610823_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 8 ณ บ้านราชฯ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข17 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

610823_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 8 ณ บ้านราชฯ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1gJoOkgusoYCIGyq2fy_jP_aT8K37hvYAE1Ed-QvctPA/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1N9BC_IOf1CR8ZAFXdDw4Fg1GwVZmP7Ds

พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก SMS 22 สิงหาคม 2561 (พ่อครู : พุทธศาสนาตามภูมิ)

_6956พ่อท่านเทศน์พระทั่วไปบวชแล้วไม่ได้มรรคได้ผลจริง แค่โดนด่าพ่อแม่หน่อย ตีเณรเด็กปางตาย.. คน ก ท ม

_2166ทำไมต้องเป็นสิกมาตุคนนี้กับสมณะ ๒องค์นี้ ก็เอาองค์อื่นบ้างไม่ได้หรือ ก็เห็นนั่งฟังกันอยู่หลายองค์?? พ่อครูว่า…ก็บอกถึงนั่งอยู่หลายองค์ แต่ท่านไม่มีความถนัด ท่านมีความถนัดในด้านอื่นๆ ท่านก็เลยยกให้ท่านผู้ถนัด หลายอย่างท่านก็บอกเหมือนกัน อย่างนี้เป็นต้น คุณเรไร วีสเพ็ญก็เลยซีร็อกซ์ มาจากพจนานุกรม ภาษาไทยอีสานอังกฤษ อาตมาก็มีเล่มนี้ บอกว่า สำมะปี๋ มาจากบาลีว่า สัพพัมปิ แปลว่า สารพัด ทุกสิ่งทุกอย่าง สรรพะ ทั้งปวง สัพพะปิ เพี้ยนเป็นภาษาไทยว่า สำมะปี๋ สัพพะปิ มาสัมพัมปิด มาเป็นสำมะปี๋ อังกฤษ : of all kinds, each and every ก็ขอบคุณมีการแนะการคอมเม้นกัน อย่างนี้เป็นต้น

_3867พ่อครูพูดอย่าประมาทเกมการเมืองลี้ภัยข้ามชาติที่ยังมีคนตั้งจิตไว้ที่ผิดในชาติสำแดงธาตุแท้อุ้มสัจธรรมโจรกับโจร ฤา ไพรีกับไพรี พึงทำความพินาศให้แก่กัน!จิตที่ตั้งไว้ผิดจะพากันทำให้เสียหายหนักขึ้นใช่ไหม? พ่อครูว่า…ใช่จริงๆ จิตที่ตั้งไว้ผิดนี่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ สรุปได้ว่า อาตมาพูดไป ประเด็นการเมือง อาตมาไม่ได้พูดเล่น อาตมาพยายามย้ำให้สำนึกระมัดระวัง สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ดูแลประเทศชาติประชาชนทุกคน ต้องระวังสำ

อ่านต่อ

เหนียกสังวรกันให้ดี การเมืองนักการเมืองเห็นเป็นการอาชีพ แล้วทำการปู้ยี่ปู้ยำก็ไม่ดี คนที่ทำการเมืองด้วยอุดมคติก็มี แต่ว่ากิเลสมันทำให้คนเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ก็เลยทำให้การเมืองเพี้ยนไป ก็พยายามตั้งใจ ตั้งใจจะทำให้การเมืองเป็นการทำทำงานเพื่อพลเมือง ประชาธิปไตย มันหมายถึงการรับใช้ประชาชน ศาสนาพุทธนี้เป็นตัวแท้เลย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาการเมือง เพราะเป็นศาสนาที่ล้างความเห็นแก่ตัว นอกจากการเห็นแก่ตัวหมดไปจากตัวแล้ว ยังสละแรงงาน สละวันเวลา สละกรรมกับกาละ เพื่อรับใช้ประชาชน เพื่อทำงานให้กับปวงประชาชนทำประโยชน์กับปวงประชาชน เพราะท่านไม่มีตัวตน ประชาชนจะด่าว่าท่านก็ฟังตามจริง อะไรที่เป็นจริงเราก็แก้ไข อะไรที่เขาด่าว่าถูกต้อง ก็ใช้วิจารณญาณตัดสิน ไม่มีใครตัดสินได้ดีเท่าเราหรอก เขาด่าผิดหรือด่าถูก ว่าเราไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ที่จริงอย่างอาตมา เขาด่าว่าอาตมาผิดอย่างนั้นอย่างนี้ จะมาว่ามันไม่จริง อาตมาว่าอาตมาได้ทำสิ่งที่ดีเอาสิ่งที่ดีมาพูดมาทำ แต่พูดแล้วกระทบกิเลสเขา เขาก็ไม่ชอบ หรือว่าเขาไม่ได้กระทบกิเลส แต่เขารู้ว่าอาตมาพูดไม่ถูกพูดผิดเขาก็ประท้วงมาก็หวังดี หวังให้อาตมาเข้าใจถูก อาตมาก็พูดเหมือนอวดดีว่า มีถูกมาก อาจจะมีผิดอยู่บ้างแต่ที่ผิดไปจากความเห็นของคนอื่นก็จะมีอยู่มาก เขา ไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจ พูดอะไรก็ผิดไปจากเขาเขาก็ว่าไม่ใช่เขาก็ท้วง ก็เป็นเรื่องไม่ประหลาดอะไร

_สุนงค์ อิทธิไพบูลย์ · ชอบใจคำพูดท่านสิกขมาตุ กล้าข้ามฝัน พูดถึงการที่ประชาชน หลงเพ้อฝัน ผ่านมาแล้ว ช่วงนี้กำลังลำบาก เพราะตัวปชช.นั่นเองนะแหล่ะ พ่อครูว่า…ประชาชนลำบากเพราะนักการเมืองปู้ยี่ปูยำทำให้ฉิบหายวายป่วง นายกฯคนที่ผ่านมานายกฯ ยิ่งลักษณ์ทำให้ฉิบหายวายป่วงเท่าไหร่ ตอนนี้นายกฯตู่ก็เหมือนกับมากอบกู้มาใช้หนี้คืน เวรกรรมจริงๆเลย ก่อหนี้ก่อบาป ชนประเทศชาติฉิบหายวายป่วงคนอื่นก็ต้องมารับแทนต่อ ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะเป็นประเทศของเรา ประเทศไทยเราต้องรับผิดชอบ เขารู้นะว่าเขาปู้ยี่ปู้ยำ คือคนเรามันชั่วได้ที่ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาทำชั่วได้ทั้งที่รู้ว่าชั่ว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ผ่านไป เป็นตัวอย่างอันแสนเลวไม่รู้จะทำอย่างไร แม้แต่ในยุคพระพุทธเจ้าก็มีพระเทวทัต ในยุคนี้ก็ต้องมีเป็นธรรมดา

สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน ทำอย่างไรจะเกิดจิตยินดีและหายทุกข์จากการล้างพิษ _สาระ วาจา....กราบนมัสการครับ ผมอดอาหาร 4วันเพื่อล้างพิษ ถึงกลางคืนของวันที่ 3 เวทนาทางกาย(อาการ32) ทำให้เกิดทุกขเวทนา(อาการ 33) ผมไม่อยากอยู่ในอาการ ที่ใจเป็นทุกข์นี้เลย จึงดูลมหายใจเข้าออก แล้วปรับจิตจากอาการทุกข์ ให้อยู่ในภาวะกลางๆ จากนั้น ก็ปรับจิตให้ยินดี ผมสงสัยว่า จิตที่ยินดีต้องทำเอาด้วยหรือครับ ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหรือ และสิ่งที่ผมทำนั้นถูกหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า...อธิบายอันหลังก่อน สิ่งที่คุณทำอยู่นั้นก็เป็นการบรรเทาบำบัด มันปวดมันเจ็บเป็นทุกข์ทางใจ ก็ต้องทำตามที่คุณทำ จะบอกว่าผิดมันก็ต้องให้คุณทำก่อน เพราะว่ามันทุกข์ ก็ต้องบำบัดทุกข์ตามประสาที่ทำได้ ก็บำบัดทุกข์นั้นก่อนก็ได้ ถือว่าไม่ผิดอะไร ทีนี้บอกว่าผมสงสัยว่าจิตที่ยินดีต้องทำเอาด้วยหรือครับ ไม่ใช่เกิดโดยอัตโนมัติหรือ (นกกระจอกส่งเสียงดัง) มีได้ทั้งสองอย่าง จิตที่ยินดี ทำแล้วมันเกิดเป็นอัตโนมัติ มันไปยินดีในสิ่งที่ชั่ว มันก็ยังเกิดเลยเป็นอวิชชา นั่นเป็นอัตโนมัติ ถ้าจิตใจที่มีวิชชา ยินดีในสิ่งที่ดี แล้วก็ไม่ทำในสิ่งไม่ดีและยินดีในสิ่งที่ไม่ดี มันก็เป็นปัญญาเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมาศึกษาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เราจะยินดีกับอะไร จิตที่ยินดีจะต้องมีสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมผัส อยู่ดีๆแล้วเราก็อยู่เฉยๆแล้วก็ยินดี ดีไม่ดีก็หัวเราะ ดีไม่ดีก็พูดอยู่คนเดียว ยินดีหัวเราะคนเดียว อันนี้เขาก็ว่าบ้า เพราะฉะนั้นเราก็ยินดี คนที่รู้สึกตัวคนที่รู้ดีแล้วว่าอันนี้น่ายินดี ก็ไม่ถึงกับหัวเราะไม่ถึงกับยิ้ม ยินดีก็รู้ว่ายินดี ยินดีก็รู้แล้ว คำว่ายินดีหมายความว่าสิ่งนี้เรารู้ว่า ดี เราฟังว่า ดี เราได้ยินว่า ดี หรือเราเห็นว่า ดี เราได้กลิ่นว่า ดี ก็เท่านั้นเอง ดีนี่ ความหมายนี้ก็คือเหมาะสมกับ กาละ เหมาะสมกับสภาพ เหมาะสมกับประโยชน์ก็เรียกว่าดี ถ้าไม่เหมาะสมก็เรียกว่าไม่ดี ก็เท่านั้นเอง มันก็เป็นกิริยา แล้วก็ใช้พยัญชนะมาเรียกว่าดี ใช้คำว่ายินมาจากทวารหู เห็นก็มาจากทวารตา เห็นดี กลิ่นดี รสดี สัมผัสดี เท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าก็สอนในอานาปานสติ เมื่อจิตของเราทำกายให้สงบ กายปัสสัมภยัง กายสังขารัง ทำกายสังขารให้มันสงบ ปัสสัมภยังแปลว่าสงบ ทำให้มันสงบ พอมันสงบแล้ว เราก็อภิปโมทยังจิตตัง ก็ยินดี กับที่เราจิตสงบได้ มันก็มีกรรม คือเรายินดีไม่ใช่อยู่ดีๆก็ยินดี มันก็ต้องมีอะไรที่เป็นกรรมเป็น object ให้เราสัมผัส ว่า เรื่องนี้มันน่ายินดีแล้วเราก็ยินดี ความคิดเราก็คิดไปได้ เรื่องนี้มันน่ายินดี ถ้าเราอยู่คนเดียวก็ไม่ต้องไปอะไรมาก ก็อาจจะรู้สึกมีอาการยิ้มออกมาในทีก็ได้ ถ้าอยู่กับคน เขาก็มีการตอบรับแสดงออกโต้ตอบกันการยินดีมีการทำหน้ายิ้ม ทำหน้าจนกระทั่งหัวเราะ ก็ใช่ หากเราคนเดียวก็ไม่ต้องทำกับใครก็ไม่ต้องหัวเราะไม่ต้องยิ้ม ก็รู้สึกยินดีแล้วก็จบ หากเราไม่คิดอยู่คนเดียว แล้วก็ยิ้ม ดีไม่ดีก็หัวเราะ มันเป็นอะไรไป มันก็มีสิ่งที่ต้องกระทบ การหัวเราะการยินดี ก็เป็นการตอบรับกับคนอื่น ไม่ใช่คนเดียว แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวเราก็ยิ้มได้ มันอาจไม่ถึงกับยิ้ม แต่มันแสดงอาการที่มันเคยตัว มันเป็นสัญชาตญาณ ยินดีก็ ตัวเองนึกถึงอันนี้มันน่ายินดี มันก็เป็นรายละเอียด พูดแล้วพวกเราก็คงไม่สงสัย คงจะเคยเป็นกันบ้างไม่มากก็น้อย

ผมก็ไม่อยากมีอาการที่ใจเป็นทุกข์นี้เลย...แล้วมันทุกข์เพราะอะไร อดมาสี่วัน? มันทุกข์เพราะมันหิวมันอยาก ก็ไม่บอกว่ามันทุกข์เพราะอะไร ทำให้เกิดทุกขเวทนา เวทนาทางกายทุกข์ คุณรู้สึกทุกข์ กายมันไม่รู้สึกทุกข์ได้หรอก ถ้าจะว่ากาย กายมันเป็นภายนอก จิตของคุณต่างหากที่รู้สึกสุขทุกข์ สมมุติว่าคุณอดข้าว คุณก็ลองไม่เอาจิตไปกินข้าว คุณหิวแล้วคุณก็จะทุกข์จะอยาก มันก็จะผอมลงๆ สภาพร่างกายมันก็จะมีอาหารมาวนเวียนเป็นของเก่า เอาไขมันเอาโปรตีน เอาเนื้อหนังย่อยมันก็ผอมลงๆ หากไม่นึกคิดอะไรต่อมัน มันก็ผอมลงๆ เหมือนพระพุทธเจ้าอดอาหาร ท่านก็ผอมลงก็ทนได้ ท่านก็ไม่ได้ทุกข์อะไร ท่านทุกข์จนกระทั่งทนไม่ได้มันก็ต้องกิน ไม่อย่างนั้นมันจะตาย ทนไม่ได้เพราะรู้สึกเจ็บรู้สึกปวด ทนไม่ได้ต่อพิษบาดแผล ก็เหมือนเรามีบาดแผลมันไม่ใช่ มันละเอียดเหมือนกันนะตัวนี้ มันเกินที่จะอธิบาย เรามาเรียนรู้เวทนาต่างๆ ความรู้สึกที่ ไม่ต้องทนทรมานอะไรก็ไม่ต้องทน ท่านถึงเรียกว่า อัตตกิลมถะ ก็อยู่กันอย่างสมดุลให้พอดีเท่านั้นก็จบแล้วชีวิต อดทนเอาหน่อย อดอาหาร 3 วัน 4 วันจะต้องอดก็ว่ากันไป ถ้าต่อกันอดไปสามสี่วันแล้วก็กิน อีกวันก็อด แล้วก็กินอีกก็ได้นี่ จะไปอดอาหารต่อเนื่องกันยาวนานจนร่างกายมันเรียกร้องก็จะเกิดความรู้สึกทรมาน คุณเกร็ดดินว่า…เขาก็ให้กินน้ำหรือสารอาหารอยู่แต่ไม่ได้กินอาหารหยาบ พ่อครูว่า..เขาก็มีสารอาหารที่ให้กินเพื่อยังชีพ แต่เรารู้สึกว่าไม่ได้กินอาหารหยาบ เราก็ไม่ได้อดอยากเสียทีเดียว

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน จะรู้ชุดของวิบากกรรมของตนในชาตินี้อย่างไร คุณเกร็ดดิน อโศกตระกูล...พ่อท่านเคยบอกว่า คนเรานั้นเกิดมา มีวิบากมาทีละชุดเดียว ดิฉันเลยยังไม่รู้ว่าดิฉันมาชุดไหนก็ไม่รู้ พ่อครูว่า...จะรู้ได้อย่างไร มหกรรมวิบากคน ถ้ากรรมวิบากมาเต็มพรึบหมดเลยก็ตาย ชาตินี้เกิดมาก็มีวิบากชุดหนึ่ง อันนี้เป็นเรื่องอจินไตย ร่างกายของคุณสรีระต่างๆ จะสามารถรับวิบากได้ประมาณหนึ่งชุดหนึ่ง มากกว่านั้นไม่ไหวหรอก คุณตาย ที่บอกว่ามีวิบากชุดหนึ่งชาติหนึ่งมันไม่ตายตัวเพราะทุกอย่างมันไม่นิ่ง แต่มันก็จะได้เท่านั้น จำนวนหนึ่งของวิบากของคุณขนาดหนึ่ง แล้วมันจะต้องมา อย่างอาตมาปางนี้ มีวิบากอย่างที่ต้องมีนี่ ยกตัวอย่างอาตมา อาตมาจะต้องมาอธิบายธรรมะที่ถูกต้อง แล้วศาสนานี้ได้ถูกทำลายความถูกต้องไป อาตมาต้องมาทำงานหนัก เสร็จแล้วยังไม่พอ คนที่เขาดูแล ธรรมะว่าถูก โดยเขายึดธรรมะที่ผิดไว้ว่าเป็นถูกมีเยอะ แล้วคนก็ยอมรับนับถือตามเขาด้วย อาตมาจึงหนักมากๆ ตั้งแต่ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ แต่อาตมาก็ต้องทำ เป็นงานที่หนักมาก แต่อาตมาต้องทำ ต้องทนทำ ทั้งๆที่ได้ผลน้อย ผลไม่มาก มีคนไม่มากที่รับได้ ถ้าพูดอย่างทุนนิยมยังไม่คุ้มเลย อาตมาทำงานไม่คุ้มถ้าพูดอย่างทุนนิยม แต่พูดอย่างโลกุตระแล้วสิ่งที่อาตมาทำมันราคาแพง เพราะโลกุตรธรรมที่อาตมาเอามาแสดงนี่มันแพงมากเพราะหายากมาก ยิ่งกว่าเพชรยิ่งกว่าทอง เป็นยอดเพชรยอดทองที่มีค่ามากที่สุดที่มันหาไม่ได้แล้วในยุคนี้ อาตมาก็นำมาจากโลกโลกุตระ เอามา เพราะยุคนี้มันไม่มีแล้วโลกโลกุตระมันตายไปหมดแล้ว อาตมาก็มาจากโลกโลกุตระมาที่นี่ เอาสมบัติโลกโลกุตระมา แต่เขาไม่รู้แล้วว่า เป็นของที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เขาไม่รู้แล้วและเขาเห็นผิดด้วย ว่าไม่ใช่ เพราะเขาไปหลงผิด ที่จริงเขาก็ไม่รู้ว่าโลกุตระอะไร แต่ก็ไปหลงแม้แต่แค่โลกียะขี้หมาว่าเป็นของดีที่เขาใช้อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสงสารมาก _คุณเกร็ดดินว่า...ดิฉันเป็นสาวกภูมิ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีวิบากอะไร พ่อครูว่า...ไม่ต้องรู้ถึงรู้ก็แก้ไขไม่ได้ อาตมาบอกเท่าที่มีภูมิรู้ แต่คุณไม่รู้ก็ไม่ต้องรู้ ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้ อาตมาก็ยังทำอะไรไม่ได้ที่อาตมาอธิบายไปแล้ว ก็ยังต้องมีวิบากขนาดนี้ มันก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องทำ อาตมายังเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ คุณถามอันนี้ก็แก้ไม่ได้ คุณต้องได้อย่างนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ธรรมะก็มีอิทธิพล _ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “รินน้ำใจกลางสายฝน” ครั้งที่ ๓๑ ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ ๒๔ - อาทิตย์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๑ รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) พบกับกิจกรรมตามหลักสัมมาอาริยมรรคมีองค์ 8 โดยหมู่มิตรดีสหายดี ฟังวิถีอาริยธรรมสดๆ แสดงธรรมโดยสมณะโพธิรักษ์เวลา 09.00 น.จะถามปัญหากับพ่อครูก็ได้ สนทนาธรรมกับสมณะสิกขมาตุได้เป็นกลุ่มย่อย มาที่นี่จะมีธรรมะให้ นอกนั้นก็มี จะมาพักผ่อนหย่อนใจกับบรรยากาศที่นี่หรือจะมาดูงาน มาโอภาปราศรัยสังสรรค์สันทนาการ ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับทุกคน แต่คนไม่ค่อยกล้าเข้ามา แปลกนะ ไม่จุ้นจ้านเหมือนวัดต่างๆ จริงๆแล้วอาตมารู้ลึกๆ รู้ว่ามันมีอิทธิพลของธรรมะ เป็นธรรมะอิทธิพล เป็นอจินไตย คนจะเกรงใจ สังเกตดูสิ เด็กที่มันแว้นๆหน่อย เฮี้ยวๆ เข้ามาที่นี่ก็ไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่อันนี้เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องสนามแม่เหล็ก ศาสนาพุทธมีสนามแม่เหล็กแห่งธรรมะ เพราะฉะนั้นเข้ามาในนี้มันเป็นนามธรรม และรูปธรรม เป็นธรรมะสอง คนเข้ามาสัมผัสจะรู้สึกได้ อันนี้เป็นธรรมะอิทธิพลกรือธรรมฤทธิ์ ที่ทำให้เขาเกรง เกรงในที บางทีพวกเราบอกเขา เราก็ไม่ได้บอกรุนแรง พวกเราพูดสุภาพนิ่มๆ ว่าอย่าทำอันนี้นะ ที่นี่เขาไม่ปฏิบัติกันนะ เขาก็จะรีบปฏิบัติตามทันทีรู้สึกว่าเขาจะไม่อยากให้ด่างพร้อย อันนี้อาตมาสังเกตเห็นชัดเจน พวกเราเคยเจอไหม มันจะเป็นอย่างนี้ อิทธิพลของบรรยากาศทั้งหมด มันเป็นพลังสนามแม่เหล็กแห่งคุณงามความดี คนที่เข้ามา จะมาเฮี้ยวมาอะไรก็ไม่ค่อยมี ถ้าเผื่อว่ามาที่นี่ก็เหมือนกับเป็นที่ๆเขาว่าเป็นวัด แต่ก็ไม่เหมือนวัดทั่วไปแบบโลกๆ ที่จะเป็นโลกียะ ไปเถิดเทิง มีอบายมุข มีเดรัจฉานวิชา มีไสยศาสตร์เละเลย

สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865 หมู่บ้านราชธานีอโศกนี้ ตั้งมาได้ 24 ปีแล้ว แม้ไม่มีค่ายก็มาได้

_ คุณหนึ่งฟ้า...จากเพื่อนๆที่เกษียณแล้ว แปลว่าดิฉันอยู่ในวัยเกษียณแล้ว ดิฉันเรียนหลายที่เลยมีเพื่อนอยู่หลายอายุ มีเพื่อนที่ฟังธรรมะแล้วสนใจอยากจะช่วยงานก็ถามว่ามีคุณสมบัติอย่างไร ดิฉันก็ถือวิสาสะตอบไปแล้ว ใช้สังโยชน์ 3 ข้อที่ 1 ถ้าเขาเชื่อและเห็นดีเห็นงามว่าชาวอโศกทำสิ่งที่ดี แล้วก็อยากจะทำด้วย แปลว่าเขาพ้นสักกายะก็เป็นข้อที่ 1 ข้อที่ 2 เมื่อเขาตั้งจิตที่จะมาและพร้อมจะทำ อย่างน้อยที่สุดในวันที่เขามาช่วยงาน ก็แปลว่าเขาพ้นวิจิกิจฉาข้อที่ 2 แล้วเมื่อวันที่เขามาก็ลงมือปฏิบัติการ แม้ว่าจะกินเนื้อสัตว์เมื่ออยู่ข้างนอก แต่มาอยู่ที่นี่เขาก็ไม่กิน แม้ว่าเขาจะแต่งหน้าทาปาก แต่ว่ามาอยู่ที่นี่ไม่แต่งหน้าทาปากการแต่งกายก็เรียบร้อย ดิฉันก็ใช้เกณฑ์พิจารณาเบื้องต้นแบบนี้ แปลว่าเขามีสิทธิ์จะช่วยงานเราได้อย่างนี้เข้าใจถูกไหม พ่อครูว่า...ถูก

_ หนึ่งฟ้า...เนื่องจากเขามาจากหลายวิชาชีพ เพื่อนที่เป็นครูมีเยอะ มีสารพัดอาชีพ คำถามคือว่า กฎเกณฑ์นี้ใช้สำหรับผู้ที่ใช้สอนหนังสือด้วยได้หรือไม่ พ่อครูว่า...ได้ ถ้าเขาเองสมัครใจ คือเราเองไม่ค่อยไปขอใครเขามา เข้ามาสัมผัสกับเราแล้วอยากจะสอน เราก็จะรับ เพราะเราไม่อยากจะไปรบกวนใครมาสอน ผู้ที่เขาจะมานี้ส่วนมากมาสัมพันธ์เอง แล้วเห็นว่าน่าจะมาช่วย เราไม่ได้ไปเกณฑ์ใครมาสอนเท่าไหร่ อาตมาอยากจะให้เขาเกิดใจ อย่าเพิ่งไปชวนเขามาสอนหนังสือ ถ้าเขารู้แล้วจะเอาก็เอา เพราะว่ามันต้องคุย เขาย่อมมีปฏิภาณรู้ ว่เราก็ก็มีโรงเรียนสัมมาสิกขา ไม่ได้เก็บเงินทองเด็ก เงินเดือนครูก็ไม่มี เขาก็จะรู้ว่าอย่างนี้จะต้องมาช่วยเขาก็จะบอกมาเอง แต่ถ้าเขาไม่พูด เขาว่าไม่มีเบี้ยเลี้ยง หากเขาไม่พูดก็แสดงว่า เขาไม่สมัครใจจะมา

_เตียงไฟฟ้าที่โฮ่งปัว วางไว้ติดกับทีวี ทีวีก็เปิดเสียงดัง เวลาผู้ป่วยไปใช้บริการรู้สึกว่าอาการไม่ดีขึ้นเลย ขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณาด้วย พ่อครูว่า...ที่จริงไฟฟ้าก็เป็นการบำบัด เสียงจากทีวีก็น่าจะเป็นการบำบัดด้วยหรือจะเป็นภัย ก็แล้วแต่

_ธรรมทำ นักรบธรรม … ย้อนไปหาคุณเกร็ดดินที่ถามว่า วิบากของคนแต่ละชุด ผมมีความคิดว่า สำหรับผม วิบากที่มาหาเราแต่ละชุดมันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากจิตวิญญาณของเราต้องการที่จะสูงที่สุดเป็นพระอรหันต์ มันจะต้องมีบททดสอบเข้ามาทดสอบเรา เพื่อให้เรารู้ว่า คุณธรรมของเราจะสักขนาดไหน และก็มาเป็นครูอย่างดี เป็นสิ่งวิเศษที่สุดที่จะต้องน้อมรับ และก็ยินดีภาคภูมิใจ ว่านี่คือของดีที่เราจะต้องเจอกับมันและก็อยู่เหนือมันให้ได้ คิดอย่างนี้ พ่อครูว่า..ถูกของคุณไม่ผิดหรอก จบ คุณพูดถึงนัยยะของคุณไม่ผิด ถูก

_ธรรมทำ นักรบธรรม … พ่อครูประกาศเป็นพระอรหันต์ ว่าตอนนั้นพ่อครูกำลังปัสสาวะ ผมก็อยากจะทราบว่า นักบวชมีท่าทางจะบรรลุอรหันต์หลายท่าทาง ของพ่อครูไม่เหมือนใครแล้วผมก็อยากทราบว่า พ่อครู ตอนปัสสาวะจะนั่งนอนหรือยืน ผมก็อยากเลียนแบบ แล้วตอนบรรลุ นั้น ปัสสาวะ ไหลหรือสุดแล้ว พ่อครูว่า...คนที่นอนปัสสาวะนี้มันผิดปกตินะ ก็ตอบให้คุณคลายสงสัยว่า ยืนปัสสาวะ แต่ตอนไหนนั้นจำไม่ได้ ก็ขออธิบายตามพระพุทธเจ้าได้อธิบายให้กับคนหนึ่งว่า ท่านยกตัวอย่างว่าคนๆนี้เขาไปถูกลูกศรยิงมา ลูกศรอาบยาพิษด้วย และคนคนนี้ก็บอกว่าผมอยากรู้ว่าคนยิงมันชื่ออะไร มันเอาลูกศรมาจากไหน มันอาบยาพิษอะไร ก่อนจะมารักษาผม ผมไม่ยอมให้รักษาหรอก คุณต้องไปเอาคนยิงมา ต้องให้รู้ว่ายิงลูกศรอาบยาพิษอะไรก่อน ผมถึงจะยอมให้เอาลูกศรออก ฉันเดียวกันกับคุณ ตายก่อนรู้

_ธรรมทำ นักรบธรรม … สภาวะของพ่อครูที่บรรลุอรหันต์จะมีการเสวยวิมุติไหม พ่อครูว่า...คุณถามเละแล้ว ที่บอกว่า บรรลุแล้วนี่นะ คุณบรรลุอะไรของศาสนาพุทธ คุณจะใช้พยัญชนะว่าบรรลุวิมุติ บรรลุนิโรธ บรรลุนิพพาน บรรลุคือหลุดพ้น บรรลุคือกิเลสดับ มันก็อันเดียวกันหมด การบรรลุ วิมุติ นิพพาน นิโรธ ก็เหมือนกัน มีเยอะแยะ

_ธรรมทำ นักรบธรรม … ก็พ่อครูจะมีอายุไป 151 ปี แต่ก่อนถึง 151 มีอีก 7 ปีที่พ่อครูจะมีการเสวยวิมุติ แล้วตอนบรรลุใหม่ๆ พ่อครูจะเสวยวิมุติกี่วันครับ พ่อครูว่า..ไม่รู้ ไม่ได้เลียนแบบพระพุทธเจ้าเพราะยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ก็อยากรู้อะไรที่มันป่วยการ ไม่มีประโยชน์อะไร อยากรู้เฟ้อเกิน อย่างนี้คุณจะเสียเวลาเยอะ มันฟุ้งซ่านเกินไป เกินกรอบ คุณเองศึกษาธรรมะดีกว่า เป้าธรรมะที่ศีล สมาธิ ปัญญา กับกิเลสของเรา ควรเอาพลังงานแคลอรี่ต่างๆ มาสนใจ หากไปเอาพลังงานไปหาประเด็นพวกนี้ จะเหมือนกับคนที่ถูกลูกศรยิงคนนี้ คุณตายก่อนคุณไม่ได้บรรลุธรรม คุณอยากจะได้นั้นมันสูญเปล่า คุณอยากรู้บ้าบอฟุ้งซ่านไปเรื่อยนั้นไม่เข้าหาแก่น อันนี้ก็เป็นกิเลสของคุณที่ต้องแก้ทันที

_ลูกจากศีรษะอโศก...เวลาเจ็บป่วย รูปสัญญาที่เคยชอบ สัญญาที่เคยชอบเคยอร่อย เกิดขึ้นมาในจิตบ่อยๆๆ ทำให้มีเวทนาตัณหาอยากกิน ตอนไม่ป่วยก็ควบคุมได้ แต่ตอนป่วยควบคุมไม่ได้ อย่างนี้จะตกร่วงหรือไม่อย่างไร พ่อครูว่า..คนเจ็บป่วยจะอ่อนแอควบคุมกิเลสตัณหาพวกนี้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่หรอกเป็นธรรมดา

สื่อธรรมะพ่อครู(จิตว่าง) ตอน จิตว่างนี่แหละคือ สุญญาณู _คุณยายบุญรุ่ง...ดิฉันมีความสงสัย ที่มีตอนที่ได้อ่านหนังสือสัจจะชีวิต พระโพธิรักษ์ที่ว่าพ่อครูเพ้อ ดิฉันอยากจะถามว่า มีหินชนิดหนึ่งชื่อสุญญาณู นั้นมี ลักษณะ … ถ้าข้าพเจ้าบอกว่า โลกนี้มีหินชนิดหนึ่งชื่อว่า “สุญญาณู” มีลักษณะกลมแข็ง และใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่า “เพชร” มีพลังแห่งการสะท้อนแสงและเลื่อมพรายยิ่งกว่า “เพชร” ร้อยเท่าพันทวี มีพลังผลักและดูดมากมายมหาศาล เป็นวัตถุที่มีค่าสูงที่สุดในมหาพิภพจักรวาล โดยเฉพาะยิ่งเม็ดเล็กเท่าใด ก็ยิ่งกลมแกร่งบริสุทธิ์ใสยิ่งเท่านั้น ยิ่งเม็ดเล็กยิ่งกว่า “ปรามณู” (สิ่งที่เล็กยิ่งกว่าใดๆ) ลงไปอีก ก็ยิ่งสูงค่าเสียจนไม่รู้จะเอาเงินเอาทองที่ไหนในโลก...มากองลงไปเป็นราคาของมันได้ และยิ่งกว่านั้น ใครได้ “สุญญาณู” เม็ดเล็กสุดเล็กจนเท่ากับ “สูญ” คือ “ไม่มีอะไรเลย”ใน “สุญญาณู” นั้น ผู้นั้นแหละคือ “ผู้มีวัตถุสมบัติอันมีค่า ถ้วนทั่วสูงสุดยิ่งกว่าความสูงใดๆ อันจะพึงเรียกได้ในโลกนี้ และแม้เหนือโลกนี้ออกไปจนสุดมหาพิภพจบสากลจักรวาล ก็ตาม” ดิฉันอยากได้มากที่สุด ขอให้อธิบายให้ฟังต่อด้วยทำอย่างไรจึงจะได้หนอ พ่อครูว่า...ทำอย่างไรจึงจะได้หนอ ก็ต้องพยายามตรวจตัวเอง ดูตัวเอง แล้วก็ให้เข้าหลักเกณฑ์ ว่า เรามีกิเลสอะไร แล้วเราจะเอาศีลข้อไหนมาจับ มาทำ ศีลหลักสามข้อ 1. เกี่ยวกับสัตว์ 2. เกี่ยวกับของ ที่มีทั้งอุตุนิยาม และพีชนิยาม 3. เกี่ยวกับตัวเราที่ผัสสะทางทวารทั้ง 5 ทวาร 5 ทวาร 6 เป็นตัวปฏิบัติที่เราจะต้องปฏิบัติ ของกับสัตว์นี่แหละ ที่เราเองเราเกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะฉะนั้นในชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับสัตว์กับของที่ต้องสัมพันธ์กันอยู่ คุณมีชีวิตอยู่แต่ละวัน คุณเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง หนึ่งคนก็คือสัตว์ สองสัตว์ทั้งหลายก็คือสัตว์ คนที่ปฏิบัติธรรมกับพุทธเจ้านั้นท่านช่วยแล้ว ว่าสัตว์ทั้งหลายคุณไม่ต้องเกี่ยวข้องกับมันหรอก ไม่ต้องไปเอามันมาเกี่ยวข้อง ตัดมันไปจากชีวิตได้เลย อยู่กับสัตว์ทั้งหลายรู้แต่ว่ามันมีอยู่ ถ้ามันเป็นพิษเป็นภัย มันจะเป็นโทษ เราก็ต้องห่างมันให้ได้ เดรัจฉานมันไม่รู้เรื่อง หรือถ้ามันอยู่ในที่ที่เราอยู่ก็ให้คนช่วยเอาออกไปเท่านั้นเอง ก่อนอื่น เกี่ยวกับสัตว์นั้นไม่ยาก มันง่าย สัมผัสกับมันแล้วเราก็วางใจ คุณก็จะเกิดจิตว่าง จิตว่างนี้แหละ ที่อาตมาอธิบายให้คนน้ำลายไหล ว่ามีคุณสมบัติเลิศเลอประเสริฐศรี ใช้โวหารภาษามาขยายความมันเท่านั้นเอง ขยายความคำว่า สุญญาณู คือสิ่งที่จิตมันว่าง มันเลิกที่จะกิเลส จิตอุเบกขานี่เอง ถ้าเราเข้าใจศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ คุณจะไม่อะไรกับมันเลย ทีนี้ คนก็คือสัตว์ อันนี้อย่างไรๆ คุณจะไปทำเหมือนสัตว์ทั้งหลายแหล่ สัตว์ทั้งหลายที่เราไม่กินมัน เราไม่เกี่ยวไม่ไปยุ่งกับมันเท่าไหร่ ถ้าไม่กินมัน คนที่ยุ่งกับสัตว์มากนั้น คุณจะกินมัน หรือเอามันมาเล่น เอามันมาเลี้ยง เอามันมาขายอย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่เป็นวิบาก หากเข้าใจแล้วไม่ต้องยุ่งกับสัตว์ คุณก็ไม่กินไม่เลี้ยงไม่ขาย ไม่อะไรเลย ศีลข้อที่ 1 คุณก็สบายมากเลย อยู่ตามวิบากสัตว์ก็อยู่ของเขาไป แล้วแต่คนนี่แหละ สัมผัสกับคน ถึงจะเกี่ยวข้องกับศีลข้อที่ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คนนี่แหละต้องพัฒนาตรงนี้ ศีลข้อ 2 สัมผัสกับพืช ก็อ่านเวทนาจากการสัมผัส คือสัตว์กับคน กับของและพืช ชีวิตคนใช้ของไม่ต้องมาก คนที่ไม่ต้องใช้ของมาก แม้แต่ธนบัตรก็ไม่ต้องใช้ก็จะเกี่ยวกับพืช คุณก็อยู่กับพืชสร้างสรรปลูกขึ้นมากินใช้ มีมากก็แบ่งแจก ทำพืชให้ดี คุณทำพืชให้ดีมันก็จะดี แล้วมันก็จะไม่มีบาป พืชไม่มีเวทนาไม่มีบาปบุญ ไม่ต้องไปกังวลอะไร เข้าใจตรงนี้แล้ว การปฏิบัติธรรมนั้นสั้นและง่าย เข้าใจไหมรู้สึกไหมสั้นๆง่าย ไม่ต้องไปยุ่งยากลำบากวุ่นวาย ก้าวหนอย่างหนอเดินหนอ จะต้องไปนั่งสะกดจิตหนอ ไม่ต้องไปเดินอยู่ในป่า สู้กับสิงห์สาราสัตว์แล้วออกมาคุยโม้ พระธุดงค์ ล่องไพรอะไร ถ้าเข้าใจย่นย่อเป็นพระอรหันต์ได้ง่ายมาก ปฏิบัติกับเวทนา อยู่ที่นี่งานมีให้ทำก็ทำไป คุณไม่ต้องไปคิดก็ได้ อันนี้ถนัดคุณก็ทำ และก็ไม่ต้องไปหยาบมาก พวกเรานี้ ทางกาม ทางพยาบาทก็ไม่มากมาย สบายจะตายไป ปฏิบัติธรรมของพุทธนี้ ปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหันต์ อรหันต์นี้ไม่ใช่ว่ากิเลสจะหมดเกลี้ยงเลย ถึงขั้นละจากอาสวะแล้ว หรืออนุสัยก็เป็นอรหันต์แล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน การยึดเหนี่ยวกับการยึดมั่นถือมั่นต่างกันอย่างไร _คุณกล้าธรรม...การยึดเหนี่ยวกับการยึดมั่นถือมั่น แตกต่างกันอย่างไรครับ พ่อครูว่า...คำว่ายึดเหนี่ยว ก็ต้องเข้าใจความว่า ยึดเหนี่ยวคือ ได้เป็นที่อาศัย เหนี่ยวคือมีแรงเอามาหาเรา เรามียึดเหนี่ยว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราอยากได้ความเป็นพุทธ ความเป็นธรรม ความเป็นสงฆ์ ความเป็นอาริยธรรม จนถึงพระอรหันต์ เราก็เอาเนื้อหาสาระของความเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้นเราอยากได้ เราต้องมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยว ถ้าไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวคนก็ไม่มีสิ่งที่เอามาใช้สร้างและปฏิบัติ สร้างชีวิตตัวเองให้เจริญได้ จึงต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว คุณไปยึดถืออบายมุขเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวมันก็ไม่เจริญ แม้ที่สุดคุณไปยึดถืออยู่กับโลกเขา เอาลาภ ยศ สรรเสริญเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ชีวิตคุณก็จะอยู่กับโลกียไป ตลอดกาลนาน สร้างวิบากไปอีกเท่าไหร่ๆก็ไม่รู้ แต่ถ้าคุณมาเอาสิ่งที่เป็นโลกุตรธรรม ซึ่งอาตมาว่ายุคนี้ อาตมาเอาโลกุตรธรรมมาประกาศ ซึ่งมันไม่มีแล้วในสังคมพุทธเดี๋ยวนี้โลกุตระ อาตมาเอามาประกาศ ไม่ได้ประกาศธรรมดาแต่ พาทำพาประพฤติ จนเป็นแดนโลกุตระนะชาวอโศก ทุกคนก็เอาใจใส่มีสิ่งนี้ยึดเหนี่ยวแล้วก็ดีแล้ว ทีนี้ ยึดมั่นถือมั่น คือเกาะกุมเป็นอุปาทาน ถ้ารู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่น เอาแค่ยึดเหนี่ยว หรือสมาทาน ยึดเหนี่ยว

_คุณกล้าธรรม...เคยฟังพ่อครูเทศน์เรื่อง นรกสวรรค์ ทีนี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน