561206 เป่านกหวีดครั้งสุดท้าย 9 ธ.ค. เวลา 9.39 น.docx

โฟลเดอร์_Data office Neo protest สำรอง mac
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

"สุเทพ" เป่านกหวีดครั้งสุดท้าย 9 ธ.ค. เวลา 9.39 น. ลุกขึ้นเดินขบวนครั้งใหญ่ทั้งประเทศ ต่างจังหวัดให้ไปที่ศาลากลางจังหวัดปิดทางเข้าไม่ให้ข้าราชการทำงาน กรุงเทพฯมุ่งหน้าทำเนียบฯ ลั่นถ้าออกมาหลายล้านคนจะประกาศอำนาจเป็นของประชาชนแล้ว และจัดการบริหารประเทศแทนรัฐบาล ยันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 , 7 แต่ถ้าออกมาน้อยขอยอมแพ้ เดินหน้าเข้าคุกข้อหากบฎ วันนี้ (6 ธ.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 20.35 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กล่าวปราศรัยบนเวทีการชุมนุมศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ว่า หลายคนบอกการชุมนุมครั้งนี้ถ้าทำไม่สำเร็จเสียดายมาก เพราะคนอุตส่าห์ออกมาเป็นล้าน พวกตนไม่ใช่พวกเพ้อเจ้อ เคารพความเป็นจริง ชีวิตพวกเราทุกคนวางเป็นเดิมพัน ทุ่มหมดหน้าตักในการสู้ครั้งนี้ ชัดเจนสู้ครั้งนี้หนเดียว สุดกำลัง แพ้หรือชนะก็ต้องยอมรับ แต่กราบเรียนด้วยความความเป็นจริงถ้าจำนวนมีกันแค่นี้ แม้จะมีหัวใจห้าวหาญอย่างไร กอดคอเหนียวแน่นอย่างไร ก็ต้องมีคนเจ็บ - ตาย เพราะพวกโจรห้าร้อยไม่เคยปราณีประชาชน ตนรู้พี่น้องก้าวพ้นความกลัวเหล่านั้นมาแล้ว แต่ว่าชัยชนะของเราไม่วัดกันที่จำนวนคนเจ็บ - ตาย แต่วัดกันที่จำนวนคนที่ออกมาร่วมกันต่อสู้ ถึงบอกว่าการต่อสู้เรื่องนี้ต้องกำหนดวันจบได้แล้ว

ฉะนั้นวันจันทร์ที่ 9 ธ.ค. เรื่องนี้ต้องจบ ไม่มีประโยชน์ที่ต้องยืดเยื้อ จะเป็นจะตาย แพ้ชนะ ให้มันรู้กัน บรรดาคณะกรรมการ กปปส. ทุกคน แกนนำทุกเครือข่าย ปรึกษากันและมีมติเอกฉันท์วันจันทร์ที่ 9 ธ.ค. ต้องทำให้การต่อสู้ครั้งนี้จบลงให้ได้ ยืนยันใช้หลักสันติ ไม่มีอาวุธ จะชนะได้จำนวนคนที่ออกมาต้องมากมายมหาศาล จนมันยอมแพ้เท่านั้น เพราะฉะนั้น

อ่านต่อ

ทุกคนในประเทศไทยต้องตัดสินใจเลือกข้าง ถ้าตัดสินใจเป็นเสรีชน ต้องการปกปักรักษาบ้านเมือง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องออกมา แต่ถ้าทำใจได้เป็นขี้ข้าทักษิณต่อไปทั้งชาติ ก็นอนเสพสุขที่บ้านไม่ต้องออกมา ถ้ายอมออกมาเพราะเลือกข้างถูกเราจะชนะโดยไม่มีคนเจ็บ ตาย และชนะตลอดไป วันที่ 9 ธ.ค.นี้ ข้าราชการทั้งหลายถ้าเห็นแก่อนาคตประเทศไทย หยุดทำงานแล้วมาร่วมกับประชาชน

ทั้งนี้รัฐบาลมีแผนการจะเกณฑ์ข้าราชการและเด็กนักเรียนแต่งเครื่องแบบเดินมาอ้อนวอนพวกเราให้เลิกชุมุนม ถ้าไม่เลิกนายทักษิณสั่งไว้แล้วให้ปราบปราบด้วยความรุนแรง ตนจึงได้ประกาศเลยถ้าเช่นนั้นวันที่ 9 ธ.ค. ได้เห็นดำเห็นแดงกันเลย

"วันจันทร์ที่ 9 เวลา 9 .39 น. ลุกฮือทั้งประเทศทวงอำนายอธิปไตยคืน ต่างจังหวัดเดินขบวนในจังหวัดตัวเอง แล้วก็มุ่งหน้าไปที่ศาลากลางจังหวัดทุกแห่ง ปิดทางเข้าไม้ให้ข้าราชการเข้าทำงานได้ นิสิต นักศึกษา นักเรียนทุกแห่ง 9.39 น. เป็นสัญญาณนัดหมาย ปฏิเสธไม่รับรัฐบาลนี้ สำหรับพี่น้องกทม.เช้าวันที่ 9 ธ.ค. ต้องออกมาบนท้องถนนทุกคน ใครนอนบ้านทรยศประเทศไทย เดินขบวนครั้งใหญ่ไปบนถนนทุกสายมุ่งหน้าไปที่ทำเนียบรัฐบาล" นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า 9 ธ.ค. รวมพลังครั้งสุดท้าย ชนะก็เป็นไทย แพ้ก็ยอมก้มหน้าก้มตาเป็นขี้ข้าเขาไป ถ้าออกมาหลายล้านคน จะประกาศอำนาจอธิปไตยกลับมาถึงมือประชาชนแล้ว หลังจากนั้นใช้อำนาจประชาชนบริหารจัดการประเทศไทย ให้ประเทศเดินหน้าไปได้ มีกฎหมายรองรับแน่นอน กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และ 7 มีไว้ชัด ถ้าไม่มา พวกเราที่สู้ทั้งหมดนี้พร้อมยอมรับความพ่ายแพ้ ขอประกาศว่านี่คือการเป่านกหวีดครั้งสุดท้าย ถ้าพี่น้องประชาชนทั้งหลายและข้าราชการไม่เลือกข้าง พวกตนยอมเดินหน้าเข้าคุก ไม่สู้แล้ว ยอมติดคุกข้อหากบฎ ประหารชีวิตก็ได้ ดีกว่าเอาชีวิตพี่น้องไปเสี่ยง เราจะไม่บุกเข้าไปในทำเนียบฯเพื่อให้เกียรติทหาร แต่ก็จะเป็นการวัดใจทหารด้วยเช่นกัน ในวันจันทร์ที่ 9 ธ.ค. นี้

คำต่อคำ : "สุเทพ" เป่านกหวีดครั้งสุดท้าย

พี่น้องผู้รักชาติทุกเวทีทั่วประเทศไทย และหลายเวทีในต่างประเทศ ผมขอกราบสวัสดีทุกท่านด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ พวกเรายังมีอารมณ์ปลาบปลื้ม มีความสุข ที่ได้ร่วมกันทำหน้าที่พสกนิกรผู้จงรักภักดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลพระองค์ท่าน ซึ่งบนเวทีของพวกเรา ทั้งที่ราชดำเนิน กระทรวงการคลัง ศูนย์ราชการ และจังหวัดต่างๆ ที่มีพี่น้องประชาชนผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ได้มาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียง และได้ให้ฉันทานุมัติให้กระผม ในฐานะที่เป็นเลขาธิการ กปปส.ได้เป็นตัวแทนของมวลมหาประชาชน กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ภาพและเสียงที่เราได้เปล่งคำถวายพระพรชัยมงคลด้วยกันนั้น ยังประทับอยู่ในความรู้สึกของพวกเราทุกคน และจะเป็นมงคลสำหรับชีวิตของพวกเราสืบไป ที่สำคัญเป็นพิเศษก็คือเมื่อคืนนี้ มวลมหาประชาชนได้พร้อมใจกันถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เราจะประพฤติตนเป็นพลเมืองที่ดี ดำรงตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจะสร้างสรรค์คุณประโยชน์กับประเทศชาติ ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข และจะร่วมพิทักษ์รักษาราชบัลลังก์ และระบอบประชาธิปไตย จนกว่าชีวิตจะหาไม่ คำปฏิญาณนี้พวกเราจะได้ยึดมั่นและจะได้ปฏิบัติในวันสองวันนี้ จะได้เห็นผลกันว่า สิ่งที่เราปฏิญาณนั้น เราทำได้สำเร็จหรือไม่อย่างไร

พี่น้องทั้งหลายครับ ตั้งแต่เราได้เริ่มกอดคอต่อสู้ร่วมกันมา มีคนถามพวกเราอยู่เรื่อยๆ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำแล้ววันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็ได้เพียรพยายาม อธิบาย ให้คนที่สงสัยได้เข้าใจมาเป็นระยะๆ แต่ว่าความที่เราเป็นประชาชน เรี่ยวแรงไม่มาก เราเสียเปรียบในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ คนที่เขาอยู่ฝ่ายรัฐบาลเขาได้เปรียบ เขามีสื่อแขนงต่างๆ ที่จะเอาข้อมูลข่าวสารที่เขาจงใจที่จะบิดเบือนเผยแพร่ถึงประชาชน จนทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากเข้าใจสับสน ผมคิดว่าวันนี้น่าจะเป็นเวลาที่สมควรที่เราจะพูดจาเรื่องนี้กันให้ชัดเจนอีกสักครั้ง มีคนตั้งคำถามอยู่เรื่อยเลยครับว่า ถ้าสิ่งที่พวกเรากำลังต่อสู้กันอยู่ เป็นผลสำเร็จ แล้วเราจะทำอย่างไรกับประเทศไทย ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และบรรดาคณะรัฐมนตรี มักจะออกมาหยามหยันพวกเรา บอกว่าสิ่งที่พวกเราทำนั้นไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ พวกเราเป็นพวกที่เพ้อเจ้อไปเอง

ผมอยากจะใช้โอกาสตรงนี้อธิบาย เรียนชี้แจงสักครั้งหนึ่ง ให้พี่น้องประชาชนที่มีใจเป็นธรรม สื่อมวลชนที่มีใจเป็นธรรม ได้ครุ่นคิดคำนึงอยู่ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น นับตั้งแต่วันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 รัฐธรรมนูญฉบับแรกก็บัญญัติไว้ในมาตรา 1 เลยว่า อำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองนั้นเป็นของราษฎร และในรัฐธรรมนูญทุกฉบับหลังจากนั้น ก็ได้มีบทบัญญัติเรื่องอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง เอาไว้ชัดเจน จนกระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็เขียนไว้ในมาตรา 3 ว่าอำนาจอธิปไตยนั้น เป็นของปวงชนชาวไทย นี่ไม่ใช่แค่ข้อความโก้ๆ ครับ เป็นความจริงว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ปวงชนจึงเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่ประเทศเรามีพระมหากษัตริย์ มีความผูกพันล้ำลึกเหนือกว่าชาติไหนๆ ในโลก ที่พระมหากษัตริย์ และพสกนิกรชาวไทยผูกพันกัน คนไทยเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงได้ถวายอำนาจอธิปไตยนั้น ให้พระองค์ท่านทรงใช้ผ่านรัฐบาลในส่วนที่เป็นอำนาจบริหาร ใช้ผ่านสภาฯ ในส่วนที่เป็นอำนาจนิติบัญญัติ ใช้ผ่านศาลในส่วนที่เป็นอำนาจตุลาการ เพราะอำนาจสูงสุดในประเทศมี 3 ด้านนี้เท่านั้นคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ

ที่บอกว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย ผ่านทั้ง 3 สถาบันนี้นั้น เป็นความยินยอมพร้อมใจของประชาชน และมีกระบวนการที่จะนำไปสู่การใช้อำนาจนั้น กระบวนการที่เราเห็นกันอยู่ก็คือ ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ประชาชนไปเลือกตั้ง ผู้แทนได้ผู้แทนก็ประกอบกันไปเป็นสภาฯ สภาฯ นอกจากจะทำหน้าที่เรื่องการออกกฎหมาย การแก้ไขกฎหมายการนิติบัญญัติต่างๆ แล้ว ตัวแทนของประชาชนคือ ส.ส.เหล่านั้น ก็ไปเลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล บริหารประเทศ แปลว่า ทั้งสภาฯ ทั้งรัฐบาล เป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชน ให้ไปทำการบริหารประเทศ ให้ไปทำการดูแลเรื่องกฎหมายต่างๆ มี 2 ส่วนที่สำคัญ ส่วนเรื่องตุลาการ เรื่องศาลนั้น เราไม่ต้องไปพูดถึง เพราะนั่นได้ทำในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ โดยระบอบของเขา ประเด็นที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือสภาฯ และรัฐบาลที่ได้ไปใช้อำนาจในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ตามที่ประชาชนมอบหมาย มอบอำนาจ ถ้าเป็นรัฐบาลที่ดี ถ้าเป็นสภาฯ ที่ดี เขาจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และต้องอยู่ภายใต้หลักการสำคัญที่เขาเรียกว่าหลักนิติธรรม คือหลักของกฎหมาย นี่สำคัญมากนะครับ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมาย คือหลักนิติธรรม ต้องทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน นี่สำคัญ 3 เรื่อง

ทั้งรัฐบาล ทั้งสภา ต้องเอาอำนาจที่ประชาชนมอบให้นี้ ใช้ตามกฎเกณฑ์ ตามกติกา ที่เขากำหนดไว้อย่างนี้ ทุกแห่งในโลกต้องเป็นอย่างนี้ แต่ปรากฏว่ายังไง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ สภาฯ ของสมศักดิ์ ทำยังไงกับประชาชน มันไม่ได้ใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ตามกฎเกณฑ์ ตามกติกา ที่เขาวางไว้ ไม่ได้ใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้ใช้อำนาจโดยคำนึงถึงหลักนิติธรรม แล้วไม่ได้ใช้อำนาจของประชาชนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น เขาใช้อำนาจอย่างไร คนพวกนี้เหลิงอำนาจ อาศัยพวกมาก แล้วไปตรากฎหมาย ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม ไม่คำนึงถึงความชอบหรือไม่ชอบของหลักกฎหมายที่เขาปฏิบัติกันเป็นสากลในโลก

เอาอำนาจที่ประชาชนมอบให้ไปใช้ เพื่อประโยชน์ของตัวเองของพวกพ้อง แก้รัฐธรรมนูญก็หวังที่จะรวบอำนาจการปกครองบ้านเมืองให้อยู่ในมือตัวเอง ไว้รองรับพี่ชายตัวเองที่หนีคดีให้ได้กลับมาเสวยอำนาจ และใหญ่คนเดียวในประเทศไทย และวิธีการทำก็อัปยศสิ้นดีใช้เล่ห์อุบายไม่ละอายฟ้าไม่ละอายดิน ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ทำทุกอย่างผิดทั้งนั้น นับตั้งแต่การปลอมแปลงเอกสารร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอไปฉบับหนึ่ง แต่เวลาเอาไปพิจารณาก็เอาอีกฉบับหนึ่งขึ้นมาพิจารณา ในสภาฯ เขาใช้เหตุใช้ผลกัน เขาพูดอภิปรายกันด้วยเหตุด้วยผล ใครเห็นด้วยหรือใครไม่เห็นด้วย เห็นต่างอย่างไรเขาได้โต้เถียงด้วยเหตุผล เพื่อให้ ส.ส.ที่เป็นวิญญูชนได้ใช้สติปัญญา ตัดสินว่าเหตุผลข้างไหนถูก ข้างไหนผิด แต่ว่าพวกนี้ไม่ทำอย่างนั้น อาศัยอำนาจอย่างเดียว พวกกูพูด พวกมึงเห็นต่าง ไม่ต้องพูด ปิดปากมึงหมดเลย เวลาลงคะแนนเสียงมันก็ใช้สันดานเดิมของมัน ตั้งแต่ที่ตอนเลือกตั้งที่โกงเลือกตั้ง ที่ซื้อเสียง

วันนี้มันก็เอาระบบนี้มาใช้ในสภาฯ จ่ายเงินให้พวกที่ลงคะแนนให้มัน จ่ายไม่พอโกงคะแนนอีก แอบลงคะแนนแทนคนอื่น นี่คือโกงคะแนนในสภาฯ ในส่วนที่เป็นกฎหมาย มันก็บังอาจสมคบกันไปเขียนกฎหมายล้างผิดให้พี่ชายมันที่ศาลพิพากษาแล้วว่า ได้ทำความผิด ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ โกงชาติโกงแผ่นดิน มีโทษต้องจำคุก 2 ปี และถูกยึดทรัพย์ 46,373 ล้าน มันก็จะล้างผิดให้ ล้างผิดให้คนที่ศาลพิพากษาแล้วว่ามีความผิด ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกเขาออกกฎหมายลบล้างคำพิพากษาของศาล นี่ผิดหลักนิติธรรมชัดๆ ออกกฎหมายล้างผิดให้คนที่ฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า ฆ่าทหาร ฆ่าตำรวจ ฆ่าแม่ค้าขายข้าวแกง ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่มีที่ไหนในโลกที่เขาจะออกกฎหมายล้างผิดให้ฆาตกรที่ฆ่าคน มีแต่ที่นี่ และสภาทาสแห่งนี้เท่านั้น ทั้งหมดที่มันทำมานี้ ผิดๆๆ ผิดทุกอย่าง

แล้วไม่ใช่เป็นความผิดที่คนอย่างเราตัดสิน เป็นความผิดที่ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าผิด คือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า ทั้งหมด ทุกกระบวนการที่ทำมานั้น ผิดๆๆ แล้วเป็นไงครับ ผิดหลักนิติธรรม ผิดรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็ยังดาหน้าออกมาปฏิเสธไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ที่มีอำนาจอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติให้อำนาจไว้ ตั้งโดยรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจโดยรัฐธรรมนูญ และทุกคนต้องเชื่อฟัง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล สภาฯ หรือองค์กรอื่นๆ คำพิพากษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องผูกพันทุกองค์กร แต่รัฐบาลนี้ปฏิเสธ ประธานสภาฯ ปฏิเสธ พรรคเพื่อไทยปฏิเสธ ยิ่งลักษณ์ก็ปฏิเสธ ส.ส.312 คน รวมทั้งยิ่งลักษณ์ปฏิเสธไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาล ทำตัวเป็นกบฏต่อรัฐธรรมนูญ สภาฯ หรือรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว.ที่รัฐบาลซื้อเอาไว้ จ้างเอาไว้นี้ จึงสิ้นสภาพความเป็นรัฐสภา หมดสภาพทางกฎหมาย ไม่มีความเป็น ส.ส. ไม่มีความเป็น ส.ว.อยู่แล้ว เพราะได้กระทำตนนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจไว้ และเป็นกบฏต่อรัฐธรรมนูญโดยการประพฤติอย่างชัดเจน

ถ้าจะสรุปกันง่ายๆ ต้องถือว่าวันนี้ไม่มีรัฐสภาเหลืออยู่แล้วในประเทศไทย นี่ฝ่ายนิติบัญญัติ หันไปดูฝ่ายรัฐบาลครับ คนไทยรู้เห็นและเข้าใจกันทั้งประเทศว่า รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ใช่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิด เวลาพูดกับชาวต่างประเทศ ฝรั่งมังค่า จ๊ะๆ จ๋าๆ อ้างว่า ฉันมาจากการเลือกตั้ง ประชาชนให้อำนาจมา แต่ที่รู้อยู่แก่ใจก็คือว่าโกงเลือกตั้งมา ซื้อคะแนนเสียงมา นั่นไม่ใช่เสียงที่แท้จริงของประชาชน แต่ที่แย่กว่านั้นอ้างประชาชนมาเป็นรัฐบาล แต่เมื่อมาเป็นรัฐบาลทั้งตัวนายกฯ และรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กลับยอมตนให้คนอื่นที่อยู่ต่างประเทศบงการรัฐบาลชี้เป็นชี้ตายรัฐบาล ยอมตนอยู่ภายใต้อำนาจของคนภายนอก ซึ่งมันไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว พี่น้องลองหลับตานึกดูสิครับ ถ้ารัฐบาลไทยที่ประชาชนมอบอำนาจให้เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน และไปฟังคำสั่งจากมิสเตอร์แบล็ก มิสเตอร์กรีน นายเขียว นายแดง ชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส ชาวอเมริกา หรือโยโกฮามา ชาวญี่ปุ่นไอ้นั้นมันจะถือว่า เป็นรัฐบาลไทยไหมครับ

หรือว่าท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีของประเทศไทย รับอำนาจของประชาชนมาเป็นผู้บริหารแผ่นดินไทย แล้วฟังคำบงการของฮุน เซน อย่างนี้ถือว่าเป็นรัฐบาลไทยมั้ยครับ

เหมือนกัน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้งตัวนายกฯ ทั้งคณะรัฐมนตรี ฟังคำสั่ง คำบงการ มาจากต่างประเทศ แม้ว่าจะฟังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีฐานะ ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะมาสั่งการรัฐบาลไทย เพราะทักษิณคือคนหนีคดีที่อยู่ต่างประเทศ ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนเขียนเอาไว้ ว่าคนหนีคดี นักโทษหนีคดีที่อยู่ต่างประเทศ ให้มาสั่งการ บงการรัฐบาลของประเทศไทยได้ ไม่มี ที่ทำมาน่ะ ผิดทั้งนั้น

ถ้าพูดตามภาษากฎหมายต้องบอกว่า รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยอมตนอยู่ภายใต้อำนาจของคนภายนอกประเทศ ยอมให้คนภายนอกกำหนดนโยบายที่เขาบอกว่า ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ ทักษิณคิดรัฐบาลทำ นั้นมันผิดอยู่แล้ว นอกจากยอมให้เขากำหนดนโยบายแล้ว ยังยอมให้เขาลงลึกมาถึงขั้นสั่งราชการด้วย ไม่งั้นไอ้แจ๊ดมันจะพูดหรอที่มันได้เป็นผู้บัญชาการนครบาล เพราะพี่มันให้นั่นมันชัดเจน รัฐบาลนี้ยอมให้คนนอกประเทศแต่งตั้งปลัดกระทรวง แต่งตั้งอธิบดี แต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจ ผู้บัญชาการ กองบัญชาการต่างๆ แต่งตั้งผู้ว่าฯ แต่งตั้งข้าราชการทั้งหลาย นี่มันลงลึกและผิดทุกอย่างที่เขาปฏิบัติกันมา ไม่ว่าประเทศไหนในโลกไม่มีที่ไหนเขาทำ นอกจากรัฐบาลหุ่นเชิดของยิ่งลักษณ์แห่งเดียวในโลกนี้

พี่น้องทั้งหลายทั้งสภาฯ ทั้งรัฐบาลมันถึงทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งผิดแบบที่เห็นโจ้งๆ แล้วตัวเองออกมาแสดงประกาศเองว่า เป็นกบฏไม่ไม่เชื่อฟังรัฐธรรมนูญ และผิดโดยพฤตินัยที่ประชาชนคนไทยเห็นทั้งประเทศที่เขามาสั่ง เรื่องนโยบายที่เขามาสั่งเรื่องข้าราชการ ที่เขามาจุ้นจ้าน ตัดสินใจ แทนนายกฯ และคณะรัฐมนตรี ทุกวันๆ

เพราะฉะนั้นรัฐสภา และรัฐบาลชุดนี้ จึงหมดสภาพความเป็นรัฐสภา หมดสภาพความเป็นรัฐบาล ที่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ คือถ้าเป็นพระทั้งรัฐสภา ทั้งรัฐบาล ปาราชิกไปแล้วครับ ผิดวินัยร้ายแรง เป็นพระต่อไปไม่ได้ ปาราชิกไปแล้วถึงแม้วันนี้จะห่มผ้าเหลืองอยู่ แต่ก็ไม่มีใครไหว้แล้วเพราะเนื้อในไม่ใช่พระแล้ว เป็นอลัชชีไปแล้ว มวลมหาประชาชนอย่างพวกเรา ได้ประจักษ์แจ้งแจ่มชัด ว่ารัฐสภานี้ รัฐบาลนี้ มีพฤติกรรมที่ผิดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ไอ้ที่เรามอบอำนาจให้ เราถึงไม่ต้องการให้มันแล้ว เราถึงออกมาบอกว่า หยุดใช้อำนาจของฉันได้แล้ว ฉัน ประชาชนเอาคืน เราเป็นคนมอบอำนาจให้เขาไปใช้อำนาจแทนเรา แล้วมีกฎเกณฑ์กติกา ว่าจะต้องใช้อำนาจตามกฎเกณฑ์ กติกา แต่นี่ไปใช้อำนาจแบบอันธพาล ไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เคารพแม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่เกรงใจเจ้าของอำนาจ คือประชาชน ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นประชาชนจึงต้องลุกขึ้นมาทวงอำนาจคืน

พี่น้องทั้งหลาย อย่างที่ผมกราบเรียน ถ้าพูดกันทางภาษากฎหมาย ตรงไปตรงมา วันนี้ประเทศไทยไม่มีรัฐสภา ไม่มีรัฐบาล เป็นสุญญากาศแล้ว รัฐบาลนี้เป็นกบฏต่อรัฐธรรมนูญ พวกเราคนไทยลุกขึ้นพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต้องการให้กฎหมายรัฐธรรมนูญในประเทศไทย ยังเป็นกฎหมายสูงสุด และใช้บังคับต่อไป แต่ที่ยิ่งลักษณ์ตะแลดแต๊ดแต๋บอกว่า ไม่มีกฎหมายรองรับ มันโง่ กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 3 บอกไว้ชัดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย นี่มาตรา 3 เรายังอยู่ในรัฐธรรมนูญ ทีนี้เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แล้วไม่มีสภาฯ ไม่มีรัฐบาล จะทำอย่างไร รัฐธรรมนูญเขาก็มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันครับ เขาบอกว่า ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติเขียนเอาไว้ เพราะรัฐธรรมนูญเขาไม่เคยนึกตามคนเขียนว่า จะมีสภาฯ ที่อุบาทว์ขนาดนี้ รัฐบาลที่อุบาทว์ขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะมีสภาฯ ที่ทรยศประชาชน ไม่คิดว่าจะมีรัฐบาลที่ทรยศประชาชน จึงไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า ในกรณีที่ไม่มีสภาฯ ในกรณีที่ไม่มีรัฐบาลจะต้องทำอย่างไร มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญจึงได้บอกว่าต้องดำเนินการไปตามประเพณีการปกครอง ระบอบประชาธิปตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทำอย่างไรครับ ประเพณีคือว่าเมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ประชาชนทั้งปวงที่เป็นเจ้าของอำนาจ จึงย่อมมีอำนาจที่จะแต่งตั้งคนใหม่ขึ้นมา ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ และแต่งตั้งคนใหม่มาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารคือ เป็นรัฐบาล นี่เขาให้ไว้ตามประเพณีที่เขาปฏิบัติกัน เพื่อให้มีคนทำหน้าที่แทนนิติบัญญัติ เพื่อคนทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ประเทศไทยของเราจึงจะได้เดินหน้าต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่เขาประพฤติกัน และในกรณีเช่นนี้ ปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะดำเนินการให้มีกติกาในการปกครองบ้านเมืองต่อไป ให้สอดคล้องกับหลักการแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แล้วทำให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ตรงนี้ ต้องให้พี่น้องชี้แจงกับคนที่เขาตั้งข้อสงสัยว่าประเทศจะต้องมีฝ่ายนิติบัญญัติ ประเทศจะต้องมีฝ่ายบริหาร แต่เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติมันตายไปแล้ว ฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล มันตายไปแล้ว ตายไปจากกฎหมายที่ถูกต้องแล้ว ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนเจ้าของประเทศ ที่จะต้องตั้งขึ้นใหม่อันนี้โต้เถียงไม่ได้ ที่ไหนก็ต้องเป็นแบบนี้ ทีนี้มาปรับดูให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่เป็นวันนี้ อย่างที่ผมกราบเรียนกับพี่น้อง เพราะสภาฯ มันเป็นโมฆะ สภาฯ ทำผิดรัฐธรรมนูญ ทำผิดหลักนิติธรรม หมดสภาพความเป็นสภาฯ ก็ถือว่า ไม่มีสภาฯ ไม่มีสภาฯ ก็ไม่มี ส.ส. ในรัฐธรรมนูญเดิมบอกว่า คนจะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งมาจาก ส.ส.ปรากฏว่า วันนี้ไม่มีสภาฯ วันนี้ไม่มี ส.ส.

เพราะฉะนั้นแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากคนภายนอกก็ได้ ถูกประเพณีการเมืองการปกครองไหม ถูกครับ ในอดีตมีนายกรัฐมนตรีหลายคนในประเทศไทย ที่เขาแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้เป็น ส.ส. คราวนี้มันไม่มี ส.ส. เราจะไปแต่งตั้งใคร ส.ส.คนไหนมาเป็นนายกฯ ได้ ก็ต้องแต่งตั้งจากที่ไม่ได้เป็น ส.ส. นี่ก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับประเพณีปฏิบัติ สำคัญอยู่ที่เจ้าของอำนาจอธิปไตย สำคัญตรงนี้ วันนี้พี่น้องครับ เรามวลมหาประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง ลุกขึ้นมาทวงอำนาจคืน เพราะคนที่เรามอบอำนาจให้ไปนั้นมันทรยศเสียแล้ว มันทำผิดเสียแล้ว เราต้องการอำนาจของเราคืน แต่มันไม่ให้มันหน้าด้าน มันยังอ้างโน้นอ้างนี่มันไม่ให้มันเบี้ยว มันไม่คืน ทำอย่างไร เราถึงต้องลุกขึ้นมาชุมนุม

พี่น้องทั้งหลายต้องพูดกันให้ชัดเจนวันนี้ เปิดใจพูดกันเลย บางคนมากล่าวหาครับ หาว่าเราสมคบกับทหาร หาว่าเรามาสร้างสถานการณ์เพื่อให้ทหารเขาปฏิวัติ จะได้ยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร ผมเรียนตรงนี้กับพี่น้องทั้งหลาย ผมรู้จักทหารเหล่านี้ดี เคยทำงานด้วยกัน เมื่อตอนที่พวกทักษิณ และสมุนบริวารลุกขึ้นก่อการร้ายในประเทศไทย ปี 2552 และ 2553 ผมรู้เลย ว่าทหารเหล่านี้เป็นทหารของชาติ เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าราชการของประชาชน เขาไม่ต้องการมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เขาไม่มีใจที่คิดปฏิวัติยึดอำนาจ เขาต้องการให้เรื่องของการเมืองเป็นเรื่องของประชาชน ให้ฝ่ายประชาชนจัดการกันเอง แก้ไขกันเอง ทหารดูแลความมั่นคงของชาติเท่านั้น

วันนี้มีปัญหาระหว่างมวลมหาประชาชน เจ้าของอำนาจอธิปไตย กับรัฐบาลของระบอบทักษิณ ที่มียิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ที่อ้างว่าเขายังมีอำนาจอยู่ ทหารเขาถึงไม่เข้าข้างใคร เขาบอกว่า เขาเข้าข้างประเทศไทย ที่ผมมาเรียนพี่น้องไงครับ เพราะฉะนั้น ให้ชัดเจนแจ่มแจ้งในหัวใจทุกคน เรื่องนี้เป็นเรื่องของมวลมหาประชาชน กับระบอบทักษิณ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกองทัพ และทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ แต่ประการใดทั้งสิ้น

เราจะเอาอำนาจคืนมาจากระบอบทักษิณได้หรือไม่ได้ อยู่ที่เรา ไม่ใช่อยู่ที่ทหาร นี่ให้ทำใจให้เข้าใจ ให้ชัดเจน เรามั่นใจได้อย่างเดียว ว่าทหารทั้งหลายเข้าใจประชาชน และไม่มีวันยอมตนเป็นเครื่องมือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ออกมาปรามประชาชน นั่นชัดเจนแน่นอน

พี่น้องที่เคารพรักทั้งหลายครับ เมื่อวันที่เราตัดสินใจลุกขึ้นยืนต่อสู้ เราได้ประกาศชัดเจนว่า พวกเราเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ เมื่อวานนี้ เราก็ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่าเราเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ เราจึงเลือกวิธีการต่อสู้ของเรา โดยวิธีการที่สันติ สงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรง เพราะนี่เป็นวิถีทางที่พลเมืองดีทั่วโลกเขาใช้กัน และเรายึดวิธีนี้ ตลอดเวลาที่เรายืนเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้ร่วมกันมา เราแน่วแน่ในแนวทางการต่อสู้โดยสันติ สงบ และปราศจากอาวุธมาโดยตลอด อันนี้เราได้ทำให้โลกได้ประจักษ์ชัดเจนว่า ใจเราแน่วแน่และยิ่งใหญ่มั่นคงเหลือเกินในวิถีทางต่อสู้

พี่น้องทั้งหลายผมได้เคยเรียนกับพี่น้องแล้วว่า นี่ถ้าสู้กันด้วยอาวุธจบไปแล้ว 3 วันรู้เรื่อง เผลอๆ 3 ชั่วโมงรู้เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยที่เขามีการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจกัน ทหารเอารถถังออกมา เอาอาวุธปืนต่างๆ ออกมา ตั้ง 3 แยก 4 แยก จอดข้างทำเนียบตรงนั้นตรงนี้ 3 ชั่วโมงยึดอำนาจได้ แถลงการณ์ฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เรียบร้อยเลยง่าย แต่นี่พวกเราพลเมืองดี ประชาชนทั่วไป ไม่มีอาวุธ มีแต่หัวใจมันก็ต้องใช้เวลา และต้องใช้กำลังใจในการต่อสู้อย่างมุ่งมั่นมีอุดมการณ์หนักแน่นกว่า แต่ว่าสิ่งที่เรากำลังทำนี้ให้พี่น้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน นี่ไม่ใช่การลุกขึ้นปฏิวัติของประชาชน นี่ไม่ใช่การที่ประชาชนลุกขึ้นแย่งชิงอำนาจมาจากใคร แต่เป็นการที่ประชาชนอย่างเราลุกขึ้นทวงอำนาจที่ชอบธรรมของเราคืนมาจากไอ้โจรห้าร้อยทั้งหลาย อำนาจนี้เป็นของประชาชนโดยชอบธรรม โดยธรรมชาติ โดยถูกต้อง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่เราเผลอมอบอำนาจนี้ให้โจรห้าร้อยมันเอาไปใช้ พอเรารู้สึก เราก็เอาคืน เท่านั้นเอง เพียงแต่ว่าพวกโจรมันไม่ยอม แล้วมันก็พยายามใช้อำนาจเยี่ยงโจรเข้ามาจัดการกับเรา ข่มขู่ คุกคาม ใช้ความรุนแรง

พี่น้องทั้งหลาย ตั้งแต่เราสู้มา เราไม่เคยทำอะไรรุนแรงเลย ผิดกฎหมายบ้าง เล็กน้อย เช่น ผิดกฎหมายจราจร เพราะเดินเต็มถนน อย่างนั้นเราก็ยอมว่าเราพร้อมผิด ต้องมาบุกรุกสถานที่ราชการ เป็นที่ชุมนุมบ้าง เพราะไม่มีบ้านใครที่จะรับคนเป็นล้านให้เราชุมนุมได้ เราจึงใช้สถานที่ราชการ

เราไม่ได้ปฏิเสธกฎหมาย ผมได้ประกาศแล้ว ว่าที่ทำไปนี้ รู้ว่าผิด และพร้อมที่จะรับความผิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

561206 เป่านกหวีดครั้งสุดท้าย 9 ธ.ค. เวลา 9.39 น.docx | สารานุกรมชาวอโศก