ความจริงจนกระทั่งเขาจำนนว่าอย่างนี้ใช่ เขาเข้าใจผิดอย่างไรสุดท้ายก็ต้องจำนนอาตมา ว่าอาตมามีสภาวะจริงเป็นผู้ที่พูดความจริงเป็นเรื่องจริงจนเขาจะต้องจำนน สรุปลงที่อรหันต์ 2 อย่าง อรหันต์อย่างหนึ่งสิ้นอาสวะ อรหันต์อย่างหนึ่งสิ้นอนุสัย อุภโตภาควิมุติ สิ้น ทั้งอาสวะและอนุสัย ปัญญาวิมุติสิ้นเฉพาะอาสวะ อนุสัยมี 7 อาสวะมี 10 ก็เคยอธิบายเอาไว้ แต่ไม่ขอลงรายละเอียดในวันนี้
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน การกินเนื้อสัตว์ที่บริสุทธิ์โดยส่วน 3 และ 5 ข้อที่บาปเป็นอันมาก _จรรยา อิ่มประเสริฐ : เป็นเรื่องที่แปลก แต่ไม่แปลก อ่านหนังสือคนถามพระว่า คนดีตาย ไปแล้วขึ้นสวรรค์ แล้วสัตว์เดรัจฉาน หมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ทำดี ตายแล้ว มี สวรรค์ของสัตว์หรือไม่ พอมาฟังพ่อเทศน์ เรื่องเลี้ยงสัตว์เท่ากับทำบาป เพราะไม่ยอมให้สัตว์ใช้วิบาก เกิดเป็นสัตว์ก็คือตกนรก ยิ่งเอาหมา มาเลี้ยงให้ใส่สร้อยคอทองคำฝังเพชร นอนติดแอร์ แถมเรียกลูกบ้าง น้องบ้าง ยิ่งทำให้สัตว์เหล่านั้นติดใจ และไม่ได้ใช้วิบาก ตายไปก็เกิดเป็นหมาอย่างเก่า ยิ่งเอามาเลี้ยงแล้วเอามาฆ่ากิน ยิ่งต่อเวรเข้าไปใหญ่ ดิฉันเข้าใจ วิบากอย่างนี้ แต่ก็แปลกนะคะ ญาติธรรมบางคนยังเลี้ยงหมา แมวอยู่ เป็นงง ว่าไม่เข้าใจพ่อเทศน์หรือ?????? พ่อครูว่า... ถ้าสัตว์ทำดีก็เจริญขึ้น เป็นสวรรค์ของฐานะสัตว์ ก็คือมันพัฒนาขึ้น ก็คุณเป็นคนก็ต้องพัฒนาจากสัตว์มาทั้งนั้น ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนกว่าจะได้มาเป็นคน จนกว่าจะเป็นคนที่เป็นสัตว์สอนได้ เป็นเวไนยสัตว์ ต้องผ่านอเวไนยสัตว์มา ซึ่งสอนไม่รู้เรื่อง อันนี้เป็นอจินไตยที่ สุดวิสัย สอนอย่างไรก็สอนไม่ได้เพราะรอบเขายังไม่ถึง เหมือนสอนเด็กที่ยังไม่เดียงสามันไม่ถึงขีดเขต สอนอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องหรอก ฉันใดก็ฉันนั้น อันนี้ก็คงพอเข้าใจอย่างนี้เป็นต้น นำสัตว์มาเลี้ยงเป็นการไม่ให้สัตว์ใช้วิบาก อันนี้เป็นเรื่อง อจินไตย จริงๆ หมาก็มีจิตหลงตัวเป็นอัตตา และอัตตาที่อวิชชาด้วย สัตว์เดรัจฉานอย่างหมามันมีอวิชชา มันก็ยึดถือต่ำลงไปอีก ตกนรกหนักลงไปอีกนานชาติ ไปเกิดซ้ำซ้อนอีกตั้งไม่รู้กี่ชาติ กว่าจะได้เจริญขึ้นมาใหม่อีก นี่มันซ้อนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอย่าไปสร้างวิบากให้สัตว์ คนเอาสัตว์มาเลี้ยงเท่ากับทรมานสัตว์ ตัวเองก็เป็นวิบากร่วม สัตว์ก็ตกต่ำไม่ได้เจริญ อันนี้อาตมาก็พูดไป สอนไปอธิบายไป อ้างศีลของพระพุทธเจ้า จุลศีลที่ท่านบอกไว้เป็นหมวดหมู่ แม้ที่สุด ขอซ้ำตรงนี้ คิดอยู่เมื่อคืนว่าน่าจะย้อนช่วงนี้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ชีวกสูตร 5 ข้อนั้นที่มี 2 นัยยะสำคัญ นัยยะหนึ่งก็บอกว่า บริสุทธิ์โดยส่วน 3 กับ ความเป็นบาปไม่ใช่บุญเป็นอันมากเลย 5 ข้อ ในชีวกสูตร สำคัญอยู่ 2 ประเด็นนี้ ที่บอกว่า บริสุทธิ์โดยส่วน 3 เขาก็ไปแปลเข้าข้างตัวเองว่า มุ่งหมายจิตมีเจตนา มีสัญจิตเจตนา อุทิสมังสะ คนที่มีจิตใจมุ่งจะฆ่าสัตว์ ไม่ว่าคุณไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่า แค่คุณมีจิตมุ่งฆ่า แล้วก็ดำเนินการให้คนที่เขาไปฆ่าทำตามที่คุณต้องการ นั่นแหละจะมีบาปเป็นอันมาก 5 ประการ เอา 3 ประการ บริสุทธิ์โดยส่วน 3 ไม่เห็น ไม่สัมผัสทนโท่ว่าสัตว์นี้ตายด้วยคนฆ่า คนมีเจตนามีความมุ่งหมาย อุทิสะ มีสัญเจตา คนน่ะฆ่า ไม่ใช่สัตว์มันฆ่ากันไม่ใช่มันตายเอง ปวัตตมังสะ มี2 1 สัตว์มันตายเองทิ้งร่างมันอย่างนี้ไม่เป็นวิบากกินได้ สัตว์ตายเอง จะตายด้วยโรคหรือตายโหงก็แล้วแต่ กับอีกอันหนึ่งมันเป็นเดนของสัตว์กิน คือมีสัตว์ตัวอื่นเป็นผู้ข้าไม่ใช่คนเป็นผู้ฆ่า ไม่ใช่ถูกฆ่าด้วยคน แต่ถูกฆ่าโดยสัตว์ ซึ่งมันเป็นวิบากแก่กันและกันเกินกว่าที่เราจะไปล่วงล้ำอันนั้น เพราะฉะนั้นสัตว์ที่มันฆ่ากันเองมันก็รับวิบากกันไป เมื่อสัตว์มันฆ่าแล้วสัตว์มันก็กินกัน กินแล้วมันก็เหลือ เป็นเดน มันทิ้งแล้วเป็นเนื้อบังสุกุลแล้ว เออ อย่างนั้นคุณเอามากินได้ ปวัตมังสะมี 2 อย่าง การบริสุทธิ์โดยส่วน 3 ไม่มีพยัญชนะเกินกว่านั้น มีแต่ว่า สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง คำว่า สัญจิจจะ คือเจตนา หรืออุทิสะ เจตนาของคน คนไปฆ่าสัตว์ ก็ไปเบี้ยวบาลีว่า เจตนาฆ่าสัตว์ตัวนี้คือเจาะจงให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่มีรายละเอียดเป็นคำบรรยายในภาษาบาลีอย่างนี้เลย แต่คนแปลไปเบี้ยวบาลีไปว่า การเจาะจงบุคคล ถ้าสัตว์ตัวใดถูกฆ่า โดยเจาะจงว่า เช่น ไก่โต้งตัวนี้ ฆ่าทำต้มยำกินเลี้ยงให้คนนี้กิน เช่นไปเจออาจารย์แป้ง ไม่ได้เจอกันนาน วันนี้ฆ่าไก่ คุณไปฆ่าไก่ตัวนี้มา ฆ่ามา เอามาทำต้มยำ เลี้ยงกันให้อร่อยเลยอ.แป้ง แต่อ.แป้งกินไม่ได้เพราะเป็นบาปเนื่องจากเจาะจงบุคคล คนที่ไม่ได้เจาะจงกินได้หมดเลย นี่เป็นการเจาะช่องเพื่อให้คนตัวเองกิน ก็คนสั่งก็ไม่ได้เจาะจงคนอื่นนอกจากคนเดียวคนนั้น ไม่ได้เจาะจงตัวเองด้วย คนอื่นทั้งหลายก็กินได้หมด นี่คือคนฉลาดแกมโกงพวกหัวหมอ ตีความแล้วก็ได้กินเนื้อสัตว์ตลอดกาล เพราะการจำเพาะอย่างนี้ไม่มีใครเขาทำหรอก มี แต่ผ่าน ไม่ไปไล่เรียงว่า เจาะจงชื่อนั้นหรือเปล่า ก็ไม่มีใครไปถามชื่อหรอก บริสุทธิ์โดยส่วน 3 1. เจาะจงสัตว์ที่เจาะจงว่า คนมีความมุ่งหมายเจตนาฆ่าโดยคน ไม่ใช่ฆ่าด้วยสัตว์ ใครก็แล้วแต่ที่เป็นคน คนไม่ควรฆ่าสัตว์ เป็นคนไม่ควรฆ่าสัตว์ใดๆเลย เป็นข้อต้นของศีลเลย คนอย่าไปฆ่าสัตว์ เป็นศีลข้อที่ 1 เลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตเลย เพราะฉะนั้นสัตว์นั้นต้องไม่ตายด้วยคนเจตนาฆ่า ถ้าเห็นคนเจตนาฆ่าโดยเขาลงมือฆ่าเลย นั่นข้อที่ 1 ไม่บริสุทธิ์ 2. ไม่เห็นแต่ได้ข่าว เช่น เขาฆ่าเอามาขายที่ตลาด ก็ไม่เห็นว่าคนฆ่าหรอก แต่มันเป็นเนื้อมาแล้ว ก็ต้องรู้ข่าวคราวว่าเนื้อนี้ไม่ใช่เนื้อสัตว์ตายเอง มาจากโรงฆ่าสัตว์คนก็ต้องฆ่า ก็กินไม่ได้หรอกเพราะว่าไม่บริสุทธิ์ในส่วนนี้ 3. ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน แต่ได้ข่าว แต่ก็สงสัยว่าสัตว์นี้บริสุทธิ์โดยส่วน 3 หรือเปล่า ไม่ใช่สัตว์ที่คนเจาะจงมีเจตนาฆ่า สัตว์มันตายเองเป็น ปวัตตมังสะ ถ้าเป็นปวัตตมังสะถึงจะกินได้ ถ้าไม่ใช่ ปวัตตมังสะ ซึ่งมี 2 อย่างคือสัตว์มาตายเอง กับ สัตว์อื่นฆ่ากัน
เข้าสู่ 5 ข้อ บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 สรุปแล้ว 5 ข้อนี้เป็นผู้ที่ไม่ได้ฆ่าสัตว์เลย แต่บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย จริงๆแล้ว คนที่เอาสัตว์มาฆ่ากินนั้น ยังบาปน้อยกว่าพวกที่เอาสัตว์ไปเลี้ยง แล้วเอาเพชรเอาทองไปให้ ก็ยังเป็นภาระเป็นวิบากผูกพันกับสัตว์ยาวนานกว่าฆ่าสัตว์เอาเนื้อสัตว์มากิน ยิ่งต่อเวรเข้าไปใหญ่ มีคนเราก็มีหลายชั้นในชาวอโศกนี่เถอะ ยังต่ิงๆ เราก็พยายามช่วยกันให้ตัดให้ขาด จนกระทั่งพูดแรงๆเลยว่า ถ้าอยากจะเลี้ยงแมวเลี้ยงหมาให้ไปเลี้ยงข้างนอกเลยอย่ามาเลี้ยงอยู่ในนี้
_วิชัย สุขสวัสดิ์ (ราชธานีอโศก)...คราวที่แล้ว มี นร.สัมมาสิกขา ออกมาถามปัญหาหลายคน ผมเห็นว่าเป็นความโชคดีของเด็กที่นี่ที่มีโอกาสได้ถามสด วันนี้ขอถามก่อน ผมมีความคิดอยู่ว่า ผมอ่านประวัติอรหันต์ที่อายุน้อยที่สุดคือ 7 ขวบ พระเรวัตตะ ผมนึกภาพไม่ออกว่า พระอรหันต์ 7 ขวบจะเป็นอย่างไร จะร้องไห้มั้ย จะกินขนมหรือไม่ นึกไม่ออก แสดงว่าอรหันต์เป็นได้ทั้งในเด็กในผู้หญิงผู้ชายก็ได้ ผมก็เลยอยากให้พ่อท่านได้ให้ความรู้ว่า ทำไมชีวิตคน ถึงควรได้ความเป็นอรหันต์ พ่อครูว่า... เป็นผู้ที่มีสภาวะโตเกินเด็ก จะพูดว่าทำไมต้องเอาอรหันต์ ทำไมต้องได้นิพพาน เดี๋ยวจะตอบ
_ปะตรงเตือน : ท่านนายกประยุทธ์ เป็นตัวอย่างให้นักปฏิบัติธรรมอย่างพวกเราได้ศึกษาในเรื่องของการเอาภาระ ท่านเอาประเทศชาติ ท่านลดอารมณ์โทสะได้มากกว่าสมัยที่เป็นนายกฯ ตอนใหม่ๆ ท่านทนต่อคำด่า ทนต่อโลกธรรม ดูในคลิปที่สมณะนำมาเปิด ท่านนายกฯ มีใจที่มั่นคง หนักแน่น และตอบนักข่าวด้วยปฏิภาณไหวพริบ ชอบคำตอบของท่านนายกฯ ที่กลั่นมาจากพลังความจริงใจ "ทำด้วยหัวใจที่เท่ากำปั้น" สู้ไม่ถอยด้วยพลังอิทธิบาท 4 สู้ด้วยคุณธรรมนำประเทศชาติให้พ้นภัยนะคะท่านนายกฯประยุทธ์
_เกษม สันทอง : นายกฯท่านทนทานต่อ "ผัสสะ" ได้ดีกว่าแต่เดิมอย่างมากครับ
_Mars Kanlaya (กัลยา มาร์ส) : คนเราทำดีไม่ต้องให้ใครยอ แต่เราเองที่รู้ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว คนที่ดีที่เก่งที่ยอมยืนให้คนอื่นว่าหรือวิจารณ์ต่าง ๆ นานา นั่นแหละคือพระเอกตัวจริง จงอย่าท้อในสิ่งที่ทำ ถ้าเราทำเพื่อสังคมและส่วนรวม คนเก่งแค่คำพูดถือว่าเขาให้พรหรือคำชมให้เราปรับปรุงงานนั้น ๆ คนทำงานย่อมเห็นข้อผิดชอบชั่วดี แต่คนเอาแต่พูดย่อมเห็นผิดเป็นชอบเป็นนิสัย..
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความเป็นมาของประชาธิปไตยขาเดียวกับสองขา _งามใบตอง นิลมณี : ลุงกำนันและพลเอกประยุทธทำให้ความฝันดิฉันเป็นจริงค่ะ ดิฉันฝันไว้สองข้อคือ ...อยากจะมีคนลงขันไล่คนโกงให้พ้นจากอำนาจ ลุงกำนันเป็นผู้นำการลงขันได้สำเร็จ ... 2 และอยากจะมีทหารที่มีคุณธรรมมายึดอำนาจเพราะคนไทยที่ยังไม่รู้เท่าทันกลโกงนักการเมืองยังถูกหลอกได้ง่ายมีเยอะ และพลเอกประยุทธคืออัศวินมาทำความฝันข้อสองให้เป็นจริงค่ะ คนไทยยังมีคนดีมากมายค่ะ คนร้ายๆ จะอยู่ในกลุ่มนักการเมือง กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า...เรื่องการเมืองมีความซ้อนเป็นอำนาจทั้งในทรัพย์สินที่ดินบุคคลการบริหารต่างๆ ประชาธิปไตย 2 ขา ก็จะมีคนทั่วไปกับพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระประยูรญาติ หรือผู้ไม่ใช่พระประยูรญาติ ก็ไม่ต้องทำแบบพระประยูรญาติ ก็ต้องทำแบบประชาชนทั่วไป ประชาชนทั่วไปก็จะสร้างอำนาจแบบเดียวกันกับประชาธิปไตยขาเดียว ซึ่งเดี๋ยวนี้ในโลกมีประชาธิปไตยขาเดียวเยอะมาก แต่ก่อนมี 2 ขา หรือแต่ก่อนนี้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พอปรับมาเป็นประชาธิปไตยแล้วก็ปรับไปเป็นประชาธิปไตยขาเดียวเลย ต้นแบบของประชาธิปไตยคือประเทศอังกฤษ ยังมี 2 ขา ยังมีสถาบันกษัตริย์ ยังมีประชาชน อเมริกาเป็นตัวแหกคอก แยกออกไปจากอังกฤษโดยตรงเลยอเมริกา แล้วไปเป็นประชาธิปไตยขาเดียวแล้วก็สร้างหลักสูตรสร้างทฤษฎีประชาธิปไตยขาเดียวมาเผยแพร่ทั่วโลก เอาอย่างกัน หรือมาแต่ประเทศอื่นก็ช่วยเผยแพร่ประชาธิปไตยขาเดียวกัน เพราะว่าถลำลึกไปเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ทั้งประเทศยุโรปมีหลายประเทศ ฝรั่งเศสเยอรมันพวกนี้ แต่ก่อนก็มีพระเจ้าแผ่นดิน กำลังมาก็คว่ำบัลลังก์พระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นประชาธิปไตยขาเดียว อย่างฝรั่งเศสมีกระแสมาว่าประชาชนในฝรั่งเศสต้องการจะให้มีบัลลังก์ของกษัตริย์คืนมา แต่มันฟื้นคืนมายาก มันขาดช่วงไม่รู้จะไปต่อเชื้ออย่างไร เขาก็เลยไม่มีใครกล้าทำง่ายๆ เพราะคงเสี่ยงติดคุกด้วย เรื่องของการเมืองมีซับซ้อนอีกเยอะอาตมาค่อยๆอธิบาย อาตมาเคยผ่านการบริหารพวกนี้ซับซ้อนมา กว่าจะได้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็น อจินไตย ที่คุณฟังแล้วจะตามมาแต่มันไม่ได้อาตมาก็ไม่อยากเล่า เพราะไม่มีหลักฐานตำนานประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์มีอย่างมากแค่ 5000 ปี ให้ 1หมื่น ปีด้วย ที่จะตามเอาหลักฐานมาได้ แต่การเป็นโพธิสัตว์นั้นผ่านมาเป็นล้านปี ไม่ใช่แค่หมื่นปี อาตมาผ่านยุคสมัย ขออภัยที่ต้องเล่าอะไรที่น่าหมั่นไส้ สำหรับคนไม่เข้าใจเรื่องกรรมวิบาก การวนเวียนของตายเกิดเกิดตาย 100 ปี 200 ปีนี้มันน้อยมากสำหรับอายุของคน จริงใจไม่ได้พูดเล่นลิ้น ก็สงสารคนที่ไม่เข้าใจอยู่ แต่ก็ต้องสอนที่จะต้องพัฒนาขึ้น ไม่ใช่ไปจม ถ้าหากอาตมาจะต้องไปตามเก็บคนที่ไม่ค่อยรู้ อาตมาก็ต้องไปสอนอนุบาล แล้วอาตมาจะไปไหนรอด อาตมาต้องไปสอนที่สูงที่คนยังไม่รู้ ก็สิ่งที่สูงอาตมาว่าคนยังไม่มี แล้วคนจะได้รับภูมิสูงนี้ต่อเชื่อว่า ส่วนคนที่จะมาต่อเชื้อด้านล่างมาเรื่อยๆมันมีอีกเยอะ สำหรับอาตมามันมีน้อย พูดไปก็ยิ่งน่าหมั่นไส้ก็พอ มนุษย์หรือสัตว์โลกที่เป็นจิตนิยามมันต้องมี 2 มีรูปกับนามีกายกับจิต เป็นเทวฺ อันนี้กำลังขยายความอยู่ ถ้ามีแต่รูปไม่มีนามจะเป็นคนได้อย่างไร มีแต่นามไม่มีรูปก็ไม่ใช่คน เป็นจิตวิญญาณสัมภเวสีอยู่ในภพ ไม่มาเกิดในแผ่นดินที่มีดินน้ำไฟลม เพราะไม่มีกาย ไม่มีรางไม่มีดินน้ำไฟลมไม่มีกามาวจร จิตวิญญาณที่เป็นสัมภเวสียังไม่ได้ร่างมาเกิด คือจิตวิญญาณที่สอนไม่ได้ เขาอยู่ตามวิบากของเขา ไม่มีใครไปสอนได้ไม่มีใครไปทำอะไรเขาได้ คนก็เดาว่า จิตวิญญาณที่อยู่ใน ภพทิพย์ รูปภพ อรูปภพ ภพทิพย์ ที่ตายแล้วยังไม่เกิด มันยังมีโลกของพุทธเกษตร มีโลกทิพย์ที่เขาอยู่ด้วยกัน มีหนังสือชาวเทวนิยมเรื่องโลกทิพย์ เล่าเรื่องไปตามจินตนาการของเขา อาตมาก็อ่านอยู่หลายเล่ม สัมพันธ์ทางนี้ เขียนรูปนั้นรูปนี้ส่งไปให้คนตาย คนตายมีรูปไปปรากฏที่เมืองที่เมืองสวรรค์ เขาเล่ากัน แม้แต่อาหารก็ส่งกันไปถึงกันหมดเลย เนรมิต วัตถุไปเป็นนามเนรมิตนามไปเป็นวัตถุยุ่งไปหมดเลยไม่ต่อพอ เป็นจินตนาการของความเพ้อฝัน ซึ่งเป็นมโนมยอัตตาเอาเองเป็นนิรมาณกาย แล้วคนกลุ่มนี้ที่เข้าใจกันเห็นกันเรียกว่าสัมโภคกาย แต่ทุกคนเป็นอาทิสมาณกาย ใครก็ไม่เห็นของใคร ตัวเองเดาเอาจินตนาการเอาร่วมกันไปโมเมกันไป ต่างก็ ไปกันเรื่อยๆ บางทีมันก็ไม่ตรงกับของเราก็จะวินิจฉัยกันว่าของใครดีกว่าของใคร จะเป็นแบบนี้แล้วก็วนเวียนอยู่ในโลกอันไม่มีจริง เป็นจินตนาการทั้งสิ้น อยู่ในห้วงของจินตนาการทั้งสิ้นเป็นโลกของห้วงจินตนาการทั้งสิ้น ในโลกของสัมภเวสี ในโลกของ กาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมาณกาย อาตมาอธิบายในหนังสือปัญญา 8 ที่กำลังเขียนอยู่ อธิบายรายละเอียดไปเยอะมากติดตามอ่านกัน อาตมาก็กำลังเขียนหนังสือเรื่องประชาธิปไตยไทยที่ใครก็ไล่ไม่ทัน ซึ่งเขาก็อาจจะดูถูกว่าอาตมาปริญญาตรีก็ไม่ได้ รัฐศาสตร์ก็ไม่เคยเรียน แม้จะเคยมีชื่อเป็นนักศึกษาเรียนเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้ปริญญา ไม่ได้อะไรมาจากมหาวิทยาลัยเลย อนุปริญญาก็ได้ ปริญญาจัตวาจากมหาลัยก็ไม่ได้ แล้วมาทำเป็นเก่งมาทำเป็นพูด
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อจินไตยความรู้เรื่องประชาธิปไตยของพ่อครู _สู่แดนธรรม... แสดงว่าความรู้เรื่องประชาธิปไตยของพ่อท่าน ถือว่าเป็นธรรมะประจำตัวได้ไหมครับ พ่อครูว่า... แล้วอาตมายืนยันว่าเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า เขาก็เข้าใจไม่ได้เพราะยุคพระพุทธเจ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่คุณก็พูดอย่างนี้ก็เอาแค่ตัวบุคคลเท่านั้นเอง แต่คุณไม่เอาสภาวะของประชาธิปไตยพฤติกรรมพฤติกรรมของความเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ท่านทำกับคนของท่าน อาตมาอธิบายไว้หมดแล้ว ซึ่งมีธรรมนูญคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ท่านก็ประกาศของท่านไปทั่ว ทุกวันนี้แม้แต่เรื่องศีลเขาก็ไม่เข้าใจกัน เอาเป็นวินัย 227 ข้อแทน ซึ่งไปบังคับกันไม่ได้เลย เขาเสื่อมก็ต้องเสื่อม อาตมาก็ต้องเอาความจริงต่อไปอีก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความเข้าใจได้กันง่ายๆเลยว่า ประชาธิปไตยแท้ๆ เนื้อแท้ สัจจะแท้ๆของประชาธิปไตยมันคืออะไรกันแน่ แล้วแน่นอน ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าต้องมี 2 ขา เพราะ พระพุทธเจ้าย่อมจะไม่มีมิจฉาทิฏฐิว่าคนนั้นคือขาเดียวมีแต่ร่างไม่มีจิต หรือมีแต่จิตอย่างเดียวเป็นสัมภเวสีไม่มีร่างก็ไม่ได้ ถ้ามีแต่สัมภเวสีไม่มีร่างไม่ถือว่าเป็นความจริง ความจริงต้องเป็นทิฏฐธรรม หรือ ทิฏฐกาละ ต้องมีปัจจุบันที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย มีรูป 28 ครบ แล้วก็มีนาม 5 สังขารกันปรุงแต่งกันอยู่อย่างละเอียดละออ ก็ยังไม่ได้ลงรายละเอียดรูป 28 นาม 5 ให้ชัด สู่แดนธรรม... ที่พ่อท่านว่า ความรู้ประชาธิปไตยของพ่อท่าน ผมพอจะมองออกว่า อยู่ใน 3 ความหมาย พหุชนหิตายะ พ่อครูว่า... จะเอา อายะ 3 อธิบายก็ได้ คือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) พหุชนหิตายะ(คือประโยชน์เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุ แปลว่า มาก มวลประชาชนทั้งหมด พหุชนสุขายะ สุข ก็ขอยืมภาษาว่าสุข โดยองค์รวมของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่โลกุตระทั้งนั้น แม้จะเป็นสุขอย่างโลกีย์ ก็เป็นสุขที่เป็นกุศล ก็ให้เขาทำให้อยู่ได้ด้วยสุขที่เป็นกุศลด้วย ถ้ายิ่งเป็นสุขที่เป็น วูปสโมสุขหรือปรมังสุขัง นี่ใช้พยัญชนะ ที่จริงเป็นสุขที่ไม่มีสุข สุขของนิพพาน ไม่มีแล้วสุขทุกข์ ผู้มีสภาวะแล้วไม่มีปัญหา สุขอันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นสุขที่ดับเทวะก็พอจะเข้าใจกันแล้ว โลกานุกัมปายะ แปลว่ารับใช้โลกอนุเคราะห์โลก อายะ แปลว่าประโยชน์ ทำประโยชน์ให้แก่โลกไป เป็นผู้รับใช้โลกทั้งโลก อย่าว่าแต่มวลชนเลย อันนี้โลกเลย ดินน้ำไฟลม พืชพันธุ์ธัญญาหารด้วย พฤติการณ์ของ สังคมมนุษยชาติด้วย ศัพท์ว่า วิชาการด้วยรับใช้หมดทุกศาสตร์ทุกแขนง นี่คือหัวใจของประชาธิปไตยหมวด 1 มีหมวด 3 อีก คือ 1. ไม่มีอัตตา 2. ซื่อสัตย์ 3. รับใช้ประชาชนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน (พหุชนหิตายะสุขายะนี่แหละรวมหมดในข้อ 3) ความเป็นประชาธิปไตยของอาตมาจะมีนิยามต่างๆเหล่านี้หลายอันมาก แล้วมันมีในประชาชนชาวอโศกแล้ว มีสภาวะนี้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ใครยังมีน้อยก็รู้ตัวว่าต้องเพิ่มที่มันน้อยอยู่ สู่แดนธรรม... วิสัยทัศน์พ่อท่านแสดงว่า ต่อไปในอนาคตประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยอันนี้แหละ พ่อครูว่า... เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยในโลกที่อาตมาเอามายืนยัน พูดแล้วจึงดูน่าหมั่นไส้พวกรัฐศาสตร์อาจจะบอกว่าพวกนี้อวดดีชะมัด Background เป็นปริญญาต่างๆก็ไม่เคยเรียน มหาวิทยาลัยใดก็ยังไม่ได้ปริญญาสักใบ ปัดโธ่! เขายึดถือแต่ทางโลกเท่านั้นเขาไม่มีอจินไตยพอที่จะรู้ว่าอาตมาซึ่งเหล่านี้มาเท่าไหร่ สิ่งที่อาตมาไม่มีหลักฐานว่าจบ 18 วิชาในตักสิลาอย่างพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมมีบอกว่าท่านจบสรรพศาสตร์ในตักสิลา 18 วิชา หมายความว่ามหาวิทยาลัยนั้นมี 18 คณะ ท่านได้เกียรตินิยมทั้ง 18 คณะมาหมดเลย แต่เสร็จแล้วทิ้งหมดทุกวิชามาเอาวิชาพุทธศาสตร์อย่างเดียว สู่แดนธรรม... พ่อท่านมาเกิดไม่ได้เอาอะไรมาเป็นตัวช่วยเลย พ่อครูว่า... ไม่มีอลังการอะไรติดตัวมาเลย ซำเหมามาเต็มเหนี่ยว สู่แดนธรรม... เป็นความจริงที่พ่อท่านตั้งใจจะไม่ให้มีหรือไม่ พ่อครูว่า... ไม่ใช่ตั้งใจจะไม่ให้มี แต่เป็นสัมภาระวิบากที่อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์จะต้องผ่าน ยุคอย่างนี้ที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองเอาสัจธรรมเป็นเนื้อแท้ เอาสัจธรรมเรื่องลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่ใช่เป็นเรื่องประกอบที่จะเชิดชูอาตมาเลย ดีไม่ดีไปช่วยฉุดด้วย ต้องเน้นเนื้อหาธรรมะ เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง สลักเป็นตัวหนังสือสีทองไว้ที่โมโนลิธที่ ป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive