การผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคีของเกษตรกรราชธานีอโศก.pdf

โฟลเดอร์กสิกรรมและสหกรณ์
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์14 MB
วันที่แก้ไข7 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

การผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคีของเกษตรกรราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวฝั่งบุญ ชาวหินฟ้า วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาเกษตรศาสตรมหาบัณฑิต แขนงวิชาการจัดการการเกษตร สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2562 Organic Rice Production in the Communal Consumption System Of Rajchathani Asok Farmer Ubon Ratchathani Province Miss Fangbun Chaohinfa A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Agriculture in Agricultural Resources Management School of Agriculture and Cooperatives Sukhothai Thammathirat Open University 2019 ง ชื่อวิทยานิพนธ์ การผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคีของเกษตรกรราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี ผู้วิจัย นางสาวฝั่งบุญ ชาวหินฟ้า รหัสนักศึกษา 2599001415 ปริญญา เกษตรศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการทรัพยากรเกษตร) อาจารย์ที่ปรึกษา (1) รองศาสตราจารย์ ดร.สัจจา บรรจงศิริ (2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรรยา สิงห์ค า ปีการศึกษา 2562 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพพื้นฐานชาวนาในระบบสาธารณโภคี 2) การจัดการการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 3) ผลที่เกิดจากการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี และ 4) ปัจจัยที่เป็นผลกระทบต่อการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี การวิจัยศึกษาจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เป็นกลุ่มชาวนาค ายอด จ านวน 4 คน และกลุ่มโคกหนองนา จ านวน 4 คน ซึ่งเป็นสมาชิกเกษตรกรราชธานีอโศก เลือกแบบเจาะจงจากกลุ่มชาวนาทั้งหมด เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพพื้นฐานของชาวนาในระบบสา

อ่านต่อ

ธารณโภคี ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ถึงระดับอุดมศึกษา มีประสบการณ์ท านาจากบรรพบุรุษ และสื่อต่างๆ มีพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เป็นแรงบันดาลใจ 2) การจัดการการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี เป็นการผลิตแบบอินทรีย์ มีการวางแผนการผลิต ปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยพืชสดร่วมกับการใช้จุลินทรีย์ ปลูกโดยการหว่านและการด า ใช้น ้าหมักชีวภาพในการป้องกันก าจัดศัตรูข้าว การป้องกันสารปนเปื้อนในน ้าจากภายนอก โดยท าคลองระบายน ้า ใช้น ้าฝน การเก็บเกี่ยวด้วยมือและเครื่องจักร ผลผลิตน าไปเก็บไว้เพื่อบริโภค ฟางข้าวน าไปคลุมแปลงผักสวนครัว และตอซังไถกลบเพื่อบ ารุงดิน 3) ผลที่เกิดจากการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี (1) ด้านเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง ลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน (2) ด้านสังคม ได้เข้าถึงการมีส่วนร่วม ระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน หมายถึง การมีความสัมพันธ์ มีการแบ่งปัน ทั้งผลผลิต และองค์ความรู้ต่างๆ ต่อสังคม (3) ด้านสิ่งแวดล้อม ได้คืนความสมดุลให้กับธรรมชาติ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืน และ 4) ปัจจัยที่เป็นผลกระทบต่อการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจในระบบสาธารณโภคี ได้แก่ การพึ่งพาตัวเอง ผลิตเพื่อบริโภค ไม่เป็นหนี้ มีเหลือแล้วจึงจุนเจือสังคม และสาธารณะ (2) ปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ ความเกื้อกูลกันของคน นโยบายการบริหาร และคุณธรรมของชาวอโศก และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้น า (3) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ดิน ศัตรูข้าว และน ้า ค าส าคัญ การผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี เกษตรกรราชธานีอโศก จ Thesis title: Organic Rice Production in the Communal Consumption System of Rajchathani Asok Farmer Ubon Ratchathani Province Researcher: Miss Fangbun Chaohinfa; ID: 2599001415; Degree: Master of Agriculture (Agricultural Resources Management); Thesis advisor: (1) Dr.Sujja Banchongsiri, Associate Professor; (2) Dr.Junya Singkham, Assistant Professor; Academic year: 2019 Abstract This research aimed to study 1) basic information of farmers who used communal consumption system for organic rice production, 2) the management of the rice production, 3) the effects of the rice production using the mentioned system, and 4) the factors that affected the rice production. The data were collected from 4 rice farmers from Kum Yaod Farmer Group and 4 rice farmers from Koak Nhong Naa Farmer Group who were the member of Rajchathani Asok Farmer. The farmers were selected via purposive sampling from the total farmers by an in-depth interview and a group discussion. The qualitative data were analyzed using content analysis method. The results showed that 1) the farmers who used communal consumption system for rice production had an educational level ranging from elementary school to higher educational level. Most gained their rice farming experiences from their ancestors/parents and various media. They also had Samana Pothirak monk as their inspiration. 2) The production of organic rice using the communal consumption system is one of organic rice production techniques which consists of processes as follow: production planning, soil adjustment/conditioning using organic fertilizers and green manure together with certain microorganisms. The rice was cultivated to the field using sowing and transplanting methods. Bioextract was used to prevent pests. The contamination of external chemicals to the water source used for farming was prevented by creating water canals around the field, using rainwater for irrigation, harvesting the rice by hands and certain machines. The rice was then stored for further consumption, rice straws were used to cover the soil for vegetation, and rice stubbles were handled through tillage for soil nutrition. 3) The effects of doing organic rice production in the communal consumption system were as follow: (1) in terms of economic aspect, the method was considered as self-reliable economy. It could reduce the cost of production, the reliance on external production factors, and the living expense within the farmers’ families, (2) in terms of social aspects, the method could provide the accessibility through the local community, especially among household, religious temple, and school. To briefly explain, it meant that the system facilitated the relationship, sharing/exchanging, produces, and various knowledges within the society, (3) in terms of environmental aspects, it could help in balancing the surrounding environment and was eco-friendly. 4) Factors affecting the rice production using communal consumption system could be mainly classified as follow: (1) the economic-related factors consisted of self-reliability, production for consumptions, not holding debts, and sharing of excessive products to the society and public. (2) the social-related factors were the supportiveness of people, management policy, ethics of local people, and the ability for being a good role model of the leaders. (3) lastly, environmental-related factors were soil, pests, and water. Keywords: Organic rice production in the communal consumption system, Rajchathani Asok Farmer ฉ กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเล่มนี้ ส าเร็จลงได้ด้วยความเมตตา และความร่วมมือ จากบุคคลหลายฝ่าย ดังรายนามต่อไปนี้ กราบขอบพระคุณพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้น าชาววอโศก ที่ให้แนวคิดแก่ผู้วิจัย ในการศึกษา หลักสูตรเกษตรศาสตรมหาบัณฑิต โดยท่านเห็นคุณค่า เห็นความส าคัญ ทางการศึกษา สามารถท าให้เกิดการพัฒนาผู้วิจัยและสังคมโดยรวม กราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สัจจา บรรจงศิริ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ได้มีความเมตตาให้ค าปรึกษา แนะน า ตรวจแก้ไขข้อบกพร่อง ในรายละเอียดทุกขั้นตอนของวิทยานิพนธ์ และกราบขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรรยา สิงห์ค า และอาจารย์ ดร.ลัดดาวัลย์ กรรณนุช ที่กรุณาตรวจแก้ไขข้อบกพร่องและให้ค าแนะน าพร้อมคณาจารย์ทุกๆ ท่านที่ให้ความรู้ด้านวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการท าวิจัย กราบขอบพระคุณยิ่ง กราบขอบพระคุณคณะกรรมการชุมชนราชธานีอโศก คณะกรรมการสหกรณ์ภูมิรักษ์ ที่อนุมัติทุนการศึกษาและชาวนาในระบบสาธรณโภคี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการท าวิจัยในครั้งนี้ คุณประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยในครั้งนี้ขอมอบให้แก่ทุกท่านที่มีส่วนร่วมและผู้ที่สนใจ ในการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี เพื่อน าไปพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดคุณภาพชีวิตที่พอเพียง เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา ขอมอบให้คณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ความรู้หากงานวิจัยนี้บกพร่องประการใด ผู้วิจัย กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ ฝั่งบุญ ชาวหินฟ้า พฤศจิกายน 2562 สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ง บทคัดย่อภาษาอังกฤษ จ กิตติกรรมประกาศ ฉ สารบัญตาราง ฌ สารบัญภาพ ญ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 2 กรอบแนวคิดการวิจัย 3 ขอบเขตการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 6 การปลูกข้าวอินทรีย์ 6 แนวคิดและหลักปฏิบัติในระบบสาธารณโภคี 13 การผลิตข้าวอินทรีย์ตามหลักบุญนิยม 25 ผลกระทบต่อผู้บริโภคในระบบสาธารณโภคี 35 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 37 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 40 ประชากรและกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 40 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 41 การเก็บรวบรวมข้อมูล 43 การวิเคราะห์ข้อมูล 43 ซ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 45 ตอนที่ 1 สภาพพื้นฐานของชาวนาในระบบสาธารณโภคี 45 ตอนที่ 2 การจัดการการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 56 ตอนที่ 3 ผลที่เกิดจากการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 62 ตอนที่ 4 ปัจจัยที่เป็นผลกระทบต่อการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 65 บทที่ 5 สรุปการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 68 สรุปการวิจัย 68 อภิปรายผล 70 ข้อเสนอแนะ 95 บรรณานุกรม 98 ภาคผนวก 106 ประวัติผู้วิจัย 116 ฌ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 4.1 การวางแผนการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี ปี 2560/2561 56 ตารางที่ 4.2 ผลที่เกิดจากการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 65 ญ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย 3 บทที่ 1 บทน ำ 1. ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ข้าวเป็นพืชที่ส าคัญต่อการด าเนินชีวิตของคน เพราะเป็นอาหารหลักของคนทั่วโลก ดังพุทธพจน์ที่ว่า “อาหารเป็นหนึ่งในโลก” แต่พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สารเคมีก าจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับมาก กนกอร พรมชาติ (2555, น. ง) ส่งผลให้ข้าวมีโอกาสปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการบริโภคข้าวปลอดภัยโดยเฉพาะข้าวอินทรีย์มีมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักถึงความปลอดภัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ณัฐฐ์วัฒน์ สุทธิโยธิน (2558) กล่าวว่า กระแสความตื่นตัวเรื่องการรักษาสุขภาพของประชาชนไทยในเรื่องความปลอดภัยในการบริโภค อาหาร ความตื่นตัวในการรักษาสิ่งแวดล้อม และนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตามที่มีการประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2551-2554 และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2551-2554 ล้วนส่งผลให้เกษตรกรไทยหันมา ท านาอินทรีย์เพิ่มขึ้นโดยมีปริมาณการผลิตข้าวอินทรีย์ประมาณ 15,000 ตัน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อค านวณถึงเนื้อที่ปลูกข้าวอินทรีย์ของประเทศคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.09 ของเนื้อที่ปลูกข้าวทั้งหมด ของไทย ซึ่งนับว่าการผลิตข้าวอินทรีย์ยังคงมีปริมาณน้อย (ปราโมทย์ ยอดแก้ว, 2560, น. 410) แนวทางการผลิตข้าวอินทรีย์ในประเทศไทยมีหลายแนวทาง โดยแต่ละแนวทางส่วนใหญ่มุ่งเพื่อการการบริโภคของตน และจ าหน่ายทั้งภายในชุมชนและภายนอกชุมชน จากการศึกษาของ กนกอร พรมชาติ (2555) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการผลิตข้าวอินทรีย์ของชาวนา พบว่า ระบบสาธารณโภคีเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิบัติเกี่ยวกับการท านาอินทรีย์ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตข้าวของชาวนาให้มีความปลอดภัย และมีความมั่นคง ดังอุดมการณ์ที่สมณะโพธิรักษ์ ผู้น าชาวอโศกที่กล่าวไว้ว่า “ข้าวไม่ใช่สินค้า แต่ข้าวคืออาหารที่ต้องแบ่งปันกันกิน” แม้มีการขายก็เป็นไปเพื่อเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ ชาวนาขายข้าว แต่ก็ต้องขายให้ถูก ไม่ตั้งราคาแพงโดยมีการพัฒนาชาวนาให้เป็นคนดี มีศีลธรรม ซื่อสัตย์ มีน ้าใจตามหลักการค้าบุญนิยม การท านาจึงมีมิติของความเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสังคมที่ค่อนข้างลึกซึ้ง 2 ข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี เป็นข้าวไร้สารเคมีที่เป็นพิษมีขั้นตอนการปลูกโดยเน้นไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด ไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุธรรมชาติหมุนเวียนกันมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองอย่างเพียงพอโดยเน้นวัสดุที่ให้ธาตุอาหารพืชสูงในท้องถิ่น เพราะเห็นความส าคัญของข้าวทุกเมล็ดที่ท าให้กินอิ่ม สามารถจ าหน่าย จ่ายแจก เผื่อแผ่แบ่งปันในชุมชน ทั้งนี้เกิดจากชาวนาผู้ปฏิบัติตนตามแนวทางพุทธศาสนามีศีล 5 ลด ละ เลิก อบายมุขระบบสาธารณะโภคีที่เป็นสังคมบวร (บ้าน วัด โรงเรียน) บ้าน คือ สังคมชุมชนที่มีแนวทางการด าเนินชีวิตเรียบง่าย สมถะ เสียสละ ขยัน อยู่กันแบบลูก หลาน พี่ น้อง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นสังคมสาธารณะโภคี (กิน ใช้ร่วมกัน) เป็นหลักเศรษฐกิจ/สังคมของพุทธศาสนา น าไปสู่การสร้างความผาสุกสร้างความมั่นคง และยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมจากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษารูปแบบการจัดการการผลิต ผลที่เกิดจากการจัดการ ตลอดจนปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 2. วัตถุประสงค์กำรวิจัย 2.1 เพื่อศึกษาสภาพพื้นฐานชาวนาในระบบสาธารณโภคี 2.2 เพื่อศึกษาการจัดการการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 2.3 เพื่อศึกษาผลที่เกิดจากการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 2.4 เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นผลกระทบต่อการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 3 3. กรอบแนวคิดกำรวิจัย ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย 4. ขอบเขตกำรวิจัย 4.1 ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษาสภาพพื้นฐานของชาวนา ด้านการจัดการการผลิต ด้านผลที่เกิดจากการผลิตและด้านปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคี 4.2 ขอบเขตด้ำนพื้นที่ศึกษำในการวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นศึกษาการผลิตข้าววิอินทรีย์ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ลุ่มแม่น ้ามูลบริเวณหมู่ที่ 10 ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 61 ไร่ 1. สภำพพื้นฐำนของชำวนำ ฯ - ความเป็นมา - ประสบการณ์ - แรงบันดาลใจในการท านา - การท านาอินทรีย์เป็นการปฏิบัติธรรม - แนวคิดในการท านาอินทรีย์ - กระบวนการเพิ่มทักษะพัฒนาความรู้ 2. กำรจัดกำรกำรผลิตข้ำวอินทรีย์ ฯ - การวางแผนการผลิต - การเตรียมพื้นที่และเตรียมปุ๋ยพืชสด - การใช้ปัจจัยการผลิต - การเก็บเมล็ดพันธุ์ การปลูกข้าว - การดูแล-การเก็บเกี่ยว 3. ผลที่เกิดจำกกำรผลิตข้ำวอินทรีย์ ฯ - ด้านเศรษฐกิจ - ด้านสังคม - ด้านสิ่งแวดล้อม 4. ปัจจัยที่เป็นผลกระทบ - ด้านเศรษฐกิจ - ด้านสังคม - ด้านสิ่งแวดล้อม 4 4.3 ขอบเขตด้ำนประชำกรในการศึกษาครั้งนี้ศึกษาจากประชากรทั้งหมด ที่เป็นชาวนาในชุมชนบวรราชธานีอโศกรวมทั้งหมดจ านวน 8 คนจ าแนกได้ 2 ลักษณะคือ 4.3.1 ชาวนากลุ่มโคกหนองนา จ านวน 4 คน 4.3.2 ชาวนากลุ่มนาค ายอดจ านวน ผู้ใหญ่ 4 คน 4.4 ขอบเขตด้ำนเวลำการวิจัยครั้งนี้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลในกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ของระบบสาธารณโภคี ในช่วงระหว่างเดือน กรกฎาคม-ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นฤดูการผลิตข้าวในช่วงการท านาปี 5. นิยำมศัพท์เฉพำะ 5.1 กำรผลิตข้ำวในระบบสำธำรณโภคี หมายถึง การผลิตข้าวไร้สารเคมีที่เป็นพิษมีขั้นตอนการปลูกโดยเน้นไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด ไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุธรรมชาติหมุนเวียนกันมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากวัสดุที่ให้ธาตุอาหารพืชสูงในท้องถิ่น ผลผลิตสามารถจ าหน่าย จ่ายแจก เผื่อแผ่แบ่งปันในชุมชน 5.2 หลักเศรษฐกิจแนวพุทธ หมายถึง หลักเศรษฐกิจที่ดีสูงสุด ที่โลกควรจะได้จะเป็น เพราะ ไม่มีระบบสังคมแบบไหนตรงตามเป้าส าคัญสูงสุดดีเท่า “สาธารณโภคี” อีกแล้ว เนื่องจากเป็นสังคมที่คนแต่ละคนในสังคมชุมชนนี้ท างานฟรี ทุกคนยกผลผลิตให้ส่วนกลางหมด จึงเท่ากับคนในสังคมนี้เสียภาษีให้ส่วนกลาง 100% 5.3 นักปฏิบัติธรรมชำวอโศก หมายถึง ผู้ปฏิบัติธรรมชาวพุทธสายอเทวนิยมที่รวมกันเป็นหมู่กลุ่ม ที่เรียกว่า เป็นชุมชนบ้าง เป็นหมู่บ้านบ้าง เป็นอาวาสถาน และพุทธสถานที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย 5.4 ชำวนำบวรรำชธำนีอโศก หมายถึง นักปฏิบัติธรรมชาวอโศกที่ประกอบอาชีพท านา โดยใช้หลักปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 (ทางสู่ความเป็นกลางอันประเสริฐ 8 ประการที่เป็นข้อปฏิบัติสู่ความเป็นอาริยะ) 5 6. ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 6.1 เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการการผลิตข้าวอินทรีย์ของชาวนากลุ่มอื่นๆ 6.2 เป็นแบบอย่างในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในระดับชุมชน 6.3 เป็นแนวทางในการก าหนดนโยบายส่งเสริม การผลิตข้าวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การผลิตข้าวอินทรีย์ในระบบสาธารณโภคีของเกษตรกรราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี มีการสืบค้นวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบไปด้วยเอกสาร แนวคิดและผลงานวิจัย ดังนี้ 1. การปลูกข้าวอินทรีย์ 2. แนวคิดและหลักปฏิบัติในระบบสาธารณโภคี 3. การผลิตข้าวอินทรีย์ตามหลักบุญนิยม 4. ผลกระทบต่อผู้บริโภคในระบบสาธารณโภคี 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. การปลูกข้าวอินทรีย์ 1.1 ความหมาย ปรกชล อู๋ทรัพย์ (2555, น. 36) ได้ให้ความหมายว่า การปลูกข้าวอินทรีย์ หมายถึง การปลูกข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทุกขั้นตอนการปลูก ซึ่งเน้นการปรับปรุงดินโดยอาศัยจุลินทรีย์ที่มาจากป่าธรรมชาติช่วยในการย่อยสลายตอซังและการเพิ่มธาตุอาหารให้ดินด้วย บางครั้งไม่มีการบ ารุงรักษาเป็นพิเศษปล่อยให้กลไกในระบบนิเวศด าเนินไปตามธรรมชาติ แต่หากถ้ามีอาการเป็นโรคหรือมีแมลงศัตรูพืชระบาดมาก อาจจะมีการแทรกแซงระบบโดยใช้น ้าหมักสมุนไพรไล่แมลงศัตรูพืชและฮอร์โมนที่หมักไว้มาบ ารุงต้นข้าว กรมวิชาการเกษตร (2548) ได้ให้ความหมาย ของการปลูกข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) ว่าเป็นการปลูกที่ไม่ใช้สารเคมี หรือสารสังเคราะห์ต่างๆ เช่น ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต การควบคุมและก าจัดวัชพืช สารป้องกันก าจัดโรคแมลงและศัตรูข้าวในทุกขั้นตอนการผลิต หากมีความจ าเป็นต้องใช้จะใช้วัสดุจากธรรมชาติ ที่ไม่มีพิษต่อคน และสิ่งแวดล้อมด้วย ท าให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพดีปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากแนวคิดที่ได้กล่าวมาเกี่ยวกับความหมายของ การปลูกข้าวอินทรีย์ จึงสรุปได้ว่า การปลูกข้าวอินทรีย์คือ การปลูกข้าวโดยไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มาจากการตัดต่อทางพันธุกรรม และการไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต ระบบการปลูกซึ่งเอื้อต่อระบบนิเวศ ใช้วัสดุธรรมชาติในการ 7 ปรับปรุงบ ารุงดิน ดูแลข้าวโดยไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร ที่ส่งผลเป็นพิษตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม 1.2 วิธีการปลูกข้าวอินทรีย์ วิธีการปลูกข้าวอินทรีย์ หรือการท านาอินทรีย์ อาจจะแบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ๆ วันทนา ศักดิ์เจริญ (2552, น. 23-25) และบุญดิษฐ์ วรินทร์รักษ์ (2550, น. 6) คือ การท านาหยอด การท านาหว่านและการท านาด า ดังนี้ 1.2.1 การท านาหยอด วิธีนี้นิยมท าในการปลูกข้าวไร่ตามเชิงเขาหรือในที่สูง ตั้งอยู่ในสถานที่ที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล โดยอาจปลูกเดี่ยวๆ หรือปลูกสลับกับพืชไร่อื่นๆ ซึ่งมีวิธีคล้ายกับการปลูกพืชทั่วไป กล่าวคือ หลังจากการเตรียมดินแล้วก็จะขุดหลุมหรือใช้ไม้ปักดินให้เป็นหลุม ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว หรือท าร่องลึกประมาณ 1-2 นิ้วแล้วจึงหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในหลุมหรือร่อง แล้วกลบหลุมหรือร่องและหยอดเมล็ดข้าวหลุมละ 5-6 เมล็ด นาหยอดจะใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่ประมาณ 8-10 กิโลกรัม 1.2.2 การท านาหว่าน นิยมท าในพื้นที่ซึ่งควบคุมระดับน ้าล าบาก เช่น มีน ้าท่วมในฤดูฝน หรือในพื้นที่ทีมีน ้าไม่แน่นอนหรือไม่สม ่าเสมอ หรือฝนตกช้ากว่าปกติ ตลอดจนกรณีที่ขาดแคลนแรงงานในช่วงต้นฤดูท านา มีทั้งการหว่านข้าวแห้ง และการหว่านน ้าตม การท านาแบบนาหว่านได้ก าไรเฉลี่ยต่อไร่มากกว่านาด า และการท านาด าใช้แรงงานมากกว่าการท านาหว่าน แต่ใช้เมล็ดพันธุ์น้อยกว่านาหว่าน กล่าวคือการท านาด าใช้แรงงานในกิจกรรมหว่านกล้า ถอนกล้า และปักด ารวม ไร่ละ 1.73 วันงานโดยเฉลี่ย และใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ1.78 กิโลกรัม แต่การท านาหว่านใช้แรงงานในการหว่านเมล็ดพันธุ์เฉลี่ยไร่ละ 0.06 วันงาน และใช้เมล็ดพันธุ์ไร่ละ 6 กิโลกรัม (ศานิต เก้าเอี้ยน และคณะ, 2559, น. 3) 1.2.3 การท านาด า การปลูกข้าวแบบปักด าจะเหมาะสมที่สุดกับการผลิตข้าวอินทรีย์เพราะการเตรียมดิน ท าเทือก การรักษาระดับน ้าขังในนาจะช่วยควบคุมวัชพืชได้ เป็นการปลูกข้าวโดยการเพาะเมล็ดให้งอกและเจริญเติบโตในที่หนึ่งก่อนแล้วจึงย้ายไปปลูกอีกที่หนึ่ง ท าให้สามารถก าหนดระยะห่างของการปลูกข้าวได้อย่างเหมาะสมและสะดวกในการควบคุมวัชพืช พื้นที่การท านาด าควรมีคันนาที่แข็งแรง เพื่อควบคุมระดับน ้าได้ตามความต้องการแต่ละช่วงอายุของต้นข้าวและมีปริมาณฝนตกอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ควรเป็นดินที่มีความสามารถเก็บน ้าได้ดี ขั้นตอนในการท านาด าแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือการตกกล้าและการปักด าอัจฉรา กลิ่นจันทร์ (2557, น. 12.) ได้กล่าวถึง การปลูกข้าวแบบปักด าจะเหมาะสมที่สุดกับการปลูกข้าวอินทรีย์ เพราะสามารถควบคุมการเติบโตแข่งขันกับวัชพืชได้ดี ส านักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว (2562) กล่าวว่าการปลูกแบบปักด าจะเหมาะสมที่สุดเพราะ จะช่วยลดปริมาณวัชพืชและช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ต้นกล้าที่ 8 ใช้ปักด าควรมีอายุประมาณ 30 วัน เลือกต้นกล้าที่เจริญเติบโตแข็งแรงดี ปราศจากโรคและแมลงท าลายควรปลูกปีละครั้ง 1) การเพาะกล้า หลังจากที่เตรียมดินในแปลงกล้าเรียบร้อยแล้ว ชาวนาจะยกแปลงกล้าให้สูงกว่าระดับน ้าในผืนนา 3-5 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้เมล็ดที่หว่านจมน ้าและเป็นการรักษาความชื้นอยู่ตลอดเวลา จากนั้นน าเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้มาหว่านในแปลงกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน จึงท าการถอนเพื่อน าไปแยกปลูก 2) การปักด า หลังจากถอนกล้าออกมาจากแปลงกล้าแล้ว ชาวนาจะมัดกล้ารวมไว้เป็นกองเพื่อน าไปปักด าในแปลงซึ่งเตรียมดินไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นออร์แกนิคฟาร์ม (2560, น. 1) ได้กล่าวถึงการปลูกข้าวอินทรีย์ไว้ว่า เริ่มต้นด้วยการเตรียมดิน ไถกลบตอซังก่อนฤดูการปลูก 2-3 ครั้งแล้วปลูกโดยวิธี การปักด าแบบธรรมดา ถ้ามีเพลี้ย ฉีดพ่นด้วยเชื้อบิวเวอร์เรีย 7-15 วันครั้ง แล้วแต่ลงหนักเบา ส่วนการดูแลเรื่องแมลงถ้าข้าวสมบูรณ์จะไม่ค่อยมีแมลง เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน ให้ปุ๋ยครั้งที่ 1 ใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ผสมน ้าเปล่า สาดให้ทั่วบริเวณที่นา ผสมมูลวัว 1-2 กระสอบ/ไร่ หว่านให้ทั่วบริเวณเวลาผ่านไป 2 เดือน ให้ปุ๋ยครั้งที่ 2 โดยให้ปุ๋ยคอกมูลวัว 1-2 กระสอบ/ไร่ หว่านให้ทั่วบริเวณและเวลาผ่านไป 3 เดือน ให้ปุ๋ยครั้งที่ 3 โดยให้ปุ๋ยคอกมูลวัว ในปริมาณเท่าเดิม หว่านให้ทั่วบริเวณเมื่อครบเวลาแล้วสามารถเก็บเกี่ยวได้ 1.3 ขั้นตอนการปลูกข้าวอินทรีย์ ณัฐธยาน์ เปียแดง และคณะ (2549, น. 7-19) และนัตฐวุฒิ พรมสุวรรณ (2552, น. 31-34) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการปลูกข้าวอินทรีย์ไว้ 8 ประการ ดังต่อไปนี้ 1.3.1 พันธุ์และการเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์จา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน