640207_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พระอรหันต์มาตอบปัญหาประชาธิปไตยแท้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข20 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

640207_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พระอรหันต์มาตอบปัญหาประชาธิปไตยแท้ ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1MItqaaaN9N7E1nhQuuimMmy3O3ZjYs0OqIYRrwM7lgs/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1gkdCQiTMjZvMYbgkzZA9jG4wXpexdzoM/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/tdNdLBcIYKg

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้พ่อครูประกาศอิสรเสรีภาพ ข้อเรียกร้องที่พ่อครูเรียกร้องบ่อยๆ คือให้เพิ่มเวลาแสดงธรรม ทางทีมปัจฉาฯก็คุยกันว่าเพิ่มเวลาให้แต่มีเงื่อนไข คือ เราจะกำหนดเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งเป็นต้นไป พ่อครูจะเกินเวลาก็แล้วแต่ แต่ถ้าสุขภาพไม่ดีก็ขอตัดแต่ก็แล้วแต่พ่อครู ก็ถือว่าให้เสนอความเห็นแต่ไม่ได้บังคับ พ่อครูจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของพ่อครูเอง ยกเว้นวันจันทร์ ที่เด็กๆมาฟังธรรม เราก็คิดว่าเด็กอาจจะล้าเกินไป ก็ขอชั่วโมงครึ่ง บอกให้พวกเราได้ทราบ แล้วแต่พ่อครูจะชั่วโมงครึ่ง หรือหรือเกินกว่านั้นก็ได้ ไม่ว่ากัน แต่ว่าก็ดูตามความเหมาะควร พ่อครูว่า…ก็ขอบคุณนะ ที่คณะพวกเราช่วยกันประชุมกันคุยกันตัดสินกัน เป็นความหวังดี อาตมาไม่ได้พยายามไปฝืนไปแย้งไปดันทุรัง เพราะว่า อาตมารู้ว่าพวกเราหวังดีเป็นความประมาณเป็นความคิดประมาณของพวกคุณ มันเป็นความหวังดีเป็นกุศลเจตนาแท้ๆซึ่งมันก็ดีมาก คนเรามีกุศลเจตนามันดี จึงพยายามเป็นไปตามที่ทัดทานมา ก็ว่าไป อาตมาก็ไม่ได้ไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะทำมันก็ดูไม่ดีก็ทำไปตามที่อาตมาเห็นพอสมควร

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน 7 คำถามเรื่องความมีสุขภาพไม่เหมือนคนทั่วไปของพ่อครู _กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้า กราบเรียนเสนอเพื่อพิจารณาตามสมควรค่ะ “7 คำถา

อ่านต่อ

ม คำถามจาก คำถามจากใจลูก(ๆ)” ภายใต้ความเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างสูงสุดว่าพ่อครูคือ “เทวดา” “Supra Standard” และ “I M” (independent Man) ในระดับ “ พระนิยตโพธิสัตว์” ความห่วงใยของลูกๆถึง 3ประการข้างต้นเป็นสำคัญ! แต่สัตว์จะเป็นหนึ่งเดียวคือสภาวะของ “อรหันต์/นิพพาน” ดังนั้นการแสดงออกที่ปรากฏย่อมล้วนแต่ “จริงใจตามภูมิ” ของแต่ละท่านแต่ละคน จึงมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย 7 คำถามนี้ประมาณว่าอาจมีส่วน “คลี่คลาย” ความข้องใจและ “คลี่ขยาย”ความเข้าใจเกี่ยวกับ “สุขภาพ” และ “ วิถีชีวิต” ของพ่อครูได้ ไม่มากก็น้อย ดังนี้ 1.เกณฑ์วัด สุขภาวะ และความพอเหมาะพอดีในกิจวัตรกิจกรรมต่างๆของพ่อครูอยู่ที่ “เวทนา”ของพ่อครูใช่หรือไม่ พ่อครูว่า…ใช่ ก็ต้องเอาความรู้สึกเป็นหลัก ว่าเรารู้สึกประมาณอย่างนี้อย่างนี้ แล้วดูไปได้ก็เอา มันไปไม่ได้มันไม่ดีแล้วไม่ไหวแล้วด้วยการตัดสินตามเหตุปัจจัยเหมาะควรทุกๆปัจจุบัน อาตมาก็ทำอย่างนั้น 2.ค่าปกติในการตรวจทาง Lab ที่เป็นสากลในปัจจุบันมิอาจนำมาใช้ ในการประเมินความ “ปกติ” หรือ “ ผิดปกติ” ของพ่อครูได้ เพราะว่าผล Lab ของพ่อครูในสภาวะที่พ่อครูบอกว่า “ สบายดี” อาจ พบว่ามีค่า “สูง” หรือ “ต่ำ” กว่าค่าปกติของคนทั่วไปใช่หรือไม่ เช่น น้ำหนักตัว ระดับน้ำตาล และ จํานวนเม็ดเลือดขาว เป็นต้น พ่อครูว่า…ก็ตอบได้ว่า ใช่ อาตมาเคยพูดเรื่องนี้ว่า Standard ของอาตมามันไม่ใช่ Standard ของคนสามัญปกติทั่วไป ของอาตมามันมีอะไรที่พิเศษอย่างที่คุณว่า Supra standard จะเอา Standard ของคนทั่วไปมาวัดมันก็อาจจะไม่ตรงทีเดียว อาตมาไม่อยากหักหาญ ก็ให้ยืนยันพิสูจน์ดูความเป็นจริงกันไปก็คงจะค่อยๆเข้าใจ คลี่คลายออกมาเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆแล้วความพิเศษของอาตมาหรือ Standard หรือSupra standard มันเดาไม่ได้คนทั่วไปก็เป็น Standard สามัญ เป็นสากลเฉลี่ยแล้วค่าเฉลี่ยเขาศึกษากันมาตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี มันก็ใช้ได้ แต่ที่นี้คนโลกุตระของอาตมามันไม่ใช่คนสามัญทั่วไป โดยเฉพาะโลกุตระของอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มันไม่ใช่ระดับ 4 ระดับอรหันต์ ระดับ 5 อนุโพธิสัตว์ ระดับ 6 อนิยตโพธิสัตว์ ระดับ 7 นิยตโพธิสัตว์ 3.การเทศน์โปรดแต่ละครั้งของพ่อครูมีส่วนในการเพิ่มสัมประสิทธิ์ในการ “ ขยายอายุขัย” เพื่อสืบสานศาสนาหรือไม่ อย่างไร พ่อครูว่า…อาตมามั่นใจว่า จนป่านนี้แล้ว อาตมาอายุ 87 ทำงานศาสนามาตั้งย่างเข้า 51 ปีแล้ว อาตมาก็อ่านจากความเป็นจริงที่เราผ่านมา ก็ตอบได้ว่า สัมประสิทธิ์ที่อาตมาพยายามพูดพยายามอธิบายเป็นสัมประสิทธิ์ระดับพิเศษ สัมประสิทธิ์หรือ coefficient ระดับโลกุตระที่เอามาใช้เพื่มขยายอายุขัย โดยเฉพาะทางนามธรรมทางจิต ทางรูปก็มีด้วย 8 อ. เป็นต้น ก็ประมาณและระมัดระวังตามนั้นอยู่ 8 อ. ส่วนทางด้านนามธรรมนั้น อาตมาก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ที่จะเอามาอธิบายยังมีชื่อระบุ มีภาษาบาลีกำกับ อาตมาก็ว่า ยังไม่มีนะเพราะว่าพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะพระสมณโคดมท่านก็ไม่เคยอธิบายพวกนี้ไว้เลย แม้แต่พระโพธิสัตว์ต่างๆที่ในยุคพระพุทธเจ้า ท่านก็ออกความเห็นหลายๆอย่างอยู่ ที่นอกเหนือจากพระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็ไม่ได้มีสิ่งอันนี้ขยายความไว้ อาตมาเอง ก็เลยขยายความเป็นส่วนที่เป็นของอาตมาเอง ท่านอื่นๆก็คงจะยังไม่อยากขยาย ท่านก็ไม่ได้ขยายกันเท่าไหร่ อาตมาไม่ได้เป็นคนที่อ่านอรรถกถาจารย์ อรรถกถาจารย์ก็มีที่เป็นพระโพธิสัตว์อยู่ บางท่านนะ จะมีพิเศษไปไหนแง่เชิงบางอย่าง มีนัยยะมิติของท่านไปไกลได้สูงได้เก่งเป็นอย่างอย่างก็เป็นได้ ซึ่งอาตมาไม่ได้เอาอรรถกถาจารย์มา เพราะอาตมาเป็นคนช้าเป็นคนไม่เร็ว มันสมองพวกนี้ไม่เร็ว มันยังไงไม่รู้ ความหนืดๆมี ก็เลยเอามากไม่ได้ จะไปทำเป็นศึกษามากค้นคว้ามากจำก็ไม่เก่ง ปฏิภาณก็ไม่เลวนักมันก็เลยไม่ค่อยได้ได้ประมาณนี้ก็ค่อยๆเป็นไป อาตมาประมาณตัวอยู่ แต่กระนั้นคนหลายๆคนก็มองว่าอาตมาไม่เร็วแล้ว เขาก็ยังไม่ไหวแล้ว ก็เป็นจริง จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะความรู้สึกของอาตมาของอาตมากับพวกคุณประมาณให้อาตมามันก็ให้เหมือนกัน แล้วคุณเห็นว่ายังต่างห่างจากอาตมาก็แน่นอน ก็มองสองขั้วสองอย่าง ก็ต้องต่างกันเป็นธรรมดา สรุปง่ายๆก็คืออายุขัยอาตมาเชื่อว่าเป็นได้ ใช้พลังงานทางนามธรรมนี่แหละ จนกระทั่งอาตมาทำเป็นอวดดี ทำเป็นสูตรทางวิทยาศาสตร์ E=C(mc 2 + A) ซึ่งเป็นเรื่องทางวัตถุก็เอามาใช้ทางนามธรรม อย่าง m คือ มวล ก็ใช่ มวลทางนามธรรม อรูปในจิต c คืออัตราเร่ง อันนี้ใช้ได้เหมือนกัน เป็นขั้นคูณหรือยกกำลัง ซึ่งเป็นอัตราของความเร็วความเร่งความเพิ่มประสิทธิภาพทางพลังงาน ก็คงพอเข้าใจได้ A คือ Abstract ซึ่งเป็นภาวะที่มันก็คือ mc 2 นั่นแหละ อีกกรุ๊ปหนึ่ง + A เพิ่มระดับบวกยังไม่เชื่อว่าเป็นโคเอฟฟิเชียนท์ ต้องระดับคุณเป็นต้นไปเพราะฉะนั้น C ต้องเป็นระดับ x ถ้าบวก mc 2 ถึง 4 ตัวก็เป็นยกกำลัง 2 ได้แล้ว ถ้าจะยกกำลังเพิ่มก็เป็นกำลัง 3 กำลัง 4 ไปตามลำดับอย่างนี้เป็นต้น พวกนักวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ก็คงพออาศัยฟังได้ อาตมาแย่ทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ถ้าหากอาตมาเก่งก็คงจะไปทางนั้น แม่กะจะให้เรียนแพทย์ แม่เป็นคนขี้โรค ไม่แข็งแรง จนกระทั่งอายุ 40 ก็เสียแล้ว แล้วแม่อาตมาศรัทธาลุงที่เป็นหมอก็เลยอยากให้อาตมาเป็นหมอตามลุง แม่อาตมากับลุงสนิทสนมกันมาก ช่วยเหลือเกื้อกูลเลี้ยงดูกันมากว่าจะตายจากกัน แม่ป่วยเป็นวัณโรคลุงก็เอาไปรักษา ทั้งๆที่ลุงอยู่ในสายแพทย์ทางจิต โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ลุงของอาตมาก็เป็นผู้ดำริสร้างขึ้นมาเป็นน้ำมือเลย โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโรงพยาบาลรักษาทางจิตประสาท แต่แม่ป่วยเป็นวัณโรคก็เอาไปรักษาที่โรงพยาบาลนั้นเพราะลุงเป็นคนดูแลเองอย่างนี้เป็นต้น สุดท้ายก็เสีย เป็นโรคอยู่ตั้ง 2 ปีกว่า สรุปแล้ว อายุขัยอาตมานี่ ใช้ความสามารถก็คงจะเป็นได้ อาตมาเชื่อว่าเป็นจริง ก็คงจะมีข้อบกพร่องอะไร ผู้ที่รู้ก็ช่วยแก้ไขปรับปรุงกันไป ก็คงจะแก้ไขได้ หรือมันตรงแล้วใช้ได้แล้วแต่เข้าใจไม่ถึงก็อาจจะเป็นได้อีกเหมือนกันก็ว่าไป 4.การตรวจรักษา และการเปลี่ยนแปลงการดูแลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พ่อครูควรได้รับการถวายคำชี้แจง กราบขออนุญาตก่อนเป็นเบื้องต้นหรือไม่ พ่อครูว่า…ไม่ถึงกับขออนุญาตก็ได้ว่ากันมาสดๆก็ไม่เป็นไรอาตมาไม่มีปัญหา 5.พ่อครูกัดลิ้นเป็นแผลค่อนข้างใหญ่แต่หายเร็วกว่าคนปกติ พ่อครูบอกว่า “ อาตมาเป็นเร็ว ตายเร็ว” กราบขอคำอธิบายตามควรค่ะ พ่อครูว่า…คือมันจะเร็วจะช้าอย่างไรก็พอได้ เป็นเร็วตายเร็วก็กำหนดให้เร็วให้ช้าอะไรพอได้ ตามประสิทธิภาพของอาตมานี่แหละ แต่ว่าอาตมาทำได้ประมาณหนึ่ง อย่างที่จะตัดสินทางจิต จะตัดจะต่อ ก็เร็ว เพราะฉะนั้นแสงเสียงอาตมาดูโทรทัศน์ทีละ 3-4 จอไม่มีปัญหาหรอกเพราะแสงเดินทางช้ากว่าจิตจะมาเยอะ จะตัดอันนั้นต่ออันนี้ ช่องไหนช่องไหน รับอันไหนมันทัน มันไม่เสียหายอะไร ดูจอนี้ ไม่เอา เอาจอโน้น เพราะว่าจริงๆแล้วคนเราจะรู้ได้ทีละหนึ่งเท่านั้นมันจะรู้ซ้อนกัน 2 อันไม่ได้หรอก แต่มันเร็วจนกระทั่งเหมือนกับอันเดียวกันเลย ซึ่งธรรมดาประสาทหรือว่าความเร็วความช้าของคนทั่วไปสากลธรรมดาปุถุชน ยังช้ากว่าความเร็วของพิเศษ โดยเฉพาะจิตใจที่ได้ฝึกฝนแล้วมันมีคุณสมบัติที่เร็วที่ไกลกว่าที่คิด

6.พ่อครูมีหลักการประมาณความพอเหมาะพอดีพอควรในเรื่อง อ. อาหาร เพื่อช่วยส่งเสริมสัมประสิทธิ์อย่างไร พ่อครูว่า…เรื่องนี้อาตมาไม่ได้ถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไรในอาหาร ซึ่งอาตมาว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันก็มีธาตุที่เอามาเลี้ยงรูปขันธ์ประมาณนั้นประมาณนี้ ก็ประมาณให้มันอยู่ได้มาสังเคราะห์เป็นสังขารขันธ์ โดยเฉพาะรูปขันธ์ อาตมาว่ามันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากมายมันได้มีธาตุที่พอสมควรประมาณหนึ่ง แล้วก็สังขารปรุงแต่งกันอยู่อย่างพอเหมาะพอควร เราไม่ต้องการเทอะทะไม่ต้องการที่มันจะมีน้ำหนักใหญ่ เปลืองเปล่า ไปเอาแคลอรี่มาเพิ่ม อะไรที่มีน้ำหนักมากต้องใช้แคลอรี่ประคองร่างกาย จะทำให้เร็วไวก็ต้องใช้แคลอรี่เสริมซ้อน ก็ถ้าหากเบาๆเล็กๆปราดเปรียวแคล่วคล่องว่องไวดีออกจะตาย อาตมาก็ตั้งแต่หนุ่มจนถึงปัจจุบัน อาตมาพยายามอยากอ้วนพยายามบำรุงตัวเองนอนๆทำอะไรที่เขาบอกว่าจะอ้วน เคยทำอยู่ ตอนท้ายๆก่อนจะออกมาบวช เพิ่มน้ำหนักได้ถึง 60 กก.มีพุงนิดๆยื่นออกมาหน่อย ธรรดาทุกวันนี้ขนาดนี้อาตมา 47-48 กก.นี่กำลังไล่ๆ 48 กก.ก็เร่งกันอยู่ ชั่งน้ำหนักทุกวันวัดทุกวัน ตรวจสอบ ความดัน ทุกวัน ไม่หลังอาหารก่อนอาหารก็ดีแล้ว มีผู้โน้ตผู้จดหลายคน ผู้วัดก็วัดหมดตั้งแต่น่อง มาจนเดี๋ยวนี้เล่นกล้ามก็ขึ้นมานะ ก็ดีขึ้นมาพอสมควรไม่แห้งตามที่คนสามัญว่ามันแห้งไป มีอะไรบึ๋งบั๋งหน่อยก็น่าจะดี 7.การฉันอาหารของพ่อครูมีความจำเป็นหรือไม่ ที่ควรมีผู้ที่อยู่ในทีมสุขภาพ คอยชี้แนะว่า ควรฉันอะไร ไม่ฉันอะไร ฉันมาก- น้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังฉันอยู่ พ่อครูว่า…อันนี้ก็ อาตมาก็อีกแหละ อาตมามองที่เจตนา เจตนาเขาดี อาตมาก็เคารพอันนี้มาก เขาไม่มีเจตนาร้ายแล้วก็มีความรู้เพราะมากๆก็เป็นพยาบาล ผ่านอาชีพผ่านงานมาจริงๆ ไม่ใช่เล็กน้อยก็ใช้ได้อยู่ ก็ดูแลกันมาหลายสิบปีก็เป็นไป ทีนี้คนหลายคนก็มองกันอย่างกับเป็นผู้บงการอย่างนั้นอย่างนี้ ก็คงจะรู้สึกว่า มันไม่น่าจะเป็นขนาดนั้น ก็เอาล่ะ อาตมาก็จะลองๆว่า ตามบ้างไม่ตามบ้างผู้ที่ดูแลอยู่ก็คงจะเข้าใจไม่มีปัญหาอะไรมากก็ค่อยๆปรับไปไม่ต้องปุบปับ ค่อยๆเป็นไปดีกว่า ก็เป็นความปรารถนาดีที่หลายคนมองก็แนะนำมา commentๆ มาตลอดก็ดี ขอบคุณ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมนักบวชชาวอโศกจึงได้คำนำหน้าว่า สมณะ 640207 คอมเม้นจากคลิปพ่อครูใน youtube facebook _ถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า : พ่อครูเขาไม่ใช่นักบวชแต่เขาเป็นลัทธิที่อยู่อีกแบบหนึ่ง ตัวเขาเองก็บอกแล้วว่าเขาไม่ใช่นักบวช เขาสามารถทำอะไรก็ใด้ตามแบบที่เขาทำ (เข้าไปดูคลิปเก่าของพ่อครูเมื่อ10ปีก่อนตอนมีคดีกับกรมการศาสนา) พ่อครูว่า…ท้าวความถึงตรงโน้น อาตมาถูกจับแล้วก็ห้ามไม่ให้ใช้ภาษาอยู่ในภาษากฎหมาย มันมีว่า ภิกษุ นักบวช นักพรต ฯ จะใช้คำเหล่านี้ไม่ได้มาตกลงกับอาตมา เราก็ยอมทุกอย่าง มาให้อาตมาใช้คำเรานั้นอาตมาก็ต้องอยู่ในฐานะที่อาตมาเป็นนักบวชหรือเป็นภิกษุหรือเป็นลูกพระพุทธเจ้าสาวกพระพุทธเจ้า แล้วจะให้อาตมาใช้คำอะไร ตกลง เปรียญ 9 เป็นนักกฎหมายที่เจรจา คุณจรวย หนูคง เป็นตัวแทนของทางเถรสมาคม ก็โทรศัพท์ติดต่อกันกับทางสมเด็จเจ้าคุณอยู่ด้วย พูดไปโทรศัพท์ก็ตกลงกันไปว่าจะอนุญาตตกลงให้อาตมาเป็นอย่างไร สุดท้ายก็มาเลือกได้คำว่า สมณพราหมณ์ ซึ่งไม่มีในภาษากฎหมาย ไม่ห้ามไว้ ก็เอาคำนี้มาเสนออาตมา อาตมาก็ว่าตกลงให้อาตมาเรียกตัวเองว่า สมณพราหมณ์ หรือสมณะก็ได้ ไม่เกี่ยงอะไร ก็ตกลงกันมาตั้งแต่บัดนั้น คุณคนนี้ว่า ไม่ใช่นักบวช ก็ใช่ แต่เราเรียกตัวเองว่า “สมณพราหมณ์” แต่มันยาวก็เลยเรียกว่า “สมณะ” ก็เรียกมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงบัดนี้ ส่วนจะพาดพิงเป็นนักบวชเป็นภิกษุบ้างมันก็เป็นเล็กๆน้อยๆไม่ได้เจตนาตั้งใจว่าต้องเรียกฉันว่านักบวชหรือภิกษุ ก็ไม่ได้ยืนยันไม่ได้ไปแย่งชิงเอามาอย่างนั้น ให้สมณะเราก็สมณะมา แม้แต่ในคำนำหน้า สมณะรัก โพธิรักขิโต, สมณะฟ้าไท สมชาติโก อะไรอย่างนี้ก็ใช้อย่างนั้นมาตลอดไม่มีปัญหาอะไร นามก็นาม ชื่อก็ชื่อ ไม่มีปัญหาอะไร

_สาธกา ปุระเตนนท์ : ชอบที่บ้านราช ที่พ่อครูสร้าง ความมั่งคงทางอาหารให้ มวลมนุษย์ประชาราช ปัจจัย 4 พื้นฐานมั่นคงก่อน และพัฒนามนุษย์ให้มีศีล ทาน ภาวนา วงจร ปุ๋ย อาหาร น้ำ วางผังโมเดลพื้นที่ใช้สอยได้ เหมาะสมตาม สภาพภูมิอากาศ ความลาดเอียงของพื้นที่ สอนลดความโลภ โทสะ กิเลส เพื่อเป็นวัฒนธรรมให้คนอยู่ด้วยกัน อย่างมีแก่นในธรรมะคะ พ่อครูว่า…พูดถึงอาหาร พวกเราก็รักษาสถานะในการทำกสิกรรมของพวกเราอย่างนี้ไว้นะ นี่พูดถึงก็มีให้เห็นเลย

_ ทิฆัมพร เสือสีนวล : หวังดีไม่ผิดนะเทวทัต ไม่ได้ทองคำตาบัว ช่วยคลังไว้ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไง ท่านนั่นแหละนอกรีด ติตัวเองมั่งสิ่ นอกรีด ใช่พระหรือป่าว ผมว่าไม่ใช่ อยู่แค่ส่วนของท่านไปเถอะ องค์อื่นเขาดีกว่าที่ท่านเยอะแยะเขายังไม่กล้าพูด ไหนๆท่านพูดแล้วว่าเป็น อรหันต์ เพื่อลบคำสบประมาท เหาะไปวนรอบสนามหลวงสัก3รอบดิ่ ทีนี้คนจะเขื่อและเปลี่ยนไปฟังธรรมจากท่านทั้งประเทศ พ่อครูว่า…ไม่ใช่พระนี่ก็ใช่แล้ว เขาไม่ให้เรียกว่าพระ เถรสมาคมโน่นเป็นพระ อาตมาไม่ใช่พระ แต่เป็นสมณะ ถ้าเขาดีกว่าจริงก็ต้องกล้าพูด ถ้าไม่ดีกว่าจริงก็เลยไม่กล้าพูด นี่คุณไปทำความเข้าใจอันนี้ให้ดี คนที่ยิ่งดีกว่าอาตมานี้ ขนาดอาตมายังกล้าพูดขนาดนี้ถ้าดีกว่าอาตมาปั๊ดโธ่ ยิ่งจะกล้ากว่าอาตมาอีก คนที่ดีกว่าอาตมาไม่มีทางที่จะไม่กล้าพูด มีแต่คนแย่กว่าอาตมาไม่กล้าพูดจริง คุณทำความเข้าใจแค่นี้ให้ได้ก่อนนะ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่ ซึ่งคุณก็ยังเข้าใจแบบโบราณอยู่นะ เข้าใจอย่างเดียรถีย์เข้าใจอย่างปุถุชนคนทั่วไปว่าพระอรหันต์ต้องเหาะได้ หากเหาะไม่ได้ ยังไม่ใช่อรหันต์หรอก โอ้ คุณยังเข้าใจพระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย ยังไปเข้าใจความยิ่งใหญ่ในทางอิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์ของฤาษีคันธารี ฤาษีมัลลิกากันอยู่ ก็ยังไกลๆ ตอบได้ว่ายังไกล ให้ศึกษาให้ดีๆ

_ natthanan phumjun ณัฐนันท์ พุ่มจันทร์ : ขอกราบองค์อรหันต์หลวงตาสุดหัวใจ พอมาฟังคำท่านโพธิ..รุ้เลยว่า ทองคำกับขี้หมากองนึง ต่างกันยังงัย หมดศรัทธาแบบหมดหัวใจเลยท่านโพธิรัก มาวันนี้รุ้เลย ว่า ติดใบลานล้วนๆๆนี้แหละ พระสัทธรรมวิปลาส มีแต่พุดๆๆๆให้คนนั่งฟัง รุ้เลยว่า ขั้นสมาธิ ยังไปไม่ถึงไหน5555555 พ่อครูว่า…แค่คำว่าสมาธิคำนี้เถอะ อาตมาว่าคุณยังอีกนานกว่าจะเข้าใจสมาธิของพระพุทธเจ้ากับสมาธิทั่วไปที่คนยึดถือกันทั่วโลก สมาธิของพระพุทธเจ้านี้จะต้องเกิดตามหลังจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วจะสั่งสมจิตเป็นอุเบกขา, ปริสุทธา, ปริโยทาตา, มุทุ, กัมมัญญา ปภัสสรา ตกผลึกกันเข้าสูงสุดก็เป็น สมาหิโต เป็นความหมายของจิตตั้งมั่นของศาสนาพุทธ หรือเรียกอีกศัพท์หนึ่งว่า สัมมาสมาธิ หรือสมาหิโต อยู่ในหมวดเจโตปริยญาณ 16 ใช้บัญญัติพยัญชนะตัวนี้ ซึ่งไม่ใช่สมาธิทั่วไปที่เขาเข้าใจกัน พระพุทธเจ้ากำกับสมาธิของท่านว่าเป็น “สัมมาสมาธิ” คำว่า “สัมมา” นี่ของพระพุทธเจ้า ถ้ามิจฉาก็คือแตกต่างจากของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายความเป็นอื่นหรอก มิจฉาทิฏฐิไม่ใช่ว่าคนเข้าใจอะไรผิดไปหมด ไม่ใช่ มิจฉาคือความต่างกันกับสัมมาของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าจะสัมมาอะไรก็แล้วแต่ ในมรรคมีองค์ 8 ก็มี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันต... อะไรพวกนี้ทั้งหมด สัมมาควบทั้งนั้น ตัวสุดท้ายเลยเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าไม่ใช่ สัมมา ก็ผิดเพี้ยนไปเป็นมิจฉาผิดเพี้ยนกันเป็นตรงกันข้าม

_ แซมแซม วิทยา : โอ้ย ทำไมกล้าปรามาสท่านขนาดนั้น .. จริงๆมีองค์หลวงปู่หลวงตาอีกหลายๆท่านนะครับที่ฉันหมาก เช่น หลวงปู่ฤาษีลิงดำเป็นต้น และถ้าจะกล่าวโทษว่าการฉันหมากนั้นผิด งั้นหลวงพ่อคูณที่ท่านสูบบุหรี่ก็ผิดด้วยงั้นสิ รีบขอขมาท่านซะนะครับ จะไม่ใด้มานั่งเสียใจในภายหลัง พ่อครูว่า…อาตมาก็ขอยืนยันอยู่ว่าอาตมาถูก ที่คุณเข้าใจนั้นยังผิด เอาแต่แค่ว่าคุณผิดกับอาตมา เข้าใจอย่างคุณก็ของคุณ ของอาตมาก็ของอาตมามันผิดกันต่างกัน ของคุณก็อย่างหนึ่งของอาตมานั้นก็อย่างหนึ่ง เอาเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน ไม่งั้นจะมากเกินไป หรือแม้แต่ของมหาบัว หลวงพ่อคูณ ของฤาษีลิงดำที่คุณยกตัวอย่างมานั้นก็เข้าใจ คุณเข้าใจแนวเดียวกันกับทั้งหมดไม่ได้เข้าใจมาทางอาตมาก็ศึกษาไป อย่าทิ้งกันนะ ดูติดตามฟังอาตมาจับผิดอาตมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก่อน แต่การเพ่งโทษผิดอนุสัยเจริญเหมือนกันนะก็ค่อยๆดูว่าอาตมาถูกหรือผิดและเอาเถอะแนะนำมาก็ขอบคุณอย่าเพิ่งทิ้งกันแนะนำมาให้อาตมาต่อ

_ ติว โจ้ : ไอ้โล้นนนนน ห่มผ้าเหลืองเปลืองข้าวสุก ไอ้โล้น เดี๋ยวกูตบแว่นหลุด พ่อครูว่า…คนนี้ดุโว้ย ห่างๆก่อนคนนี้ ดุๆ เอาน่า ก็ไม่เป็นไรทนฟังอาตมาไปเรื่อยๆนะอย่าเพิ่งทิ้งกันไม่เป็นไร อย่าเพิ่งตบจนแว่นหลุดเลย แต่ไม่เป็นไรถ้ามันไม่หักอาตมาก็เอามาใส่ใหม่ ถ้าขามันหักก็เอาไปซ่อมมาใส่ไหม

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เครื่องวัดความเป็นอรหันต์ของสมณะโพธิรักษ์ _ พี่ซ่าส์ นาสวรรค์ : ท่านเอาอะไรเป็นเครื่องวัดว่าท่านคืออรหันต์ ท่านโพธิรักษ์ พ่อครูว่า…ถามดีมันน่าจะถามอย่างนี้แหละท่านเอาอะไรเป็นเครื่องวัด อาตมาก็ต้องมีเครื่องวัด เมื่อกี้นี้ยกตัวอย่างเจโตปริยญาณ 16 อาตมาก็พูดผ่านไปแล้ว เจโตปริยญาณ 16 ก็เป็นเครื่องวัดอ่านเวทนาในเวทนา เวทนา 108 นี่แหละเป็นตัวสำคัญที่ปฏิบัติแล้วจะรู้จักเนกขัมมะ คือการออกจากกิเลส เริ่มต้นตั้งแต่ออกจาก กาม ถ้าไม่ออกจากก็อยู่ในเคหสิตะ ถ้าออกจากกิเลสทางโลกได้ก็เริ่มเป็นเนกขัมมะมาได้เรื่อยๆปฏิบัติตามเวทนา 108 ตามสูตรของพระพุทธเจ้านี่แหละ อาตมารู้จักสภาวะกับพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าตรัสเช่นเวทนา 108 มโนปวิจาร 18 กับ 18 คือ เคหสิตเวทนา 18 กับ เนกขัมสิตเวทนา 18 มันมี เวทนา 2 3 5 6 18 แล้ว 36 แล้วก็มี อีก 3 กาละ คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็จบเป็น 108 เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดสำคัญก็คืออยู่ที่ มโนปวิจาร 18 คืออะไร 18 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร เวลาปฏิบัติธรรมจะต้องมีความสัมผัสรู้ เวทนา ที่รู้สึก ทั้งเวทนา 6 จากการสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แต่ก็ปฏิบัติธรรม กาย 5 ก่อน หมดรูปฌาน ไปสู่อรูปฌานต่อ สัมผัสทั้ง 6 ทวารแล้วจะเกิดเวทนา 3 คือสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ ก็เป็น 18 ตากระทบรูป มีความสุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ ทั้งตาหูจมูกลิ้นกายเหมือนกันหมด แม้ไปที่รูปฌาน อรูปฌาน ก็มีการลืมตาปฏิบัติหมดนะ หมดกามภพแล้ว ปฏิบัติกิเลสที่เหลือใน รูปภพ อรูปภพ ก็ยังลืมตาสัมผัสเป็นเหตุและกิเลสของเราก็ยังอยู่ข้างในเป็นอนาคามีภูมิก็ลดลงไปอีก รูปภพดับ ก็เหลืออรูปภพ ก็ยังต้องสัมผัสทางทวารทั้ง 5 อยู่ เป็นอรูปฌาน อากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญญา ก็ไม่หลับตาปฏิบัติทั้งนั้นแหละ ส่วนหลับตาปฏิบัติเป็นของฤาษีทั้งหมด ปฏิบัติหลับตาเป็น อสัญญีสัตว์ เป็นนิรมาณกายไปหมด เป็นเรื่องไม่จริงทั้งนั้นต่างคนต่างสร้างนิรมาณกายขึ้นมา เป็นวิญญาณเป็นอากาศอะไรเองหมดเลย ให้ศึกษากันดีๆแล้วจะรู้จักว่าอาตมา ทำไมอาตมาถึงรู้ว่าตัวเองเป็นอรหันต์ อย่างที่อาตมาพูดไปคร่าวๆอาตมารู้สภาวะของพยัญชนะต่างๆ เนกขัมมะจบแล้วเป็นอุเบกขา อาตมาก็เข้าใจได้เป็นภูมิของอาตมาเข้าใจเองในยุคนี้ไม่มีใครอธิบายอย่างอาตมาในยุคนี้ ขอยืนยันว่าเป็นสัจจะที่ถูกต้อง ผู้ติดตามศึกษาดีๆจะเข้าใจเพิ่มเติมขึ้นอย่างมากที่อาตมาอธิบาย เช่นอุเบกขา 5 ดีนะอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐในธาตุวิภังคสูตรก็มีอยู่ ปริสุทธา, ปริโยทาตา, มุทุ, กัมมัญญา, ปภัสสรา เวทนาต่างๆนี่แหละคือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากอาสวะแล้วตั้งแต่เริ่มมีตั้งแต่สะสมเพิ่มเติมขึ้นเป็น ปริโยทาตา ส่วนปริสุทธาก็บริสุทธิ์ ส่วนปริโยทาตา ก็บริสุทธิ์มากขึ้นเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนปริมาณและคุณภาพ ที่ปฏิบัติไปก็เกิด มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตตัวกลางเลย มีทั้งบวกทั้งลบและนิวเคลียสหรือพลังจิตและปัญญา 2 สภาพเรียกว่าเป็นเทวะในตัวเอง มุทุนี่ สองสภาพในตัวยิ่งเร็วยิ่งนิ่ง ในอันนี้ก็คือ แกนปฏิบัติก็คือสังกัปปะ 7 ปฏิบัติจะเกิด แกนสองแกน 6คือ มีแกนตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แกนวิ่ง ส่วนแกนตั้งคือ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แยกกิเลสกำจัดกิเลสให้ได้ กำจัดกิเลสได้หมดกิเลส ปริสุทธา ก็สั่งสมตกผลึกเป็น อัปปนา ทำต่อไป อัปปนาก้าวหน้าไปเป็นพยัปปนา ก็ทำให้สูงขึ้นไปตามลำดับจน เจตโสอภินิโรปนา ก็มีแกนตั้งกับแกนวิ่งในสังกัปปะ 7 สมบูรณ์แล้วก็ไปอยู่ในจิตเป็นอภิสังขารเรียกว่าเป็น วจีสังขาร สัมมาสังกัปปะ 7 ที่เป็นอนาสวะ เป็นมรรคของพระอาริยะ ฝ่ายไตร่ตรอง-ริเริ่มเคลื่อนไหว (dynamic ขั้วลบ หรือ Kinatic) 1. ความตริ,ตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) 2. ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) 3. ความดำริ-มีความคิดปรุง (สังกัปปะ) (วิมุติแล้วย่อมมีชำนาญในครรลองแห่งใจ จะคิด-ไม่คิด ก็ย่อมทำได้ตามประสงค์ เพราะมี “เจโตวสิปัตตะ”)

หมายถึงว่าเป็นการปรุงแต่งที่มีชื่อเรียกแล้ว วจีสังขารคือมีอธิวจนะ ตั้งชื่อเรียกแล้วก็เรียกไว้ในใจยังไม่ได้พูดเป็นภาษา ก็ปรุงแต่งอยู่ในจิตเป็นวจีสังขาร ซึ่งไม่ใช่ว่าจะกามที่เป็นมโนกรรมอยู่ในจิตปรุงแต่งจบ แต่เป็นตัวที่ 7 ของสังกัปปะ 7 อย่างนี้อาตมาฝึกอัตโนมัติทำอย่างนี้สำเร็จอย่างที่อธิบายซอยเข้าไปถึงสังกัปปะ 7 ให้ฟัง ทำสำเร็จเป็นอุเบกขา 5 จนกระทั่งอาตมาสมบูรณ์กิเลสหมด อาตมาก็รู้ว่ากิเลสหมดกิเลสของอาตมาตั้งแต่ กาม ก็ทำมาเป็นลำดับ หมดกาม ก็เหลือกิเลส รูปภพ ก็ทำต่ออีก กิเลสรูปภพหมดก็รู้อีก จนหมดอรูปภพ ก็เป็นอรหันต์ อาตมาก็พูดอย่างที่รู้ๆ อย่างที่เป็นอย่างที่เป็นได้อย่างนี้ เป็นพระอรหันต์อย่างนี้ก็เอามาอธิบายให้ฟัง ส่วนคุณจะเชื่อหรือไม่ก็จะไปบังคับให้คุณเชื่อไม่ได้หรอก ฟังแล้วคุณจะเข้าใจหรือไม่จะเชื่อหรือไม่ก็เป็นตัวคุณเองจะไปบังคับไม่ได้ จะไปช่วยให้คนเชื่อคุณเข้าใจมันก็ช่วยไม่ได้ คุณต้องเชื่อตัวเองเข้าใจเองใช่ไหม อาตมาก็ได้แต่บอกความจริงของอาตมาเท่านั้นอาตมาก็รู้ว่าอาตมามีจิตที่หมดกิเลส ยิ่งนานมาจนถึงทุกวันนี้ยิ่งชัดเจนดูซิจะ 50 กว่าปีแล้ว ก็ยิ่งชัดเจนมันคงแข็งแรง ไม่ได้ล้มละลายอะไรเลย ไม่ได้หวั่นไหวอะไรเลย ยิ่งชัดยิ่งมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น แล้วจะให้อาตมาพูดอย่างไร นับวันอาตมายิ่งมีอาสโภ มีความกล้าหาญที่จะพูดความจริงอย่างนี้ หลายคนบอกว่ามันอปกวดตัวจังเลยพูดอย่างหนักแน่นมั่นคง แล้วจะให้อาตมาพูดอย่างเดียวอย่าพูดซึ่งทำอย่างนี้ได้อย่างไรก็ต้องพูดความเป็นจริงเต็มคำ พูดด้วยสำนวนไทยๆเหมือนจะยียวนในที แต่มันไม่ใช่ แต่อาตมาเน้นความจริงให้ฟัง ฟังดีๆแล้วจะได้ปัญญา สุสูสังลปเตปัญญัง สรุปแล้วอาตมาย่อมรู้ตัวเองตามที่อาตมาศึกษาตามพระพุทธเจ้ามาที่รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน วิจัยวิจารณ์แยกจิตพวกนี้ให้รู้เองเป็นเอง จึงรู้จบของตัวเองว่าเราเป็นพระอรหันต์เราจบกิจ อย่าว่าแต่พระอรหันต์ธรรมดาเลย พระอรหันต์โพธิสัตว์ระดับ 7 พูดความจริงอย่าเพิ่งหมั่นไส้กัน

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าจะให้เขาเข้าใจพระอรหันต์อย่างที่พ่อครูอธิบาย เขาคงเข้าใจได้ยาก เพราะว่าเขาไม่มีสภาวะหนึ่ง แล้วเขาก็ได้ความรู้จากพระทั่วไปให้รู้นิ่งเฉย ไม่มีวิจัยวิจารณ์ แต่สิ่งที่พ่อครูอธิบายในหนังสือประวัติของท่านในเล่มที่ 2 อธิบายว่าการปฏิบัติธรรมต้องมีวิจัยวิจารณ์อยู่ตลอดเวลา

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ออกป่าปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งผิดพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ _ Rew Chanel ริว ชาแนล : ใครเป็นครูเป็นอาจารย์ของท่าน ในเมื่อท่านไม่มีครูมีอาจารย์ค่อยแนะนำส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

640207_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พระอรหันต์มาตอบปัญหาประชาธิปไตยแท้.docx | สารานุกรมชาวอโศก