งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ ๔๓_.docx
เนื้อหาในไฟล์
งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ ๔๓
ก่อนงาน เมื่อวันที่ ๒๗ - ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๒ มีค่าย ม.๖ และ ปวชต. ชื่อค่าย “ สร้างคนจน ” ที่มีแบบ ” รุ่น “ รู้ทัน เทฺว ” มีนักเรียนสัมมาสิกขา จาก ๕ ร.ร. มาร่วมเข้าค่ายนี้ ๒๑ คน ( ขาดนร.จาก สสสอ.) วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๒ ถึง วันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๒ มีการเข้าค่ายยุวชนอโศกสัมพันธ์ (ยอส.) มีนักเรียนจาก ๘ สัมมาสิกขาของชาวอโศก โดยมีนักเรียนสัมมาสิกขาฝ่ายชาย ๑๑๙ คน ฝ่ายหญิง ๑๓๔ คน รวม ๒๕๓ คน มาเข้าค่ายเพื่อเตรียมงานปลุกเสก “ พระ ” แท้ๆของพุทธ ครั้งที่ ๔๓
วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๒ ๑๔.๑๕ น. สมณะ ๒๒ รูป สิกขมาตุ ๗ รูป นำโดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร ประชุมกำหนดตารางงาน ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ๑๘.๑๕ น. ที่ชั้น ๓ เฮือนศูนย์สูญ มีการฉายภาพยนตร์ เรื่อง “ เส้าหลิน ๒ ใหญ่ ” ให้นักเรียนสัมมาสิกขาดู ๑๘.๓๐ น. สมณะ ๒๒ รูป สิกขมาตุ ๗ รูป นำโดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร ประชุมเตรียมงานตลาดอาริยะ สมณะเดินดิน กล่าวเปิดประชุมว่า งานตลาดอาริยะปีนี้คนจะมาเยอะ ทำอย่างไรที่ไม่ต้องให้เค้าเข้าคิวรอซื้อของนาน คุณแซมดิน เสนอให้แจกบัตรคิว ร้านที่คนน้อยไม่ต้องแจกบัตรคิวก็ได้ ตลาดน้ำปีนี้จัดที่คลองถอยหลังเข้า พ่อครูตั้งชื่อตรงนั้นว่า ลานเรือหลากสี การขายก๋วยเตี๋ยวจะขายทั้งชามและช้อนด้วย การจัดการจราจร จะจัดรถเดินทางเดียวเข้ากุดระงุม ออกคำกลางหรือท่ากกเสียว รถขายของข้างนอกไม่อนุญาตให้เข้ามาขาย
วันศุกร์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๒ ๐๖.๓๐ น. วันแรกของงานปลุกเสก “ พระ ” แท้ๆของพุทธ ครั้งที่ ๔๓ สืบสานพุทธประเพณีด้วย สมณะ ๒๘ รูป พระ ๓ รูป สิกขมาตุ ๖ รูป นำโดย อ.๑ ( สมณะบินบน ถิรจิตโต ) บิณฑบาตสาย ถนนตรงศูนย์ เข้าหมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. พ่อครูแสดงธรรม พิธีเปิดงานและนำ
อ่านต่อ
ปฏิญาณศีล ๘ อรหันต์จุดแรกคือ กิเลสของแต่ละคน ของเรามีกิเลสเท่าไหร่ เราทำกิเลสของเราดับตาย ไม่เกิดในจิตเราอีกเลยถาวรมั่นคงยั่งยืนนิรันดร ไม่มีอีกไม่เกิดอีกเลย นั่นก็คือจบ แค่นี้แหละในแต่ละคน ถ้าเรานึกว่าเราจบแล้ว พระอรหันต์ที่ยังไม่แน่แท้มีเศษธุลีเหลือ ยังมาเกิดแถมอยู่อีกๆ แต่ส่วนใหญ่ทำได้แล้ว อรหันต์ระดับต้นๆฆ่ากิเลสตายไปแต่มันยังมีตัวฟื้นจากสลบ หรือว่าตัวไม่รู้มันยังแอบอยู่หรือว่าจรมาใหม่ก็ตาม ทำให้หวั่นไหวอยู่มีกิเลสวอบแวบอยู่ เราก็ฆ่าอีก ทำอีก ทำไปจนกระทั่งมันมีอะไรที่จะอยู่ในโลก สัมผัสกับอะไรในโลกที่เรามีชีวิตอยู่ในชาตินี้ เราเกิดมาแล้วก็สัมผัสกับอะไรต่างๆเราก็รู้หน้าตาของกิเลส เราก็รู้ว่าเราทำให้กิเลสดับได้ สัมผัสแล้วกิเลสเกิดหน้าตาของกิเลสเป็นอย่างไร พอมันโผล่หน้ามาปั๊บ เราก็จัดการมันได้ กิเลสมันเข้ามาในจิตเราไม่ได้ อั้นนั่นแน่! กิเลสหาย สู้หน้าเราไม่ได้ กิเลสสู้หน้าเราไม่ได้ กิเลสมันแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะเห็นกิเลสแสดงอยู่เต็มโลก พระอรหันต์เบื้องต้นก็เห็นกิเลสเท่าที่ตนเองจะเห็น กิเลสมันมีมากกว่าที่ตัวเองเห็น นอกนั้นมันไม่รู้ว่ามีกิเลสไม่เห็น ไม่เห็นก็แล้วไป ถ้าไม่เห็นเราก็มายึดถือ เราไม่รู้เราไม่สะดุ้งสะเทือนก็เหมือนไม่มี คนที่ไม่เห็นมันก็เหมือนไม่มี เพราะฉะนั้น ง่ายๆตื้นๆของพวกปฏิบัติธรรมก็คือไปดับหลับตาไม่เห็นเสีย ไม่เห็นก็นึกว่าไม่มี พอลืมตาขึ้นมามีเยอะแยะ แต่พอหลับตาก็ไม่เห็น หยุดได้ ลัทธิหลับตาเป็นอย่างนั้น แต่มันไม่อยู่เหนือ กิเลสมันดิ้นเพ่นพ่านอยู่ในโลก มันก็ดิ้นไปสิ แต่เราอยู่เหนือมันทำแบบเหนือ มันมาแตะเรามันก็ผลอยออกไปเอง แตะเราไม่ได้เข้าใกล้เราไม่ได้ด้วย ให้มันไปแตะเถอะ แตะก็ผลอยไป เข้าผิวหนังเราไม่ได้เลย เข้าไปสู่จิตเราไม่ได้เลย กิเลส นั่นคือผู้หลุดพ้น นี่พูดภาษาไทยๆ เข้าใจง่ายๆ คนทำได้ก็ง่ายไง คนทำไม่ได้ก็ยากสิ แต่ทำได้แล้วง่ายจริงๆ ง่ายจนไม่ต้องทำ สำเร็จเรียบร้อยแล้วก็ไม่ต้องทำมันง่าย ง่ายจนไม่ต้องทำจนมีพลังภูมิคุ้มกัน อันอื่นมาแตะผลอย หรือเราลุยกับมันเลย สัมผัสทุกอย่างเราก็มีอำนาจอยู่เหนือมัน
๑๔.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. รายการปฐมนิเทศ โดย อ.๑ ( สมณะบินบน ถิรจิตโต ) สมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ สิกขมาตุ กล้าข้ามฝัน อโศกตระกูล สมณะบินบน ถิรจิตโต ถ้าเป็นพระแท้ๆ ของพุทธก็เป็นพุทธทายาท การมาฝืนความง่วง ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ง่วง เพื่อนสะกิดก็นั่งหลังตรง แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเราง่วง การรู้ตัวเองมิใช่เรื่องง่าย การมีมิตรดีทำให้เราเจริญ งานปลุกเสกฯ งาน พุทธาฯ ก็เป็นงานทบทวนสู่การพ้นทุกข์ เป็นอรหันต์เล็กๆน้อยๆ สะสมไปจนถึงที่สุด หากง่วงก็ลุกเดินก็ได้ งานนี้พ่อท่านเทศน์ เรื่องเปิดโลกบุญนิยม มาที่นี่ก็เข้าใจเรื่องกฎระเบียบ งานนี้ก็มาฝึกถือศีล ๘ ฝึกทานข้าววันละมื้อเดียว การใช้น้ำให้น้อย มา ฝึกฝนตนเองให้เคร่งครัด เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน งานอะไรก็แล้วแต่ เราทำก็เพื่อละตัวตน งานนี้ก็มีกิจกรรมต่าๆ ให้ รู้จักตัวตนที่แท้จริง ส.ม. กล้าข้ามฝัน ผู้ที่มาศาลาในภาคบ่ายถือว่าเจริญธรรมดี ได้ดูรายการ คน ค้น คน ชื่อ เปิ้ลกับส้มโอ สรุป พ่อแม่เค้า สุขภาพไม่ดี ชีวิตเค้าเก็บผักบุ้งพืชน้ำขาย กลับจากโรงเรียนเดิน ๒ กม. ขากลับก็เดินเก็บขยะ ถามว่าโตแล้วจะเป็นอะไร คนพี่ อยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อช่วยเหลือคนอื่น ถามว่า ถ้าขอได้อยากขออะไร ก็ขอให้พ่อแม่สุขภาพดี ถ้าพ่อตายจะทำ อย่างไร ก็จะทำหน้าที่พ่อดูแลแม่ ถ้าแม่ตายก็จะทำหน้าที่แม่ ถ้าจะขอให้ตัวเองจะขออะไร ตัวเองก็พอแล้ว ความสุขอยู่ที่ใจ กฎเกณฑ์ในงานก็ทำให้พวกเราเจริญ เราขี้เกียจเราก็ล้างตัวขี้เกียจ ระเบียบเค้ามีไว้ อาหารก็ทานวันละมื้อ ชีวิตเราก็ทำตามศีล ตามกฎระเบียบ ผู้นำเราก็บอกมาหมดแล้ว เราเหนื่อยก็เพราะกิเลสเราใหญ่ เราสู้เรื่องกินอยู่หลับนอน ทำใจให้ยินดี ความ ลำบากก็จะเบา ช่วงบ่ายก็จะลงงานในจุดต่างๆ ต่อไปงานตลาดอาริยะจะให้ลูกค้าซื้อชามซื้อช้อนเอง ช่วงงานปลุกเสกฯ จะ มีสมณะประจำกลุ่มช่วยงานกันทุกที่ ตามไปทุกที่ สมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ หลายคนก็มาไม่ได้ แต่พวกเขาก็ทำอยู่ที่บ้านเหมือนเราที่นี่ ส่วนพวกเราก็มาสัมผัสจริง ที่บ้าน ร้อนก็เปิดพัดลมได้ มาที่นี่ก็ต้องนั่งทน เรื่องความง่วง หากมานั่งข้างบนก็ไม่ง่วง อาจฟุ้งไปเรื่อย เราง่วงเพราะเรากินเยอะหรือ เปล่า? ถ้าเรามีโภชเนมัตตัญญุตาเราก็จะสบาย พ่อครูเทศน์ ถ้าไฟร้อนก็อย่าไปจับ อาตมาง่วงก็สู้น่าดู ง่วงอยู่ที่การกินกับการ นอน ความง่วงก็เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ว่าเหตุมาจากอะไร ต้องแยกแยะว่า ง่วงจากสรีระหรือจิตใจ การฟังธรรมก็เป็นการฝึกอ่าน สภาวะของเรา เมื่อเช้าพ่อครูก็ให้ศีลเราแล้ว เมื่อเช้าพ่อครูว่าหากใครคุยว่าเราพ้นแล้ว คุยไว้ก็จะตกต่ำไปได้ถ้าไม่จริง ศีลแต่ละ ข้อก็เป็นการลดตัวตน ทุกที่ก็มีผัสสะ เมื่อเจอผัสสะแล้วเราจะได้อ่านกิเลสเรา และให้พวกเราไปลงชื่อตามบวรด้วยจะได้ แบ่งกลุ่ม ตามหลักศาสนาพุทธ ก็ไม่มีการบังคับ ศาสนาพุทธจะไปด้วยปัญญา ไปสลายความขี้เกียจของเรา การฟังธรรมก็ให้ เกิดอานิสงส์ในการฟังธรรม ให้พวกเราไปลงทะเบียน วันที่ ๑๑ เชิญศิษย์เก่าสัมมาสิกขามาประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคม ศิษย์เก่า เมื่องานนี้จบแล้วงานต่อไปก็จะเป็นงานตลาดอาริยะ ขอฝากเรื่องการปฏิสันถารกับการช่วยกันเก็บขยะ ๑๘.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. รายการ “ ปฏิสันถารนั้นสำคัญไฉน? ” โดย สมณะ เดินดิน ติกขวีโร สมณะ เพาะพุทธ จันทเสฎโฐ และอ.หญิง รัศมี กฤษณมิศ สมณะ เดินดิน ติกขวีโร รายการนี้สบายใจ เพราะผู้พูดทั้งสอง เป็นนักพูด พ่อครูว่าท่านมีความบกพร่องมากๆเลย เรื่องปฏิสันถาร ท่านคิดว่าจะช่วยมนุษยชาติอย่างไร บางคนมาหาพ่อครูๆ ก็ไม่ทักสักคำ งานของท่านก็เขียนกว่าจะลงมาฉันก็ ๑๑ โมง เวลาฉันก็ไม่ค่อยมีเวลา พ่อครูจึงขอมอบหมายภารกิจอันนี้ให้พวกเราช่วย อ. หญิง การปฏิสันถาร เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง การปฎิสันถารทำให้เรามีปีติ คนมีปฏิสันถารเป็นคนเอาภาระ การปฏิสันถารบางคนอาจเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ คนใหม่เค้าเข้ามาเราไม่พูดคุยกับเค้า เค้าจะรู้สึกไม่ดีกับเรา ชาวอโศกไม่มีรั้วรอบขอบชิด ที่อื่นเค้ามีรั้วรอบทุกทิศแต่เค้ามีการปฏิสันถาร เรามีงานเยอะมาก ถ้าเราไม่อยากต้อนรับเค้าก็ต้องปิดประตู เราไม่คุยกับเขา เขาเข้ามาแต่เราไม่พูดคุย หลายคนกลับเดินหนีแขกที่เข้ามา ปฏิสันถารทำให้เกิดปีติ ชาวอโศกมีความขยัน แต่ถ้าไม่มีรอยยิ้ม หน้าบึ้ง เราอาจเหนื่อยเกินไป ชาวฉือจี้เค้าฝึกยิ้มก่อน เราก็ควรมีรอยยิ้มให้กับผู้อื่นที่มา แม้งานจะหนักเหนื่อย สมณะ เพาะพุทธ จันทเสฎโฐ คำว่า ปฏิสันถาร เป็น ๑ ในธรรมะของพระพุทธเจ้า อยู่ในหมวดคารวะ ๖ เคารพในพระพุทธ เคารพในพระธรรม เคารพในพระสงฆ์ เคารพในการศึกษา เคารพในความไม่ประมาท เคารพในการปฏิสันถาร อ.เสถียร โพธินันทะ บอกลักษณะของพระพุทธเจ้าว่าใครมีความทุกข์ ๑๐๐% เข้าหาพระพุทธเจ้า ความทุกข์ก็จะลดลง ๕๐% ลักษณะของพระพุทธเจ้า คือ ครั้นผ่านการปราศรัย พอระลึกถึงกันแล้วไปนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ปฏิสันถารต้องมีศิลปะ
วันเสาร์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๒ ๐๔.๓๐ น. สมณะ + พระ ๔๖ รูป สิกขมาตุ ๑๓ รูป กรัก ปะ ๕ คน ฆราวาสชาย ๑๕๘ คน ฆราวาสหญิง ๔๗๔ คน รวม ๖๙ คน โดยสมณะเดินดิน ติกขวีโร นำสวดมนต์ พาอธิษฐานจิต ๐๕.๐๘ น. พ่อครูแสดงธรรม เปิดโลกบุญนิยม คุณเป็นกุศลเป็นโลกียะ ส่วน บุญเป็นโลกุตระ เราไม่เรียกว่ากุศล เพราะเป็นนักฆ่า บุญคืออาวุธชำระกิเลส ใครที่สามารถสร้างพลังงานในจิตตัวเองให้เป็นพลังงานขั้นเป็นบุญได้เป็นอภิสังขาร เป็นปุญญาภิสังขาร ก็เกิดการสังขารอย่างยิ่ง อภิสังขารเป็นโลกุตระ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร คนไม่เข้าใจแม้แต่พยัญชนะก็จะแปลผิด ไปแปล ปุญญาภิสังขารแปลว่า ปรับปรุงจิตใจตัวเองเป็นโยนิโสมนสิการจัดการกับใจตัวเองอย่างถ่องแท้ แล้วกิเลสลดได้เรียกว่าเกิดบุญ ชำระกิเลสได้ลดกิเลสทำลายกิเลสได้ก็เป็นบุญ อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ คนที่ลดกิเลสได้ ทำบุญให้เกิดประสิทธิภาพเป็นประสิทธิผล จนมีผลกำจัดกิเลสได้ กำจัดกิเลสเสร็จบุญก็หายไป บุญไม่เหลือสะสม บุญทำหน้าที่ขัดกิเลสอย่างเดียว ไม่อยู่ในที่ไหนไม่มีในที่ไหน สะสมไม่ได้ เป็นโลกุตระร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ในปัจจุบันที่ทำงาน คนใดกำลังมีสติสัมปชัญญะปัญญา มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยะ พยายามสร้างพลังงานจิตในบัดนั้นในปัจจุบันนั้นให้มีฤทธิ์ เมื่อสัมผัสอะไรแล้วเกิดกิเลสมา ก็ทำการจัดการ บุญเป็นกาละปัจจุบัน หมดปัจจุบันกาละ หมดปัจจุบันขณะแล้วที่บุญทำงาน บุญก็ไม่เหลืออีก จะทำงานสำเร็จฆ่ากิเลสได้ หรือไม่ได้ สร้างบุญขึ้นมาอีก กำจัดกิเลสอีก หมดหน้าที่จากปัจจุบันนั้นบุญก็ไม่มี ไม่ตกค้าง เป็นพลังงานที่หายวับไปทันที เกิดปัจจุบันเสร็จหน้าที่ในปัจจุบันหายไป ไม่ตกค้าง คำว่าบุญ ซึ่งเป็นพลังงานทางจิตที่พิเศษที่สุดในศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นใดไม่มี แม้แต่ในพุทธศาสนาทุกวันนี้ก็ไม่เข้าใจความหมายความจริงของคำว่าบุญแล้ว บุญ เขาไปเข้าใจว่าเป็นความดีงามเหมือนกับกุศล ศาสนาพุทธจึงหมดมรรคผล เพราะเข้าใจคำว่า บุญ คำนี้คำเดียวไม่ได้ ว่าไปหมายถึงอาวุธกำจัดกิเลสเครื่องมือกำจัดกิเลส เพราะฉะนั้น ตั้งแต่พิจารณากายในกายอย่างสัมมาทิฏฐิได้ รู้จักกายคือธรรมะ 2 พิจารณาภายนอกภายในสัมผัสและเกิดเวทนา ก็แยกแยะเวทนาได้จัดการกับเวทนาได้แยกกิเลสออกกำจัดกิเลสออกไปได้ อย่างนี้ถือว่าทำบุญสำเร็จแต่ทุกวันนี้ไม่เข้าใจแล้วบุญไปเหมือนกับกุศลทุกประการ เหมือนกับความดีงามทางกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม บุญก็ไม่ใช่นักฆ่าอีกแล้ว ความหมายของคำว่านักฆ่าหายไปด้วยไม่เหลือในศาสนาพุทธเลย เพราะฉะนั้นการฆ่ากิเลสจึงไม่มีในศาสนาพุทธ เพราะตัวเพชฌฆาตกิเลส พลังงานที่ไม่มีตัวตนเป็นนามธรรม ตัวตนของเพชฌฆาตหายไปหมดแล้วสร้างขึ้นมาไม่ได้สร้างขึ้นมาไม่เป็น เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีผลไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นมา จึงไม่เกิดคุณสมบัติ ความหมายเป็นโลกียะแต่เอามาเรียกเป็นโลกิยะว่า คุณสมบัติมันคือจิตสะอาดขึ้น บุญกำจัดกิเลสออกไปหมดหน้าที่บุญ สิ่งที่เหลืออยู่เป็นสมบัติคือกิเลสมันออกไป จิตสะอาดขึ้นมา เป็นคุณวุฒิของบุญนิยม วุฒิ แปลว่าเจริญ และเป็นคุณวุฒิที่จะต้องไปถึงขั้นคุณวิเศษไปถึงคุณสมบัติกำจัดกิเลสได้ หากกำจัดกิเลสได้ก็เป็นคุณวิเศษ บุญในแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิจึงเป็นอุตตริมนุสสธรรมแท้เป็นคุณวิเศษจริง เพราะสามัญปุถุชนทำไม่ได้ ในศาสนาใดๆก็ทำไม่ได้ เทวนิยมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ พูดไปแล้วเหมือนกับไปข่มเขา ไปยกตนข่มท่าน แต่นี่กำลังพูดถึงสัจธรรมวิชาการพูดถึงความจริง เพราะฉะนั้น คุณวุฒิคุณธรรม ของพุทธที่ทำให้เกิดบุญได้จึงเกิดคุณวิเศษ เพราะว่าเป็นประโยชน์เป็นคุณประโยชน์ที่ เกิดจากทาน ศีล ภาวนา ขั้นโลกุตระ
๐๗.๐๐ น. สมณะ + พระ ๓๑ รูป สิกขมาตุ ๗ รูป นำโดยสมณะเลื่อนลิ่ว อรณชีโว นำบิณฑบาต สายถนนตรงศูนย์เข้าบวรราช ธานีอโศก ๐๙.๐๐ - ๐๙.๓๐ น. แสดงธรรมโดย สิกขมาตุ ผาแก้ว “ เหนื่อยเพื่อผู้อื่น ” เมื่อเช้าได้พูดคุยกับญาติธรรมที่เชียงใหม่มีฝุ่นจนแสบตา ต้องปิดจมูก พ่อเค้าป่วยต้องอยู่แต่ในห้องแอร์เป็นประจำ อากาศบ้านราชดีกำลังสบาย จากนั้นได้เอาดำริของ ร.๙ คุณธรรมข้อหนึ่งที่อยู่ในจิตใจของคนไทย คือ การให้ ฯลฯ นึกถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสมาใช้ ประทับใจการเตรียมงาน ปีนี้ที่หน้าสันติต้องทุบ งานตลาดอาริยะ คุณไพรเมือง เป็นกำลังสำคัญ เดินทางมาจะถึงบ้านราชแล้วต้อเดินทางกลับสันติฯ จึงต้องเรียกคนรุ่นใหม่มาช่วย มาประชุมกัน ครั้งนี้ไม่มีใครต่อว่าเลย งานพรุ่งนี้จะต้องเอาต้นไม้ลง มาประชุมกันสองทุ่มก็พากันเดินดูวางแผนกันเลย คนรุ่นใหม่พลังดีมีความคิด พลังคนรุ่นใหม่เค้าเคารพผู้ใหญ่ไม่เอาความคิดของตัวเองเป็นการได้ลดกิเลส งานปลุกเสกฯ ลงงานบ่ายสองก็จะมีคนรุ่นใหม่จะนำไปทำด้วย ปีนี้มีตลาดน้ำ มีการแข่งเรือด้วย การทำงานไปก็ได้ลดละกิเลสไปด้วย การเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้งก็ไม่ผาสุก ๐๙.๓๐ - ๑๐.๐๐ น. สมณะด่วนดี สุชโว เรื่อง “ ของขวัญของชีวิต ” การมาเทศน์ก็เป็นการมาเช็คโลกธรรม เมื่อวานมีรายการปฎิสันถาร จึงไปทักญาติโยม โยมว่า ตัวจริงหูกางกว่าในโทรทัศน์ ท่านเทศน์ตลกมากเลยนะ แต่ก็มีสาระดี พ่อครูก็อธิบายสิริมหามายา สังคมไทยฐานะไหนมีฐานะสูงสุด ฐานะนักบวชสูงสุด กษัตริย์ พ่อแม่ก็ต้องกราบ พ่อครูเอาฐานะสูงสุดมารับใช้ไปบิณฑบาตก็ไปรับเรื่องราวร้องทุกข์ ท่านคะ ประตูบ้านฉันพัง เมื่อไหร่ท่านจะมาซ่อมคะ ถ้าท่านมาช้าจะให้คนอื่นมาทำนะ การสร้างบ้านที่บ้านราชฯ ท่านคะช่วยหาช่างให้ด้วยนะ ท่านคะช่วยดูให้ด้วยนะ ช่างไปขุดหลุมส้วมผิด ท่านก็รับผิดชอบไปนะ การสร้างบ้านไม่เสร็จ ถนนเละ ท่นทำถนนด้วยนะ พอได้จังหวะเอาลูกรังมาใส่ รางวัลชีวิตมีผัสสะเป็นปัจจัย ๑๒.๓๐ - ๑๓.๔๕ น. แบ่งกลุ่มพบสมณะ บ้านราช ๑ ส. แก่นหล้า ส.ม. กล้าข้ามฝัน ที่เฮือนเพิ่งกัน บ้านราช ๒ ส. คำจริง ส.ม. ผาแก้ว ที่แพปลา บ้านราช ๓ ส. ขุนศึก ส.ม. สร้างขวัญใหม่ หน้าห้องคอมฯ ชั้น ๓ บ้านราช ๔ ส. หินจริง ส.ม. ตรงธรรม หน้า ส ข จ. บ้านราช ๕ ส. คมเย็น ส.ม. เป็นหญิง โบสถ์ชั้น ๔ ด้านเหนือ บ้านราช ๖ ส. ด่วนดี ส. เพียงพอ เฮือนศูนย์ ชั้นล่าง บ้านราช ๗ ส. ฟ้าไท ส.ม. ศิริพร เฮือนโสเหล่ บ้านราช ๘ ส. แสนดิน ส.ม. แสงฝน ชั้น ๓ บุญนิยมทีวี ๙ ศีรษะฯ ส.ดวงดี ส. แก่นหล้า ห้องประชุม ชั้น ๒ ๑๐ ปฐมฯ ๑ ส.แก่นผา ส.ดาวดิน ส.ม. พูนเพียร ส.ม.ทองพราย ที่เฮือนศูนย์สูญชั้นล่าง ๑๑ ภูผาฯ๑ ส.โพธิสิทธิ์ ส.ฮังดิน ส.สันติ เฮือนศูนย์สูญ ชั้นล่าง ๑๒ ภูผาฯ๒ ทะเลธรรม อ.ผืนฟ้า ส.อุดม ส.สู่บุญ ที่โบสถ์ชั้น ๔ ด้านใต้ ๑๓ สันติฯ๑ ส. ชนะผี ส.ม. สัจฉิกตา ชั้น ๔ หน้าห้องสมณะเดินดิน ๑๔ สันติฯ๒ ส.กล้าจริง ส.ม. พุทธพอนวล ชั้น ๓ ห้องบุญนิยมทีวีในสุด ๑๕ สันติฯ๓ ส.ลานศิลป์ ส.ถักร้อย ส.ม. เทียนคำเพชร หน้าห้องธุรการชั้น ๓ ๑๖ สันติฯ๔ ส.กล้าจริง ตถภาโว ลานหินหงส์ ๑๗ สีมาฯ๑ ส.สร้างไท ส.ดินทอง ที่แมนน้ำริน ๑๘ ศาลีฯ ส.ลือคม ส.จนแจ้ง ที่เฮือนศูนย์ โรงครัวกลาง ๑๔.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กลุ่ม ๑-๕ ลงฐานงานที่รับผิดชอบ กลุ่ม ๖,๑๗ มัดน้ำมันพืชที่เฮือนบวร กลุ่ม ๗,๘,๙ ไปเคี่ยวถั่วเหลือง กลุ่ม ๑๐ ไปโรงปุ๋ย “ พลังชีวิต ” กลุ่ม ๑๑,๑๔,๑๕,๑๖ ไปตลาดน้ำ มีอาไพรเมืองนำ กลุ่ม ๑๙,๒๐ จิตอาสา ๑๘.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. รายการภาคค่ำ สร้างขบวนการกลุ่ม บ้านราชฯ พบสมณะที่ชั้นล่าง เฮือนศูนย์สูญ ปฐมอโศก พบสมณะที่ ศาลาเพิ่งกัน ภูผาฯ พบสมณะหน้าห้องธุรการ ชั้น ๓ สันติฯ ห้องบุญนิยมทีวี ศีรษะฯ พบสมณะที่ ศาลาโสเหล่ สีมาฯ พบสมณะที่ ห้องประชุม ชั้น ๒ ศาลีฯ พบสมณะที่หน้าห้องคอมฯ ชั้น ๓ ทะเลธรรม พบสมณะที่ ชั้น ๔ เฮือนศูนย์สูญ
วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๒ ๐๔.๓๐ น. สมณะ ๔๑ รูป สิกขมาตุ ๑๓ รูป กรัก + ปะ ๕ คน ฆราวาสชาย ๒๑๑ คน ฆราวาสหญิง ๗๐๐ คน รวม ๙๗๐ คน สมณะเดินดิน ติกขวีโร นำสวดมนต์ พาอธิษฐาน ๐๕.๐๐ น. พ่อครูแสดงธรรม “ เปิดโลกบุญนิยม ” รายละเอียดอยู่ที่ เพราะที่สุดทุกข์นี่แหละเป็นตัวตัดสินที่แท้ของศาสนาพุทธ เพราะหัวใจของศาสนาพุทธคือทุกข์อริยสัจ เรียนรู้ทุกข์แล้วก็รู้จักวิธีดับทุกข์ รู้จักตัวทุกข์อาการของทุกข์เหตุของความทุกข์ จะรู้เหตุก็ต้องมีปัญญารู้จักปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นเหตุปัจจัยๆ ต่อเนื่องกันไปเริ่มต้นตั้งแต่อวิชชาไปจนกระทั่งถึงลงท้ายเป็น โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส อย่างเช่นหลักเกณฑ์จรณะ 15 จากศีล สมาธิ ปัญญา เวลาปฏิบัติก็จะตั้งเกณฑ์ต้นด้วยศีล รู้ว่าศีล ปฏิบัติแล้วดีนะเจริญขึ้นนะ อธิ ข้อ 1 เกี่ยวข้องกับสัตว์เรารู้ตัวเพิ่มขึ้นมี สักกายะ มีตัวเราตัวเขามีรูปมีนามแบ่งแยกของเขาของเรา แล้วเราก็ไม่ไปรบกับคนอื่น รบแต่กับกิเลสของตนเอง สัมผัสสัมพันธ์กับสัตว์ทั้งหลายแล้ว เราก็ไม่ไปรบกับคนอื่นไม่ไปเบียดเบียนทำร้ายคนอื่น รบกับตนเอง รบกับกิเลสตนเอง คนเราทั้งของกินของใช้สัมผัสแล้วมันจะเกิด ข้างนอกเรียกว่ากาม ข้างในเรียกว่าอัตตา มันก็จะปรุงแต่งยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตา เป็นกิลมถะ ลำบากต้องไปรักษาไปเฝ้าไว้ เกิดมาเฝ้าไม่รู้กี่ชาติก็ยิ่งลำบากไม่รู้กี่ชาติ เกิดมาอยู่กับสิ่งนี้ไม่ต้องเจริญพัฒนาหลุดพ้นอะไรอีกแล้ว กับสมบัติอันนี้ที่หวงแหน เอาไว้ เราติดอัตตาเป็นตัวเป็นตน เพราะฉะนั้น โภชเนมัตตัญญุตาเป็นกระบวนการของการขยายความต่างๆนานาไปอีก กระบวนการของสัจธรรมสูตรต่างๆของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นสูตร จรณะ 15 มูลสูตร 10 หรือ อวิชชาสูตร 10 เป็นต้น สามารถอภิสังขารจัดการสำรอกล้างตัวกิเลส จนจิตของเราสะสมประชุมลงไปจากการที่ได้ล้างให้สะอาดในการทำให้เกิดเวทนาที่บริบูรณ์ เวทนา 108 แล้วก็มี ผัสสะ ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนาให้ปฏิบัติ ไปอ่านพระไตรปิฎกใน พรหมชาลสูตรให้ดี แม้แต่สูตรอื่น ต้องมีผัสสะ 6 ผัสสะ 3 ถ้าไม่มีผัสสะไม่มีทางปฏิบัติได้ แม้แต่ในทางปฏิบัติ นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ต้องมีผัสสะ ในรูป 28 นาม 5 รูปนามสองอย่างนี้ของศาสนาพุทธ ถ้าคุณไม่สามารถเข้าใจในรูปที่ 28 นาม 5 แล้วปฏิบัติจัดการรูปนาม รู้จักเหตุปัจจัยของรูปนาม ในทุกปัจจุบันธรรมที่เชื่อมโยงสัมผัสปรุงแต่งกันมีอายตนะ ถ้าหากปฏิบัติธรรมไม่มีอายตนะไม่เกิดการสัมผัสแล้วก็มีสะพานเชื่อมโยง สะพานเรียกว่าอายตนะ เชื่อมโยงระหว่างสองสิ่งที่เรียกว่าเทวะ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าต้องตีแตกแยกแยะ เมื่อเกิดผัสสะมีเวทนาแล้วจัดการกับเวทนาให้บริบูรณ์ ให้เป็นเวทนาที่เป็น เอกคตาธรรม เอกธรรมกับเอกคตาธรรม ต่างกัน เอกธรรมคือธรรมะที่ทรงไว้ในความเป็นหนึ่ง การนั่งหลับตาทำให้จิตเป็นเอกธรรม ไม่ได้ทำจิตให้เป็นเอกคตาธรรม มันมีอะไรเคลื่อนไม่เอา สะกดให้เป็นหนึ่งจนได้สำเร็จแข็งแรงตั้งมั่นเป็นหนึ่ง คุณก็ได้ผลแบบสมถะจิต กดเข้านิ่งเข้าหยุดๆๆ แล้วถึงจะมีปัญญาโผล่ขึ้นมาเป็นความรู้ ซึ่งความรู้ที่เกิดขึ้นมาในจุดที่นั่งสะกดจิตนั้นมีแต่สัญญามีแต่ความจำเก่าเกิดมาให้รู้คุณไม่มีของใหม่ไม่มีสิ่งที่จะสร้างสรรค์ใหม่ศึกษาใหม่ปรับปรุงใหม่เรียนรู้ใหม่ทำให้เกิดแบบใหม่มีอะไรใหม่ ที่ประกอบไปด้วยทุกอย่างที่สัมผัส ทั้งความเป็นสัตว์และความเป็นของ ในกิเลสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นกามคุณ 5 ในภายนอก ซึ่งเป็นของหยาบ โอฬาริกอัตตา ตั้งแต่กาม ที่หยาบจนถึงอบาย “มรรค มีองค์ 8"นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) ล.25 ข.30 ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย
ใน สาม กาละ อดีต ปัจจุบัน อนาคต อดีตก็ไม่จริง อนาคตก็ยิ่งไม่จริงใหญ่เลย อดีตนั้นเป็นคลังสมบัติคลังความจำของเรา มันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏแท้เป็นเรื่องที่ยืนยันกับใครๆได้ในปัจจุบัน การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าท่านเน้นมาถึงที่สุดที่ปัจจุบัน แล้วมันจริงที่สุดไม่ต้องไปวกวนซับซ้อนไม่ต้องไปซุกไว้ก่อน ไม่ มันเรียงลำดับ เสร็จแล้วเสร็จเลยๆ ไม่ต้องไปทบทวนอะไรมากมาย มันเสร็จแล้วมันจบในตัวมันเอง ทำความเข้าใจให้ดีๆธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ เวทนาเป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยเรา มันเป็นนามธรรม แต่ตอนนี้มันถูกรู้ ด้วยจิตด้วยปัญญาของเราเป็นตัวประธาน ตัวเวทนาเป็นตัวถูกรู้เป็นตัวกรรมเป็น object ตัวธาตุรู้ปัญญาของเราเป็นตัว Subject จริงๆแล้วเวทนาก็เป็นนามธรรม แต่ตอนนี้มันเป็นรูปธรรมเป็นผล มันเป็นสิริมหามายา คนที่รู้สภาวะแล้วไม่เมาในพยัญชนะ เดี๋ยวก็บอกว่าเวทนาเป็นนามธรรม แล้วก็บอกว่ามันเป็นรูป มันเป็นรูปได้อย่างไร ก็อย่างนี้ เข้าใจให้ได้ซะ ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็ตายซะ ตัวเวทนาคือกายชนิดหนึ่ง กายตัวนี้ตั้งแต่หยาบคือดินน้ำไฟลม เกี่ยวข้องสัมผัสจนกระทั่งเข้ามาถึงจิต จิตก็วิเคราะห์วิจัยเป็นเจตสิกต่างๆแยกออกมาได้เป็นเวทนาเจตสิก โดยใช้สัญญาเป็นตัวเอก เป็นตัวประธาน หยั่งรู้กำหนดรู้เรียนรู้กำหนดหมายให้ชัดเจน แล้วพร้อมกันนั้นก็มีวิตก วิจัย วิจาร วิจัยคือตัวกลาง วิตกคือเริ่มเกิด วิจารคือวิจัยอาการของตัวเกิด รวมเรียกสั้นๆว่าวิตกวิจาร ก็คือวิจัยนั่นแหละ 2 ตัววิตกวิจารเรียกว่าวิจัย เมื่อสัมผัสกันเกิดเวทนาเกิดความรู้สึก เกิดความรู้สึกขึ้นมาแล้วคุณไม่รู้ทันมันก็ปรุงแต่งเป็นสังขาร แล้วคุณก็เสพสังขารนั้นว่าเป็นความอร่อยเป็นความสุขเป็นความพอใจ อวิชชาคุณก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็นทั้งนั้น สั่งสมลงไปเป็นความโง่ สั่งสมลงไปในอวิชชา คุณก็เก็บสมบัติอวิชชาสมบัติโง่สมบัติที่บอกว่ามันอร่อยมันสุขมันดี แต่เมื่อคุณรู้ทันแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สมบัติ มันอาศัยกันเกิดชั่วคราวเท่านั้น แม้แต่มันอาศัยกันเกิด คุณคิดว่ามันเป็นสุข แต่แท้จริงว่ามันไม่ใช่มันเป็นทุกข์ จริงๆแล้วสุขมันผีหลอก ตัวจริงมันคือทุกข์ มันเป็นผีหลอกใส่หน้ากาก นี่ล่ะ คนถ้ารู้ทันว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไปไม่มีอะไรเลยในมหาจักรวาลนี้ แต่คุณไปถูกผีหลอกว่าสุขนะ ไปเกิดวิปริตว่า สุขเป็นทุกข์ วิปริตว่า มันไม่ได้เป็นสมบัติที่เที่ยง มันไม่เที่ยงแต่คุณก็ยึดว่ามันเที่ยง มันเกิดขึ้นมาใหม่คุณก็ปรุงแต่งขึ้นมาใหม่อีก แล้วไปหลงว่ามันคืออันเก่า ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ มันสัมผัสใหม่ในกาละ อธิบายกาละ เหมือนเราใช้ปลายเข็มปลายปากกา จึ๊ก ทีหนึ่งจะไปจึ๊กที่สองไม่ได้ ความจริงมี จึ๊กเดียว ปัจจุบันมีจึ๊กเดียว แม้คุณจะจึ๊กซ้ำที่เก่า คุณก็ย้ำในอดีตนะ แม่นที่เดิมเลยไม่มีใหม่ให้เห็นเลยที่เก่าที่เดิมเลยคุณก็ย้ำอยู่กับที่นะ ฉึกแรกคืออดีต แต่ฉึกนี้คือปัจจุบันมันไม่ใช่อันเดียวกัน มันเก่าตกอยู่ในสมัย แต่มันใหม่เสมอๆ มันเก่าอยู่ในสมัย แต่ทุกกรรมกิริยามันใหม่เสมอ อนาคตใหม่ นี่แหละคือตัวขี้หลอก ทันสมัยใหม่เสมอ มันจะเอาแฟชั่นใหม่มาหลอกอยู่ตลอดเวลา พวกที่บ้าแฟชั่นยังอีกนานไอ้หนูเอ้ย ที่จะเกิด ยังดักดาน แล้วหลงว่าใหม่เสมอ อนาคตใหม่แท้ๆมันคือเก่า เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดรู้จักใหม่รู้จักเก่า ไม่ยึดติดในความใหม่ไม่ยึดติดในความเก่าเอาปัจจุบันอย่างเดียว แล้วก็อยู่กับปัจจุบัน ที่นี้คุณจะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างเป็นสุขคุณต้องมีบารมี คนไม่มีบารมีคุณก็อยู่กับปัจจุบัน ไม่สุขหรอก
๐๖.๓๐ น. ประชุมสถาบัน + คกร. มีสมณะ ๗ รูป สิกขมาตุ ๒ รูป นำโดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร ๐๗.๐๐ น. สมณะ + พระ ๒๘ รูป สิกขมาตุ ๕ รูป นำโดย ภ.พอแล้ว บิณฑ์สายตรงศูนย์เข้าชุมชน ๐๙.๐๐ น. รายการก่อนฉัน เรื่อง “ ปฏิบัติธรรมไม่ถูก จึงไม่บรรลุผล ” โดย สมณะฟ้าไท สมชาติโก งานปลุกเสกฯ เป็นงานที่พวกเราบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุธรรม ถ้าเราทำ ๗ วัน วันที่ ๘ เลิกเลยก็เสื่อมเหมือนคนแต่งงานแล้วเลิกเลย หากเราไม่ยินดีก็ไม่ได้ประโยชน์ อย่างฟังธรรมพ่อครูเมื่อเช้ารู้เรื่องมั้ย ฟังพ่อครูหากไม่ปฏิบัติธรรมก็ฟังไม่รู้เรื่อง ในหนังสือธรรมพุทธสุดลึก มีสัปปายะ -อสัปปายะ ๗ สัปป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive