571107_เทศน์เปิดมหาปวารณาครั้งที่ ๓๒ ปฐมอโศก (1).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571107_เทศน์เปิดมหาปวารณาครั้งที่ ๓๒ ปฐมอโศก
มาบวชแล้วพพจ.ท่านวางรูปแบบว่าอยู่ได้ โดยอาศัยธรรม เป็นปรปฏิพัทธาเมชีวิกา นักบวชอาศัยฆราวาส ฆราวาสอาศัยธรรม มันก็ควรจะปฏิบัติให้บรรลุมากกว่า สมัยพพจ. ฆราวาสเป็นผู้บรรลุธรรมมีจำนวนมากกว่า เป็นโสดาบันเสียมาก เมื่อเรามาบวชแล้วก็ต้องพยายามพากเพียรให้บรรลุสูงสุดว่า บรรลุธรรมของพพจ.เป็นฉันใด ผมบรรยายมาขนาดนี้พวกเราก็คงเข้าใจ แต่ตอนหลังสมณะก็ไม่ค่อยจะสนใจ คิดเปอร์เซ็นต์ก็ไม่เท่ากับสิกขมาตุเสียด้วยซ้ำ สมณะมาไม่ถึง ๑๐เปอร์เซ้นต์เลย เมื่อมีผู้บรรยายอยู่ เป็นประโยชน์ให้บรรลุธรรมได้ เทศนาเองก็มีบรรลุได้ หรือพิจารณาธรรม ก็ได้ทั้งนั้น จริงๆแล้วผู้มีธรรมะอยู่ในเนื้อจะอยู่กับธรรมะตลอด ผู้ใดรู้สึกตัวว่า จะเดินจะย่างจะไปจะมา สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์มีสติปัฏฐาน มีอิทธิบาทอยู่ใครมีมากก็ต่อเนื่องมาก ถ้าเข้าสู้สถานะผู้เข้าใคลจะเป็นจริงอย่างนั้นไปตามสัจธรรมของผู้มีธรรมะ ต้องพากเพียรให้เราเดินทางไปสู่จุดนั้น ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ขวนขวาย สมัยพพจ.ท่านก็เร่งอันนี้ บริภาษกันเป็นโมฆบุรุษก็เพราะไม่ขวนขวาย ก็น่าจะรู้ว่าเราเอาชีวิตมาทิ้งกับอันนี้ ปฏิบัติให้ทุกอิริยาบถมีอันนี้ ตามหลักเกณฑ์ของมรรคองค์ ๘ โพชฌงค์ ๗ มีหลักฐานว่าโลกุตระก็มี ๔๖ ตั้งแต่กายในกาย สามารถรู้ว่ากายในกายเรา เวลาตากระทบรูป พิจารณาองค์ประชุม ทั้งนอกสู่ใน อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ ทำให้เกิดสุภันเตว อธิมุตโต โหติ มันแปลว่าให้จิตโน้มไป มีทิศทางสู่วิมุติ ปฏิบัติก็จะเจริญเช่นนี้ ซึ่งที่ผมเอามาบรรยายตลอดเวลา คำว่ากาย มีตลอดในองค์ประชุมของรูปและนาม
รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือญาณปัญญาเราเป็นผู้รู้ตลอดเวลาทุกกรรม ทำการงานอยู่ นักบวชเราก็เป็นอาชีพแต่เราไม
อ่านต่อ
่ได้สะสมอะไร เราทำงานประจำเป็นอาชีพ ทุกกรรมกิริยา สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เห็นความลดละจางคลายได้ วิราคานุปัสสี อาการเห็นว่าไม่เที่ยง เป็นความลึกซึ้ง ชัดเจนว่า สิ่งนี้มันไม่เที่ยง พพจ.ถามว่าสิ่งนี้ไม่เที่ยง แล้วมันเป็นทุกข์ ไปยึดถือมันทำไมสิ่งที่ไม่เที่ยง ท่านก็มีปัญญาสว่างยิ่งกว่าเซ็น จะบรรลุต้องเข้าใจอนิจจตา อยู่กับความไม่เที่ยง ลักขณรูปจึงลงท้ายด้วยอนิจจตา ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร เราอยู่กับเหตุปัจจัยที่เหมาะที่ควร
พวกเรานี่เป็นอาริยะ เข้าถึงธรรมพอสมควร ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่รอดหรอก ผมไม่เคี่ยวเข็ญอะไร ถ้าไม่มีธรรมะก็อยู่ไม่รอดหรอก อีด่างคาบไปแดกหมด ต้องไม่ติดแป้น ถ้าติดแป้นก็อีกนานเท่านาน เป็นวัฏฏภิรตโสดาบัน อย่างนางวิสาขา อยู่ฐานนี้ ที่บอกว่า โสดาบันจะอีก ๗ สังโยชน์จะบรรลุ เป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน โสดาบันคือบรรลุสังโยชน์ ๓ แล้วก็ติดตรงนี้ เป็นวัฏฏภิรตโสดาบันจะอยู่ไปนานนับชาติก็ได้ ดีไม่ดีก็เป็นจิตติดแป้น ยิ่งติดก็ยิ่งจง ให้วิบากมันตามทันไป เก็บทุกข์ให้แก่ตนเท่านั้นเอง
จริงๆผมจะต้องสร้างฐาน พุทธบริษัท ๔ ให้แข็งแรง ผมไม่กล้าพูดอย่างฟันธงว่า ศาสนาพุทธนั้นไม่เหลือแล้ว อย่างพระพรหมคุณาภรณ์ โสดาบันยังไม่ได้เลย ท่านเป็นlearned man เป็นพวกนักศึกษา คล่อง จำได้แม่น มีเหตุผลร้อยเรียงหมด แต่ก็ยังไม่ได้อะไร ยังพริ้งสวยงามจนกระทั่งแก่ แสดงธรรมมาก่อนผมอีก ก็อยู่อย่างนั้น เจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์เป็นนักเรียน ท่านเก็บหมด ยิ่งอ่านธรรมะท่านเอามาประกอบก็ยิ่งเห็นว่าคุณธรรมท่านเป็นเช่นนี้ มีท่านพุทธทาส ผมก็ให้นะ ส่วนเจ้าคุณนอฯ ผมก็ให้เป็นอนาคามีนะ ส่วนอ.มั่นก็เป็นโสดาบันได้ แต่เป็นสายเจโต แต่สายพระป่าจะไม่สำรวมเท่าไหร่ ไม่เหมือนสายวัดบ้านจะดราม่าเก่ง ทำให้งาม สำรวมภายนอก แต่ไม่เข้าถึงภายใน ท่านพุทธทาสก็ยังเป็นโสดาปัตติผล เข้าสกิทาคามีส่วนเจ้าคุณนอฯเป็นอนาคามี และก็มีอ.ชา หลวงปู่เทศก์ ก็เป็นอาริยบุคคลได้ ส่วนท่านปัญญาก็เป็นโลกียธรรมธรรมดา
ผมก็ได้อาศัยที่ท่านพรหมฯท่านแปลนะ แต่ท่านก็แปลตามความเห็นของท่าน แต่มันไม่ใช่ ไม่ตรงสภาวธรรม มันตรงกันข้ามก็มีเลย แต่ก็ท่านพยายามแปลให้เข้าสภาวะแต่ท่านไม่รู้สภาวะเลย ท่านรู้แต่พยัญชนะ
จริงๆแล้วไปยึดนั่งหลับตาสมาธิ เป็นการแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธแล้ว แบบของพุทธต้องมรรคองค์ ๘ ปฏิบัติทานศีล ภาวนา ทำกรรมต่างๆ แต่นี่ไม่รู้เรื่องเลย พาให้เกิดเดรัจฉานวิชชา พากันสวดมนต์หากินไปเลย พพจ.อุบัติมา ศาสนาอื่นมีหมด ใช้สวดมนต์บูชาไฟ พพจ.ก็บัญญัติศีลของท่านให้เว้นขาดเลย แต่พระพรหมฯว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นศีลอาริยวินัย ส่วนศีลภิกษุคือ ๒๒๗ ข้อ ท่านพูดมาก็ไม่รู้แล้ว หรือท่านพูดว่าผู้ใดบรรลุจะไม่อวด ผู้ยังอวดอยู่ก็คือผู้ไม่บรรลุหรือว่าพระในตำนานท่านก็เล่าว่าท่านบรรลุต่างๆนานา อยู่ในอภิณหปัจจเวกขณ์ ก็มี ท่านกล้าพูดได้อย่างไรว่า ผู้ที่ประกาศตนว่าบรรลุคือผู้ไม่บรรลุ ก็คือท่านไม่มีสภาวะ แต่ไปดูถูกท่านไม่ได้ เพราะท่านมีคุณต่อศาสนาพุทธ ท่านรวบรวมหลักวิชาไว้มากมาย มากกว่าสุชีพ ปุญญานุภาพนะ
ผมไม่อยากพูดมากกว่านี้ พวกคุณปฏิบัติไปแล้วก็ดูไป หากคุณมีภูมิจะรู้ว่าผมเป็นใคร อยากรู้ว่าผมเป็นใครก็ปฏิบัติให้บรรลุก็แล้วกัน ผมไม่พูดผิดหรอก พูดนิดหน่อยก็ได้ ในทิฏฐิ ๑๐ ข้อ๑๐ ผมบอกได้เลยว่านี่คือตัวผมที่พพจ.ท่านทิ้งไว้ให้ว่าจะเป็นผู้มากอบกู้ศาสนา อย่าไปพูดเล่นนะ รู้ไว้ก็พอ แต่คนเขาฟังไม่ได้หรอก แต่ก็ไม่มีปัญหา
ตอนนี้ดูฆราวาส เขาสนใจฟังธรรม วันนี้หน้าใหม่ๆ ฟังธรรมยิ้มรับ มันถึงเวลา ผมยังคิดอยู่เลย หนังสือค้าบุญคือบาป หากตกไปให้คนไม่มีอคติอ่านก็น่าจะสดุดใจ ผมเขียนแหย่ ทิ่มไว้เยอะ ถ้าเหตุปัจจัยหนึ่ง ทำให้สิ่งนี้จุดชวาน เป็นจุดสันดาป พอความร้อนถึงขีดก็เกิดเปลว หรือกลายเป็นไอ หรือความควบแน่นของโลหะ ก็ละลาย เมื่อถึงจุดวิกฤติ มันจะเปลี่ยนสถานภาพของธาตุไป ทางธรรมะก็มีจุดเปลี่ยน พอถึงรอบก็จะเปลี่ยน จากปุถุชนเป็นโสดาฯ พอจากโสดาฯก็เป็นสกิทาฯ เมื่อเข้าใจแล้วไม่เอาโลกเก่าแล้ว แม้จะมีกิเลสแรงดึงไปแต่ยังไงๆ ก็ไม่เอา เพราะถึงจุดสว่างแล้ว ก็พากเพียรเอา
หลวงตาพรหมถามว่า ชาวอโศกครบพุทธบริษัท ๔ แล้วหรือไม่ …..ครบไปตั้งนานแล้ว จนมีอรหันต์หญิงแล้ว มีฆราวาสเป็นพุทธบริษัท แต่ตรวจสอบยากว่าจะเป็นอรหันต์หรือไม่รู้ยากมาก เขายังอยู่กับอะไรๆพวกนี้อยู่ แต่จิตพวกนี้เขาอาจเป็นได้แต่เขาอนุโลมอยู่กับโลกก็ได้ ในสงฆ์หมู่ใหญ่ไม่มีอาริยบุคคล
พวกเราต้องพิสูจน์ไป พวกเราไม่ได้มีมาก แต่ว่าเขาเกรงนะ ผมเทศน์ทุกวันนี้อาสโภนะ บังอาจนะ คือหมายความว่าองอาจแกล้วกล้า มันกล้าพูด มันพูดแรงน่ะ