ข้อสอบ ว.บบบ. ปี 2560 ปรนัย _.docx
เนื้อหาในไฟล์
ข้อสอบ วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม (ว.บบบ.) ปี 2560 ปรนัย 30 ธ.ค. 2560 คำชี้แจง ให้กากบาทคำตอบ ลงบนแผ่นกระดาษคำตอบที่แนบมา ศีลข้อที่ว่า “ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้” ข้อใดถูกต้อง? (หน้า ๑๐ – ๑๓) ก. ค้านแย้งกับหลักโลกานุกัมปายะ ข. ถ้าการรับใช้ทำให้เขาลดกิเลสได้ก็ควรทำ ค. ให้ยึดหลักกิจของสงฆ์ที่กระทำอยู่ทั่วไปเป็นเกณฑ์ ง. ถูกทั้ง ก. และ ข. ทำไมปุถุชน จึงได้ชื่อว่า คนโง่(อวิชชา) ก. เพราะมักถูกคนฉลาดกว่าในโลกหลอกได้ง่าย ข. เพราะมักตกเป็นเบี้ยล่างแก่คนฉลาดกว่า ค. เพราะมักถูกเอาเปรียบอยู่เสมอ ต้องไปเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น ง. เพราะทำอาชีพสุจริตแล้วจะได้ร่ำรวยเป็นหมื่นล้าน การประกอบฑูตกรรมและการรับใช้ที่ผิดจุลศีลคือข้อใด ก. การไปเป็นทหารเกณฑ์แล้วต้องไปรับใช้ครูฝึกและรุ่นพี่ ข. การไปเป็นต้นทางให้เพื่อนไปคุยกับเพศตรงข้ามตอนดึกๆที่โรงเรียน ค. การไปเจรจาเพื่อนำอาหารไปช่วยเหลือต่างประเทศที่ถูกแผ่นดินไหว ง. การไปเข็นปุ๋ยที่โรงปุ๋ยพลังชีวิต โดยไม่ได้ค่าแรงงานเลย ระหว่างแสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ กับแสวงหาเขตบุญภายในศาสนานี้ ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน? (หน้า ๑๘) ก. การชำระกิเลส ข. ศาสนาที่ยึดถือ ค. กลุ่มบุคคลผู้ประกอบกิจกรรมนั้น ๆ ง. ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง จากความเสื่อมของชาวพุทธทั้ง ๗ ข้อ ข้อใด กล่าวผิด ? (หน้า ๒๒ – ๒๓) ก. ศาสนาอย่างไรๆก็ไม่มีวันเสื่อม เสื่อมแต่คน ข. ศาสนาเสื่อมเพราะคนไม่มีธรรมะ ค. ธรรมะไม่มีวันเสื่อม ง. ทุกศาสนาต่างต้องมีวันเสื่อมตามกฎไตรลักษณ์ บุคคลในข้อใดเข้าถึงความเป็น “อมตะ” ? (หน้า ๓๓ – ๓๕) ก. วิชัยถูกยิงกี่ครั้งก็ไม่ตาย ข. วินัยฆ่ากิเลสในตนเท่าไหร่ก็ไม่หมด ค. วิบูลย์ดับกิเลสตายหมดสิ้นจนไม่มีให้
อ่านต่อ
ตายอีก ง.วิชาปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นเมื่อตายไปจะได้อยู่กับพระเจ้านิรันดร ภาวะ “หมดสิ้นจนเที่ยงแท้ ยั่งยืน จนแน่ใจว่านิรันดร์ตลอดกาล ไม่แปรเปลี่ยนไปอีกแล้ว ไม่มีอะไรหักล้างได้แล้ว ไม่กลับกำเริบ” เป็นที่สุดนั้นเอาอะไรเป็นตัวตัดสิน ? (หน้า ๔๓) ก. รูป ข. เวทนา ค. สัญญา ง.สังขาร ข้อใด ไม่ใช่ มโนสัญเจตนาหาร ? (หน้า ๔๙ – ๕๐) ก. อ้วนอยากกินก๋วยเตี๋ยว ข. อุตม์อยากเป็นฤาษี ค. เอิบอยากหมดกิเลส ง. ไม่มีคำตอบที่ต้องการ ขันธ์ตามข้อใดที่เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างพืชกับสัตว์? (หน้า ๗๖) ก. เวทนา ข. สัญญา ค. สังขาร ง. ถูกทั้ง ข.และ ค. นายสยองกล่าวสาบานยืนยันกับนายสยิวว่าเมื่อคืนตนเห็นผีจริง ๆ ถ้านายสยองไม่ได้โกหก เหตุการณ์นี้ควรอธิบายอย่างไรถูกที่สุด? (หน้า ๗๘) ก. นายสยองน่าจะเป็นป่วยเป็นโรคจิต โรคประสาท ข. สิ่งที่นายสยองเห็นเป็นวิญญาณอีกรูปแบบหนึ่งจากหลาย ๆ รูปแบบ ค. สิ่งที่นายสยองเห็นเป็นเพียงรูปในสัญญาเท่านั้น ง. ไม่สามารถอธิบายได้ เป็นเรื่องอจินไตย ข้อใดกล่าว ผิด ? (หน้า ๘๖) ก. อัตตาไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วยแค่ตักกะ ข. กิเลสไม่ใช่ทรัพย์แท้ของตน ค. วิบากบาปก็ถือเป็นทรัพย์แท้ด้วย ง. ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง พฤติกรรมใดที่แสดงถึง “อัตตวาทุปาทาน” ได้ชัดเจนที่สุด? (หน้า ๘๗ – ๘๘) ก. ประเทืองเข้าใจธรรมะและตอบอธิบายธรรมะได้ชัดเจน จึงสำคัญตนเองว่าบรรลุธรรม ข. ประทีปบวชแล้วยังเป็นปุถุชน กลัวถูกดูแคลนว่าไม่ได้มรรคผลจึงประกาศว่าตนก็มีฌาน ค. ประสบปฏิบัติธรรมแล้วแต่ก็ไม่เอาจริงเอาจัง ใครถามก็บอกว่าเดี๋ยวก็ถึงเองแหละ ง. ประสานปฏิบัติศีล ๕ แต่มักบอกใคร ๆ ว่าตนสมาทานศีล ๘ ข้อใดกล่าว ผิด ? (หน้า ๙๒ – ๙๔) ก. พระเจ้าไม่มีบุญ เป็นเพียงสุดยอดที่สุดแห่งที่สุดในกุศล ข. อรหันต์เป็นผู้หมดสิ้นบุญ ค. อรหันต์หมดสิ้นบาปแล้ว เหลือแต่บุญที่ยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะปรินิพพาน ง. คำตอบคือทั้งข้อ ก. และ ข. สวรรค์โลกียะกับสวรรค์โลกุตระเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร? ข้อใดถูกที่สุด (หน้า ๑๑๔) ก. ต่างกันคือสวรรค์โลกียะไม่เสพในความดีแต่สวรรค์โลกุตระเสพในความดี ข. ต่างกันคือสวรรค์โลกียะกิเลสเพิ่ม แต่สวรรค์โลกุตระกิเลสลดจนหมดสวรรค์อย่างเที่ยง ค. เหมือนกันคือสวรรค์โลกียะและโลกุตระต่างก็ไปสู่ความไม่เที่ยง ง. ถูกทั้งข้อ ข. และ ค. ข้อใดกล่าวถูกต้อง? (หน้า ๑๓๕ – ๑๓๖) ก. วิญญาณเป็นตัวกำหนดรู้ สัญญาไม่ใช่ตัวกำหนดรู้ ข. การกำหนดรู้ภายนอก สัญญารู้จากวิญญาณอีกทอดหนึ่ง ค. แม้สัญญาไม่ทำหน้าที่ คนผู้นั้นก็ยังรับรู้ได้ ง. กรอบการรู้ของวิญญาณ ภายนอกคือกามภพส่วนภายในมีเพียงรูปภพเท่านั้น ความเห็นของภิกษุสาติคล้ายกับคนในสังคมไทยส่วนใหญ่ทุกวันนี้ในเรื่องใด? ก. อรหันต์ตายแล้วสูญเท่านั้นไม่สามารถกลับมาเกิดได้อีก ข. คนเรามีการเวียนว่ายตายเกิด ค. วิญญาณไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน ง. วิญญาณล่องลอย ท่องเที่ยวไป เมื่อเกิดการดำริแล้วเราจับอาการของกิเลสนั้น ๆ ได้ว่าเป็นกาม พยาบาท หรือวิหิงสา ถือได้ว่ากำลังปฏิบัติอยู่ในขั้นใดของสังกัปปะ๗? (หน้า ๑๕๗ – ๑๕๘) ก. ตักกะ ข. วิตักกะ ค. สังกัปปะ ง. ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง นักข่าวเห็นประวุฒิมีนาฬิกาเรือนใหม่ ข้อความนี้เกี่ยวข้องกับข้อใดมากที่สุด? ก. นามนาม ข. นามรูป ค. รูปรูป ง. รูปนาม อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นพระโสดาบันพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ได้ ก. ไม่ลังเลสงสัยว่า ตนเองจะไปทำงานที่ฐานงานใดในหมู่บ้าน มีฐานงานประจำ ข. ไม่ลังเลสงสัยว่า กิเลสตัวนี้ยังมีอยู่ในจิตใจเราอยู่ เราอ่านอาการมันได้ ค. ไม่ลังเลสงสัยว่า ตนเองเป็นสายเจโตหรือสายปัญญาหรือสายวิตักกะ ง. ไม่ลังเลสงสัยเพราะว่า กิเลสหมดสิ้นไปจากจิตใจเราแล้วถาวร ไม่กลับกำเริบ อมตบุคคล คือผู้ไม่เกิดไม่ตายอีกแล้ว คำว่า ไม่ตาย ของอมตบุคคลคืออะไร ก. สรีระร่างกายไม่ตายอีกแล้ว สามารถอายุยืนยาวนานไปตลอดนิรันดร ข. คือความไม่มีวันตายไปจากใจของประชาชนผู้มีความศรัทธา ค. สภาวะอุภโตภาควิมุติของพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะอนุสัย ง. แม้โจรจะมาฆ่าก็ไม่ตาย ฟื้นคืนมาได้แม้โดนทำร้ายอย่างหนักถึงกระดูกป่น ในเวทนา 108 ข้อไหนที่เป็นตัวตัดสินว่าผู้ที่แยกแยะได้ เข้าเขตโลกุตระ ก. เวทนา 2 ข. เวทนา 5 ค. เวทนา 18 ง. เวทนา 36 การทำงานด้วยจุดมุ่งหมายแบบใดที่เรียกว่าทำด้วย วิภวตัณหา ก. ไปทำงานที่โรงปุ๋ย เพราะต้องการลดความขี้เกียจ ข. ไปทำงานที่โรงครัว เพราะว่า ขาดแม่ครัวพอดี ค. ไปทำงานที่แปลงผัก เพราะว่า อ.อุดมขอให้ไปช่วย ง. ไปทำงานที่โฮ่งปัว เพราะว่าเพื่อนสนิทชวนไป อย่างไรจึงเรียกว่า พ้น สักกายทิฏฐิสังโยชน์ ก. สามารถทบทวนสิ่งที่ตนเองผิดพลาดไป แล้วพยายามแก้ไข ข. สามารถสัมผัสอ่านอาการกิเลสที่เป็นอัตตาตนเองด้วยญาณปัญญา ค. สามารถใช้ภูมิปัญญาขบคิดจนเข้าใจรู้แจ้งในธรรมะที่ลึกซึ้ง ง. สามารถกำจัดอุปาทานล้างความยึดติดให้สิ้นเกลี้ยงไปจากจิตใจได้ อย่างไรจึงเรียกว่า พ้น สีลัพพตปรามาส ก. สามารถแทงทะลุเข้าใจเนื้อหาสาระธรรมะได้โดยตลอด ข. สามารถทำตบะได้ครบไม่ล้มเลย เช่นไม่กินขนมได้ตลอดเข้าพรรษา ค. สามารถทำให้กิเลสลดละจางคลายอย่างเห็นๆเป็นปัจจุบัน ง. สามารถทำตบะกินมื้อเดียวผ่านได้อย่างน้อย 75% สมาธิในการปฏิบัติ สังกัปปะ7 เมื่อมีดำริ คือตักกะขึ้น เราก็จะฝึกใช้เจตสิกตัวไหนในการกำหนดหมายในสังขาร นั้นว่า เป็น กาม หรือพยาบาท เข้ามาในตักกะ ก. สัญญา ข. เจตนา ค. ผัสสะ ง. มนสิการ การนั่งสมาธิหลับตา แล้วสามารถเห็นวิญญาณ ผี เทวดา ของตนเองหรือผู้อื่นได้นั้น เป็นการเห็นด้วยอะไร? ก. ปัญญา ข. อัญญา ค. สัญญา ง. ญาณทัสนะวิเศษ โสดาปัตติมรรคมีขอบเขตกำหนดว่าจะต้องพ้นสังโยชน์ข้อใดบ้าง ก. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ข. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา ค. สักกายทิฏฐิ ง. มิจฉาทิฏฐิ เกี่ยวกับหทยรูปข้อใด กล่าวผิด ไปจากที่พระพุทธเจ้าสอน ก. อยู่ในกายยาววาหนาคืบกว้างศอกของเรานี้ไม่นอกไปจากนี้ ข. มันไม่มีที่อยู่ที่เกิดแต่ตรงที่เราจับสภาพสภาวะมันได้ปัจจุบันนั้น ค. รู้ได้ด้วยญาณปัญญาไปอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ง. อยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 ในร่างกายเรานี้เอง ข้อใด ไม่เข้ากัน ได้กับอุปกิเลสที่เรียกว่า ถัมภะ(หัวดื้อ,เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) ก. ยืนหยัดยืนยันทำในสิ่งที่ดีนี้ต่อไปแม้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ได้ทำแบบนั้น ข. ที่ประชุมมิตรดีตัดสินในสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง เราก็เลยไม่ได้ทำตามมติที่ประชุมนั้น ค. หมู่กลุ่มมิตรดีส่วนใหญ่ทักท้วงว่าผิดไม่ควรทำ แต่เราก็ยังทำดีต่อไปโดยไม่ท้อแท้ ง. ทำให้ถูกต้องตามที่เราตีความจากพระไตรปิฎก แม้ว่าหมู่กลุ่มมิตรดีจะไม่เห็นด้วย อุปกิเลส มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) นั้นจะมีลักษณะในข้อใดมากที่สุด ก. แพทย์ไม่บอกคนป่วยเป็นเอดส์ ว่าเขาเป็นในทันทีเพราะว่าอาจทำให้เขาฆ่าตัวตาย ข. อยากได้ แต่ทำทีเป็นไม่อยากได้ โกรธแต่ก็ทำเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส ค. โกรธเขาแต่ว่าก็ไม่แสดงออกทางสีหน้าท่าทางหรือวาจา ใจก็ใช้วิปัสสนาลดละได้ ง. รักเขาแต่ก็ไม่ได้แสดงออก ได้แต่เก็บไว้ในใจ เอาไว้เป็นผัสสะฝึกใจให้วางจางความรัก ทำทานอย่างไรที่เรียกว่าได้ทำส่วนแห่งบุญได้ผลสำเร็จ ก. ทำทานให้แก่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท ข. ทำทานแก่ผู้ยากไร้ที่ขาดแคลนโดยตนเองต้องเสียเงินไปมากกว่าครึ่งที่ตนเองมี ค. ทำทานแค่ 0.0000001 %ของรายได้ แต่ได้ลดความตระหนี่ลงได้แค่ 0.0000001 % ง. ทำทานออกไปให้แก่สังคมถึง 80 % ของทรัพย์สินที่ตนเองมี ผู้ใดที่ได้ชื่อว่า เป็น ผู้ทำลายศาสนา ในทัศนะของพ่อครู ก. ผู้สอนว่าทำกุศลเอาไว้ให้มากๆ จะเป็นกำแพงกั้นวิบากร้ายที่จะมาถึง ข. ผู้สอนว่าทำบุญให้เกิดความวิบัติต่อกิเลส ทำเสร็จแล้วจบไม่ได้อะไรเลย ค. ผู้สอนว่าทำสิ่งที่ดี เป็นกุศลจะได้เป็นสมบัติติดตัวไปในภพชาติต่อไป ง. ผู้สอนว่าทำบุญแล้วจะได้กุศลเป็นเหตุปัจจัยให้ได้ไปนิพพาน ข้อความต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ ผิด ไปจากสัจธรรม ก. ความจนเป็นส่ิงที่น่ารังเกียจ ไม่น่ามีไม่น่าเป็นเลย ข. ความรวยไม่ใช่สถานะที่ควรจะเป็น ค. ถ้าใครคิดอยากรวย นั้นเป็นการคิดที่เป็นอกุศล แล้วจะวิ่งไปหาบาป ง. คนจนที่งอมืองอเท้าให้คนอื่นมาช่วยเหลือเป็นส่ิงที่ไม่น่ามีไม่น่าเป็นเลย เกี่ยวการนั่งหลับตาสมาธิทั่วไป ข้อใดถูกต้องที่สุด? ก. การนั่งหลับตาสมาธิทั่วไปจะทำให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น ข. การนั่งหลับตาสมาธิทั่วไปจะทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้น ค. การนั่งหลับตาสมาธิทั่วไปจะทำให้เราเป็นคนสติไม่เต็มร้อย ง. การนั่งหลับตาสมาธิทั่วไปจะทำให้เราเป็นคนสติเต็มร้อย เกี่ยวกับทุกข์ ข้อใดที่ ไม่ถูกต้อง ก. ปกิณกทุกข์เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้ ข. พยาธิทุกข์เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ค. วิปากทุกข์เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้ ง. สภาวทุกข์เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ข้อใด ไม่ เป็นเดรัจฉานกถา? ก. พูดเรื่องชวนไปงานกาชาดเมืองอุบลฯในวันปีใหม่จะได้ไปเล่นสอยดาว ข. พูดเรื่องชวนไปงานเพื่อฟ้าดินจะได้ไปขายของราคาบุญนิยมกัน ค. พูดเรื่องชวนกันไปนั่งสมาธินับถอยหลังวันสิ้นปีที่โขงเจียม ง. พูดเรื่องชวนกันไปปฏิบัติธรรมสวดมนต์ข้ามปีกันที่วัดดังๆ สภาวจิตที่แข็งแรงตั้งมั่น จากการปฏิบัติฌาน แล้วจิตสะอาดจากนิวรณ์ 5 จนจิตตั้งมั่น เรียกว่าอะไร (หน้า7) ก. สมาธิ ข. ศรัทธา ค. สมถะ ง. วิปัสสนา ผู้ที่มีโลกุตรธรรม จะต้องกำจัดกิเลสตัวใดให้หมดสิ้น (หน้า11) ก. กาม พยาบาท ข. กาม ราคะ ค. กาม อัตตา ง. กาม สุขขัลลิกะ ผู้ที่แปล คำว่า บุญ คือ ความดีงามนั้น คือคนเช่นใด (หน้า104) ก. ฉลาดหลักแหลม ข. ฉลาดเฉลียว ค. ฉลาดน้อย ง. ฉลาดเฉโก กรรมอะไรที่แก้ไม่ได้ (หน้า 208) ก. กายกรรม ข. วิบากกรรม ค. วจีกรรม ง. มโนกรรม ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 มีการเกิดส่ิงใดก่อนหลังตามลำดับ(น.8) ก. ปัญญา ญาณ สมาธิ ข. สมาธิ ญาณ ปัญญา ค. ฌาน สมาธิ ปัญญา ง. ฌาน ปัญญา สมาธิ งานที่ปุถุชน ทำให้กับตนเองอยู่ตลอดเวลาคืออะไรถูกตรงที่สุด ก. สร้างโลก ข.สร้างกิเลส ค. สร้างความร่ำรวย ง. สร้างปัจจัย 4 เรามีความตั้งใจ มุ่งหมาย เป็นเครื่องอาศัย ดำเนินบทบาทชีวิต ซึ่งเรียกว่าอะไร? ก. มโนสัญเจตนาหาร ข. ผัสสาหาร ค. มโนปุพพังคมาธัมมา ง. มโนมยา ความรู้ในองค์ประชุมรวม(กาย) ขณะผัสสะและแยกแยะกายกลิได้เรียกว่าอะไร? ก. เวทนา ข. สัญญา ค. เจตนา ง. ปัญญา ข้อใดเป็นสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือพืชก็ตาม ก. สัญญา สังขาร ข. สัญญา เจตนา ค. เวทนา สังขาร ง. สังขาร วิญญาณ การอ่านรู้ อัตตา ตัวจริงได้นั้นต้องอาศัยอะไร?(น.88) ก. สักกายะ ข. ตัณหา 3 ค. สัมผัส 6 ง. มโนมยอัตตา การจะตัดสินว่า เป็นผู้พ้น อัตวาทุปาทาน ได้นั้นต้องมีอะไรก่อน(น.89) ก. สัมผัสตัวตน ที่เรียกว่า สักกายะ ก่อน ข. ไม่เพียงลูบๆคลำๆกิเลส ค. มีสัมมาทิฏฐิ รู้ดี ง. ไม่ลังเลสงสัย มโนมยอัตตา มีความหมายเดียวกับข้อใด(น.143) ก. กายสังขาร ข. มโนปุพพัง ค. มโนมยิทธิ ง. วจีสังขาร “ไม่พ้น สีลัพพตปรามาส” หมายความว่าอย่างไร? ก. ทำให้กิเลสค่อยๆลดละจางคลายลงได้เรื่อยๆ ข. เกิดภาวะที่ได้รู้ ได้สัมผัส “ตัวตนกิเลส” อยู่จริงๆ ค. สัมผัสตัวตนของกิเลส แล้วสามารถกำจัดได้เป็นส่วนๆไป ง. สัมผัสตัวตนกิเลส แต่ไม่ได้ลดละจางคลายกิเลสได้เลย การฝึกปฏิบัติอย่างไร จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิได้ ก. นั่งขัดสมาธิ ใจจดจ่อที่ลมหายใจ ข. ฝึกทำใจในใจ ขณะอยู่ในภวังค์ ให้เกิดอานิสงส์ 4 ประการของการทำสมาธิ ค. นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นเฉพาะหน้า กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างมีสติ ง. ทำกรรม 3 และทุกการงานอาชีพ เจริญสติด้วยความเพียรลดกิเลส อย่างมีสัมมาทิฏฐิ ……………………….หมดข้อสอบ ปรนัย……………………………………...