420111 ทุกข์ปัญหาชีวิต ตอน หลักปฏิบัติอันไม่ผิด

โฟลเดอร์2542 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข25 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

420111 ทุกข์ปัญหาชีวิต ตอน หลักปฏิบัติอันไม่ผิด

ต่อจากนี้ไปเป็นรายการทุกปัญหาชีวิต

ดำเนินรายการโดยท่านจันทเศรษฐโถและพ่อท่านโพธิรักษ์ที่คลื่นเอฟเอ็มหนึ่งศูนย์สามขอเชิญท่านติดตามฟังได้

ณ

บัดนี้

ขอกราบนมัสการพ่อท่านสมณโพธิรักษ์สู่รายการทุกปัญหาชีวิตนะครับนมัสการครับ

อ่าเจริญธรรมทุกทุกคน

แล้วกระผมได้เกริ่นเมื่อสักครู่นี้ว่าอยากจะกราบนิมนต์พ่อท่านช่วยอธิบายอัปปณกปฏิปทาหรือหลักปฏิบัติที่ไม่ผิดสามประการ

เพราะว่ากระผมเองได้อ่านในพระไตรปิฎกแล้วนะครับพระไตรปิฎกเล่มที่สิบแปดนะในคำอธิบายของ

ถ้อยคำในพระไตรปิฎกนั้นยืนยันว่าถ้าใครก็ตามปฏิบัติทั้งสามข้อนี้ชื่อว่าปฏิบัติไม่ผิดนะครับพ่อท่านครับ

อ่า

ครับผมอยากจะนิมนต์พ่อท่านเลยนะครับ

ปฏิบัติไม่ผิดสามข้อนี้นะในพระไตรปิฎกเล่มสิบแปดฉันจะมีอย่างที่ท่านยืนยันก็อาจจะมีนะในนั้นด้วยเพราะมีอยู่ในหลายสูตรในเล่มที่ยี่สิบนะในข้อที่สี่ร้อยห้าสิบห้า

ก็มีอัปนคตธรรมนี้น่ะคือปฏิบัติไม่ผิดสามประการน่ะมีอินทรีย์สังวรน่ะคือการสำรวมอินทรีย์ทั้งหกแล้วก็มีโพชฌฺณมัฏยุตตา

การรู้จักประมาณในการกินการอยู่การกินการใช้ชาคริยานิโยคการมีความเพียรประกอบความเพียรทำให้เป็นผู้ตื่นอยู่ได้สมบูรณ์

สามหลักสามข้อนี่ถ้าใครปฏิบัติอยู่ในสามหลักสามข้อนี้แล้วรับรองว่าถึงนิพพานแน่นอนนะ

คราวก่อนนี้วันอังคารก่อนนี้เราได้พูดไปบ้างถึงเรื่องของการสำรวมอินทรีหรือสังวรอินทรีทั้งหก

อ่าก็ขอพูดซ้ำอีกสักนิดนึง

อินทรีย์ทั้งหกก็คือตาหูจมูกลิ้นกายใจตาหูจมูกลิ้นกายใจมันก็จะเปิดรู้จากรูปตารู้จากรูปหูรู้จากเสียงรับเสียงจมูกรับกลิ่นลิ้นก็รับรส

กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอะไรอย่างนี้เป็นต้น

อ่าทั้งใจก็ปรุงไปสารพัดคิดนึกดำรินู่นนี่อะไรต่ออะไรต่างต่างนานามีอารมณ์มีอะไรต่ออะไรได้มากมาย

นั่นก็เ

อ่านต่อ

รียกว่าทวารทั้งหกหรืออินทรีย์ทั้งหกอินทรีย์คือกำลัง

สภาพความเป็นใหญ่ในตัวเราเรียกว่าอินทรีย์เพราะงั้นในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างต่างพวกนี้แหละ

รูปร่างกลิ่นเสียงสัมผัสต่างต่างพวกนี้หรือตาหูจมูกลิ้นกายใจของของคนเนี่ยทิ้งไม่ออกหรอกจะต้องมีอันนี้อยู่จนกระทั่งเมื่อใดเมื่อใดยังเป็นผู้เป็นคนเกิดมาเป็นผู้ที่มีรูปร่างกายได้อาการสามสิบสองนี่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ตลอด

เพราะงั้นเราต้องเรียนรู้เท่าทันรูปเมื่อผสมปัตตาสัมผัสรูปแล้วมันมีอำนาจอันหนึ่งเรียกว่าอินทรีย์ความเป็นใหญ่ในตัวเราความเป็นใหญ่ในตัวของปุถุชนนี่ความเป็นใหญ่ในตัวของปุถุชนทุกคนนี่จะมีอำนาจอันหนึ่งเรียกว่าอำนาจกิเลสตัณหาอุปาทาน

อำนาจนี้นี่เป็นเป็นใหญ่จริงจริงนะ

ครับก็เปิดโอกาสให้พ่อท่านได้พักเสียงสักครู่นึง

ในระหว่างที่ผมเปิดโอกาสให้พ่อท่านได้พักเสียงสักครู่หนึ่งนี้

กระผมอยากจะขออนุญาตอ่าน

อัปปณกปฏิปทา

ซึ่งถือว่าเป็น

ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดนะโดยจะอ่านจากหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรมนะพระราชวรมุนีประยุทธ์ประยุทธ์โตประยุทธ์แล้วก็ประยุทธ์โต

จริงจริงก็คือท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกในปัจจุบันนี้

ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกได้อธิบายความหมายของอัปปณก

อัปปณกปฏิปทาจากพระไตรปิฎก

เล่มที่คงจะตรงกับที่พ่อท่านได้ว่ามาเมื่อสักครู่นี้เพราะว่าอัปนากรรมปฏิปทานี่พบในหลายแห่งเหลือเกินอะนะในพระไตรปิฎกเล่มที่ยี่สิบนะครับพ่อท่านครับในพระไตรปิฎกเล่มที่ยี่สิบด้วยอ่าข้อสี่ร้อยห้าสิบห้าครับข้อที่สี่ร้อยห้าสิบห้าตรงกันนะครับ

เอ่อมีข้อความว่าอัปปนากรปฏิบัติภัทราแปลว่าข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด

ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม

เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด

อืม

คือรับประกันได้ว่าถ้าใครปฏิบัติสามข้อนี้อยู่ในกรอบทั้งสามข้อนี้ไม่ผิดพลาดแน่นอน

ใช่ ข้อหนึ่งก็คืออินทรีสังวร

ท่านอธิบายว่าการสำรวมอินทรีย์คือระวังไม่ให้บาปอกุศลครอบงำใจเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้งหกแล้วอะ

ประการที่สองโพชะเนมตันยุตา

อ่าซึ่งวันก่อนได้ไปฟังที่อ่าโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์คน่ะมีพระรูปหนึ่งอะนะ

นะบอกว่าคนบางคนก็มีโภชนะมัตตันยุตานะแต่คนบางคนก็มีโภชนะยัดเต็มอัตราฮะฮะฮะนะก็ก็คนละอย่างกันนะก็โภชนะมัตตันยุตาก็คือความรู้จักประมาณในการบริโภค

คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุขไม่ใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมาอะ

แล้วก็ประการต่อไปข้อที่สามชาคริยานุโยคคือการหมั่นประกอบความตื่นไม่เห็นแก่นอนคือขยันหมั่นเพียรตื่นตัวอยู่เป็นนิจชำระจิตไม่ให้มีนิวรณ์พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติจิตให้ก้าวหน้าต่อไปอะ

ทบทวนอีกครั้งนึงมาจากพระระบีดกเล่มที่ยี่สิบข้อที่สี่ร้อยห้าสิบห้าหน้าหนึ่งร้อยสี่สิบสองอังคุตตรนิกายติกนิบาต

ขอกราบนิมนต์พ่อท่านนะครับคิดว่าคงจะช่วยอ่าช่วยพักเสียงพ่อท่านสักระยะหนึ่งเมื่อสักครู่นี้

อ้าวก็มาอธิบายกันต่อน่ะ

อ่าข้อที่ว่าสมมุติอินทรีย์เราพูดค้างกันอยู่เมื่อกี้นี้คือเราจะต้องรู้จัก

รู้จักตารู้จักรูปที่เราได้สัมผัสแล้วมันมาเกิดอินทรีย์มาเกิดพลังอันนึงอยู่ในจิตใจของเราเป็นพลังงาน

แล้วพลังงานอันนี้เกิดในจิตของเราเนี่ยมันเร็ว

มันไม่ได้เรียนรู้เนี่ยมันจะปรุงปุ๊บปั๊บปุ๊บปั๊บ

ถ้าเผื่อว่าเรามีกิเลสในใจ

มีอุปทานในใจ

ซึ่งเป็นรากเหง้าอยู่ในใจแล้ว

มันก็จะรีบมาเป็นบทบาทเลยปรุงจิตของเราเนี่ยปุ๊บให้มันเป็นกิเลสเป็นอ่าเป็นตัณหาเป็นความอยากได้อยากมีอยากเป็นถ้ามันชอบ

ถ้ามันไม่ชอบก็อยากเหมือนกันอยากผลักอยากทำลายอยากจะจัดการให้มันพ้นพ้นไปจากตัวเราอะไรงี้เป็นต้น

ซึ่งกิเลสพวกนี้แหละมันเป็นความเร็วของพลังงานในจิตที่จิตนี่แหละเป็นพลังงานที่เร็วมากเราจะต้องมาเรียนรู้ต้องสำรวมสำวอนมันแล้วก็ต้องเรียนรู้อ่านอย่างที่อาตมาได้อธิบายมาเสมอเสมอว่าเราจะต้องพยายามฝึกตัวเอง

นะฮะอ่านเข้าไปที่อารมณ์จิตของเราแล้วก็วิจัยมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์พระพุทธเจ้าจะใช้คำว่างั้นนะมีธรรมวิจัยวิจัยอาการอย่างงั้นแหละ

แยกมันออกว่าอะไรเป็นอาการอกุศล

อาการกิเลส

ลักษณะอย่างนี้กิเลสลักษณะอย่างนี้มัน

มันเป็นเรื่องของการอยากใคร่เกินเหตุเกินการมันไม่เข้าเรื่องเข้าราวอะไรเงี้ย

มันไปอยากสิ่งที่มันไม่น่าอยากอ่าอยากไปทำในสิ่งที่ทุจริตอยากไปทำในสิ่งที่มันไม่ดีไม่งามซึ่งคนเราพอมีปฏิภาณรู้อยู่ว่าอย่างนี้ไม่ดีไม่งามอ่าอย่างนี้มันไม่เหมาะสมอย่างนี้ควรเลิกควรละรู้อยู่เพราะถ้าเผื่อว่าเรารู้อย่างนั้นเราก็ฝึกล่ะฝึกเพื่อที่จะลด

น่ารถให้จิตนี่มันลดอาการอยากลดอาการที่มันจะต้องไปปรุงไปแต่งไปมีอะไรไปประสบรูปประสบเสียงประสบ

กลิ่นผสมรสทางลิ้นแม้แต่จะกินอาหารอร่อยเนี่ยเดี๋ยวจะเข้าในบทโพชฌงค์มตัญญุตากินอาหารอร่อยนี่สำรวมในการกินอาหารในการบริโภค

อุปโภคบริโภคอะไรเนี่ยเดี๋ยวนี้เรียกว่าบริโภคนิยมอะไรเนี่ยโอ้โห

นะเนี่ยทั้งหมดเลยนี่โพชฌฺญเนมตัญญุตานี่

ถ้าสำรวมสำวรในเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะเรื่องอาหารนี่เป็นเรื่องยอดเลยปฏิบัติธรรมในเรื่องอาหาร

รู้จักมาประมาณอาหารรู้จักมาการรู้จักอย่าไปหลงในรสในกลิ่นในอร่อยอะไรต่างต่างนานาเดี๋ยวเข้าไปในบริโภคหรือว่าโพชฌฺณมัฏยุตตาจะได้อขยายความนี้ชัดเพราะตอนนี้ก่อนอื่นรู้ซะก่อน

ตาหูจมูกลิ้นกายใจเนี่ยเป็นทวารที่จะรับสัมผัสต่ออะไรทั้งหมดในโลกเมื่อรับมาแล้วแล้วเราก็มาปรุงแล้วเราก็มามีกิเลสเข้าไปร่วมสังเคราะห์อยู่ตลอดเวลาอันนั้นแหละเป็นฐานที่จะต้องเรียนรู้ของศาสนาพุทธโดยตรงเมื่อวิจัยออกท่านเรียกว่าติรณปริญญา

สามารถที่จะรู้โดยการวิจัยแยกแยะออกแบ่งออกได้ว่าอันนี้คืออารมณ์กิเลสอันนี้คืออารมณ์จิตที่ดีแล้วเราก็ดับหรือล้างหรือลดหรือฆ่าอารมณ์ที่ไม่ดีหรือส่วนที่มันเป็นส่วนของจิตหรือเจตสิกที่ไม่ดีนั้นออกไปเสียหรือให้มัน

หายไปโดยปัญญาญาณที่รู้เท่าทันอย่างมีปัญญาอย่างมีความเข้าใจด้วยเหตุด้วยผลด้วยหลักของความจริงด้วยทิศทางของความเจริญที่เรารู้ว่าอะถ้าจะเปิดรถละอย่างนี้อย่างนี้มันจะไปสู่นิพพานไปสู่วิมุตติไปสู่ความประเสริฐสูงสุดอะไรเราก็

ต้องเข้าใจแล้วก็ทำฝึกไม่ใช่ว่ารู้แต่ภาษาแล้วไม่ฝึกฝึกจริงจริงเราก็จะลดได้นี่เป็นข้อที่หนึ่งนะอาตมาขยายความวนไปวนมาอยู่ในรูปตาหูจมูกลิ้นกายใจนี้เท่าไหร่เท่าไหร่ก็ได้เพราะมันเป็นฐานปฏิบัติที่แท้จริงสองโพชฌงค์เนมมัฏยุตตา

เราจะต้องรู้จักการควบคุมประมาณจัดแจงในเรื่องของการรับบริโภคอุปโภคอะไรต่างต่างนานาซึ่งชีวิตเราก็จะต้องมีอุปโภคบริโภคเครื่องกินเครื่องใช้จะต้องกินต้องใช้เพราะฉะนั้นจะกินอะไรก็ตามจะใช้อะไรก็ตามบริโภคมันไม่ได้หมายความว่ามีแต่เครื่องกินเท่านั้น

แต่เอาละพูดแต่เครื่องกินก็ได้ก่อนจะเข้าใจง่ายขึ้นเรากินอาหารเรารู้จักอาหารทุกวันนี้นี่อาหารมันหลอกมันล่อที่ไหนไหนไหนไหนเดี๋ยวนี้ร้านอาหารปรุงแต่งหลอกล่อเราสารพัดสารเพ

ถึงขนาดเวลาจะกินนี่อย่าว่าหาว่าลามกอาตมาก็ไม่เคยไปเห็นของจริงหรอกดูแต่ในภาพในข่าวที่เขาถ่ายมาในหนังสือพิมพ์ก็หลายหลายคนก็คงจะเห็นมีร้านอาหารเปิดให้ขายอาหารด้วยวิธีปรุงขนาดถึงให้ผู้หญิงเปลือยกายนะนอนอยู่บนโต๊ะ

แล้วก็เอาอาหารต่างต่างไปวางบนร่างกายที่แบหลาเปิดโป๊เปลือยเต็มเต็มเนี่ยไปวางอยู่บนร่างกายของผู้หญิงเนี่ยเสร็จแล้วคนก็ไปตักออกมาไปจิ้มออกมาจิ้มอาหารออกมาจากร่างกายของผู้หญิงน่ะมากินมากินมันทำกันถึงขนาดนี้อะ

น่ะไม่รู้ว่ามันจะวิเศษวิเศษโสหรือว่ามันจะอร่อยอะไรอาตมาว่ามันจะอาเจียนมากน่าจะอาเจียนมากกว่านะแต่เขาก็ทำกันได้ถึงขนาดนั้นซึ่งอารมณ์ของคนที่เป็นโน้มน้อมนิยมชมชื่นหรือว่าไปชอบในสิ่งที่มันไม่น่าจะไปชอบได้เลยนะก็ไม่รู้สิ

มันเอ่ออาหารไปวางอยู่ในจุดไหนจุดไหนที่มันโอ้บางคนอาจจะมีความเอ่อวิถานขนาดไหนว่าโอ้ยิ่งวางในจุดตรงนี้ตรงนี้ตรงนี้ตรงนี้นั่นแหละไม่อาหารนี้มันยิ่งมันน่ากินอะไรก็เป็นได้นะนี่คืออารมณ์ปรุง

อารมณ์ที่ไปถูกอุปทานไปยึดไปติดไปเชื่อไม่เข้าเรื่องไปมีแนวคิดที่ไม่เข้าท่าอย่างงี้เป็นต้นอ่าเนี่ยเป็นเรื่องของกิเลสแท้แท้เรื่องของความถูกหลอกถูกหลงแล้วก็ยึดติดไปแล้วดูจริงจังนะอร่อยจริงจริงด้วย

โอ้โหเพลิดเพลินแหมวิเศษวิเศษโสเสียเงินเสียทองแพงด้วยนะก็เอาอ่าก็ไปกินอย่างงั้นพุธโธเวรจริงจริงนะนี่ก็อธิบายให้ฟังชัดชัดจัดจัดจ้านจ้านว่ามันเป็นไปได้ถึงป่านนี้อาตมาคงไม่ไม่ยอมไปทำไม่ยอมไปเสียเงินเสียทองให้ฟรีก็ไม่ไปทำละไม่เข้าท่าอะไรนะ

ที่นี้ไม่ถึงขนาดนั้นก็ตาม

ทุกวันนี้เรากินกันนี่เขาหลอกเขาล่อปรุงแต่งนี่ไม่ว่าภัตตาคารโน่นนี่ร้านอาหารโน่นนี่โฆษณากันแบบนั้นแบบนี้อะไรต่างต่างปรุงแต่ง

นี่เลยคือลักษณะที่มันเปลืองเวลาเปลืองแรงงานแล้วเราก็

ไม่รู้อะไรว่าเรากินเท่านั้นเท่านั้นเราก็คือเอาธาตุสารอาหารที่จะมีอยู่ในอาหารนั้นเข้าไปในร่างกายให้มันสังเคราะห์ในร่างกายปรุงแต่งมากมากมันก็มีพิษมลพิษข้างเคียงเข้าไปเสริมเข้าไปเติมปรุงอย่างนู้นใส่อันนู้นผสมอันนี้อันนู้นอันนี้มีมลพิษข้างเคียง

มีสิ่งที่เป็นสารข้างเคียงหรือมีสิ่งที่เป็นอะไรข้างเคียงเข้าไปอีกเยอะเหมือนกันเราก็ไม่รู้เท่าทันกันเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่เรียนรู้อ่าไปหลงติดแต่รูปลดกลิ่นเสียงอ่าไม่มีเสียงอาหารนี้ไม่มีเสียงนะอาหารนี้จะมีรูปชวนกิน

รสชวนกินกลิ่นชวนกินสัมผัสน่ะกรอบมั่งนิ่มมั่งอะไรชวนกินน่ะมีลักษณะสัมผัสสี่น่ะรูป

อ่ารสกลิ่นสัมผัสแต่ไม่มีเสียงเพราะฉะนั้นในร้านขายอาหารเขาจึงทำให้มันครบ

เอาดนตรีไปเล่นประกอบเข้าไปอีกเลย

นี่ล่ะมากินอาหารกินข้าวเคล้าเสียงเพลงว่างั้นนะ

ให้มันครบกามคุณห้าเลย

รูปรสกลิ่นแล้วก็แถมเสียงดนตรีทั้งทั้งที่ไม่เกี่ยวกับอาหารเลยนะ

รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสให้มันครบกามคุณห้า

หลอกกันไปหลอกกันมาก็ไปจ่ายสตางค์แพงแพงกินพวกนี้แหละไม่สังวรระวังถ้านักปฏิบัติธรรมแล้วจริงจะไม่ไปหลงเสียเงินเสียทองเสียในเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสพวกนี้โดยเฉพาะตั้งแต่เอาดนตรีมาประกอบซึ่งไม่ใช่เรื่องอาหารเลย

ไม่เป็นต้องไปกินข้าวในสิ่งที่ที่มีดนตรีแล้วก็เสียเงินเพิ่มไม่เอาหรือแม้แต่รูปรถ

กลิ่นสัมผัสนะรูปรูปรสกลิ่นสัมผัสเนี่ยเราก็ต้องมาเรียนรู้ว่าไอ้รูปอย่างนี้มันหลอกเรานะแหมต้องแต่งมาอย่างงี้ไม่เห็นจะต้องแต่งไม่ต้องเห็นต้องทำรูปอย่างงี้เลยถ้าอันนั้นมันเป็นสารหรือมันเป็นธาตุหรือมันเป็นอาหารที่เราจะกินเข้าไปได้ธาตุที่ดี

ที่สังเคราะห์ร่างกายครบหมู่อาหารในร่างกายต้องการตามวิทยาศาสตร์หรือโภชนาการท่านว่าไว้ตรงตรงตรงแล้วเราก็ได้จะไปปรุงรูปมายังไงเอาเข้าปากเคี้ยวเคี้ยวเคี้ยวเคี้ยวแล้วลองคายออกมาดูสิมันเหมือนกันหมดน่ะปนปนอยู่ในนั้นหมดน่ะอย่างนี้เป็นต้นศึกษาฝึกฝนปฏิบัติลองดูสิ

หัดกินอาหารเนี่ยอย่าไปติดอย่างนั้นมากนักเอามาเคี้ยวเคี้ยวเคี้ยวเคี้ยวเคี้ยวแล้วก็คายออกมาออกมาดูแล้วก็เอาเข้าปากใหม่แล้วก็เคี้ยวกลืนถ้าท่านคายออกมาที่มันไม่ได้สกปรกอะไรนะคายออกมาใส่มือตัวเองหรือคายออกมาใส่ช้อนตัวเองแล้วก็เอาเข้าปากอย่างเก่านี่แหละลองฝึกปรือดูเราจะรู้ว่าเรากินอาหารเพื่อเอาธาตุ

กินอาหารเพื่อเอาสาระไม่ใช่กินอาหารเพื่อที่จะเอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นตัวนำชี้

เป็นตัวจูงดึงจูงจมูกเราโอ๊ยถ้ารูปไม่ดีเราก็ไม่กินถ้ารถไม่ดีก็ไม่กินกลิ่นไม่ดีก็ไม่กินมาสัมผัสแตะต้องดูแล้วไม่เข้าท่าไม่ถูกปากก็ไม่กินอะไรก็แล้วแต่

มันก็เป็นธาตุของอาหารหัดปฏิบัติธรรมด้วยการลดลดรูปกลิ่นสัมผัส

ก็อะไรของอาหารนี่ดูเราจะเรียนรู้กิเลสแล้วก็พยายามอ่านอย่างที่อาตมาว่ามุทุภูเตกามมณีเยทิเดอะอเนชะปะเตทำฌานฝึกฌานโดยการปฏิบัติในการลืมตาสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสพวกนี้แหละ

แล้วเราจะลดละจางคลายได้นี่คือโพชฌงค์มัฏยุตาจะเป็นการเครื่องใช้เครื่องอุปโภคบริโภคอื่นอื่นเอาล่ะไม่ขอขยายความขยายแต่อาหารนี้ก็แล้วกันอะขยายไปได้อีกก็ในลักษณะคล้ายกันส่วนชาคริยานุโยคะนั้นอนุโยคะก็คือความเพียรพากเพียรปฏิบัติให้เป็นผู้ตื่น

ตื่นอะไรเอาตั้งแต่ตื่นนอนนอนนอนตื่นตื่นเนี่ยเอาคนที่ติดหลับหลับไหลไหลเอาแต่นอนเอาแต่ชอบหลับชอบนอนเนี่ยมันก็แย่เต็มทีแล้วล่ะคนจริงจริงแล้วลักษณะของคนเนี่ยมันมีเวลาตื่นมากกว่าเวลาหลับ

เวลาหลับจริงจริงน่ะมันมันไม่ยี่สิบสี่ชั่วโมงนี่คนเขาไม่หลับสิบสองแล้วตื่นสิบสองหรอกนะไม่ใช่แบ่งครึ่งกันหรอก

ถ้าคนไหนนอนตั้งวันนึงสิบสองชั่วโมงแล้วก็มีเวลาตื่นอยู่แค่สิบสองชั่วโมงอาตมาว่าเศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้นี่ตายแน่แน่ไม่พอกินหรอกนะ

มันมันคนเราธรรมดาธรรมชาติมันก็ตื่นสัตว์ไหนไหนก็เหมือนกันมันก็ตื่นมากกว่าหลับน่ะมันไม่ใช่ไปหลับมากกว่าตื่นน่ะ

เพราะงั้นเราจะต้องดูเราจะไปติดรส

มันเป็นรสอร่อยมากนะ

นอนหลับเนี่ยโอ้โหติดหน้าดูเลย

ธีนะมิททะหรือว่าง่วงเหงาหาวนอนหลับไหลเนี่ย

มันเป็นรสเป็นชาติมากมายจริงจริง

ต้องเรียนรู้นี่หนึ่งนะ

อันนี้ก็เป็นการตื่นชนิดที่เรียกว่า

เอาลูกดื้อเลยตื่นคือจากหลับจากจากหลับแล้วก็มาตื่นจากนอนหลับไปติดรถหลับนี่มาตื่นนี่ต้องพากเพียรละออกมาจากการติดการหลับการนอนซะให้มันมีเวลาที่มาอ่าอยู่ในความตื่นให้มากมากแล้วก็ตื่นก็คือแจ่มใส

อารมณ์โปร่งอารมณ์ไม่ใช่ลีลีทีนี้มีทั้งง่วงง่วงงุนงุนหาวหาวเอ่อซึมซึมเซื่องเซื่องไม่ใช่ตื่นให้มีจิตให้มีสติเต็มมี

ลักษณะของอาการจิตเนี่ยทำงานเต็มสภาพคล่องแคล่วกระปรี้กระเปร่าโปร่งพร้อมไม่ใช่ว่าเป็นอะไรซึมซึมเป็นอะไรง่วงง่วงเป็นอะไรหรี่หรี่อยู่หรี่นิดนึงก็เรียกว่าธีนมิธะถ้าหรี่มากก็ยิ่งธีนมิธะถ้ายิ่งหลับไปเลยก็ธีนมิธะนี่ควบคุมอารมณ์เวลาเราอยู่ไม่ใช่เรานอน

จะต้องควบคุมพวกนี้ให้ตื่นอยู่เสมอนี้ด้วย

ทีนี้คำว่าตื่นที่สูงสุดก็คือตื่นรู้ให้ชัดแจ้งว่าโลกีนี่คืออะไร

คนที่ยังหลับไหลเป็นทาสของโลกียะอยู่โลกธรรมแปดนี้ก็ตามรูปอ่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุขพวกนี้นะเราก็เป็นทุกข์เป็นสุขอยู่ก็ได้เสื่อมลาภก็ทุกข์ได้ลาภมาก็สุขอ่าได้ยศมาก็สุขได้เสื่อมยศมาก็ทุกข์อะไรพวกนี้ถูกนินทาก็ทุกข์ได้สรรเสริญก็สุข

ได้โลกีย์

เอ่อ เอ่อ

โลกีย์สุขจากกามจากสมในอัตตามานะก็สุขถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้เสพตามที่ต้องการในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างต่างเป็นกามคุณห้าอะก็ดีหรือตามอัตตามานะถ้าอยากได้อย่างนี้อยากเป็นอย่างนี้อยากมีอย่างนี้ไม่ได้ดั่งใจเราเราก็ทุกข์ก็ร้อนอะไรงี้เป็นต้น

เราต้องมาเรียนรู้พวกนี้หมดเลย

ตื่นจากการเป็นทาสโลกีย์เสียทีเถิด

โลกีมันครอบงำเรา

นะ

ลาภยศสรรเสริญโลกีย์สุขนี่มันครอบงำบุคคลให้เป็นทาสมานานแสนนานแล้ว

ตื่นเถิดชาว

มนุษย์ชาวมนุษย์ตื่นจากความเป็นทาสโลกธรรมนี้ให้ได้ปรับปรุงตนเองอย่าเป็นทาสเรียนรู้อย่างสูงจนสามารถหลุดพ้นจากความเป็นทาสลาภยศสรรเสริญโลกียสุขหลุดพ้นอย่างคนตื่นคนเต็ม

ตื่นเป็นโลกุตตระบุคคลไม่เป็นธาตุโลกิยะไม่เป็นธาตุโลกธรรมได้อย่างแท้จริงอันนี้เป็นการตื่น

ปฏิบัติประพฤติวิธีการปฏิบัติประพฤติก็ลึกซึ้งอยู่ก็คงอธิบายรายละเอียดตรงนั้นไปไม่ไหวในขณะนี้นี่เป็นชาคริยานุโยคะรวมถ้าจริงจริงแล้วก็คือรวมตื่นจากแม้แต่สำรวมอินทรีย์วิธีการ

ปฏิบัติเพื่อให้เป็นความตื่นสูงสุดอันที่อธิบายอันหลังนี้ก็คือ

แม้สำรวมอินทรีย์บรรลุมรรคผล

แม้แต่โพชฌงค์มัฏยุตตาบรรลุมรรคผล

นั่นก็คือการตื่นจากการเป็นทาสทั้งหลายแหล่มาได้

นี่คืออัปนธรรม

ครับครับผมเอ่อขอกราบนิมนต์พ่อท่านดื่มน้ำบำรุงคอสักนิดหนึ่งนะครับเพราะรู้สึกว่า

คอยังไม่ค่อยตื่นอะนะฮะ

ยังไม่ค่อยตื่น

อายุมันมากขึ้นอายุมันยาวขึ้นมันก็เป็นบ้างนะเพราะว่าสรีระมันเสื่อมไปบ้างก็ไม่เหมือนหนุ่มหนุ่มหรอกก็เอาละพอเป็นไปได้แต่ก็ยังแข็งแรงดีอยู่แต่มันมันไม่มีอะไรเปลี่ยนคอไม่มีอะไรเปลี่ยนใช้มันมามาก

ครับขณะนี้พ่อท่านกำลังฉันยาแล้วก็

แล้วก็ดื่มน้ำประกอบ

อ่าขอโทษ

อ่าก็เอาวิตามินนะ ฮ่าฮ่า

ครับ

ขอขอกราบนิมนต์ครับตามสบายครับ

และท่านที่กำลังฟังรายการทุกปัญหาชีวิตอยู่ในขณะนี้

นะขอได้โปรด

นะโทรศัพท์เข้ามาสู่รายการที่เจ็ดสามสามห้าสองแปดศูนย์ถึงหนึ่ง

เจ็ดสามสามห้าสองแปดศูนย์ถึงหนึ่งเพื่อที่ว่าเราจะได้มีส่วนฝากคำถามเข้ามาสู่รายการทุกปัญหาชีวิต

เพื่อที่ว่าจะได้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันสืบไปอะนะ

เจ็ดสามสามห้าสองแปดศูนย์ถึงหนึ่งในรายการทุกปัญหาชีวิต

อัปปณกปฏิปทาหรือหลักปฏิบัติที่ไม่ผิดสามประการเท่าที่ได้ฟังมาเมื่อสักครู่นี้

อินทรีย์สังวรหรือสำรวมอินทรีย์นั้นก็คือการควบคุมตาหูจมูกลิ้นกายใจเมื่อไปกระทบกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสและทำอารมณ์อะ

ไม่ได้หมายความแต่เพียงแค่ว่าไม่ดูไม่รู้ไม่เห็นเนี่ยนะได้อ่านหนังสือสมเด็จพระอ่าสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชซึ่งอ่าท่านได้อ่าบันทึก

อ่ามีพระนิพนธ์ถึงการวางอุเบกขาหรือการปฏิบัติของลัทธินอกศาสนาลัทธินึง

ก็คือว่าลัทธินอกศาสนาลัทธินั้นมีการวางอุเบกขาโดยการไม่มองไม่ดูไม่ใส่ใจไม่สนใจไม่เรียนรู้อะไรเลยอะนะปรากฏว่ามีผู้นำ

อ่าข้อปฏิบัติของลัทธิดังกล่าวนี้มาถามพระพุทธเจ้าว่าการปฏิบัติแบบลัทธินี้ถูกต้องหรือไม่

ในพระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชนั้นได้มีพระนิพนธ์ว่าจริงจริงแล้วถ้าการปฏิบัติแบบนั้นถูกต้องเนี่ยนะคนตาบอดคนหูหนวกก็น่าที่จะเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้องแน่แท้เลยทีเดียวอะเพราะว่าตาบอดก็ไม่เห็นอยู่แล้วอะหูหนวกก็ไม่ได้ยินอยู่แล้วอะ

ก็สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชก็มีพระนิพนธ์ว่าจริงจริงแล้วการปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่หมายความว่าไม่มองไม่ดูไม่รู้ไม่เห็น

ยังคงจะต้องมองดูรู้เห็นน่ะนะเป็นปกติธรรมดาน่ะสำรวมอินทรีย์หรือการปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นมองดูรู้เห็นเป็นปกติธรรมดาแต่ทว่า

จิตใจของเรานั้นน่ะจะต้องถูกควบคุมอะนะให้อยู่ในกรอบหรืออยู่ในขอบเขตที่เป็นกุศลให้ได้อยู่เสมอเสมอน่ะอุเบกขาอย่างถูกวิธีหรืออุเบกขาในแนวพุทธนั้นสมเด็จพระญาณสังวรท่านก็ได้อธิบายไว้ละเอียด

อ่านศึกษาน่าเรียนรู้ตามที่เราได้นำหนังสือมาเผยแพร่ในรายการทุกปัญหาชีวิตแล้วอะพอดีได้ฟังพ่อท่านโพธิรักษ์อธิบายเมื่อสักครู่นี้ก็รู้สึกว่าสอดคล้องต้องกัน

คือเป็นคำอธิบายว่าไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องปิดตาปิดหูซึ่งถ้าปิดตาปิดหูนั้นก็ไม่แตกต่างอะไรกับคนตาบอดหูหนวกดังที่ได้กล่าวมาก็เข้าใจว่าคนคนนั้นก็เป็นคนที่ปฏิบัติธรรมได้อย่างดีกว่าคนตาดีเป็นแน่แท้

มีการสำรวมอินทรีย์ได้ดีกว่าคนตาดีเป็นแน่แท้ตรงนี้พ่อท่านมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ

อ่าก็จริงตามที่พูดมานั้นถูกต้องนะทุกวันนี้เข้าใจผิดกันไปเลยเถิดไปไกลมากเลยว่าการปฏิบัติธรรมนั้นต้องปิดทวารเก้าหรือว่าเป็นผู้ที่ไม่รับรู้

การไม่รับรู้ดื้อดื้อนั้นไม่ใช่ทิศทางของการปฏิบัติของพระพุทธเจ้ามรรคองค์แปดของพระพุทธเจ้านั้นเปิดทวารและก็รับรู้กรรมกิริยาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการคิดการพูด

การกระทำการงานการกระทำอะไรต่างต่างยินดีหมดทุกอย่างไปจนกระทั่งถึงประกอบอาชีพต้องรู้เท่าทันรู้ถึงจิตใจที่เราไปร่วมกับ

กรรมต่างต่างการกระทำต่างต่างตั้งแต่กรรมทางมโนกรรมทางวาจากรรมทางกายและกรรมทางกิจการการงานอันเกี่ยวข้องกับสังคมต่างต่างทั้งหมดจนกระทั่งสามารถรู้จิตเจตสิกของเราลงไป

รู้จนกระทั่งถึงอุเบกขาเจตสิก

หรือถึงเวทนาที่เป็นอุเบกขาเวทนา

รู้เวทนาในเวทนา

การเรียนรู้จนกระทั่งอ่านกายอ่านเวทนาอ่านจิตอ่านธรรมะไม่ว่าธรรมะต่างต่างที่จะแจกออกไปเป็นนิวรณ์ห้าไปเป็นอ่าอายตนะหกหรือว่าจะไปเป็น

อ่า

นิวรณ์ห้า

อ่า

อ่า อุปทานขันธ์ห้า

อ่า อายตนะหก โพชฌงค์เจ็ด

เดี๋ยวผมขออนุญาตต่อได้ไหมครับพระอาจารย์ครับ

อ่า

อริยสัจสี่นี่คือธรรมในธรรมแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันต่อก็แล้วกันนะ

ครับ ขอบคุณครับ

ท่านทั้งหลายขณะนี้เราอยู่เป็นเพื่อนทางจิตเป็นมิตรทางใจกับทุกท่านเรามีประเด็นที่พูดคุยค้างกันไว้กับพ่อท่านสมณโพธิรักษ์เกี่ยวกับเรื่อง

เกี่ยวกับเรื่องอัปนาการปฏิปทาแล้วก็เรื่องอื่นตามสมควรที่พ่อท่านต้องการจะเพิ่มเติมก่อนที่เราจะเข้าสู่ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องในจดหมายแล้วก็โทรศัพท์ที่ฝากเข้ามาหลายรายทีเดียวอะส่งมาที่เจ็ดสามสามห้าสองแปดศูนย์ถึงแปดหนึ่ง

เจ็ดสามสามห้าสองแปดศูนย์ถึงแปดหนึ่งหลายคนไม่ว่าจะเป็นคุณพยุทธาระคุณมาลัยคุณสิทธิชัยคุณนิจรี

นะนี่กำกับโดยเฉพาะเลยทีเดียวว่าเนี่ยของพ่อท่านเนี่ยนะฮะเข้ามาสู่รายการบางฉบับก็ยังไม่ได้เปิดก็จะขออนุญาตเปิดในช่วงนี้โดยให้พ่อท่านได้กล่าวถ้อยคำที่ค้างไว้ให้แล้วเสร็จเลยทีเดียว

ในระหว่างนี้ถ้าใครจะโทรศัพท์เข้ามาขอเรียนว่าเจ็ดสามสามห้าสองแปดศูนย์ถึงแปดหนึ่งเดิมทีที่เราเน้นเจ็ดสามสามห้าห้าห้าศูนย์ถึงสี่นั้นเกิดปัญหาขึ้นมามากเลยทีเดียวคือผู้ฟังรายการของเรากดไปที่เจ็ดสามสามห้าห้าศูนย์สี่

อ่าบางครั้งบางรายการที่จัดอยู่เข้าไปประมาณสิบสายสุภาพสตรีที่อยู่หมู่บ้านสินธนาได้โทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบว่ารับโทรศัพท์รายการทั้งวันเลยทีเดียวนะ

อะรู้สึกมีปัญหาอยู่พอสมควรเนี่ยก็เลยพยายามจะช่วยเหลือท่านผู้นั้นไม่ให้รับภาระหนักหนาสากรรณจนเกินไปนักเอาเป็นว่าในระหว่างนี้ให้โทรศัพท์เข้ามาที่เจ็ดสามสามห้าสองแปดศูนย์ถึงแปดหนึ่งก็แล้วกันส่วนเจ็ดสามสามห้าห้าห้าศูนย์ถึงสี่นั้นขอเป็นโทรศัพท์นอกรายการ

ขอกราบนิมนต์พ่อท่านสมณโพธิรักษ์กล่าวเพิ่มเติมจากที่พ่อท่านต้องการจะกล่าวให้จบเลยนะครับนิมนต์ครับ

ก็น่าจะกล่าวเอาสักสักแค่นั้นก็แล้วกันน่าจะตอบปัญหา

ตอบปัญหาได้นะครับ

อ่าเพราะว่าเมื่อกี้นี้อัปปนากธรรมสามก็ได้อธิบายไปพอสมควรแล้วล่ะ

ครับผม

ถึงจากพระยานุโคคะก็ได้อธิบายไปแล้ว

ครับถ้าเช่นนั้นกระผมขออนุญาตนำปัญหาที่โทรศัพท์เข้ามาเพื่อที่ผู้ฟังรายการของเราที่รอฟังอยู่ก็จะได้รับทราบคำตอบนะครับคุณมาลัยโทรศัพท์เข้ามาที่เจ็ดสามสามห้าสองแปดศูนย์ถึงแปดหนึ่ง

ฝากข้อความมาบอกว่าปกติคุณมาลัยเนี่ยเป็นคนชอบขี้บ่นนะครับพ่อท่านครับ

ฮ่าฮ่า

ซึ่งปกติก็เป็นตามธรรมดาของผู้หญิงโดยทั่วไป

อ่า

ไปทั่วไปบางทีบางคนเขาก็ไม่เป็นขี้บ่นเท่าไหร่หรอก

ครับครับ

อ่าเป็นคนชอบขี้บ่นแล้วก็จู้จี้สามีชอบไปกินเหล้าเที่ยว

พอเขากลับมาก็บ่นก็ว่าเขาอะจะปรับตัวปรับใจอย่างไรดีขอให้ท่านอ่าช่วยแนะนำพร่ำสอนในเรื่องนี้ด้วย

แสดงว่าเธอเองก็รู้ว่าความขี้บ่นจู้จี้เนี่ยไม่ดีอะนะแน่นอนสามีไปกินเหล้าไม่ดีอยู่แล้วอะแต่ความจู้จี้ขี้บ่นของเธอเนี่ยก็ไม่ดีถามว่าจะปรับตัวปรับใจอย่างไรดี

ก็รู้รู้อยู่แล้วไงว่าเราขี้จู้จี้ขี้บ่นขี้ว่าอะไรเนี่ย

เราก็หัดสำรวมสังวรปากคอมั่งสิ

การสำรวมตนเองควบคุมกายวาจาใจ

อ่าควบคุมตัวเราเองให้พอเหมาะพอดีกายกรรมอย่างนี้มันดูหยาบไปกายกรรมอย่างนี้มันดูกระด้างไปกายกรรมอย่างนี้ไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้อะไรเราก็รู้ให้ชัดแล้วเราก็สำรวมสำวอนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

วาจาก็เหมือนกันก็รู้อยู่ว่าขี้บ่นมันไม่ดีมันเกิดภาวะที่มันชักจะไม่ค่อยเป็นสุขละก็รู้รู้อยู่แล้วก็ปรับไปในทิศทางที่มันจะดีทำจริงจริง

อย่าเอาแต่รู้ทุกวันนี้คนเอาเราเนี่ยมันเอาแต่รู้รู้รู้รู้รู้สังคมท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive