561206 ใช้ปัญญาและความกล้าหาญ อย่าเขลาขลาดจนเลือดนองแผ่นดินอีก pramote.docx

โฟลเดอร์_Data office Neo protest สำรอง mac
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

ใช้ปัญญาและความกล้าหาญ อย่าเขลาขลาดจนเลือดนองแผ่นดินอีก ปราโมทย์ นาครทรรพ

โอกาสนองเลือดมองข้ามหรือประมาทไม่ได้ ขณะนี้โอกาสนองเลือดมีมากกว่าไม่นองเลือด ทุกฝ่ายอย่าประมาท ตั้งแต่ ๖ ธันวาคม นี้เป็นต้นไป ฝ่ายรัฐบาลจะก่อเหตุให้นองเลือด โอกาสนองเลือดจะเกิดเพราะรัฐบาลมากกว่าผู้ชุมนุม ทั้งนี้เพราะรัฐบาลต้องการรักษาอำนาจ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ตกอยู่ใต้อิทธิพลของของคนนอกที่มีอำนาจเหนือพรรค เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นต้น ๑.รัฐบาลอาจใช้กำลังตำรวจโดยคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดขวางและไม่ฟังพระราชดำรัสที่ประเจ้าอยู่หัวทรงวางไว้เป็นหลัก “ขอให้ทางรัฐบาลอย่าได้ทำร้ายแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน เป็นอันขาด ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะโดนยั่วโทสะอย่างไร และถึงแม้การทำร้ายตำรวจ ทหารก่อนด้วยมีด ไม้หรือแม้ระเบิดขวด ก็ขออย่าได้ทำร้ายตอบ” และนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ยินพระราชดำรัสเมื่อวานนี้ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึง”ความเป็นปึกแผ่นในชาติ” และการ “ต่างบำเพ็ญกรณีกิจตามหน้าที่ให้สอดคล้องเกื้อกูลกันเพื่อประโยชน์ของชาติ” ๒. โดยการอ้างเหตุผลแวดล้อม ข้อมูล และสถานการณ์ใหม่ รัฐบาลอาจใช้กำลังทหารที่ขณะนี้วางเฉยไม่ยอมทำร้ายประชาชน ให้เข้ามาช่วย ตำรวจที่ระดมมาปราบ แต่แท้ที่จริงมาก่อจลาจลทำร้ายประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบสันติและปราศจากอาวุธสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓. รัฐบาลให้ท้ายมวลชนสีแดง และกองกำลังติดอาวุธไม่เปิดเผยสังกัด ที่พรรครัฐบาลอ้างว่าเป็นแก้วดวงที่ ๓ ของตน เช่น คนใส่เชิ้ตดำ ที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิต 4 คนและบาดเจ็บกว่าสองร้อยทีมหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือกรณีสี่แยกคอกวัวที่สังหารพลเอกร่มเกล้าเป็นต้น ๔. นอกจากนั้นรัฐบาลอาจให้ท้ายหรือหลับหูหลับตาปล่อยให้มือที่ ๓ เข้ามาปั่นป่วนทำร้ายเจ้าที่และผู้ช

อ่านต่อ

ุมนุมเพื่อเป็นเหตุให้ปะทะกันจนเกิดอนาธิปไตยและการนองเลือด ขบวนการประท้วงฝ่ายประชาชนอาจติดกับจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ เปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงและปราบปรามจนนองเลือดได้ ถึงแม้ทั่วโลกจะเห็นแล้วว่าไม่มีการลุกฮือขึ้นมาของประชาชนที่ไหนในประวัติศาสตร์จะยิ่งใหญ่ สวยงาม สงบสันติและบันเทิงทัดเทียมกับสิ่งที่เกิดในประเทศไทยหลายปีมานี้ และการยกระดับสูงขึ้นไปอีกในการคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมในเดือนพฤศจิกายนจนกระทั่งการขับไล่รัฐบาลมาถึงวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ แต่รัฐบาลยังดื้อแพ่งไร้ยางอายไม่ยอมรับความผิดใดๆของตนแม้กระทั่งการประกาศล้มล้างศาลอย่างเป็นทางการ ตั้งหน้าตั้งตาจะรักษาอำนาจ ทั้งๆที่การไร้ความชอบธรรมของตนเป็นที่รับรู้ไปทั่วโลกแล้ว เป็นไปได้ว่าความยาวนานและยากลำบากของการชุมนุมอาจสร้างความเหนื่อยล้าท้อถอยและเครียดขึ้นทั้งในบรรดาแกนนำและผู้ชุมนุมโดย เฉพาะ อย่างยิ่งผู้ที่มาจากต่างจังหวัด ความผิดพลาดและกระทบกระทั่งกันอาจเกิดขึ้นได้ง่ายเปิดโอกาสให้มีการยั่วยุ แทรกแซงและสวมรอยโดยมือปืนรับจ้างและอันธพาลของฝ่ายรัฐบาลเข้ามาก่อเหตุแล้วป้ายผิดให้ประชาชน จนมาตรฐานแห่งอารยะขัดขืนแบบอหิงสาที่กระทำได้อย่างสวยงามโดยตลอดอาจรักษาไว้ไม่ตลอด ณจุดใดจุดหนึ่ง การตัดสินใจผิด ดาวกระจายเข้าไปในจุดที่รัฐบาลวางกับตั้งไว้ก็ดี สงครามจิตวิทยาและสงครามข่าวจากทางรัฐบาลก็ดี อาจทำให้ฝ่ายชุมนุมกำลังตกจนกลายเป็นเหยื่อไปได้ง่ายๆ ต้องยอมรับว่า ภาวะผู้นำของนายสุเทพนั้นเยี่ยมยอดทำให้”สานต่อ”และระดมสรรพกำลังฝ่ายชุมนุมต่อต้านรัฐบาลให้ใหญ่โตได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ธรรมชาติของการลุกฮือแบบนี้ ย่อมจะหลีกเลี่ยงการคัดค้านบ่อนทำลายแก่งแย่งหรือแย่งชิงการนำกันระหว่างกลุ่มต่างๆมิได้หรือได้ยาก การรักษาสมดุลและสัดส่วนระหว่างมวลชนรักในหลวง มวลชนเกลียดทักษิณ มวลชนต้องการปฏิรูป ย่อมมิใช่เรื่องหมูๆเลย นายสุเทพจะต้องยกระดับทางจิตวิญญาณในการปฏิบัติหน้าที่ผู้นำ”มวลมหาประชาชน”ให้ข้ามพ้นความสงสัยที่ติดมากับคราบพรรคและนักการ เมือง เครือข่ายความสัมพันธ์และอิทธิพลของธุรกิจอภิสิทธิรวมทั้งกลุ่มทหารการเมืองที่ใกล้ชิดกับม.ร.ว.ปรีดิยาธรและพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และผบ.ทบ.คนปัจจุบัน ถึงเรื่องจะไม่เป็นความจริง แต่คนส่วนมากพากันเชื่อว่ามีสัญญาต่างตอบแทนกันซุกซ่อนอยู่ พลังของการปฏิวัติประชา ชนก็จะสะดุดหยุดลงในทันที และเมื่อนั้นการชุมนุมก็จะถูกบดขยี้โดยรัฐบาลซึ่งปิดปากและมัดมือกองทัพไว้ได้ กล่าวเช่นนี้แล้ว ผมขอให้ทุกฝ่ายยืนหยัดในความเป็นเอกภาพ สนับสนุนการนำของนายสุเทพ ยกระดับปริมาณและคุณภาพของการต่อสู้ขึ้นไปอีกจนประสบชัยชนะ เพราะโอกาสของประชาชนกับบ้านเมืองอย่างนี้จะไม่มีอีกแล้ว สาเหตุใหญ่อีกอย่างของการนองเลือดอาจเกิดจากศาลต่างๆรวมทั้งศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่กึ่งศาล เช่น ปปช. กกต. ล่าช้า ล้มเหลว จนตกเป็นข่าวร่ำลือว่าหวาดกลัวหรือตกอยู่ใต้อามิสทางการเมือง จนไม่ “ตระหนัก”และ “ตั้งใจประพฤติตัว ปฏิบัติงานให้สมฐานะและหน้าที่เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวม คือ ความมั่นคงปลอดภัยของชาติบ้านเมือง” ถ้าหากตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นไปบรรดาองค์กรที่กล่าวมานี้ยังอ้าง due processและเทคนิคทางกฎหมายต่างๆ วางเฉยและยื้อยุดฉุดความยุติธรรม ฟังพระราชดำรัสไม่ได้ยินเช่นเดียวกับรัฐบาล ผมในฐานะอดีตตุลาการรัฐธรรมนูญ(2518-2519) และนักเรียนวิชาการเมืองไทย (2495-ปัจจุบัน) จำต้องยกสรุปของดร.อมร จันทรสมบูรณ์ มาเป็นข้อสังเกตว่ามาตรฐานความรู้และความรับผิดชอบทางกฎหมายของท่านยังต่ำ และเพิ่มของผมเองเข้าไปว่าจริยธรรมความกล้าหาญและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ยังบกพร่อง นอกจากจะไม่สามารถระงับภัยพิบัติชัดแจ้งในปัจจุบันและการกระทำอันป่าเถื่อนนอกกฎหมายในขณะนี้ของผู้ใช้อำนาจรัฐ จนกระทั่งความมั่นคงปลอดภัยของชาติสั่นคลอนได้แล้ว ท่านจะต้องร่วมรับผิดชอบหากเกิดการนองเลือด การปฏิวัติรัฐประหาร และวงจรอุบาทว์ขึ้นมาอีก จบตอนที่ ๑

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน