สม.รินฟ้า เนื่องในวันครบรอบวันเกิดพ่อครู.docx

โฟลเดอร์ร่วมรำลึกอโศกรำลึก text
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

เนื่องในวันครบรอบวันเกิด พ่อท่าน ปีที่ 86 นับเป็น 50 ปีทอง ฉลองโพธิกิจ ดิฉัน สิกขมาตุ รินฟ้า นิยมพุทธ ได้เริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่ ปี 2520 บวชเป็นสิกขมาตุ มิถุนายน 2523 ขณะนี้ อยู่ในความเมตตาของพ่อท่าน ท่านสมณะ และสิกขมาตุมาได้ 40 กว่าปีแล้ว สิ่งที่ได้พากเพียรลดละกิเลสตามคำสั่งสอนของพ่อท่าน เป็นการปฏิบัติบูชา ตามจรณะ ๑๕ วิชชา ๘ พร้อมทั้งเดินตามอริยมรรค ๘ มาตลอด ได้พบว่า ตนเองได้มีการสังวรศีล จากคนที่ไม่มีศีลมาเป็นคนมีศีล ๕ .. บริสุทธิ์จากการฆ่าสัตว์ จนไม่ทานเนื้อสัตว์ เกิดเมตตาธรรมขึ้นในจิตใจจริงๆ เห็นว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นเดียวกับเรา และเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารที่ไม่ต้องเบียดเบียนเลือดเนื้อชีวิตสัตว์ได้เลยจริงๆ..เห็นอนิจจัง จากการชอบอาหารเนื้อสัตว์ .. เห็นทุกข์ จากการหลงติดในรสชาติของเนื้อสัตว์.. เห็นอนัตตา จากจิตที่หมดสิ้นจากการดูด-ผลัก-รัก-ชัง ในอาหาร ที่มีเนื้อสัตว์ ได้ 100% ศีลข้อ ๒ ลดละความขี้โลภ ความเห็นแก่ตัว การเอารัด เอาเปรียบผู้อื่นได้จริงๆ.. มาเป็นคนละทิ้งบ้านช่องเรือนชาน ไม่มีทรัพย์สมบัติใดใด อยู่แบบมักน้อย สันโดษ สงบรำงับ ไม่หลงสวรรค์ลวงๆอีกแล้ว มีแต่การพากเพียร เพื่อให้ เสียสละ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ทำงานที่เรามีความสามารถช่วยเหลือหมู่กลุ่มได้ ฟรีๆ ซึ่งเป็นทั้งสัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ด้วยจิตใจที่เบิกบาน แจ่มใส ไร้หม่นหมอง ศีลข้อ 3 ลดละการหลงมัวเมาในเรื่องเมถุนธรรม เรื่องกามารมณ์ เมื่อฟังธรรมจากพ่อท่านที่ได้อธิบายถึงโทษภัยของการเป็นคนคู่ และได้อ่านหนังสือ”กาเมสุมิจฉาจาร” ที่พ่อท่านได้เขียนไว้.. จนสามารถละขาดได้ โดยพิจารณา อ่านเวทนาที่จิตเราไปหลงสังขารตามอุปาทานที่สั่งสมไว้ว่ามันเป็น สุขเวทนา .. พบว่

อ่านต่อ

า แท้จริง มันไม่มีอะไรเลย จิตของเราโมหะอวิชชาเอง.. พิจารณาจนเห็นว่า เพราะกามสัญญาทำงาน แล้วจิตร่วมสังขาร ตามตัณหา อุปาทานที่เคยหลงไว้ จึงเกิดสุขเวทนา แต่ถ้าจิตเราไม่สังขารปรุงแต่งตาม เราก็ดูเวทนาที่เกิดขึ้นเฉยๆ จิตไม่สุข ไม่ทุกข์ตาม จิตก็เป็นปกติ เป็นอุเบกขาเวทนา เพราะเราได้ชัดเจนว่า มันเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป (พังคญาณ) เห็นภัยของคนที่มัวเมาในกามารมณ์(ภัยญาณ) เห็นโทษภัยของกามารมณ์ ที่ไร้สาระ ไม่มีความจำเป็นสำหรับชีวิต เป็นเหตุให้ต้องวนในวัฏฏสงสารอีกนานัปชาติ(อาทีนวญาณ) ทำให้เกิดเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในเรื่องของกามารมณ์ชัดเจน (นิพพิทาญาณ) มั่นใจว่า ไม่ดูด-ผลัก-รัก-ชัง ในเรื่องของคนคู่ เรื่องของกามารมณ์อีกแล้ว ศีลข้อ ๔ ไม่พูดคำหยาบอยู่แล้ว ไม่พูดปด หรือพูดเลี่ยงๆ ฝึกการพูดแต่คำสัตย์คำจริง พยายามไม่พูดถึงความไม่ดีของผู้อื่นลับหลัง พยายามไม่พูดเพ้อเจ้อเรื่องไร้สาระ ศีลข้อ ๕ อบายมุขทั้งหมดไม่ข้องเกี่ยวอยู่แล้ว. แต่มีขี้เกียจบ้างบางครั้ง จะพยายามรู้ตัวและเตือนตัวเองไม่ให้ตกเป็นทาสของการตามใจตัวเองบ่อยๆ บอกตนเองว่า “ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง..!!” ศีลข้อ ๖-๗-๘-๙-๑๐ได้สังวรระวังทำได้ดี 90%.. ทำให้ละกามคุณ ๕ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ได้มากพอควร เห็นว่า กามคุณ ๕ ทั้งหลายเกิดมาบนโลกนี้เป็นธรรมดา ตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมาก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นมา เราไม่มีอุปาทานว่ามันดี มันสวย มันงาม มันน่าได้ น่ามี น่าเป็น มันก็เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ แล้วก็เสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ทุกครั้งที่มีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสติรู้เวทนา มองเห็นความจริงตามความเป็นจริง จิตก็ไม่ปรุงแต่งสังขารตามที่เคยพอใจ ไม่พอใจ จิตเป็นปกติ เป็นอุเบกขาเวทนา รู้เห็น ได้ยิน รับรส สัมผัส ตามความเป็นจริง จิตสงบ เป็นกลางดี ไม่ดูด-ผลัก-รัก-ชัง เช่นเคย สภาพจิตสงบ เย็น เบา ว่างมากขึ้น กามาราคะ ปฏิฆะ เหมือนจะหมดสิ้นไป หรือจะเหลืออีกเล็กน้อย ก็คงต้องดูตอนผัสสะต่อๆไป เรื่อง โลกธรรม 8 น้อยลงมาก อาจจะมีความสุขใจบ้างที่ได้อยู่ในหมู่กลุ่มที่ดี ได้พบครูบาอาจารย์ที่ยอดเยี่ยม และยังพอใจที่ได้ทำงานแล้วเกิดผลงานดี (ชื่นชมตนเอง)อยู่บ้าง.. !! น่าจะยังเหลือ นินทา สรรเสริญ อยู่อีกนิดหน่อย..!! มานะ อัตตา ก็ค่อยๆลดลงมากขึ้นเพราะเราเห็นใจ เข้าใจทุกๆคนที่มาปฏิบัติลดละกิเลส ย่อมยังทำได้บ้าง ไม่ไม่ได้บ้าง ความถือสาลดน้อยลงจนแทบไม่มี แค่รับรู้ตามความเป็นจริงว่าคนนี้ เขาเป็นแบบนี้เอง.. ให้อภัยไม่ถือสา.. ไม่ต้องอยากให้ใครทำให้ได้อย่างใจเรา เมื่อโดนตำหนิ จากผู้ที่สูงกว่า หรือต่ำกว่า ก็ไม่เศร้าใจ น้อยใจเหมือนก่อนๆ ( เท่าที่ผ่านมาทบทวนตนเอง พบว่า แม้เรื่องแรงแค่ไหน ก็ไม่เคยโกรธผู้นั้นเลย มีแต่เศร้าใจ เสียใจว่า ทำไมเขาจึงว่าเราถึงขนาดนั้น. และไม่เคยคิดไปทะเลาะเบาะแว้ง หรือเอาคืนเลย .. แค่ห่างๆไป แต่เจอกันก็พูดด้วยได้) อีกอย่างหนึ่งที่สามารถพัฒนาตัวเองได้คือ. ความเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก แต่มาอยู่กับพ่อท่าน ต้องมีการแสดงธรรมท่ามกลางสมณะ พระภิกษุ สิกขมาตุ ฆราวาสญาติโยมอีกเป็นร้อยๆ หลายร้อยคน..!! เป็นเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิต..!! แต่คิดว่า ต้องทำเหตุแห่งทุกข์ให้หมดไปในชาตินี้.. พยายามคิดเรื่องที่จะพูด ตั้งใจให้ผู้ฟังได้ประโยชน์ ไม่ต้องกลัวจะไม่ดี ล้างโลกธรรม..!! ผ่านมาถึงวันนี้ ความกลัวหายไป แต่ยังมิใช่จะชอบแสดงธรรม หากไม่จำเป็น ปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ไม่ยากที่จะต้องพูดต่อหน้าคนมากๆแล้ว เรื่องที่ไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่งคือ การเป็นครู.. แต่พ่อท่านก็ตั้ง รร. สัมมาสิกขา ขึ้นมา.. มีแรงบันดาลใจที่จะช่วยสอนเพราะ เป็นรร. ที่สอนให้เด็กมีศีล มีคุณธรรม คงจะได้ช่วยสร้างคนดีเข้าสู่สังคม จึงได้ช่วยสอนวิชชาภาษาอังกฤษ มาตั้งแต่เริ่มเปิดโรงเรียนใหม่ๆ .. จนถึงปัจจุบันนี้ ความรู้สึกไม่ชอบการเป็นครูหายไปแล้ว ยินดี มีความสุขที่ได้สอนให้ความรู้กับเด็กดีๆ มีคุณธรรม เหลือสิ่งที่ไม่ชอบอีกอย่าง ที่ยังไม่เข้าไปยุ่งเลยคือ การบริหาร .. รู้สึกว่ามันยากเกินไปสำหรับเราที่ไม่ฉลาด ไม่มีปฏิพานไหวพริบ รู้เท่าทันในหลายๆเรื่อง.. ไม่ถนัดเลย.. ขอเก็บไว้ก่อนนะ ตอนนี้ แก่แล้ว มาสมัครทำงานกสิกรรมอยู่กับธรรมชาติ เปลื้อนขี้ดินขี้โคลน ก็มิได้รังเกียจอะไร. ทำงานเป็นทีม .. สุขสำราญ เบิกบานใจ.. กราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงสุด ที่ทำให้ลูกได้เจริญพัฒนาจิตวิญญาณที่เป็นสัมมาทิฏฐิมาได้ถึงขนาดนี้ นับว่า เกินกว่าที่ตนเองคิดว่าจะทำได้ในชาตินี้ จะขอตอบแทนพระคุณพ่อท่านด้วยการปฏิบัติบูชาให้ถึงการเป็นอาริยบุคคลขั้นสูง จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ให้ได้ กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง สิกขมาตุ รินฟ้า นิยมพุทธ (4 มิย. 2563)