650527 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข2 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

650527 สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/52178.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1YM3P_Zi61YRKCkGWt41Ls_Kr-FMg84Fj0BtkN4XDP48/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1knPyfZTpCEl4Rh36v8KjbKLwmI9ByL3X/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/Wg3Rr3VJbUI และ https://fb.watch/dgwlR3J1qr/

สมณะฟ้าไท...วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้จะถึงงานอโศกรำลึกไปทุกที เป้าหมายการจัดงานครั้งนี้ต้องการให้เกิดแก่นแท้ที่เป็นพลังวิมุติในชาวอโศก แต่ละองค์กรแต่ละที่ก็ควรมาประชุมกันว่าจะทำอย่างไรให้เกิดแก่น ในบุคลากรของหน่วยงานเรา พ่อครูว่า...SMS วันที่ 25-26 พ.ค. 2565

_สินอโศก · รับชมรายการพุทธศาสนาตามภูมิสดอยู่เสมอเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะพูดอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างลงตัวมากเจ้าค่ะ หากบางครั้งไม่แน่ใจก็จะพยายามมาเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจ หรือในบางครั้ง ก็ถามผู้รู้เอาเจ้าค่ะ พ่อครูว่า...ก็ดีตั้งใจดี

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : เราหนุนลุงตู่เพราะลุงมิใช่ทางหลักทางเลือกเพื่อผลปย.ส่วนตนส่วนใคร'เราหนุนลุงเพราะลุงคือทางรอดเพื่อสันติสุขชาติสงบสุข ปชช. 'เราหนุนลุงคนดีเพราะลุงปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างของคนไทย

ตอน หมดอร่อยหมดสุขจึงหมดทุกข์ได้จริง (สื่อธรรมะพ่อครู) _ธรรมธารทิพย์ วงษ์รักษ์ มาลิณี : ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ทำตามพ่อครูสบายๆ หมดสุขหมดทุกข์ได้ สาธุค่ะ พ่อครูว่า...ทางสามัญทั่วไปเขา ให้หมดทุกข์แต่ยังจะเอาสุขอยู่ เขาไม่เข้าใจความหมดทุกข์หมดสุข เขาไม่เข้าใจปรมัตถ์ 2 ที่เป็น 1 สุขกับทุกข์มันก็เป็นมายาตัวเดียว ถ้าทำสุขกับทุก

อ่านต่อ

ข์ที่เป็น 2 นี่ให้หมดไปก็เป็น 0 แต่เรายังไม่ตายเราก็ยังเป็น 1 เราทำให้จิตเราไป อทุกขมสุข ไม่ทุกข์ไม่สุขได้ คนที่มีอร่อยก็ไม่มีหรือไม่อร่อย ไม่อร่อยก็ไม่มี ภาวะกลางๆ คุณฟังภาษาเข้าใจ แต่จิตของคนที่จะเป็นจริงต้องเป็นจริง อย่างอาตมานี้มันเป็นจริง ไม่อร่อยหรืออร่อย เรารู้ อร่อยคือสมมุติโลก ไม่อร่อยก็คือสมมุติโลก แต่ภาวะจริงของมันก็คือ ถ้าเป็นรสทางลิ้น แตะอันนี้ มันเปรี้ยวมันเค็มมันหวาน มันก็รู้ตามสัจจะที่มันเป็นเท่านั้นเอง มันไม่มีเค็มอันนี้อร่อยเปรี้ยวอันนี้อร่อยหวานอันนี้อร่อย หรือต้องจืดกว่านี้ เปรี้ยวไม่อร่อย หวานไม่อร่อย มันจะมีตัวเก๊ กับตัวจริง รสเก๊กับรสจริง พวกเรานี้ได้ศึกษา ข้างนอกเขาไม่ได้ศึกษาหรอก อธิบายแล้วเข้าใจแล้วจิตเราจะต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่ปฏิบัติได้แล้วจิตจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่อาตมาไม่อร่อยมานาน ทุกวันนี้ มันลากสังขาร ต้องเอาอาหารไปเลี้ยงขันธ์ให้ได้ สังขารเราก็ยิ่งแย่ลงเราก็ยิ่งไม่อยากกิน ไม่ใช่ไม่อยากแบบมีกิเลส แต่มันถึงวาระที่ เสื่อมจะต้องตาย มันก็ไม่ค่อยต้องการที่จะสังเคราะห์ที่จะสังขารอันนี้แล้ว แต่เรายังไม่ยอมให้มันตาย เราก็ต้องเอาอันนี้ให้มันปรุงแต่งร่างสรีระนี้ไว้ ก็ต้องใช้ความพยายามมาก ก็พยายามเอา ใครทำอาหารอร่อยๆทำมาเอามา ปลุกเร้าให้อาตมาอร่อยขึ้นมาบ้าง พยายาม ตอนนี้ก็รู้สึก มันก็พยายาม ดูเหมือนจะดีขึ้นนิดๆ อธิบายสภาวธรรมให้ฟัง ที่บอกว่า พยัญชนะเข้าใจแล้ว ความหมายตรรกะของมันเข้าใจหมดแล้ว แต่จิตจะเป็นจริงๆมันอีกชั้นหนึ่งซึ่งไม่ง่าย ในการที่จะ ลดละเลิกไปจากโลกียะเขา ไปเป็นโลกุตระ สู่แดนธรรม... อย่างนี้ใช่ไหมครับที่พระอรหันต์มีแต่ความรู้สึกที่ว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ไม่มีอย่างอื่นเกิดเลย การนำอาหารใส่ร่างกายก็เป็นทุกข์ พ่อครูว่า... มันเป็นสัมภาระที่หนัก อาตมาพยายามใช้ภาษาไทยอธิบาย เอาบาลีมาเรียกแล้วขยายความรู้ไปตามความจริงที่อาตมามี ผิดถูกอาตมาก็รับผิดชอบเอง

_แก้วตะวัน พวงบุบผา : น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ.. พึงเข้ามาเป็นหมู่มวลทวนกระแส พบมิตรแท้แผ่นดินธรรมอันล้ำค่า ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษหยุดเวรา พ่อท่านพาให้พ้นทุกข์สุขนิพพาน พ่อท่านชวนให้เข้าวัดตัดกิเลส สละเหตุความมีภัยไร้แก่นสาร เตือนตนเองต้องเร่งรัดขจัดมาร ออกจากบ้านมาเสียทีอย่าพิรี้พิไร ....อนุโมทนาสาธุกับผู้ที่อยู่วัดได้ค่ะ พ่อครูว่า... แล้วตัวคุณเองล่ะ

ตอน อสัญญีสัตว์ไม่ใช่สัญญาเวทยิตนิโรธ (สื่อธรรมะพ่อครู) _คุณฉลวย : กราบพ่อครูอธิบายข้อความข้างล่าง ผมอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นสัญญาที่ทำงานเสร็จของสัญญา 10 เวทยิตตังคือสำเร็จเสร็จความรู้สึก ความรู้รอบ ความรอบรู้ทั้งหมดจบ เวทยิตตังจึงเป็นนิโรธที่เคล้าเคลียอารมณ์เวทนาทั้งหมดจบสมบูรณ์แบบ โดยมีสัญญาเป็นตัวกำหนดให้สมบูรณ์แบบในเวทนา 108 แล้วมีนิโรธสมบูรณ์แบบ (ในหนังสืออภิธานศัพท์อโศก หน้า 737 ) พ่อครูว่า... แยกสัญญา ออกเป็นสัญญา 10 แล้วมีคำว่า เวทยิตตัง คือ สำเร็จความรอบรู้ทั้งหมด เวทยิตตังคือเป็นนิโรธแล้ว เวทยิตตังนิโรธังโหติ สัญญาเวทยิตนิโรธ โหติ ตัวจบสมบูรณ์แบบ ผู้ที่ปฏิบัติจะเรียนรู้เวทนาแล้วเคล้าเคลียความรู้สึกหรืออารมณ์ เคล้าเคลีย คือ เข้าไปใช้สัญญากำหนดรู้ทุกเหลี่ยมทุกมุมให้รอบถ้วน แทงทะลุนอกทะลุในของเวทนาเรียกว่า เคล้าเคลียอารมณ์สมบูรณ์แบบ โดยธาตุรู้ตัวสัญญาเป็นตัวทำงานทั้งหมด เป็นตัวกำหนดรู้สมบูรณ์แบบ ทีนี้ กำหนดรู้สมบูรณ์แบบมีวิธีการกระบวนการของการกำหนดรู้ก็คือ เวทนา 108 ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติตัวนี้แหละเป็นตัวสำคัญ เวทนา 108 ผู้ศึกษาปฏิบัติ ถ้าไม่รู้จักเวทนา 108 แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติเวทนา 108 โดยสภาวะเองไม่รู้จักพยัญชนะก็ตาม ถ้ายิ่งรู้พยัญชนะด้วย รู้สภาวะด้วยว่าเวทนา 108 มีเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 แล้ว ก็เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต ของเวทนา 36 ก็เป็น 108 สู่แดนธรรม... ผมจะขอถามแบบสั้นๆ ที่เขาถาม เพราะชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะมองว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นเรื่องของการดับสัญญาและเวทนา พ่อครูว่า... เป็นอสัญญี ถ้าอาตมาอธิบายเหมือนเขา อาตมาก็ยังโง่อยู่เหมือนเขา แต่อาตมาไม่ได้โง่เหมือนเขา อาตมาฉลาด รู้โลกุตรธรรมละเอียดชัดเจน จึงมาขยายความอยู่ ผู้ที่ฟังอาตมาแล้วไม่มีปรโตโฆษะ เขารู้อย่างที่เขารู้เขายึดถืออย่างที่เขายึดถือเขาก็รู้และยึดถืออย่างที่เขาได้ เขาก็ยังโง่อยู่ ยังไม่บรรลุอรหันต์แน่นอน หรือ เชื่อว่าตัวเองบรรลุอรหันต์ก็เป็นอรหันต์เก๊ อาตมาพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ได้ยืนยันว่าพูดไม่ผิดด้วย แต่ทีนี้ คนเหล่านั้นมันได้หลง มันไม่เชื่ออาตมา มันเป็นเวรเป็นกรรมของประเทศไทยหรือในยุคนี้ ที่อาตมาอุบัติขึ้นมาแล้วในท่ามกลางความยึดมั่นถือมั่น แบบเถรสมาคมและชาวพุทธส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ได้ยึดอย่างนั้นแล้ว พออาตมาอุบัติขึ้นและอธิบายไม่เหมือนเขา ไม่เหมือนอย่างที่เขายึดไว้ และเถรสมาคมก็เป็นคณะใหญ่แกนหลักที่เขายอมรับนับถือกันทั้งประเทศ หมดทุกสถาบัน อาตมามาพูดหัวเดียวกระเทียมลีบ เขาก็จัดการตั้งแต่ต้นมา ที่จะเอาให้ตายไม่ให้อาตมาอธิบายธรรมะได้ ไม่ให้อาตมาขยายความธรรมะพระพุทธเจ้าได้ เขาถือว่าอาตมาผิด จนอาตมาก็ไม่มีปัญหาก็ให้เขาทำไป อาตมาก็บรรยายอธิบายไป อาตมาทำไปทำมา ด้วยสัจธรรม อาตมาก็หลุดรอดมาเป็นนานาสังวาสตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจจะชนิดหนึ่ง อาตมาก็มีสิทธิ์เป็นนานาสังวาสแล้ว สมบูรณ์แบบแล้ว อาตมาก็อธิบายได้อย่างที่อธิบายมาตลอด แม้ยังไม่เป็นนานาสังวาสอาตมาก็อธิบายอย่างเดิมมาแล้ว ยิ่งเป็นนานาสังวาสอาตมาก็ยิ่งอธิบายได้ง่าย เพราะตกลงตัดสินกันแล้ว มีข้อตกลงกันสมบูรณ์แบบแล้ว Approved แล้ว จบแล้ว อนุมัติแล้ว อาตมาก็สบายแล้วได้ทำมาตลอดอย่างนี้ ยิ่งอธิบายไปยิ่งเอาหลักฐานพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าตรัสมาอ้างอิง ยืนยัน แล้วพวกเราก็ปฏิบัติสอดคล้อง มีพฤติการณ์มีพฤติกรรม มีบุคคลเป็นไปได้จริง มีปรากฏการณ์เกิดจริง ยืนยันจนกระทั่งคนทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติสาธารณโภคีได้ มีสาราณียธรรม 6 ได้ เกิดเป็นคนที่แม้หลักวรรณะ 9 เอามายืนยันก็เป็นได้ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) มันยิ่งชัดเจน เขาแยังไม่ได้ตรงที่ว่า พูดอย่างไรมันทำได้อย่างนั้น ทำอย่างไรก็พูดได้อย่างนั้น ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที ชัดเจน สัจธรรมที่เอามายืนยันทุกวันนี้ แม้ว่าเขาจะเข้าใจไม่ได้เขาก็ไม่กล้าแย้ง ถึงเข้าใจได้บ้างแล้วแต่มันได้ตกมาอยู่ในหมู่นั้นแล้ว เขาจะมาอยู่หมู่นี้แต่อินทรีย์พละเขาก็ไม่เพียงพอ เขาก็ได้แต่อนุโมทนาสาธุไป คนที่สนใจตามศึกษาอยู่ก็มี คนที่เขาไม่ค่อยศึกษา เขารู้ว่าดีแต่ยังไม่ศึกษาก็มี คนที่ตีทิ้งเลยก็ไม่ต้องว่ากันก็ต้องมีและจะมากด้วย ได้เข้าใจผิดแล้วหลงทางไปทางหลับตา ทางเถรสมาคม ไปเป็นเปรียญ 9 เป็นด็อกเตอร์ทางพุทธศาสนาจบมาจาก Harvard อะไรพวกนี้ ทั้งๆที่เป็นเทวนิยม ประสาทปริญญา ดร.ทางพุทธศาสนามา แล้วมันจะรู้อะไรเพราะเป็นเทวนิยม จะรู้จักพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระได้อย่างไร มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อ่านแต่หนังสือก็เข้าใจได้แล้วมันไม่ใช่นะ แค่จะเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิไม่ง่าย กายคำเดียว สักกายทิฏฐิ สังโยชน์เบื้องต้นขอให้มันชัดเจนก่อนนะ ไม่ใช่ง่ายนะ กายคำเดียวนี้ ที่ อาตมาพยายามขยายความพูด อธิบายแจกแจง พวกคุณก็ยิ่งเข้าใจดีๆๆ รอบถ้วนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่คนบางคนอาจจะบอกว่าอะไรกันนักกันหนาวะ เขาก็จะว่าแต่อย่างนี้

ตอน สัญญา 10 ประการเป็นไฉน (สื่อธรรมะพ่อครู) _พ่อครูว่า... คุณฉลวย พอฟังแล้วเข้าใจได้ไหม สัญญาเป็นการกำหนดหมาย การกำหนดรู้ เอาตั้งแต่สัญญา 10 1. อนิจจสัญญา 2. อนัตตสัญญา 3. อสุภสัญญา 4. อาทีนวสัญญา 5. ปหานสัญญา 6. วิราคสัญญา 7. นิโรธสัญญา 8. สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 9. สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 10. อานาปานัสสติ (อาพาธสูตร ล.24 ข.60) พ่อครูว่า... อนิจจสัญญาคือการทำงานของสัญญากำหนดรู้ความไม่เที่ยง อนัตตสัญญากำหนดรู้ธาตุถึงขั้นอนัตตา คือความไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตน หรือกำหนดรู้อสุภะสัญญา เป็นสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ไม่น่าใคร่อยาก สุภะแปลว่า น่าได้ น่ามี น่าเป็น อสุภะ แปลว่าไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น อาทีนวะ คือเป็นโทษ ไม่ใช่คุณ กามไม่ใช่คุณ ไม่ใช่สิ่งน่าได้ น่ามี น่าเป็น ไม่ใช่คุณไม่ใช่ประโยชน์ มันเป็นอาทีนวะ มันเป็นโทษ กามาทีนวะ ความใคร่อยากทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อย่างไรก็แล้วแต่ มันไม่น่าได้ ไม่น่ามี มันเป็นโทษ ปหานสัญญา มันควรกำจัดทำลายเสียอาการพวกนั้น วิราคสัญญา จนสามารถลดละจางคลายได้ ปฏิบัติแล้วก็เกิด วิราคสัญญา นิโรธสัญญา ปฏิบัติลดละจนสามารถดับได้แล้ว ดับ ก็เป็นอย่างสัมมาทิฏฐิ มิจฉานิโรธเป็นการสะกดจิต ไม่ให้มีสัญญา มันก็ไม่รู้เรื่องอะไร ก็นึกว่า กิณหา ความดำมืด ดับชั่วคราวเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นสุภกิณหา อย่างเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งอยู่ในวิญญาณฐีติข้อที่ 4 ในสัตตาวาส 9 ข้อที่ 4 แต่ผู้ที่มีนิโรธสัญญากำหนดรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ก็จะรู้ว่าความดำความมืดก็คือความดำความมืด และนิโรธก็คือนิโรธ ไม่ใช่ความดำความมืด แต่เป็นความไม่มีกิเลส ดับกิเลสหมด สว่างไสวด้วย ไม่ดำไม่มืดด้วย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสุดยอดเลย สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กำหนดรู้ความไม่น่ายินดียิ่ง ทั้งหมดในโลก ทุกสิ่งในโลกไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดี เพราะฉะนั้นเกิดมาในโลกนี้ แม้คุณจะหมดทุกข์อริยสัจ หมดความทุกข์ที่เลี่ยงได้ 4 อย่าง จบ เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่าง เป็นสัมภาระวิบาก เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทุกองค์ แม้จะเป็นพระอรหันต์แล้ว ทุกข์ 4 อย่างที่เลี่ยงได้เป็นทุกข์อริยสัจ จบแล้ว ไม่มีแล้ว กระนั้น ก็ยังมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้อีก 6 อย่างเป็นสัมภาระวิบากอยู่อย่างนั้น พระอรหันต์ถึงบอกว่าเกิดมามีร่างกายมีชีวิต ทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ดับความทุกข์อริยสัจแล้ว มันก็ยังมี ทุกขขันธ์ สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา กำหนดรู้ความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้นเกิดมามีสังขารมีอวิชชา มีสังขารวิญญาณ โดยเฉพาะมีสังขารที่ปรุงแต่งระหว่างรูปกับนาม หรือกายกับจิต หรือนี่แหละ ชีวิตของสัตว์โลก ถ้าเป็นพืชมันก็ไม่รู้เรื่อง เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้จะเป็นมนุษย์ที่ อเวไนยสัตว์ถ้ายังศึกษาไม่ได้ เป็นเทวนิยม เป็นต้น เขาก็ยังหลง จนมาศึกษาโลกุตระของพระพุทธเจ้าจึงจะรู้ว่า สุข ก็ยังเป็นโลก สุขก็ยังเป็นเรื่องสัมภาระวิบาก แม้แต่ความทุกข์อริยสัจก็ต้องมี แต่พระพุทธเจ้าดับความทุกข์อริยสัจได้ เป็นพระอรหันต์ ก็หมดทุกข์ที่เลี่ยงได้ 6 อย่าง ส่วนเทวนิยมนั้นเขาก็ไม่รู้หรอกมีความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เขาก็ไม่รู้ ยิ่งความทุกข์อริยสัจ 4 อย่าง เขายิ่งไม่มีทางปฏิบัติ เขาไม่รู้ว่ามีทางปฏิบัติให้หมดเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยหรือ มันก็เป็นอย่างนั้น ส่วนข้อที่ 10 อานาปานสติ อันนี้แหละเป็นเรื่องที่ มันมีการปฏิบัติที่เป็นอานาปานสติแบบเดรัจฉานวิชชาหรือแบบเทวนิยม แบบโลกียะ มีอยู่ประจำโลก พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาก็มาเจอกันนั่งหลับตาอานาปานสติ แบบมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าต้องมาแก้ อานาปานสติให้เป็นสติปัฏฐาน 4 ให้พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม โดย อานาอาปานะ คือตลอดที่มีลมหายใจเข้าออก คุณจะนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น แล้วก็จะเห็นลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้สั้นรู้ยาว ให้รู้ว่าทุกอย่างที่มีสภาพ 2 มันจะมีความแตกต่างกัน ให้เรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาตมาอธิบายอยู่นี่คือ อุเทส แล้วก็ขยายความนิมิต แล้วให้เปรียบเทียบกัน ว่ามันมีความต่างกัน ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก มันก็เป็นเทวฺ มันเป็น 2 มันมีมุมเหลี่ยมที่ต่างกัน หายใจเข้าสั้น หายใจเข้ายาว หายใจเข้าสั้น หายใจเข้า หายใจออกสั้น หายใจออกยาวหายใจเข้ายาว หรือคุณจะหายใจออกสั้นหายใจเข้า หายใจออกยาวหายใจเข้าสั้นอะไรก็ตามใจ มันก็มีลิงค มีสภาวะแตกต่างกัน จงเรียนรู้ความแตกต่างกันระหว่างสิ่ง 2 สิ่ง เทวะ หายใจเข้าหายใจออก 2 สิ่ง หายใจสั้น หายใจยาว 2 สิ่ง นี่คือกาย นี่คือสภาวะที่ต้องเรียนรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทส ก็ต้องฟังคำอธิบายของผู้รู้ อาตมาเป็นผู้รู้ ก็ทำการอุเทสให้ฟัง แจกแจงอาการนิมิตที่มันมีความแตกต่างกันอย่างไรให้ฟัง เสร็จแล้วคุณก็ค่อยๆเรียนรู้ความแตกต่างกันที่มีหลากหลายอื่นๆอีกมี หยาบ กลาง ละเอียด ภายนอกภายใน เคลื่อนไหว อานาอาปานะ ไม่ใช่คุณจะเรียนรู้ได้แต่ตอนนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ก็ไม่ใช่ คุณเดินอยู่ นั่งอยู่ คุณเคลื่อนไหวทำงานสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ คุณก็มีอานาอาปานะ มีลมหายใจเข้าลมหายใจออกมีทั้งสิ้น คุณก็เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างกันเมื่อกระทบกันทีละคู่ โดยเรียนรู้จากศีลเป็นตัวกำหนด กระทบกับสัตว์ กระทบกับสิ่งของ พืชหรือวัตถุ กระทบกับสัตว์นั้น ก็รู้อย่างหนึ่ง ให้เกิดเมตตา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ว่าเขาเป็นสัตว์ร่วมเกิดแก่เจ็บตายกันทั้งนั้น ช่วยกัน มีความปรารถนาดีต่อกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ส่วนข้อ 2 อย่าทุจริต อย่าขี้โกง ขี้โกงอะไร มันเป็นวัตถุกับพืช วัตถุกับพืชไม่ใช่ตัวสัตว์ วัตถุกับพืชคือสิ่งที่สัตว์เป็น สัตว์มี จะต้องการหรือไม่ต้องการ สัตว์เดรัจฉานก็ต้องการวัตถุ ต้องการพืชในตัวของเขา ตามฐานะของสัตว์เดรัจฉาน คน ก็ต้องการตามฐานะของคน แล้วอย่าทุจริต อย่าโกงกัน เอาแต่ของที่เขาให้ เขาไม่ให้ คุณก็ทำเอาเอง เป็นสิทธิของคุณ มันก็ไม่มีทุจริต ไม่มีการไปละเมิดกันและกัน ส่วนคุณจะให้เขาก็ดี ทำทานก็ดี เป็นการเสียสละก็ดี ยิ่งเสียสละทางกาย เสียสละทางวาจา เสียสละทางจิตเลย เกิดมาเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้มีแต่ให้ แล้วไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย ให้ โดยไม่มีสาเปกโข ทาน โดยไม่ต้องมีภพมีชาติ ไม่มีไอ้หวัง ไอ้หวังตายสิ้นหมดแล้ว จบเลยนะคนที่ไม่มีไอ้หวัง ไอ้หวังตายสิ้นเสร็จเลย ลอยตัวเลย บินบนเลย หมดความสมหวัง บินบนเลย ลอย เป็นผู้หลุดพ้น ลอยตัว บินบนเลย หมดความหวัง ไม่ต้องสมหวังอีกแล้ว นี่ทุกอย่างลงตัวหมดเลยอาตมาพูดนี่หมายถึงตัวบุคคล คือสมหวังกับบินบนด้วย เห็นไหม สภาวธรรมมันลงตัวกันด้วย ส่วนคนที่พระอินทร์ตอนนั้นลงมาเดินดินหมดเลย พระอินทร์จร คือ จรินทร์ ลงมาเดินดินหมดเลย ท่านเดินดินชื่อจรินทร์ก็มาลงดิน มันลงตัวหมดเลย มันเป็นสภาวธรรมจริงๆ อาตมานี้เป็นมงคลอันอุดมลงตัวไหม แล้วมาแผ่ เป็นความรักและใจให้แก่ทุกๆคน กระจายอะไร กระจายโพธิ โพธิรักษ์ แต่รัก อาตมาไม่มี ษ มีนัยยะ 2 อย่าง ทั้งรัก และรักษ์ เพราะฉะนั้นอาตมารักมวลมนุษย์ ก็มาแจกโพธิ เพื่อรักษาโพธิ เพื่อเป็นคนรักษาโพธิ สืบทอดของโพธิพระพุทธเจ้า คือโพธิรักษ์ ตนเองมีมงคลตนเอง เมื่อตนเองมีมงคลอันอุดม ดีมากพอ ก็แผ่เผื่อแก่คนอื่น กระจายแบ่งแจกความรักให้แก่คนอื่น อย่างนี้เป็นต้น ที่อาตมาขยายความ เอามนุษย์เอาตัวตนบุคคลมาประกอบในการที่จะอธิบายสัจธรรม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าชื่อสิทธัตถะ ก็แน่นอนมันต้องลงตัว เป็นผู้ที่สำเร็จแล้วเรียบร้อย เป็นผู้ที่มีสารัตถะอันสูงสุด สำเร็จบรรลุ อัตถะ สิทธะ แปลว่าผู้สำเร็จหมดแล้ว สำเร็จอะไร สำเร็จอัตถะ สัจธรรมทุกอย่าง ทำไม มารดาพระพุทธเจ้าต้องชื่อสิริมหามายา ก็ความเกิด แม่ผู้ให้ความเกิด ทางโลกก็เป็นแม่ มารดา ที่ก่อเกิดทางรูปธรรมอย่างนั้นแหละ แต่จริงๆแล้วแม่ของสิทธัตถะนั้น มีตัวตนอยู่แค่ 7 วัน เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง พลังงานที่ทำให้ถึงขั้น 7 วันก็เที่ยงแท้แล้ว จบ เอาแค่นั้น ไม่เอามากกว่านั้น เพราะทำงาน แป๊บเดียวก็หายไป เกิดอะไร เกิดสิทธัตถะ 7 วันแล้วสิริมหามายาก็หายไป สัจจะมันลงตัวอย่างนี้หมด อาตมาปาง 7 จึงมีความลงตัวบ้าง บินบนบ้าง สมหวัง จรินทร์ พระอินทร์จร เป็นต้น มันลงตัวหลายๆคน ไม่อยากขยายความไป เดี๋ยวจะไปเล่นลิเกพวกนี้อีก เอาพยัญชนะเอาชื่อมาพูดกัน แล้วก็เลอะเทอะไปอีก แต่ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะเข้าใจถึงรูปและนาม ถึงชื่อนาม กับตัวบุคคลผู้นั้นๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสมมุติ หรือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ผู้ที่อยู่ในกรอบของสัจธรรม จะมี แต่ทั่วไปก็จะสะเปะสะปะไปตามเรื่อง แต่ผู้ที่เข้ากรอบของสัจธรรมมาแล้วจะมีอย่างนี้ ชื่ออย่างนี้ นามมันจะลงตัว นามจะมีสัจธรรมในเนื้อหาของมัน เราไม่ต้องไปวุ่นมัวเมา ปฏิบัติธรรมจะมีสัจจะที่จะรู้แจ้งไปอีก นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

ตอน สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ สติ สันโดษอันเป็นอาริยะ (สื่อธรรมะพ่อครู) _สมณะฟ้าไท... เรามาปฏิบัติธรรม มันจะมีรูปนามสอดคล้องกัน เมื่อสู่โลกุตระ เป็นเรื่องที่พวกเราทำเต็มที่ มันก็เป็นของมันตามนั้น ที่เห็นและเป็นอยู่ เราอยู่กับชาวอโศก อยู่กับพ่อครู เราก็ได้สั่งสมกรรมที่เป็นกุศลทุกวัน พลังงานบุญที่ลดกิเลสเราก็ได้สร้างทุกวัน คนโลกีย์ กว่าจะไปวัดทีหนึ่ง ต้องรอวันเกิดปีหนึ่งทีหนึ่ง รอวันเข้าพรรษาเป็นต้น ของเรามาวัดไม่มีวันหยุด พ่อครูว่า... มาวัด มีวันหยุดอะไรเล่า ทั้งนอน ทั้งนั่ง ทั้งกิน ทั้งขี้ทั้งเยี่ยว อยู่ในวัดหมด สมณะฟ้าไท... เรียกว่าไม่มีวันหยุด มาฟังธรรมก็ไม่มีวันหยุด ฟังตลอดปีตลอดชาติ ไม่มีวันหยุด จะน้ำท่วม จะเกิดสึนามิ จะไปไหนก็ฟังธรรมหมด เราไปชุมนุม มีระเบิด มีแก๊สน้ำตาก็ได้ฟังธรรม ไปไหนพ่อครูก็เทศน์ พ่อครูว่า... เทศน์กลางสนามรบ ขึ้นรถติดลำโพง เทศน์ท่ามกลางอริราชศัตรูเลย เป็นสัจจะซึ่งยุคนี้มันทันสมัย มันสุดยอดเลยประเทศไทย จะมีไหม สงครามที่เขารบกันระหว่างรัฐบาล ในประเทศก็ตาม รบกันข้างนอกประเทศ แน่นอนเราไม่ได้ไปเทศน์แน่นอน ในประเทศก็มีการเทศน์แบบโลกียะบ้าง เช่นในประเทศมีความขัดแย้งกัน โป๊บท่านก็ทรงไปโปรดสอน ในฐานะที่เป็นคริสต์ด้วยกัน ก็ไปอย่างนี้เป็นต้น สมณะฟ้าไท... คิดดูสิ คนทำได้อย่างไร ท่ามกลางแก๊สน้ำตา ท่ามกลางกระสุนปืน ผู้ที่แสดงธรรมก็แสดงธรรม คนฟังก็นั่งนิ่งฟังธรรมไป ประวัติศาสตร์เหล่านี้มันน่าทึ่ง ปกติคนทำไม่ได้ พ่อครูว่า... ไม่ง่ายหรอก จะไม่มีสติสัมปชัญญะตั้งมั่นพอที่จะแสดงธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรม ได้อย่างไรมันไม่ออกหรอก แต่อย่างอาตมาบอกได้ว่าไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความตกอกตกใจ ไม่มีความเกรง ไม่มีความกลัวอะไร มีแต่สัจธรรมสมบูรณ์แบบ ตั้งใจทำไป แสดงธรรมไป แล้วมันก็เป็นอย่างที่เห็น เราผ่านมาได้แล้ว ไม่ได้มีอะไรระคายเคือง กระทบอะไรต่ออะไรเลย อย่างที่เห็นที่เป็นมา พูดไปประเดี๋ยวจะเหมือนไปท้าทาย ไม่ใช่ เป็นผู้แคล้วคลาดแล้ว หลุดพ้นแล้ว มันไม่มีอะไรมาทำได้ พูดไปแล้วฟังแล้วมันดู เกรงใจเขา เหมือนไปหลงตัวเอง ท้าทายไปในตัว แต่มันเป็นสัจธรรม อาตมาก็ยังไม่หมดวิบากไปเจอแก๊สน้ำตาได้ นั่นก็เป็นวิบากสุดท้าย ถือว่าหนัก โดนแก๊สน้ำตาถือว่า หนัก มีความเจ็บปวด มันแสบน่าดูเลย อุทานกันแสบน่าดู ซึ่งมันไม่น่าดูเท่าไหร่เลย ก็เป็นเรื่องของสัจธรรมที่จะต้องมีทั้งพฤติกรรม พฤติการณ์ ที่คนต้องเจอ มีทั้งพยัญชนะ ภาษา พูดกำหนดหมายลงไป

มาเข้าสู่เนื้อหา อาตมาจะขอพูดโดยสังเขป สรุป พูดถึงพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงพระองค์เอง ว่า มีพุทธคุณ 9 แล้ว แล้วท่านก็บอกว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วก็เลื่อม ใส แล้วก็ออกมาปฏิบัติธรรมตาม ออกบวช ทำตาม ปฏิบัติอยู่ใน อาจารโคจร สำรวมสังวรระวังในปาติโมกข์ พร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นโทษภัยอันมีประมาณน้อย เห็นโทษภัยของการเกิดมาเป็นสังขารร่างกาย แล้วก็สมาทานศึกษา เพื่อละเพื่อลดสิ่งเหล่านั้นอยู่ ทั้งทำตนให้มี กายกรรม วจีกรรม ที่เป็นกุศล มีอาชีพที่บริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสถึงศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยกำหนดแต่ละข้อๆ ว่า ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลายไม่รู้แล้วว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็เป็นศีลของภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ศีล 227 ข้อ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีลแล้ว มีแต่วินัย 227 ยังดีที่มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ที่ย่อลงไปให้ปฏิบัติกันอยู่ เป็นจารีตประเพณี เพราะฉะนั้น ศีล ของทั้งภิกษุ ทั้งผู้ที่เข้าใจ ฆราวาส ศีล จึงเป็นแค่ สีลัพพตุปาทาน หมายความว่าปฏิบัติศีลตามจารีตประเพณี ไม่ได้ปฏิบัติศีลให้เกิด อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน เขาบอกว่าไปวัดเขาให้ถือศีล ฆราวาสถือศีล 8 เณรให้ถือศีล 10 จับพวกลิงมาบวชกันเป็นพัน ถือศีลเป็นร้อยเป็นพันคนมันจะถือศีลได้อย่างไร ศาสนาพุทธก็ชิบหายวายป่วง เพราะเอานั่นแหละไปเดินขบวนบิณฑบาต ถือเครื่องใส่ธนบัตรข้างหน้าไป ดูแล้วมันน่าเศร้าสังเวชใจ เอาคนมาบวชเล่นบวชหัว ไม่ว่าเณรไม่ว่าพระ บวชพระร้อยรูปล้านรูปแสนรูป เป็นการทำลายศาสนาอย่างมหาศาล เป็นการทำลายศาสนาอย่างมหาศาล คนที่จะมาบวชนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นเรื่องง่าย เสร็จแล้วเละเทะหมดเลย หยำฉ่า จะมาอดลดละ อดทนอะไรได้ เละเทะอยู่อย่างนั้น พูดให้ลึกขึ้นไปอีกหน่อย หนุ่มกลัดมันมาบวช ก็สังฆาทิเสสกัน ปกปิดกันเละเทะอยู่ในนั้นแหละ สังฆาทิเสสข้อไหนไม่พูดแล้วล่ะ ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง ข้อ 3 อย่างนี้เป็นต้น เละเทะอยู่อย่างนั้นแล้วไม่ปลงอาบัติกันหรอก แต่ละเมิดข้อ 1 2 3 อยู่อย่างนั้นแหละ มันเป็นความสะอาดที่ไหนล่ะ มันเป็นสังคมสมณะ สังคมสงฆ์ ที่สะอาดที่ไหนล่ะ อย่าว่าอย่างนั้นเลยที่เถรสมาคม มีพระที่ปาราชิกบนเปกันอยู่เละเทะเลย อย่างเช่น ธัมมชโยก็คลุกคลีเกี่ยวข้อง บูชาเคารพกันอยู่อย่างนั้น โอ้โห! มันหมดจริงๆเลย นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธทุกวันนี้ ขอผ่าน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไปเข้าอินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ อินทรียสังวร ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรอัมพัฏฐะภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌา และโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้นรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน