610725_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จรณะ15 มีฌานกับศีลที่เป็นปรมัตถ​์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข15 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

610725_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จรณะ15 มีฌานกับศีลที่เป็นปรมัตถ์ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1Hb7lLBxvofl4An0zyKjOQbsmbG1ywpJYeMx7ORT8_hg ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1eciQRKqrj6ebSgGsaDBVFEl2_Y_Enj1f สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้วันเข้าพรรษาเข้าไปอีกแล้ว ตอนนี้ข่าวที่คนกำลังสนใจมากคือที่ สปป.ลาว เขื่อนแตกน้ำท่วม ใกล้จะเสร็จอยู่แล้วแต่มาแตกเสียก่อน น้ำท่วมทำให้คนลาวตายเป็นร้อยคน ขออนุญาต เรียนเพื่อ ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยที่จะเดินทางไปยังแขวงอัตตะปือ สปป.ลาว ว่าตามที่ได้รับแจ้งจาก ตม. อุบล ตม. มุกดาหารว่า มีคนไทยจำนวนมาก จะเดินทางไปยังแขวงอัตตะปือในช่วงนี้ (ตอนนี้ ตม.อุบล แจ้งว่า มีกลุ่มคนไทย+รถ กว่า 40 คัน รอเข้า สปป ลาว) เพื่อนำความช่วยเหลือไปให้ ทั้งในรูปแบบของบริจาค และอาสาสมัคร แต่ด้วยระเบียบ ในการเข้าออกด่าน ทั้งคน และรถ จะต้องใช้ หนังสือเดินทาง และจะต้องมี พาสปอร์ตรถ เพราะหากใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราวจะใช้ได้เฉพาะเขตแขวงจำปาสักหรือแขวงสะหวันนะเขตที่มีพื้นที่ติดกับชายแดน เท่านั้น จะเดินทางออกมายังแขวงอัตตะปือ ไม่ได้ และจะอยู่ได้แค่ 2 คืน 3 วัน หากตรวจพบ จะเกิดปัญหาในการเดินทางออก วิทยุสื่อสารทุกชนิดไม่สามารถนำออกไปใช้งานนอกราชอาณาจักรไทยได้ ข้อมูลจาก ผอ.สมคิด กสทช.เขต 22 ของเราเองก็จะไปช่วยชาวลาวเหมือนกัน ติดต่อให้ความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์รับความช่วยเหลือที่อุทยานบุญนิยม ติดต่อเบอร์โทรฯ คุณซึ้งบุญ 086-855-3203 พรุ่งนี้จะมีรายการใหม่ของพ่อครู... พ่อครูว่า...ก่อนจะได้ฟังอะไรต่อ ก็ขอเจรจากับ sms _8788 กราบนมัสการหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ กระผมน

อ่านต่อ

ายสันติ จรูญวิทยากร ครับ. _9309 นายกมาอุบลได้มาเยี่ยมบ้านราชบ้างไหมครับ พ่อครูว่า..นายกฯไม่ได้มาหรอก กำลังทำถนนกันอยู่ตอนนี้ที่บ้านเราก็จะทำให้เป็นมาตรฐาน สำหรับคนที่มารับเหมาของทางการต่อไป ตอนนี้ก็ต้องขออภัยผู้ที่มาดูน้ำตก ซึ่งจะไม่สะดวกเท่าไหร่ กว่าจะเสร็จก็คงจะเป็นเดือนเหมือนกัน

_3867โบราณเขาว่าถ้าหัวคิ้วกระตุกแปลว่าอริแทงหลังป้ายสี!จมูกเขม่นแปลว่าพาลจ้องหาเรื่อง!ถ้าไอจาม ทั้งที่มิได้ป่วยแปลว่าคนคิดถึงฤานินทา! พ่อครูไอคงมีใคร คิดถึงฤานินทากระมัง?!? พ่อครูว่า..ให้มีคนคิดถึงบ้างไม่ได้หรือ

_กุสุม บุญ · อยากดูในทีวีนี่ต้องติดกล่องอะไรคะ (ตอบ...กล่องมีหลายยี่ห้อ แล้วแต่ราคา ถ้าเลือกแบบ hd ภาพก็จะคมชัด กว่าเครื่องธรรมดา แต่ละยี่ห้อ เขาตั้งช่อง บุญนิยมทีวี ให้ไม่เหมือนกัน เลขช่องจะต่างกัน ต้องถามร้านที่ซื้อ ทางร้านเขาจะอธิบายได้ดีกว่า)

_ปาลิตา ทองสุขนอก · นมัสการทุกรูปเจ้าคะ หนูฟังศีลอย่างละเอียดที่ท่านสมณะซาบซึ้ง หนูมีความรู้สึกว่าถ้าหนูเป็นคนธรรมดาที่ขอโอกาสมาปฏิบัติธรรม หนูคงเป็นคนหนึ่งที่น่าจะผิดศีลบ่อย ๆ ละเอียดมากจริง ๆ เจ้าคะ พ่อครูว่า..ผิดคุณก็ผิดได้ แต่มันมีขั้นตอน คุณมาแต่ต้นก็ศีลขั้นต้น ก็ผิดขั้นละเอียดแต่ขั้นหยาบคุณอย่าให้ผิดสิ ทำเป็นลำดับ ศีลต้องมีรายละเอียด เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่เช่นนั้นจะสับสนมาก อะไรก็ไม่เป็นส่ำ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปหาราทสูตร ในความเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์มันยิ่งใหญ่มากใน ศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่เกื้อกูลกันใน ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็เกิดวิมุติ เป็นแก่น แล้วจะไปรวมกับ ศีล สมาธิ ปัญญาอีก จิตมีทั้งเจโตและปัญญาจัดตั้งสภาพขยายกว้างขึ้น เพิ่มขึ้นไปๆ อธิบายยาก ไม่ใช่อธิบายกันง่ายๆเลย ก็ตั้งใจฟังให้ดี ปฏิบัติไปตามลำดับ ของเรามีเอง จะเข้าใจง่าย แม้เรารู้แล้วแต่ก็ไม่ง่าย เรารู้แล้วก็จบ เราอธิบายได้คนอื่นจะได้ประโยชน์ด้วย แต่ถ้าเราอธิบายไม่ได้ผู้อื่นก็ไม่ได้ประโยชน์จากเรา

เกริ่นถึงรายการใหม่ จะเป็นรายการกันเองๆ คุยกันอย่างสนิทสนม อาตมาตั้งใจบ่อยหลายที ตั้งชื่อรายการว่าเอื้อไออุ่น พยายามจะให้มาคุยกันตามประสาพ่อลูก ธรรมชาติมันมีอยู่แล้ว มันดูดีสบาย มีอะไรก็คุยกันไปเรื่อยๆ ไม่เป็นทางการไม่ต้องเกร็ง สบายๆ คนไหนอยากซักถามก็คุยกันไป อธิบายว่ากันไปต่างๆนานา ธรรมชาติมันดูดี อาตมาตั้งชื่อรายการนี้ใหม่ ไม่เอาแล้วแบบเอื้อไออุ่น ตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น “สำมะปี๋ซี่วิต” สำมะปิ เป็นภาษาอีสานแปลว่า แปลว่า มากมาย สารพัดสารพัน ทุกสิ่งทุกอย่าง จิปาถะ มากหลาย variety วุ่นเละเทะเลยเป็น chaos แต่มันก็จะหลากหลายในนั้น แต่ก็มีระบบระเบียบในนั้น ไม่ใช่เละเทะเสียหาย เราจัดระบบได้ เท่าที่มันจะมีได้ ในชีวิต หรือซี่วิต ก็คิดว่าน่าจะดี พวกเราเข้าใจเพิ่มขึ้น พรุ่งนี้จะเริ่มรายการตอนหกโมงเย็น วันพฤหัสบดี วันเสาร์ เอาสองวันก่อน ส่วนวันอื่นๆ อาตมาอธิบายอยู่แล้วไง คนอื่นไม่เป็นไร ตอนนี้เขาให้แล้ว ให้อาตมาเพิ่มพลังไง ลองของดูก่อนสิ ถ้ามันไม่ไหวอย่างไรเราก็มีสิทธิ์หยุด เราทำอย่างไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีปัญหา รูปแบบรายการก็นั่งล้อมวง อาตมาก็นั่งตรงกลาง ถ่ายทอดสด เลือดหยดติ๋งๆ ถามได้ทุกเรื่อง เรื่องไหนตอบไม่ได้อาตมาจะตอบง่ายมาก เรื่องไหนตอบไม่ได้ก็ตอบ ไม่รู้ จบ ไม่รู้จริงๆ ตอบง่าย เรื่องรู้สิตอบยาก บางเรื่องนี่ยาก ลึก ละเอียด ลำบาก ก็ตอบไป คุยกัน พยายามจะไม่ให้หนัก ทุกวันนี้อะไรก็รู้สึกหนักยาก ก็พยายาม เด็กๆเล็กๆก็ได้ ใครจะถาม เด็กๆพวกเราถามปัญหานี้น่าฟังนะ เด็กพวกเราไม่ค่อยไร้สาระเหมือนเด็กข้างนอก เด็กน้ำมนต์ 6 ขวบเป็นต้น วิ่งไปมาก็คงซึมซับ หลายคนพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นใครที่คิดว่าจะมาสังสรรค์ระหว่างพ่อลูกก็เชิญ เบิกฤกษ์พรุ่งนี้ ใครจะมาตัดริบบิ้น “สำมะปี๋ซี่วิต” เริ่ม 18:00-20:00 น. วันพฤหัสบดี ที่ 26 ก.ค. 2561 ที่ชั้น 1 เฮือนศูนย์สูญ ติดตามได้ทางบุญนิยมทีวี เราก็ทำไป รายการเราก็มีก็ออก สื่อ เป็นประโยชน์ ชีวิตของเรา เราเข้าใจชีวิตแบบเรา พระพุทธเจ้าท่านเป็นแบบนี้ เราก็จะได้แบบนี้ไปเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งมาที่สุด อะไรต่ออะไรที่โลกเขาต้องการเราก็มี ไปตามประสากันไป ให้เกิดประโยชน์กันเกิดมาเป็นคนก็เป็นประโยชน์

เข้าสู่รายการ สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน หลักฐานยืนยันอุตริมนุสธรรมของพ่อครู เรากำลังพูดถึง อัมพัฏฐสูตรมาเป็นตัวตั้ง แล้วขยายไปถึงโลหิจสูตรที่กล่าวถึง ผู้บรรลุธรรมแล้วไม่ควรบอกใคร บอกใครแล้วถือว่าวิบากบาปไม่ควร เป็นความเห็นที่พระพุทธเจ้าเห็นว่ามันผิด อาตมาพยายามหยิบที่ชาวไทยเราไปยึดถือสิ่งที่เพี้ยนไป อย่างตัวอย่างโลหิจสูตร ผู้บรรลุแล้วไม่ควรบอกใคร ผู้ที่บอกใครว่าบรรลุก็แสดงว่าผู้นั้นไม่ได้บรรลุ ไปอย่างนี้เลย แล้วก็โอ้โห ลองอ่านสำนวน โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) อาตมาว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน แรง สั้น ลัด คัด concise ชัดเจน ต้องแก้ไข อาตมาก็มาแก้ไขประเด็นพวกนี้ ที่มันขยายความอีก ถ้าขืนผู้บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ จะเอาปาราชิก หรือบาปเลย อาตมาว่า ผู้บรรลุแล้วไม่บอกใครก็เท่ากับไม่รู้ความจริงสิ เจ้าตัวไม่บอกแล้วใครจะไปรู้ เท่ากับว่าเป็นกำหนดว่าคนบรรลุแล้วบอกไม่ได้ ก็คือคนบรรลุจริงบอกไม่ได้ คนอื่นก็เลยต้องเดาเอา จึงเกิดพระอรหันต์แบบเดามาจนถึงทุกวันนี้ เดากันเละเลย เพราะอรหันต์จริงบอกไม่ได้ น่าสังเวชใจไหม ความคิดแบบนี้ มันก็เลยเกิดเดา เกิดคนขี้โกงซ้อน นักเสแสร้างปลอมแปลงเต๊ะท่าหลอกกันไป ยิ่งเข้าใจไปผิดว่าอรหันต์จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรใคร มันมีความเห็นเอียงโต่งไปทางหนีสังคม ไม่ทำงานไม่ทำประโยชน์ให้แก่ใครอะไรเงียบเฉย เข้าใจไปอย่างนั้นจนเป็นตัวอย่าง อย่างเช่นหลวงพ่อเกษมแห่งสุสานไตรลักษณ์ ขออภัยพูดอย่างวิชาการ ท่านเข้าใจผิดจริงๆแล้วท่านก็เชื่อว่าท่าน ท่านก็ทำแบบนั้นสำเร็จ คนก็ต้องนับถือบูชามากหลงนับถือกัน ไปนั่งเฝ้าท่านนั่งหลับตา ไม่พูดอะไร อยู่เป็นวันๆ คนก็มานับถือเพราะเข้าใจผิดว่าอรหันต์ต้องเป็นแบบนั้น มันก็เลยเสียหายหมดเลย ศาสนาพระพุทธเจ้า จึงไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นอะไรกับใครเลย กลายไปเป็นศาสนาเดียรถีย์ที่เข้าใจผิดหลงทางหมด อาตมาประกาศอรหันต์แต่คนไม่ตื่นเต้นเหมือนสายหลับตาประกาศ อาตมาประกาศอรหันต์ เขาหาว่าไม่ใช่ ตอนแรกไม่ได้ประกาศก็นึกว่าใช่ ไปประกาศเขาก็บอกว่าไม่ใช่เลย จริงๆแล้วอาตมาก็ไม่ได้อยากประกาศอะไร ไม่ได้อยากอวดอะไร อาตมาประกาศ พ.ศ.2558 แต่ก็รู้กันในนัยยะ มีคนมาถามเพื่ออยากรู้จากปากอาตมา เมื่อพ.ศ.58 อาตมาก็บอกกับคนสองคน คนหนึ่งเป็นศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม ตอนนี้อายุมากแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นน้องอาตมาเองคือขวัญดี ซึ่งตายไปแล้ว ดูเหมือนขวัญดีถามก่อน เขาเซ้าซี้ถาม อาตมาก็บอกว่าเป็น อ.แสง จันทร์งาม ถามที่สันติฯ อาตมาจำได้ อาตมากำลังฉันข้าวที่ศาลาเก่า ก็ถามหลายอย่าง อาตมาก็ไม่ได้บอกเท่าไหร่ เขาก็ว่าซักอย่างวิชาการครับ เพราะไม่มีใครประกาศโต้งๆ อาจารย์แสงก็รู้ว่าอาตมาเป็นอาจารย์ทางศาสนาพุทธเหมือนกัน อาตมาก็บอกได้ว่าใช่ เท่านั้นแหละ ตอนหลังมีคนไปถามอาจารย์แสง ว่าเคยได้ยินแบบนี้ไหม อาจารย์แกก็บอกว่าจำไม่ได้แล้ว มันก็เลยไม่ค่อยชัดเจน ก็เป็นวิบากอาตมา อาตมาอาศัยความจริงใจ ตอนนี้อธิบายทางสร้างสรรพิสูจน์ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาคนจนศาสนามักน้อยสันโดษ เป็นศาสนาที่เป็นไปตามวรรณะ 9 เป็นไปตามกถาวัตถุ 10 เป็นไปตามหลักธรรมวินัย 8 ประการ สิ่งเหล่านั้นมีตัวสำคัญที่ชัด หลายคำ ความจน เป็นต้น อัปปิจฉะ มักน้อยสันโดษใจพอ อปจยะ ไม่สะสม ไม่สะสมทรัพย์สินเงินทองและกองกิเลสแต่ยอดขยัน หลักฐานพวกนี้อาตมาทำงานมาเกือบ 50 ปีแล้ว ก็ได้ผู้คนมาจำนวนหนึ่ง ก็มั่นใจว่าเขาบรรลุความจริงอย่างที่เราทำมา อาตมาทำมาก็เข้าหลักเกณฑ์ ตามหลักสาราณียธรรม 6 เกิดจิตตามพุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283)

มีความระลึกถึงกัน ไม่ใช่รู้แต่เฉยๆไม่มีน้ำใจ และมีความรักกัน เคารพกัน ตามฐานะ สังคหะเป็นสากล ตอนนี้กำลังฮือฮากันมาก ช่วยเหลือเฟือฟายกัน เป็นเรื่องตัวกลางเลย เป็นตัวกลางของ พุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283)

จะเกิดสาราณิยธรรม 6 เพราะปฏิบัติธรรมถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า จะเกิดสภาวะตามพุทธพจน์ 7 นี่แหละ พิสูจน์ได้เลยจนกลายเป็นกลุ่มหมู่สังคม ชุมชนชาวอโศก ทุกวันนี้ก็เกิดขึ้นมา มันยากเย็น ตรงกันข้ามกับโลกียะที่เขาไม่รู้เรื่องแล้ว อาตมาก็นำขึ้นมา จนกระทั่งจำนนกันพอสมควร ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ อาตมาเอามาใช้เป็นหลักเลย อาตมาว่าใช้ได้ พวกเราปฏิบัติได้ก็เอาตามฉบับนี้แหละ หากจะเอาฉบับอื่นมาอาตมาก็ไม่ใช่นักศึกษาก็เลยไม่รู้ อาตมาก็เอาอันนี้ไม่งั้นวุ่นวายค้านแย้งกันไม่รู้จบ ข้อสำคัญคือคุณลักษณะของคนที่มาเป็นคนจนช่วยเหลือกันมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นคนจนที่มีความรู้ความสามารถมีประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น ไม่ไปเบียดเบียนใครไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เป็นคนจนอย่างนี้แหละ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เข้าใจซับซ้อนและยากเหมือนกัน แต่ว่ามันชัด ผู้มีปัญญาอธิบายจะเข้าใจ เราก็พยายามพิสูจน์กันไปเรื่อยๆ อาตมาว่าขนาดนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจได้ ต้องให้เป็นรูปธรรมสังคมกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ อาตมาก็ตั้งหลัก พูดเปรียบเทียบ จะต้องทำจนคนตาบอดเห็นได้หรือ เอา เอาให้คนตาบอดเห็นได้นี่แหละ ซึ่งก็พยายามทำไปๆ ก็เลยต้อง ที่จริงมันมี คุณประโยชน์แก่ตัวเอง อาตมาก็มีความสามารถมากขึ้น จะใช้คำว่าเก่งก็ได้ ทุกวันนี้อาตมาต้องดึงของเก่ามาด้วย มีของใหม่มาเรียนรู้เพิ่มเติมด้วย อาตมาไม่ได้ตกต่ำเลย จนอาตมานำมาใช้แล้วได้สูตรขยายอายุขัยอีก อาตมาก็ว่าเอ๊ มันน่าทดสอบพิสูจน์อาตมาว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์อันนี้มันไม่เลวนะ ก็ดู ตอนนี้ก็พยายามพากเพียร ต้องให้แข็งแรงทางรูปขันธ์ด้วยก็พอเป็นไป แต่นามขันธ์นั้นแน่นอนเจริญแน่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ซึ่งมันจะซ้อนว่า จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เป็นนามธรรม แต่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าศีลเป็นประธาน ก็เลยเหมือนย้อนแย้ง ว่าศีลเป็นนามธรรม เป็นข้อกำหนด บอกว่าศีลเป็นประธานก็ไม่ผิดทั้งคู่ จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวงก็ถูก ก็ศีลเป็นประธานด้วยและศีลมีอีกหลายอย่าง มีท่านลานศิลป์ก็คัดมาดีจังเลย เอามาเลย นี่ยังไม่มาถึงมืออาตมาเลย ที่นิยามเอาไว้ อาตมาสรุปเอง การมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากการศึกษาความเป็นมนุษย์มาเป็นคนกับสังคม ความเป็นมนุษย์กับความเป็นไปของมนุษย์ก็คือสังคมและอยู่กันอย่างดี ให้เป็นประโยชน์แก่กันและกัน อยู่กันอย่างเป็นสุขเป็นคุณค่าอย่างดีงาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มนุษย์เกิดมาก็ต้องตาย ถ้าตายแล้วมีวิบาก หากตายแล้วยังไม่รู้จักวิบากไปสร้างวิบากให้ตัวเองหมุนเวียนตกนรกขึ้นสวรรค์ สองอันนี้ นรกสวรรค์เป็นสมมุติไม่ใช่วิมุติ มันก็เลยยุ่งกันใหญ่เลย หากไปสร้างวิบากกันแล้ว แล้วเราก็ไม่จบ นี่คือความตรัสรู้ของพุทธเจ้าจริง หากเกิดดีได้แล้วก็จะดีคงที่ไม่มีช่วยอีก จนกระทั่งเลิกทำชั่วได้เลย กรรมนิยาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ในจิตนิยาม มนุษย์จะมี กรรมนิยาม กรรมมีความสำคัญทางศาสนาเทวนิยม = God ยิ่งใหญ่มาก แต่กรรมนี้เป็นเรื่องที่สัมผัสได้พิสูจน์ได้ เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ส่วน God เป็นเรื่องลึกลับที่สัมผัสไม่ได้ นิยาม God ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดดีที่สุดประเสริฐที่สุดก็ไม่ผิด แต่ความหมายของความประเสริฐของความดีเป็นพระผู้สร้างด้วย จะไม่ตรงกับของพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่นอกตัว ที่เกิดจาก อุตุนิยามพีชนิยามก็เป็นเรื่องภายนอก ถ้าหากไม่มีจิตนิยามเข้าไปร่วมสังเคราะห์ จนมีชีวะในระดับพีชะ ซึ่งมันจะเป็นนามธรรมขึ้นมา แต่ตัวรู้เป็น ISH มีประธาน คือ I แล้วมีด้านบวก h มีด้านลบ s พีชะก็มีแต่ตัวมันเอง ก็ทำหน้าที่เท่านี้ อาตมาก็ยังอธิบายไม่เก่ง พยายามขยายให้ลึกซึ้งเข้าไป จะให้มันเจริญหรือไม่ให้มันเจริญจะบอนไซมันเลยก็ได้ คือไม่ให้มันโต ทำมันอย่างนั้นเลย ใบเล็กนิดนึง เมื่อมีความรู้ก็เอามาให้เป็นประโยชน์คุณค่าแก่กันและกัน เกิดมาเป็นคนหากยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าท่านสามารถทำให้แตกสลายหมดตัวเราไปเลยได้ ก็เกิดเป็นธาตุอยู่ในโลกในจักรวาลนี้ เป็นธาตุดินน้ำไฟลมหรือจะเหลือเชื้อของพีชนิยามบ้างก็ไม่มีมาเป็นจิตนิยามได้ง่ายๆ อาตมาเทียบกับ H และ O คือ ไฮโดรเจนกับออกซิเจน เมื่อปรินิพพานแล้ว ไฮโดรเจนกับออกซิเจนก็แตกตัวจากน้ำ เลิกจากการเป็นธาตุน้ำไปแล้ว กว่าที่ไฮโดรเจนกับออกซิเจนจะรวมตัวกันเป็นธาตุน้ำได้อีก คนเก่งๆก็ทำได้ แต่ก็แล้วแต่เถอะ แต่ถ้าปกติธรรมชาติมันไม่ง่าย ถ้าแตกธาตุน้ำเป็นแก๊ส ส่วนพระพุทธเจ้าสมณโคดมเปรียบเหมือนพวงมะม่วง ถูกตัดออกจากขั้วแล้ว ตกลงแตกกระจายแล้วไม่รวมกันเป็นพวงอย่างเก่าอีก มันอาจเหลือที่พวงบ้างไม่หลุดไปหมด แต่ก็มีอันที่แตกกระจายทิ้งไปหมดก็เหลือติดอยู่บ้างรวมเป็นพวงอีกไม่ได้ พระสมณโคดมก็เปรียบเทียบอย่างนั้นแต่อาตมาเปรียบเทียบกับธาตุน้ำ แยกเป็น H กับ O ถ้าหากเข้าใจแล้วก็ไม่มีปัญหา สิ่งต่างๆพวกนี้พวกเราเข้าใจลึกซึ้งได้ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าพวกเราเข้าใจ อาตมาอธิบายอย่างนี้หลายคนก็อาจจะคิดขัดแย้งจนกระทั่งออกไปจากหมู่กลุ่มได้ เป็นธรรมชาติ เขาก็เลือกเชื่อตัวเอง อาตมาไม่ได้ต้องการคนมานับถือเป็นบริวาร อาตมาตั้งใจแสดงความจริงยืนยันความจริงอันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าสอนมา อาจมีเหตุปัจจัยที่ต่างกันไปแต่หลักการก็ยังเหมือนกัน อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น โชคดีที่มีพระไตรปิฎก คนก็มายอมรับนับถือประมาณหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าท่านมีบารมี คนจะเกิดมาเจอพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ธรรมดา จะมีบารมีที่ไม่มีข้อต่อรองอะไรเลย เป็นเรื่องซับซ้อนที่อธิบายได้ยาก เป็นเรื่องซับซ้อนเป็นอจินไตยในฌานวิสัยและกรรมวิบาก พวกเราศึกษาแล้วจะเข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้ อาตมามาพูด แม้จะเรื่องฌานวิสัย ก็พยายามขยายความคำว่า ฌาน นี้เสียก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ฌานกับสมาธิต้องมีศีลเป็นกรอบ ศีลเป็นเบื้องต้น ศีลเป็นที่ตั้ง ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งคุณงามความดีทั้งหลาย และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง บุคคลใดชำระศีลให้บริสุทธิ์แล้ว จะเป็นเหตุให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน ฌาน เกิดได้ต้องมีศีลเป็นประธาน ฌานเป็นพลังงาน เรียกโดยบาลีว่าอุณหธาตุ เรียกด้วยภาษาไทยว่าไฟ ร้อน เผาละลายได้ ทำให้ละลายสูญหายได้ ทำให้ ราคะ โทสะ โมหะ ละลายสูญหายไปได้ มันมีลักษณะเป็นไฟ ผู้ใดสร้างพลังงานจิตของเราให้เกิดเป็นพลังงาน ฌาน คุณจะสร้าง ฌาน ฌานนั้น จะมีกรอบว่า ศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าไม่เบียดเบียน มีใจกรุณาเอ็นดู หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง สัตว์โลกเกิดมาแล้ว ได้เป็นจิตนิยามยิ่งน่าสงสาร ยิ่งเป็นสัตว์ชั้นต้น เราเหนือกว่าเขาก็ฆ่าเขาได้ แต่มันมีวิบาก อาตมาเชื่อในกรรมวิบาก จิตนิยามมันมีกรรมวิบาก สัตว์ชั้นต่ำมันยิ่งไม่รู้มันจะยิ่งผูกพยาบาทเก่งมาก จริงๆแล้ว นี่นะ สัตว์ชั้นต่ำ พยาบาทเก่งกว่ารัก สัตว์ชั้นต่ำมันจะทำลายมากกว่าดูดเอามาเป็นตัวมัน มันยังไม่รู้เท่าไหร่ที่จะดึงดูดอะไรมาเป็นตัวมัน แต่ตัวมัน มันรักตัวมันเป็นตัวกูของกูยิ่งกว่าใคร มันมีความพยาบาทที่หนักกว่า สัตว์ชั้นต่ำมีความพยาบาทสูงกว่ารัก ความเป็นคนนี้ กลายเป็นรักสูงกว่าพยาบาท แต่คนชั้นต่ำก็มีความพยาบาทสูงกว่ารัก เพราะฉะนั้นคนชั้นต่ำจะเก่งทางฆ่า พอเจริญขึ้นมา ก็ไม่เอาฆ่า คนจะมีน้ำใจรัก อยู่ด้วยกันอบอุ่นช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคุณค่าต่อกันและกัน มันจะสูงขึ้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว คนต้องสร้างพลังงานนามธรรมที่เป็นฌาน มีประสิทธิภาพที่ยิ่งใหญ่มาก เมื่อฌานสลายกิเลส ราคะ โทสะ มีหน้าที่เดียว ฌาน หน้าที่ของฌาน ฌานมีอะไรเป็นอาหาร มีราคะโทสะโมหะเป็นอาหาร เจอ 3 อย่างนี้ไม่ได้เจอเป็นเอาเลย คุณสร้างฌานได้ สลายไฟราคะโทสะโมหะได้ เรียกชื่อเต็มๆว่า บุญ หรือปุญญะ เป็นพลังงานที่มีธาตุรู้ อัญญะ กับตัวทำงาน ป คือ ปุญญะ ส่วนฌาน เป็น ฌ มาจากธาตุรู้เหมือนกันแต่ยังไม่ใช่ธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ จาก จ ฉ ช ฌ ญ การสั่งสม จ ฉ (6) ช ก็เป็นสามเส้าแล้วสั่งสมลงที่ ฌ แล้วมาตัว ญ เป็นธาตุรู้ ฌ คือเจโต ญ คือปัญญา ฌ คือ static ญ คือ dynamic ฌานก็คือตัวบทบาท เมื่อจะทำงานมันเป็น Dynamic สลายกิเลส เพราะฉะนั้นนามธรรมที่คนสามารถสร้างพลังงานให้เป็นฌาน แล้วเป็นบุญ คือสำเร็จผลฌาน จิตก็คือมีกิเลส เอากิเลสออกจิตก็สะอาดๆ คนมีกิเลสมีอวิชชามาก่อนเป็นพะเรอเกวียนมามากมาย สะสมตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานมาจนเป็นสัตว์ล้านๆเซลล์ เราก็มาสร้างพลังงานนี้ ล้างกิเลส แล้วคุณไปล้างสิ่งที่ตกผลึกเป็นอดีตไม่ได้ คุณต้องล้างอันใหม่เท่านั้น ทุกปัจจุบันเป็นการทำงานสำเร็จ อนาคตยังมาไม่ถึง อดีตเสร็จแล้วไปแก้ไขไม่ได้ การปฏิบัติพลังงานทางจิต ต้องทำปัจจุบันเท่านั้นเรียกว่า ทิฏฐิ ปัจจุบันนิดเดียว กรรมกิริยาก็ในปัจจุบันนั้นอย่างเร็วเสร็จเลย มันจะต่อเนื่องต่อไป ในปัจจุบันนี้ เป็นสายโซ่เป็นปฏิจจสมุปบาทเป็นอิทัปปัจจยตา เป็นปัจจยาการเหตุปัจจัยแก่กันและกัน เลิกติดช่วงนี้แล้วก็จบทุกปัจจุบัน ปัจจุบันที่ทำงานร่วมกันเป็นโดมิโนจนจบหมด หรือวงวน ทนอยู่กับปัจจุบันถ้ามันสมดุลก็เป็นตัวกลาง แต่ปัจจุบันจะต้องให้ก้าวหน้านั้นจะต้องมีตัวที่แตกออก ขยายเพิ่มขึ้นไปมีทศนิยม มีพลังงานเพิ่มขึ้นอีก จะเรียกมวล ก็ยาก เรียกภาษาวิทยาศาสตร์ระหว่าง quantum กับ photon อาตมาก็ถนัดที่จะใช้ quantum เป็น static ส่วน photonเป็นไดนามิก จะใช้สลับกันก็ได้ระหว่าง 2 อันนี้ เมื่อมีสภาวะแล้วจะใช้พยัญชนะสลับกันก็ได้ สั่งสม แกน static เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีแกน dynamic เป็น ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วรวมกันเป็นวจีสังขาร ที่จะออกไปเป็นกายกรรมวจีกรรมก็อยู่ที่ประธาน สังกัปปะ 7 นี้จึงสำคัญที่สุดในการปฏิบัติฌาน ฌานก็คือสังกัปปะ 7 นี้แหละ ถ้าคุณสร้างพลังงานขึ้นมาได้ พลังงานสังกัปปะ 7 คือพลังงานที่มีฤทธิ์จะสลายกิเลสได้ แค่ 5 6 นี้ทำลายไม่ได้ ต้อง 7 ทำลายกิเลสได้สำเร็จ มันมีฤทธิ์เพียงพอเลย ถ้า 7 8 9 ก็เต็ม สามเส้า ใช้ตัวเลขบวกลบคูณหารแทนพลังงานที่มันเกิดตามหน้าที่ จะเป็นหน้าที่บวกลบอะไร สรุปแล้วกรอบที่คุณทำ คุณทำให้เข้าใจเถอะ ถ้าคุณเข้าใจดีแล้ว คุณก็จะเข้าใจรายละเอียด ที่มันซ้อนได้ชัดเจนเพิ่มขึ้น คุณก็จะทำอันต่อไปได้ง่ายขึ้นๆ เพราะจะมีทฤษฎีแบบแผนที่มีโครงสร้างชัดเจน แค่เหตุปัจจัยว่า เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ หรือเราเกี่ยวข้องกับของ ในประเด็นที่ว่าจิตของเราอย่าไปทำร้ายเขา ถ้าเป็นของเราก็อย่าไปเอาของเขามา เกี่ยวกับสัตว์มันมีพลังงานทางรับ เกี่ยวกับของมันเป็นพลังงานเอามาหาตัวกู แล้วเกิดสำคัญที่ข้อ 3 เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกายในการสัมผัส มันก็จะเกิดผล เกิดเป็นเหตุที่ จะเกิดเ ป็นผล ให้รู้ชอบรู้ชัง ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ดูดหรือผลัก มันก็จะเป็นเรื่อง ไปสัมพันธ์กับสัตว์สัมพันธ์กับของ ซับซ้อน นี่เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่มากเลย ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นความตรัสรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่มากเลย กว่าวิทยาศาสตร์ทางวัตถุที่เขายังไปไม่ถึง ที่ไปไม่ถึงเพราะเขาไม่สามารถแยกธรรมะ 2 แล้วทำให้ธรรมะ 2 เป็น 1ได้ จึงเป็นลัทธิเทว เทวะแปลว่า 2 ส่วนอเทวะนี้ ไม่เป็นสองแล้ว แต่คุณก็ทิ้ง 2 ไม่ได้เพราะเป็นชีวะจะต้องมีรูปนามและจะต้องมี I เป็น ISH หากไม่มีประธานขึ้นมาเป็นตัวกูของกู ตั้งแต่พีชะ ก็มีประธานแล้วแต่ไม่วิจิตรพิสดารเท่ากับจิตนิยาม เพราะฉะนั้นประธานตัวที่เป็นนามธรรม คือจิตวิญญาณ กับตัวศีลที่เป็นประธานไม่สับสนใช่ไหม เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ก็ไม่มีจิตอกุศลไม่มีจิตไปทำร้าย ถ้ารักกับสัตว์ จะมาหาศีลข้อที่ 2 ไม่ใช่ของแต่เอาสัตว์มาเป็นตัวเรา แล้วสัตว์มันมีวิบากของมัน มันไม่รู้แล้ว เราเป็นคน บางทีเราก็จะเป็นคนมีวิบากร้ายกว่าสัตว์ รุนแรงกว่าสัตว์ จัดจ้านกว่าสัตว์ สัตว์บางทีมันก็รุนแรงกว่าคนจัดจ้านกว่าคน ยกตัวอย่างคนไปเลี้ยงเสือ เสือก็เป็นสัตว์ มันไม่รู้ คนก็พยายามไป ตะล่อมให้ใจมันรักเราเรารักมันมันรักเรา มันก็อยู่ด้วยกันได้ไปดี สักวันหนึ่งมันเกิดเป็นตัวมันขึ้นมามันไม่รักเราแล้ว ดีไม่ดี มาทำกูขนาดนั้นมันทนไม่ได้ ก็ขย้ำจนตาย ก็มีมาแล้ว ถึงบอกว่าอย่าไปเล่นกับมันอย่าไปผูกพันกับมัน อย่าไปมีวิบาก วิบากที่จะไปเกี่ยวข้องกับสัตว์นั้นมีอีกเยอะ หรือแม้แต่จะเป็นคนก็มีวิบากกับคน บางคนจะเป็นคนที่มีปัญญาคุณก็ไปสร้างวิบากกับคนอีกเยอะแยะ ทั้งการทำร้ายกันและรักกัน กับคนนี้ก็มีอีกตั้งเท่าไหร่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณอย่าไปยุ่งกับสัตว์ ถ้ามันเป็นสัตว์ก็ตัดวิบากจากมันไปก่อนเลย คุณจะได้มีภูมิคุ้มกัน จะได้มีพลังงานกุศล พลังงานที่สะสมได้เรียกว่ากุศลเป็นพลังงานดี เป็นพลังงานที่เป็นเขื่อนเป็นกำแพงกั้น ไม่ให้ตัววิบากบาปที่จะมาทำร้ายเราเข้ามาถึง วิบากกุศลมันก็วิ่งหาเราเหมือนกัน แต่มันจะไม่ร้ายเท่ากับวิบากบาปอกุศล มันตามทำร้ายเรา วิบากอกุศลนั้นน่ากลัว บุญไม่มีวิบาก นี่ก็ยาก ยากขออภัย ชมตัวเองให้ฟังถ้าไม่มีอาตมาเกิดในยุคนี้ ไม่มีใครเข้าใจว่าบุญกับกุศลต่างกัน แม้แต่เรื่อง กาย แม้แต่เรื่อง สมาธิ แม้แต่เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เถอะ ที่จะมาจำแนกอธิบายให้เข้าใจกัน เอาไปใช้งานได้ครบถ้วน มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้น สรุปลงไปอีกที คุณต้องสร้างพลังงานฌาน จากศีลข้อใดข้อหนึ่ง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน