6907_รวมปักษ์ กรกฎาคม_สี9_0.jpg

โฟลเดอร์6907 รูป
ประเภทไฟล์รูปภาพ (image/jpeg)
ขนาดไฟล์2.79 MB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

ฉบับที่ ๕๙๕ (๖๑๗) หากมองไม่เห็น ความผิด(กิเลส)ตน ก็ไม่อาจค้นพบอัญญธาตุ ข้าพเจ้าได้ดิบได้ดีวิเศษยิ่งๆขึ้น หรือเป็นคนที่น่านับถือเคารพได้นั้น ไม่ใช่เพราะการเป็นผู้ชี้ยืนยัน “ความถูกต้อง” ให้ใครๆรู้ได้หลากหลาย แล้วๆ เล่าๆ นั้นดอก ! แต่... เพราะข้าพเจ้าน้อมรับ “ความผิดพลาด และ มีการแก้ไขในแต่ละครั้งแต่ละคราว ของข้าพเจ้า จากทั้งผู้หวังดี และทั้งศัตรูผู้หวังร้ายแท้ ๆ นั่นต่างหาก ~สมณะโพธิรักษ์~ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๖ “อัญญธาตุของอัญญาโกณฑัญญะ เกิดในวันอาสาฬหบูชา” พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้เคยเทศนาไว้เมื่อ ๒๔ “หากมองไม่เห็นความผิด(กิเลส)ตน ก็ไม่อาจค้นพบอัญญธาตุ” สด ปัจฉาสมณะ ข่าวอโศก โต้แย้งและไม่เชื่อฟังถึง ๓ ครั้ง จน พระพุทธองค์ต้องทรงย้ําเตือนด้วยพระ เมตตาว่า แต่ก่อนที่เคยอยู่ร่วมกันมา นาน พระองค์เคยตรัสวาจาเช่นนี้หรือ เคยแสดงท่าทีเป็นคนมักมากมาก่อน หรือไม่ เมื่อได้ทบทวนความหลัง พระ ปัญจวัคคีย์จึงระลึกได้ว่าพระองค์ไม่ เคยเป็นคนมักมากหรือพูดเท็จมาก่อน จึงยอมรับและได้ฟังปฐมเทศนา “ธัมม จักกัปปวัตตนสูตร” จนต่อมาก็ได้บรรลุ ธรรมเป็นพระอรหันต์กันหมดทุกองค์ อดีตชาติและการตั้งความ ปรารถนาพระอัญญาโกณฑัญญะ เกิดเป็นบุตรคหบดี ได้ถวายมหาทาน และผ้าเนื้อดีแด่พระพุทธเจ้าปทุมุต ตระพร้อมพระสงฆ์เป็นเวลา ๗ วัน แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอเป็นเลิศด้าน การรู้ราตรีนาน (รู้ธรรมก่อนผู้อื่น) ซึ่ง พระพุทธเจ้าปทุมุตตระได้ทรงทํานาย ว่าคําอธิษฐานนั้นจะสําเร็จในยุคของ พระโคตมพุทธเจ้า ส่วนปัญจวัคคีย์อีก ๔ รูป เป็น บุตรของพราหมณ์ผู้ร่วมทํานายพระ ลักษณะในชาติสุดท้าย ซึ่งในอดีตชาติได้สร้างบารมีร่วมกัน และตั้งจิตปรารถนาที่จะได้ฟังธรรมบรรลุธรรมในสํานักของ เพราะพราหมณ์โกณฑัญญะก่อนที่จะได้เกิดอัญญู พระพุทธเ

อ่านต่อ

จ้าพระองค์เดียวกันเช่นกัน กรกฎาคม ๒๕๖๔ ในรายการเวียนธรรมวันอาสาฬหบูชา ธาตุ ก็เชื่อมั่นอย่างสุดจิตสุดใจในความรู้ความเชื่อของ จะเห็นได้ว่าแม้จะมีบารมีและมีพุทธทํานายไว้ ไว้ส่วนหนึ่งว่า...“อาตมาเปิดเผยความลึกซึ้ง คําว่า “อัญ ตนเอง ตามตําราและประสพการณ์ของตน ท่านเป็นหัวหน้า ว่าจะได้สําเร็จในยุคพระโคตมพระพุทธเจ้าแล้วก็ตาม แต่ ญธาตุ” เป็นธาตุรู้ ระดับที่ใช้พยัญชนะเรียกว่า “อัญญะ” กลุ่มปัญจวัคคีย์และเป็นพราหมณ์ผู้ทํานายว่าเจ้าชายสิทธัตถะ หากไม่ละทิ้งความยึดถือในความดีความถูกต้องของตัว ภาษาบาลี “อัญญะ” แปลว่า “อื่น” จะเสด็จออกผนวชและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน เองว่าเป็นสิ่งที่ผิด ก็ไม่มีทางเปิดใจรับความถูกต้องกว่าของ โกณฑัญญะเป็นมนุษย์คนหนึ่งในยุคพระพุทธเจ้า ที่ทํานายเช่นนี้ก็ด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่งในความรู้ของตน สัตบุรุษได้เลย ท่านจึงได้เฝ้าติดตามเจ้าชายสิทธัตถะออกบําเพ็ญ คนแรก ที่มีพลังงานธาตุรู้ ที่ได้สะสมธาตุรู้มา สะสมมา เรื่อยๆ ที่เป็นลักษณะของ อัญญธาตุทีละน้อย ๑ น้อย ทุกรกิริยาซึ่งเป็นแนวทางอัตตกิลมถานุโยค ยิ่งเจ้าชาย น้อย ๓ น้อย ๔ น้อย ๕ น้อย ถ้า ๕ น้อย คือเต็มครบ สิทธัตถะบําเพ็ญทุกรกิริยาได้ยิ่งยวดเหนือกว่าคนอื่นใด “อัญญธาตุ” โกณฑัญญะเกิด “อัญญธาตุ” เต็มร้อย เมื่อได้ยิน พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ในวันนี้แหละ “อาสาฬหบูชา” ได้ฟัง แล้วอ๋อ “อัญญธาตุ” ที่เป็นธาตุรู้โลกุตรธรรมมันก็เต็มร้อย พระพุทธเจ้าก็บอกว่าโอ้โห “อัญญาสิวตโภโกณฑัญโญ โกณฑัญญะ มีอัญญธาตุแล้วหนอ” ธาตุ ที่รู้โลกุตระ ต่อจากนี้ “อัญญธาตุ” ก็จะเป็นพหูพจน์ เป็น “อัญญา” แปลว่า ความรู้เป็นพหูพจน์แล้ว “อัญญะ” เป็น เอกพจน์ “อัญญา” ความรู้อันนี้จึงเป็น โลกุตรธรรม “อัญ ญา” เต็มสภาพก็เป็น “ปัญญา” เป็นตัวความฉลาดครบ “ปัญญา” ก็มีลักษณะ “ปัญญา ๘ ปัญญาข้อที่ ๑ คือ ปัญญาที่เกิดจากการได้รู้ โลกุตรธรรม คุณจะได้รู้จากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าเลยก็ สุดประเสริฐ ไม่ได้รู้จากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้ารู้จากสัตบุรุษ ก็รองลงมา ไม่ได้รู้จากสัตบุรุษ จะได้รู้จากผู้รู้ที่อยู่ในฐานะ ครู ที่สัมมาทิฏฐิ มาพูดถึงโลกุตรธรรมขึ้นมา คุณต้องได้ยิน จากผู้รู้ที่เป็นเจ้าของธรรม เป็นธรรมสามีอย่างพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นเจ้าของธรรมที่แท้เป็นเจ้าของจริงๆเลย สัตบุรุษก็ รองมา ถือว่าเป็นเจ้าของได้ อย่างอาตมาถือว่าเป็นธรรมสามีถือว่าเป็นเจ้าของ ในยุคนี้ เพราะอาตมามีตั้งแต่ในชาติก่อน มาชาตินี้มาเปิด เผยโลกุตรธรรม อาตมานี้เป็นผู้เปิดเผยโลกุตรธรรม เป็น โพธิสัตว์ผู้เปิดเผยทั้งรูปทั้งนาม ม เพราะพระอัญญาโกณฑัญญะได้เกิดอัญญธาตุ จึงได้กําเนิดเป็นปฐมสาวก พระสงฆ์รูปแรก และผู้ได้ดวงตา เห็นธรรมเป็นพระโสดาบันองค์แรกในพระพุทธศาสนาเป็น พุทธบริษัทองค์แรกของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธจึงครบ “พระรัตนตรัย” ในวันอาสาฬหบูชา *หากมองเห็นแต่ความผิด(กิเลส)นอกตน ชีวิตก็ยิ่งห่างไกลอัญญธาตุ” ขนาดว่าพราหมณ์โกณฑัญญะได้เจอกับ ได้มากเท่าใด พราหมณ์โกณฑัญญะก็ยิ่งเชื่อมั่นว่า นี่คือ พระพุทธเจ้า และมีบารมีจะได้บรรลุ ก็ยังมีเศษเหลือของ แนวทางที่พาไปสู่จุดสูงสุดแห่งการบําเพ็ญแน่นอน อาสวะอนุสัยมาขวางทางนิพพานได้เลย ไม่ต้องกล่าวไป ถึงยุคใกล้กลียุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนม์ชีพมา แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเลิกการทรมานตนและ กลับมาเสวยอาหารตามปกติ พราหมณ์ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รูป สั่งสอน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เกิดความเสื่อมศรัทธา คิดว่าพระองค์คลายความเพียรและ กลับมาเป็นคนมักมาก จึงพากันละทิ้งพระองค์ไปก็แสดงให้ เห็นว่า ที่พราหมณ์โกณฑัญญะเชื่อมั่นในความรู้ของตนเอง มากกว่าเชื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็เคยได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม ๓๒ ข้อ ๙๒ ว่า “เราเป็นผู้ชื่อว่า “โชติปาละ” ได้เคยกล่าว กับพระสุคต พระนามว่า “กัสสปะ”ว่า “การตรัสรู้เป็นของ ได้โดยยาก ท่านจะได้จากโพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่าน ได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บําเพ็ญทุกกร กิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 5 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรา มิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้นบัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป (ปุญญปาปปริกขิโณ) *หากมองเห็นความผิดตน(กิเลส) จึงได้ค้นพบอัญญธาตุ” หลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จโปรดปัญจวัคคีย์ แรก เริ่มพราหมณ์โกณฑัญญะก็ยังไม่เชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้ บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว (ยังเชื่อมั่นในแนวทางอัตตกิลม ถะของตน) พร้อมตกลงกันว่าจะไม่ลุกรับ ไม่ปูอาสนะ และ ไม่รับบาตร แต่ให้จัดที่นั่งไว้เฉยๆ เพราะคิดว่าเป็นแค่ “ท่าน สมณะโคดมผู้มักมาก” เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเตือนเรื่องทางไปสู่ความ เป็นกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา) พวกเขาฟังในตอนแรกก็ยัง จะมีได้เพียงพระโพธิสัตว์ที่อุบัติมาสืบต่อพระพุทธ ศาสนาอย่างพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่บัดนี้ท่านก็ได้ละสังขาร ไปแล้ว และคนมีบารมีที่จะเป็นอุคฆติตัญญู วิปจิตัญญู ที่เป็นบัวใกล้พ้นน้ํา ก็แทบจะหามิได้เลย จะมีมากก็เป็น ปทปรมะคือ บัวใต้ตม รอวันให้เต่าปลามากิน ที่เหลือคือ เนยยบุคคล ที่ต้องพากเพียรอย่างมากจึงจะได้พบแสงสว่าง ปลายอุโมงค์ได้ 00 ชีวิตคนเราแต่ละคนอายุไม่ยืนมาก ไม่เกิน ๑๐๐ ปี ก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้ว หากไม่เพ่งเพียรมองให้เห็นข้อ บกพร่องเห็นกิเลสตน มัวแต่ไปทํานาคนอื่น เพ่งแต่หาข้อ บกพร่องเห็นแต่กิเลสคนอื่นแล้วไซร้ ก็ยิ่งห่างไกลที่จะได้พบ โลกุตรธรรม ยิ่งอยู่กับหมู่มิตรดีแล้วมีคนคอยให้ขุมทรัพย์ คอยให้คําตําหนิติติงแล้ว ไม่ว่าจะตําหนิมาด้วยหวังดีหรือ หวังร้าย ตําหนิด้วยท่าที่สุภาพหรือก้าวร้าวก็ตาม นั่นก็คือ โอกาสที่จะได้เห็นความผิดเห็นกิเลสตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้เคยให้โศลกธรรมไว้ ว่า “ข้าพเจ้าได้ดิบได้ดีวิเศษยิ่งๆขึ้น หรือเป็นคนที่น่านับถือ เคารพได้นั้น ไม่ใช่เพราะการเป็นผู้ชี้ยืนยันความถูกต้อง” ให้ใครๆรู้ได้หลากหลาย แล้วๆ เล่าๆ นั้นดอก ! แต่...เพราะข้าพเจ้าน้อมรับความผิดพลาด และ มีการแก้ไขในแต่ละครั้งแต่ละคราว ของข้าพเจ้า จากทั้งผู้ หวังดี และทั้งศัตรูผู้หวังร้ายแท้ๆนั่นต่างหาก” ~สมณะโพธิรักษ์~ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๖ 8 กองงานปัจฉา ๔ สิงหาคม ๒๕๖๔

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน