290621 บรรลุธรรมด้วยสันโดษ โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
290621 บรรลุธรรมด้วยสันโดษ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
บรรลุธรรมด้วยสันโดษ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2529 ณ พุทธสถานสันติอโศก
มนุษย์ผู้มีความมักน้อย รู้จักจุดแห่งความมักน้อยจนได้ชำระตน มีความพอ รู้จักความพอ จิตวิญญาณเห็นจริง รู้จริง และจิตนั้นก็พอจริง จิตเรียกว่าจิตสงบ เข้าใจในความมีคุณค่า ความมีประโยชน์สังเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยสี่ ไม่ว่าจะเป็นบริขาร และแม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จะสร้างสรรในการประกอบการงาน ผู้นั้นก็มีความพอ มีสันโดษ จิตที่มีปัญญารู้ความหมายของคำว่าสันโดษอย่างชัดแท้ และได้ฝึกตนละล้างกิเลสออก จนกระทั่งจิตนั้นสันโดษจริง ไม่ใช่กด ไม่ใช่ข่ม ไม่ใช่ฝืน ไม่ใช่ต้านอยู่ แต่จิตนั้นสงบ จิตนั้นวิเวก จิตนั้นพออย่างจริงชัด เป็นเจโตวิมุติ พร้อมกันนั้นก็มีปัญญาวิมุติพร้อมเห็นแจ้ง ผู้ที่มีจิตสันโดษอย่างแท้จริง มีจุดพอจนกระทั่งแม้น้อยก็พอได้ จะขาดบ้างเขินบ้างก็ยังมีใจพอ ไม่ดีดดิ้นแส่หา ไม่เดือดร้อน ผู้ที่มีใจพอที่แท้จริงจงสังเกตใจ ผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรมดำเนินตามบท อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ เป็นผู้ที่สันโดษแต่ขยัน มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะครบพร้อม ที่เราจะพึงพูดถึงได้ และเข้าใจสภาพธรรมที่ถูกต้อง ตรงตามหัวข้อคำขยายอธิบายนี้ได้ ผู้รู้แจ้งเห็นจริงและเป็นจริงเท่านั้น คือผู้ที่มีสุขอันพิเศษหรือวูปสโมสุข ถ้าผู้ใดพบแล้ว ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่ได้ขัดเกลาดีแล้ว ประสพสุขอันมนุษย์ประเสริฐพึงประสบแล้ว
ชี้บอกชี้แจงกันอีกนะ เมื่อเช้าได้กล่าวถึงกถาวัตถุ 10 ซึ่งมีอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ นั่น 5 ข้อ แล้วก็มี ศีล สมาธิ
อ่านต่อ
ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัศนะ อีก 5 ข้อ ถ้า 5 ข้อต้นก็เรียกกถาวัตถุ 5 ถ้ารวมทั้งศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัศนะด้วย ก็เรียกว่า กถาวัตถุ 10 มี 10 ทั้งหมด กถาวัตถุก็หมายความว่าคำพูด เรื่องราว เรื่องราวใด คำพูดใด ที่เป็นไปเพื่อกถาวัตถุทั้งสิบนี้ เรื่องราวนั้น วัตถุนั้น และคำพูดนั้น อธิบายเกี่ยวเนื่องอยู่ในสิบหลักสิบข้อนี้ คำพูดนั้น เรื่องราวนั้นเป็นไปเพื่อนิพพาน แต่ถ้าคำพูดใด เรื่องราวใด ที่มันไม่เป็นไปเพื่อกถาวัตถุ 10 อย่างนี้ เอามาเทียบได้ เอามาวัดได้ เอามาตรวจสอบได้ ถ้ามันไม่เป็นไปเพื่ออย่างนี้ล่ะก็ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะฉะนั้นเรามีชีวิตอยู่นี่ เรื่องราวชีวิตอะไรต่างๆนานาของเรา เราลองเทียบดูว่า มันเป็นไปเพื่ออย่างนี้มั้ย ตั้งแต่ข้อที่หนึ่ง อัปปิจฉะ เป็นผู้มักน้อย มักน้อย มีความหมายอย่างไร ลักษณะอย่างมักน้อยนี่ เราเป็นอยู่จริงอย่างนั้นหรือไม่ สันโดษ สันตุฏฐิ เป็นไปเพื่อสันโดษ เป็นไปเพื่อความวิเวก เป็นไปเพื่อความสงบระงับ ปวิเวกะเป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลีด้วยกิเลส ด้วยกลุ่ม ด้วยหมู่ของกิเลส ที่เขาแปลกันทิ้งๆเอาไว้ว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ อันนี้อาตมาเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง เห็นว่ามันไม่สมบูรณ์ ไปทิ้งหมู่คณะ คือหมู่คนเฉยๆ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ มันกลายเป็นฤาษี ถ้าเผื่อว่าเรามีจิตเห็นว่าคนจะต้องปลีกเดี่ยวอยู่คนเดียว มีแนวโน้มความคิดไปอย่างนั้น มันก็แปลความหมายพวกนี้ว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ก็แน่ๆล่ะ เพราะว่าความหมายของคำภาษาพวกนี้ มันค่อยกลั่น ค่อยเพี้ยนไปตามความเห็นที่ มันเห็นเพี้ยนเข้าไปเรื่อยๆ เพี้ยนออกๆ ไอ้โน่นก็เพี้ยนออก มันก็สอดคล้องกันไปเรื่อย มีปลาย มีหางอะไร มีต้น มีหัวอะไร ก็ค่อยๆกลั่น ค่อยๆเติม ค่อยๆเพี้ยนไปเรื่อยๆ มันก็ผิดไปได้นะ เพราะถ้าเผื่อว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะแล้วละก็ มันจะค้านแย้งกับคำว่ามิตรดี สหายดี อะไรต่างๆด้วย คบหมู่ คบบัณฑิต คบอะไรต่างๆเยอะแยะหลายคำ ซึ่งหลายลักษณะที่มันค้านแย้ง ในลักษณะของศาสนาพุทธ แต่ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะนี่เป็นคำที่เป็นภาษาธรรม อสังสัคคะ ที่จริงโดยพยัญชนะ ก็เคยอธิ บายให้ฟังว่า มันไม่เกี่ยวข้องด้วย มันไม่เป็นไปเพื่อสวรรค์ อสังสัคคะ มันไม่เป็นไปเพื่อการประกอบสวรรค์ ในลักษณะของความหมายน่ะ มันชัดอยู่ ถ้าบอกว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะหรือไม่คลุกคลีด้วยคณะหมู่ของกิเลส กลุ่มของกิเลสมันก็ชัด เพราะว่าถ้าจิตใจของเรามีกิเลสเกี่ยวข้องคลุกคลี นั่นแหละคลุกคลีหรือเกี่ยวข้อง จิตใจของเราเกี่ยวข้องกับกิเลสอยู่ หรือมีกิเลสเกี่ยวเกาะอยู่กับจิตใจเรา เราก็เป็นคนที่จะต้องเสพสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์อย่างไหนก็แล้วแต่เถอะ มันก็ติดอยู่ที่สวรรค์ เสพ ยังมีเสพตั้งแต่สวรรค์หยาบ เสพสวรรค์ต่ำๆสมใจ ได้มาเสพตั้งแต่ไปเสพติดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหยาบๆต่ำๆ ก็ประกอบสวรรค์ให้แก่ตนเอง เพราะฉะนั้นเราจะไม่ประกอบสวรรค์ให้แก่ตนเองเป็นความหมายและอาการที่ไม่ประกอบนั้นอย่างไร เราก็ต้องรู้ตัวเอง แม้แตะต้องสัมผัสสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่ เสร็จแล้วมันไม่ปรุง มันไม่สังขารเป็นสวรรค์ ก็เรียกว่าเราไม่ประกอบแล้ว เราไม่กระทำแล้ว อาการที่มันจะสังขาร เราก็ไม่ได้สังขารแล้ว เมื่ออาการไม่สังขาร อาการที่ในจิตวิญญาณเรานี่นะไม่สังขาร นี่แสดงว่าเราหยุด แต่เราก็สัมผัสได้ แตะต้องได้ เกี่ยวข้องได้ ทำงานร่วมได้ สัมพันธ์อยู่ได้ แม้กระทั่งเป็นวัตถุแท่งก้อน เป็นตัวตนบุคคลเราเขา เราก็อยู่ร่วมได้ สัมพันธ์ได้ สร้างสรรรวมกัน เป็นประโยชน์ต่อกัน เป็นพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ พหุชนอัตถายะ เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อมนุษย์ทั้งหลาย เป็นความสุขแก่มนุษย์ทั้งหลาย เป็นเนื้อหาสาระหรือเป็นแก่นสารประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นกลุ่ม เป็นมวล พหุชนะนี่ เป็นปวงชนทั้งหลาย มวลชนทั้งหลาย ในลักษณะที่ลึกซึ้งที่เราแตะต้องสัมผัสอยู่ สัมพันธ์อยู่ แต่เราไม่ปรุงนี่แหละเรียกว่าดับสังขาร ไม่ปรุง เป็นอะไรก็เป็นตามรู้ตามจริงตามเห็น ตามเกี่ยวตามข้อง ตามแตะ แตะแรงแตะเบา สัมผัสด้วยกาย ด้วยเนื้อ ด้วยตัว สัมผัสด้วยตา สัมผัสด้วยหู สัมผัสด้วยลิ้น ด้วยจมูก อะไรก็แล้วแต่ มันก็มี 6 ทวาร หรือสัมผัสด้วยใจ และเราก็รู้ว่าสังขารคืออะไร การปรุงการแต่ง แล้วมันสังขารอย่างไรที่มาเป็นตัวสังขาร แล้วออกมาเป็นรสโลกียะ หรือรสสุขแบบโลกียสุข สุขเสพสม หรือแบบสุขัลลิกะ สุขแบบเสพสมใจหรือว่าเสพติด นี่เราต้องรู้อาการที่มันเสพสมใจ เสพติดอย่างชัดๆ แล้วเราละ ลด ล้างออกจริงๆ จนเหลือแต่ความรู้ จิตวิญญาณเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่ธาตุไปปรุงมาเสพ แต่จิตไม่ใช่ว่าปรุงไม่ได้ คิด นึก ปรุง สร้าง ประกอบอะไรขึ้นมาไม่ได้ จิตคิดนึกปรุงสร้างได้ แต่ไม่ใช่ปรุงสร้างมาเสพ ปรุงสร้างเพื่อสร้างเพื่อเป็นการงาน ปรุงสร้างเพื่อเป็นประโยชน์อาศัย ประโยชน์เกื้อกูลในโลก ในสังคม ในมนุษยชาติ เผื่อแผ่ไป ซึ่งความหมายพวกนี้เป็นความหมายที่ลึกซึ้ง วิริยารัมภะ อีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นตัวที่ 5 เป็นตัวขยัน กำกับไว้เสมอ ไอ้ตัวเพียร ตัวขยันนี่ วิริยะนี่ เป็นยาดำอยู่ในหมวดธรรมะแทบทั้งสิ้น คนเราขาดความเพียรไม่ได้ ขาดไม่ได้เลย ที่พูดนี่ก็บรรยายให้คุณเข้าใจ ให้คุณรู้คุณเห็น พอรู้ความหมาย แล้วเราเข้าใจดีเป็นทิฐิ แล้วเราก็ไปปฏิบัติประพฤติพิสูจน์ เมื่อพิสูจน์แล้วคุณก็เห็นความจริง การเห็นความจริงนั้นเป็นญาณทัสสนะ หรือเป็นปัญญา ที่เรียกว่าปัญญาชั้นแท้ เป็นอธิปัญญา หรือเป็นอภิปรัชญา เป็นปัญญาชั้นสูงที่รู้จริงเห็นจริงในของจริง จะเป็นระดับนามธรรมก็ต้องเห็นจริงๆ รู้จริงๆเลย จับแม่นจับมั่น เมื่อเราได้มาพิสูจน์ เราได้มาปฏิบัติอะไรต่ออะไรขึ้นมาแล้วนี่ ที่นี่แน่นอนพาคุณปฏิบัติตามหลักของกถาวัตถุแน่ ลดละลงมาให้มีน้อย ตั้งแต่คุณไปฟุ้งเฟ้อสังขารปรุงแต่ง เรื่องราวอะไรมากๆมายๆอยู่ ตั้งแต่หยาบๆ ตั้งแต่ไม่รู้ แม้แต่ความต่ำความหยาบ ก็มาบอกให้รู้ รู้แล้วก็บอกให้เลิก บอกให้ละ พอละพอเลิก ดูตั้งแต่มันเป็นตัวตน มันเป็นวัตถุแท่งก้อน เราพรากมา จากมันมา กิเลสมันโหยหากันมั้ย มันจะยังปรุง ยังแต่ง ยังสร้าง ยังอาลัยอาวรณ์อะไรต่างๆนานา เราก็มาพิสูจน์กัน ตั้งแต่สิ่งที่มันไม่จำเป็นเลย เป็นอบายมุข ไม่สำคัญเลยกับชีวิต ชีวิตนี้ไม่ต้องเกี่ยวข้องกันเลย ไม่ต้องมามีกับชีวิตของเราเลย เราก็ได้พิสูจน์กันมาเรื่อยตั้งแต่วัตถุจนกระทั่งถึงจิตวิญญาณว่ามันไม่ต้องแตะต้องเกี่ยว จนกระทั่งมาถึงในระดับสิ่งที่ จะต้องวิจัยวิเคราะห์ลึกลงไป เพราะเราจะต้องเกี่ยวข้องกันอยู่ จนกระทั่งถึงอาหาร ถึงผ้า...ผ้าเสื้อ เครื่องนุ่งห่ม จนกระทั่งที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค หรือเครื่องใช้เครื่องอุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้แต่ผู้คน ผู้หญิงผู้ชาย ก็สัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ ทำงานร่วมกันอยู่ เห็นกันอยู่ อะไรต่างๆนานา อย่างโน้นอย่างนี้ คือเราก็ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ เป็นมนุษย์ร่วมโลก แต่การเกี่ยวการข้องเหล่านั้นมันเกิดการปรุง มันเกิดสังขาร เกิดการปรุงเป็นราคะ ปรุงเป็นกามหรือไม่ หรือปรุงเป็นโทสะหรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น เราก็มาเรียนรู้จริงๆ มันปรุงเป็นราคะ ปรุงเป็นสังขารอย่างไร มันปรุงเมื่อไหร่ ปรุงมากปรุงน้อย มาเรียนรู้ มันเป็นนามธรรมทั้งนั้นแหละ แล้วก็เกี่ยวข้องกับวัตถุธรรมด้วย เป็นชีวิต เราก็มาหัดละหัดลดลงไปจริงๆ ตั้งแต่หัดละหัดลดสิ่งที่หยาบดังกล่าวแล้ว จนกระทั่งละเอียดขึ้นมา ไล่ขึ้นมา ถึงสิ่งที่อยู่ที่กิน สิ่งที่เป็นปัจจัยไล่ขึ้นมาจนกระทั่งถึงสิ่งที่ลึกซึ้งเป็นนามธรรมจริงๆ ซ้อนลงไปอีก เป็นอาการของนามในนามธรรมเท่านั้น ในจิตวิญญาณ แม้ไม่มีเลย ไม่ได้มีอะไรมาแตะต้องเกี่ยวข้องเลย ไม่ต้อง...ไม่มีอะไรมาสัมผัสสัมพันธ์เลย แต่เราจับได้มั้ย มีสติสัมโพชฌงค์อยู่เสมอมั้ย สามารถ มีความแววไว มีสภาพที่เป็นบทบาทปฏิบัติธรรมอยู่ประจำตัว มีโพชฌงค์ 7 มีโพธิปักขิยธรรม ประพฤติอยู่ มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ มันตก มันหล่นเมื่อไหร่ก็สำนึก รู้ตัว ตั้งใจ มีสัมมาวายามะหรือมีวิริยะที่ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้เสมอ จิตเป็นธาตุรู้ รู้ตัว เรารู้ว่าเรามีโพชฌงค์มั้ย ถ้ามีโพชฌงค์อยู่ก็ได้ปฏิบัติอยู่ มีโพธิปักขิยธรรมอยู่ มีสติปัฏฐาน 4 มีสัมมัปปธาน 4 มีอิทธิบาท 4 หรือมีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ เพื่อสร้างอินทรีย์ 5 พละ 5 หรือเพื่อสร้างให้เกิดปีติ ให้เกิดปัสสัทธิ ให้เกิดสันโดษ ให้เกิดปวิเวกะ ให้เกิดใจเรานี่พอ ใจเรานี่หยุด ใจเรานี่เกิดปัญญาเห็นจริงว่า เออ...แค่นี้มันพอจริงๆนะ เราเลิกมา ละมา ลดมา ไม่ไปเพิ่ม ไม่ไปหลง หนาขึ้น มากขึ้น เยอะขึ้น ยากขึ้น เราพอมั้ย แค่นี้พอมั้ย ชีวิตมันเป็นไปได้มั้ย สมบูรณ์มั้ย แข็งแรงมั้ย เต็มคนหรือยัง กินก็กินเท่านี้น่ะ ใช้ก็ใช้อยู่เท่านี้ อุปโภค บริโภคทั้งหลาย โภชเนมัตตัญญุตาต่างๆ พิจารณาแล้วก็มันมากอยู่ก็ลดน้อยลง เราจะลดอีกได้มั้ย อัปปิจฉะ น้อยลงอีกซิ น้อยลงได้มั้ย พิจารณาจริงๆ ทำจริงๆ ลดจริงๆ เลิกจริงๆ ไม่ได้เอาแต่คิดอยู่ โอ๊ย ฉันทำเมื่อไหร่ก็ได้ ฉันจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ จะละเมื่อไหร่ก็ได้ เออ เอาไว้ก่อน ยังไม่เลิก ยังไม่ละ รอวันรอคืนไว้ก่อน เสร็จแล้วก็ผ่านวันผ่านคืนไปจนกระทั่งเผลอๆตาย มันตาย มันไม่แน่ด้วย หนุ่มก็ตาย สาวก็ตาย เด็กก็ตาย ไม่ใช่ว่า เออ จะตายก็ต่อเมื่อต้องแก่ คนจะต้องตายเมื่ออายุต้องแก่ๆถึงจะตาย ไม่แก่ไม่มีสิทธิ์ตาย ไม่ใช่นะ คนมันมีสิทธิ์ตายได้ทุกอายุ เพราะฉะนั้นเราไม่ประมาท วันเวลาผ่านไปเราไม่ประมาท เราทำได้สมเหมาะสมควรแก่ตัวเอง แต่อย่าเพิ่งใจร้อนใจเร็วเกินไปนัก ก็เตือนอยู่ เราทำเกินฐาน เกินภูมิ เกินฐานะ ทำไปแล้วก็เข็ดเขี้ยว ทำไปแล้วอินทรีย์พละเราก็ไม่พอ อวดดิบอวดดี ใจร้อนใจเร็ว อยากจะได้ไว มันไม่สมตัว นั่น...นั่นไม่สมตัว เรียกว่าไม่มัชฌิมา เรื่องมัชฌิมานี่มันต้องศึกษามากทีเดียว เข้าใจกันผิดๆพลาดๆเยอะ แล้วก็ตามใจตนเองหรือตามใจกิเลส กิเลสมันเป็นเจ้านาย ตามใจกิเลส นี่คนเขาบรรยาย มัชฌิมาปฏิปทา ปานกลาง มันเดินสายกลาง สายกลางของเขา ที่เขาพูดนี่นะ อาตมาฟังแล้ว แล้วก็ดูท่าที และสายกลางของเขา คือสายเอาใจกิเลสทั้งนั้นแน่ะ ไม่ได้มีบทแห่งความทนได้ยาก ทุกขายะ อัตตานัง ปทหติ ตั้งตนอยู่ในความลำบากเพื่อมีศีล หรือมีกรรมฐาน หรือมีหลักปฏิบัติประจำตน มีสมาทานในใจ ไม่มีหรอก ส่วนมากก็สมาทานอ่อนๆ ที่มันเป็นไปได้ เป็นเหยื่อกิเลสอยู่เสมอ มันก็บำรุงกิเลสอยู่เรื่อย แล้วเขาประมาณไม่เป็นนะ ประมาณว่านี่เราบำรุงกิเลสหรือว่าเราขัดเกลากิเลส มันเป็นทุกขายะ อัตตานัง หรือเป็นยถา สุขัง โขเมวิหรติ ยถา สุขัง ปล่อยไปตามสบาย หรือปล่อยไปตามที่มันได้เสพ นี่ประมาณไม่ใช่ง่ายๆ ประมาณตนนี่ไม่ใช่ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าเราให้มันเคร่งๆไว้หน่อย ให้มันฝืนๆ รู้ว่าเราฝืนนะ รู้ว่าเราได้ทนต่อความลำบากอยู่ ทุกขายะ ตั้งตนอยู่ในความลำบากเพื่อปฏิบัติ ทุกขายะ อัตตานัง ตั้งตนอยู่ในความลำบาก เราได้ทำอยู่จริงๆนะ ถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจอย่างนี้แล้ว ปล่อยตัวตามสบาย ยถาสุขัง ปล่อยตัวตามสบายก็เสร็จน่ะซิ อกุศลก็เจริญยิ่งไปจริงๆ นี่เขาอธิบายความหมายมัชฌิมาปฏิปทากัน หรือว่าเดินสายกลาง สัมมาปฏิปทาอะไรกัน พูดอธิบายพวกนี้ ความหมายแม้แค่นี้นี่นะ ทุกวันนี้ก็อธิบายตามกิเลส หรือว่าอธิบายตามผู้ที่ตั้งใจขัดเกลา เพราะฉะนั้นเรามาพิสูจน์กัน แล้วพวกเรานี่เคร่ง เขาหาว่าเคร่ง อาตมาใช้คำว่า เขาหาว่านะ เพราะว่าเราเคร่งนี่เราก็ไม่ใช่ว่าเราไม่บอกกันอยู่ เราไม่ประมาณกัน เราไม่ได้มาเร่งรัดกัน ทุกคนจะต้องมาเคร่งเป็นรูเดียว ฐานเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ เรามีหลายฐานหลายฐานะ รู้ตัวรู้ตนพอเป็นไป ได้ขนาดนั้นขนาดนี้ เราก็พยายามประมาณ พยายามกระทำ ให้เหมาะสมกับตน รู้ว่าเราได้ขัดเกลา รู้ว่าเราได้ปฏิบัติธรรม มีศีล หรือมีสิ่งที่ได้สมาทานเป็นหลักปฏิบัติ นั่นเป็นกถาวัตถุเหมือนกัน การพูด การกล่าวถึงเรื่องราว หรือพูดถึงสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ ไม่ต้องเอาหลักกถาวัตถุ 10 นี้ มากล่าวชื่อ แต่เราได้พูดถึงอยู่เสมอเลย ว่าเราพูดถึงเรื่องความมักน้อยกันนะ ลดละกันลงมานะ เราได้พูดถึงความพอ หรือพูดถึงว่าเราขนาดนี้นี่เรา...ใจเราพอมั้ย อย่างที่เราเป็นอยู่มีอยู่ ที่เราพยายามใช้ชีวิตอยู่ กินแค่นี้ ใช้แค่นี้ มีแค่นี้ ไม่ต้องกอบต้องโกย ไม่ต้องสะสม ไม่ต้องหอบหวง ไม่ต้องโลภโมโทสันมา มีระบบ มีจารีตประเพณี มีวินัย มีระเบียบ อยู่กัน นี่เป็นอยู่กันไปอย่างนี้ๆ เป็นไปได้มั้ย ชีวิตนี้มันมีปัญญาเห็นมั้ย ว่าเป็นอย่างนี้ อยู่อย่างนี้ ใช้อย่างนี้ กินอย่างนี้ แล้วมีอะไรต่ออะไรก็เป็นการสร้างสรรอย่างนี้ ทำมาหาได้ก็เอามาสร้างสรรสิ่งนั้นสิ่งนี้กันไป เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นนั่นแหละ มันเป็นคุณค่า ถ้าประโยชน์แก่ตนแค่นั้นก็มาบำเรอตน มีชีวิตเกิดมาบำเรอตน ทำอะไรมาก็ให้แต่ประโยชน์ตน เสพสุขโลกีย์อะไรอยู่ มันก็บำเรอตนกันอยู่จนตาย เสร็จ...กี่ชาติๆก็บำเรอตน บริการตนอยู่อย่าง...แค่นั้นเอง เราช่วยตนแต่พอที่จะมีความจำเป็น ก็ต้องทำโน่นทำนี่ให้แก่ตนเอง ก็ช่วยตนแต่พอจำเป็น นอกนั้นเราจะมีกรรมกิริยา เรี่ยวแรง ความสามารถอีกเยอะเลย ที่จะมาสร้างสรร เพื่อประโยชน์ แก่คนอื่น ซึ่งอาตมาว่าอาตมาได้พยายามวิจัยวิเคราะห์ออกมาให้เห็นจริงๆเลยว่า คนในโลกมันต้องช่วยกัน คนที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือนี่มันมีจริงๆ เด็กเป็นต้น คนแก่เป็นต้น คนเจ็บ คนป่วย คนพิการ คนที่ไร้ความสามารถ ไร้ความสามารถนี่กินกว้าง ที่จริงไม่ใช่ไร้ความสามารถ เขาถูกกำหนดตามกฎหมายเท่านั้น ไร้ความสามารถละเอียดไปอีก จนกระทั่งเขาทำไม่เป็น จะปลูกผักก็ปลูกไม่เป็นจริงๆ มันไร้ความสามารถจริงๆนะ ให้ไปปลูกผักก็ยิ่งทำให้ผักตาย ไม่ปลูกเสียดีกว่า ให้ไปทำโน่นทำนี่ ก็ทำเสียทำหายทำพัง อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นคนไม่มีความสามารถ ไม่ใช่ไร้ความสามารถในความหมายที่พูดตามกฎหมายนั่นเท่านั้น เป็น...ไร้ความสามารถ ไร้ฝีมือ ไร้สมรรถภาพ ไม่มีความสามารถที่จะทำอันนั้นอันนี้ อะไรพอเป็นไปได้ มันก็ต้องเผื่อแผ่กัน บางคนมีความสามารถในด้านหนึ่ง บางคนมีความสามารถในอีกด้านหนึ่ง ไม่มีความสามารถในด้านหนึ่งแต่มีความสามารถในด้านหนึ่ง คนก็มีอย่างนี้อยู่ในโลก เพราะฉะนั้นก็ต้องเกื้อกูลเผื่อแผ่กัน อย่างนี้เป็นต้น และมันก็มีจริงๆเลยในโลกนี้ นอกจากจะเป็นคน 5 อย่างที่อาตมาว่า อาตมาได้พยายามวิเคราะห์วิจัยแล้วนะว่า ลักษณะคนอะไร ที่เราจะต้องเกื้อกูลเขา ตั้งแต่เด็ก คนแก่ คนป่วย คนพิการ คนไร้ความสามารถแล้วนี่ ยังมีคนขี้เกียจกับคนขี้โกงอยู่ในสังคมด้วย มีจริงๆนะที่ต้องช่วยต้องเผื่อแผ่ ไม่ช่วยไม่เผื่อแผ่ก็ไม่ได้ ไม่ทำเผื่อเขาก็ไม่ได้ เพราะมันโกงจริงๆ มันขี้เกียจจริงๆ มันมีอยู่ในสังคมน่ะ เราก็พยายามสร้างสังคมให้มันดีล่ะ แต่คนทุจริตหรือคนที่เลวอย่างนี้มันก็ยังมี มันขี้เกียจจนไม่พอตัวนะ วันๆหนึ่งน่ะ มันไม่ได้ทำอะไรพอที่จะสมกับตัวเองที่เป็นคนนะ ยิ่งกว่าสัตว์หลายประเภทด้วย มันขี้เกียจ มันไม่ทำอะไรหรอก นอกจากมันขี้เกียจไม่ทำแล้ว มันยังทำเหมือนกันนะ ผลาญ ทำผลาญ ทำลาย ทั้งกิน ทั้งอยู่ ทั้งทิ้งทั้งขว้าง ใช้สอยอะไรแล้วแต่ ขี้เกียจ แล้วลักษณะที่สร้างรูปแบบขี้เกียจนี่ มีอยู่เยอะ เดี๋ยวนี้อยู่ในสังคมคนร่ำคนรวยนี่ เฉิดฉาย ทำท่าทีอย่างโน้นอย่างนี้ เที่ยวไปจรมา วุ่นวาย ไปใช้...แม้แต่นุ่งห่มวันหนึ่งตั้งห้าชุดสิบชุด ลักษณะฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยขี้เกียจไม่ธรรมดาด้วยซ้ำไป ผลาญ ไปโน่นมานี่ กินๆ เที่ยวๆ ทำโน่นทำนี่ ทำไปเล่นไปหัวไป แสดงกิริยา มีพฤติกรรมอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เขาคิดว่า ถ้าเขาได้มีพฤติกรรมอย่างนั้นเป็นความสุข เป็นโลกียสุข วันๆคืนๆ ก็ผ่านวันผ่านคืนไป แล้วก็เปลืองเปล่า เอาโน่นนี่มาใช้บำเรอตน ประคบประหงมตนเยอะแยะ ลักษณะแบบนี้นี่ บริโภคนิยม หรือทุนนิยมนี่ ถนัดเหลือเกิน สร้างให้คนมีลักษณะแบบนี้แล้วอวดอ้างกัน มีท่าทีชี้ชวน เชิญชวน ยั่วยวนให้คนอื่นเอาอย่างตาม แล้วก็เอาอย่างตามกันจนกระทั่งเต็มไปอยู่ในสังคมนี่ คนจนคนยากที่ไม่ได้ทำอย่างนั้น ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ก็อยากทำอยากเป็นอย่างเขาบ้าง คนที่ไม่มีปัญญา ถูกครอบงำทางความคิดแบบนี้อยู่เต็มไปหมด ซึ่งเราต้องมาแก้ให้เกิดปัญญา ให้รู้เท่าทันแล้วหยุด คนที่โง่จริงๆ มืดบอดจริงๆ มันก็ไม่หยุด เราจึงไปบังคับให้คนหมดกิเลส มันก็บังคับไม่ได้ มันไม่ได้จริงๆนะ คนที่มันมืดบอดมันแก้ไม่ได้ มันไม่มีภูมิเลย เป็นอเวไนยสัตว์หรือเป็นพวกปทปรมะ ขนาดเราเห็นว่า อู๊ย เฉลียวฉลาดนะ แต่มืด สอนไม่ได้ตลอดชาตินี้ เรียนศาสนาด้วยบางที เรียนแล้วเอาศาสนานี่แหละ ไปมอมเมาหลอกล่อซ่อนแฝง เอาวิชาการศาสนาไปสร้างลาภ สร้างยศ สร้างสรรเสริญ สร้างโลกียสุข เสพให้แก่ตัวเองตลอดชาติ แล้วเบี้ยวศาสนาด้วย ทำให้ค้านแย้ง ทำให้ต่างกับที่มันควรจะเป็น ผิดไปจากความจริงอย่างนั้นเสียด้วยซ้ำ มีอยู่ในสังคม เพราะฉะนั้นเรามาพิสูจน์นี่ เรามาเล่าเรียนศึกษา มาฟัง ตั้งแต่กถาวัตถุที่พูดไปเพื่อความมักน้อยลงมา เราก็มาเป็นคนมักน้อย จนกระทั่งเขาหาว่าพวกเรานี่มันทรมานตน มันมักน้อยเกินไป แต่เรามาเรียนรู้สิว่า เรามักน้อยอย่างนี้นี่มันพอมั้ย มันพอไปมั้ย มันสันโดษมั้ย มีกินอย่างนี้ มีใช้อยู่อย่างนี้ แค่นี้น่ะ อาตมาว่าลาภเหลือเฟือ แต่ใจเราพอมั้ย ขณะนี้ยังลาภเหลือเฟือนะ การกินพวกเรานี่อาตมาก็ว่าเหลือเฟือ ใจเราต่างหากมันยังไม่หยุด ถ้าใจเราหยุดนะ โอ๊ย เหลือ นี่อาตมายังเห็นว่าพวกเรานี่กินอยู่กันมีรายได้ หรือว่ามีสิ่งที่หนุนเนื่องมาอุปัฏฐาก อุปถัมภ์ขนาดนี้ ตามที่เราเป็นเรามี มันเป็นระบบ ที่เราทำนี่มันเป็นระบบ เป็นวง ชีวิต จารีตประเพณี อย่างพวกเรามีการทำบุญทำทานมีการสังเคราะห์ มีทาน มีเปยยวัชชะ มีอัตถจริยา มีสมานัตตตา ของเราอยู่นี่ ทั้งหมดมีการสังเคราะห์ มีการงานที่ไม่มีโทษ พวกเราก็ทำงานกัน มีการงาน มีพลังการงานกัน อย่างคนเข้ามา พวกที่เขาเข้ามาดู เขาเข้ามาสังเกตการณ์ เข้ามาเห็นพวกเราในระบบของชาวอโศก เขาเข้ามาทุกคน เขาคนที่มีปัญญา และเขาซาบซึ้งเพราะว่าของเรานี่ครบในด้านปัญญา ครบในด้านความเพียร ครบในด้านการงานอันไม่มีโทษ ครบในด้านสงเคราะห์ มีการสงเคราะห์ มีกำลังอันนี้ มีบทบาทอันนี้ จนเห็นได้ว่ามีพลัง มีกำลัง ถ้าจะลองพิสูจน์แตะดูกัน บอกว่าอยากจะรู้กันว่ามีปัญญาหรือไม่มีปัญญา ก็ขอให้ถาม ซึ่งเราก็ได้เรียนมาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเราจะรู้คนนี้มีปัญญาหรือไม่มีปัญญา ก็ด้วยการสากัจฉา ด้วยการคุยกัน ไถ่ถามกัน ก็จะรู้ว่ามีปัญญาหรือไม่มีปัญญา เขามาแตะต้องเรา หรือเขามาลองพิสูจน์ดู สากัจฉาดูว่าเรามีปัญญาหรือไม่มีปัญญา เขาก็รู้ว่าเรามีปัญญามั้ย มีปัญญาขนาดในระดับมีพลัง มีความเพียรมั้ย เขาก็รู้ว่าเรามีความเพียรมั้ย สัมผัสเข้าก็รู้ว่ามีความเพียรมั้ย มาคบคุ้น มาสัมผัสสัมพันธ์บ้าง มีการงานมั้ย ก็มี การงานอันไม่เป็นโทษเป็นภัย การงานที่เขามาตู่มาว่าไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้นี่เรามียืนยันได้ พิสูจน์ได้ มามักน้อยลงไป แล้วก็ ค่อยๆมักน้อยตามขั้นตามฐานะที่อาตมาก็ว่าแล้วว่าอีก พูดแล้วพูดอีก อธิบายแล้วอธิบายอีก ผู้ใดมักน้อยได้แล้ว ยังมีที่จะมักน้อยลงไปได้อีกมั้ย ก็ไม่ตัองให้น้อยจนเกินไป แต่ที่จริงมีนะ บางคนมักน้อยได้เยอะ สมัยพระพุทธเจ้านี่ พระมหากัสสปะ เป็นผู้ที่มักน้อยยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า มักน้อยจนกระทั่งแม้แต่ที่พำนัก มีพักในกุฏิ พักในที่ร่ม พักในที่ๆอยู่กันนานๆ ไปเป็นเดือนเป็นปี อะไรอย่างนี้ พระกัสสปะไม่อยู่ มีมักน้อยกว่า มีธุดงควัตรที่มักน้อยกว่า เป็นศีลเคร่ง เป็นธุดงควัตร นอนก็ไม่นอน อย่างนี้เป็นต้น มักน้อยกว่าพระพุทธเจ้า มีสาวกบางรูปฉันข้าวน้อยกว่าพระพุทธเจ้า ท่านก็บอกว่าเราไม่ใช่ผู้มักน้อย ผู้ที่ฉันน้อยกว่าเรามีอยู่ อะไรอย่างนี้ ท่านก็เคยตรัส เคยอธิบาย มีคนไปถามว่าท่านเป็นคนมักน้อย แต่ผู้ที่มักน้อยกว่าท่านก็มี ก็ตามแต่ฐานะหรือตามแต่พอเหมาะสม พอสมควร แต่ขนาดพระพุทธเจ้า เราก็เอาเป็นหลักล่ะ หรือเราจะเอาพระสาวก มหาสาวกบางรูปที่เราเป็นไปได้ ผู้มี อินทรีย์พละ น้อยได้ กินน้อยเท่านั้นได้ อันนี้มันมากไป ใช้น้อยกว่านั้นได้ อะไรต่างๆก็แล้วแต่ ซึ่งมีหลายมากมาย รายละเอียดต่างๆ เพราะฉะนั้นเรามาดูว่าไอ้มักน้อยคืออะไร เข้าใจความหมายให้ดี สำหรับชีวิตเรานี่จะมักน้อยอย่างไร เราก็หัดกัน ง่ายๆก็การกินการใช้ เครื่องกินเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภคมักน้อยลง อิริยาบถ กิริยาต่างๆ อย่างนี้ไม่ทำแล้ว กิริยาอย่างนี้ มักน้อยลงเถอะ กิริยาอย่างนี้เป็นกิริยาเฟ้อ เดินกรีดกรายซัดส่าย อย่างโน้นอย่างนี้อะไรก็แล้วแต่ หรือพฤติกรรมอย่างนี้เราหยุดเถอะ อย่าทำเลย มันเฟ้อแล้ว น้อยลงเถอะ ตัดออกเถอะ กิริยาอย่างนี้เราเคยทำ ไม่เข้าท่าละ เลิกเสีย ก็เป็นความมักน้อยนะ กิริยาอย่างนี้ไม่มีประโยชน์แล้ว กิริยาอย่างนี้ไม่งาม ไม่สุภาพ กิริยาอย่างนี้มันมากไป ทำกิริยาอย่างนี้ดีกว่า ดูจะดี เราก็ตัดก็เจียน ควบคุม อบรม ฝึกตน เป็นผู้รู้จักว่าควรจะมักน้อยลงไปอย่างไร พอเป็นอย่างนี้แล้ว กิริยาอย่างนี้พอมั้ยในการมีชีวิต ในกิริยาเพียงเท่านี้ อย่าไปพูดถึงแค่วัตถุ เครื่องกินเครื่องใช้เลยมันง่าย ก็พูดถึงขั้นกิริยาก็แล้วกัน กิริยาอย่างนี้เราพอมั้ย สร้างสรรพอมั้ย กิริยาแค่นี้ ถ้าไม่มีกิริยาอย่างนั้นอย่างนี้อีกนี่ มันจะเป็นไปได้มั้ย อาตมายกตัวอย่างให้ฟังอย่างหนึ่ง สมัยก่อนนี้ อาตมาไม่ยิ้มนะ ไม่ใช่ไม่ยิ้ม อาตมาไม่หัวเราะ ยิ้มแย้ม หสิตุปบาท ในระดับที่มีเสียง ในระดับที่หัวเราะมีเสียงนี่ อาตมาไม่มีหรอกแต่ก่อนนี้ ตั้งแต่สมัยอยู่วัดอโศการาม ไม่มี ทีนี้พอมาทำงานกันไป กับพวกเราไป ก็ยิ้มแย้มมากขึ้น อะไรต่ออะไรมากขึ้น จนกระทั่งมีคนหลายฐานะหลายฐาน มีฐานะต่ำ มีภูมิต้องพยายามสัมพันธ์ มีอะไรต่ออะไร เกื้อกูลขึ้นไป อาตมาต้องยิ้มแย้ม หสิตุปบาท เป็นอาการยิ้มแย้ม จนมีหัวเราะมีเสียงอะไรขึ้นมา อาตมาก็ เอ๊ะ เราเองนี่ต่ำลงหรือเปล่า หรือเราเกื้อกูลผู้อื่น กิริยาที่หัวเราะยิ้มแย้ม จนกระทั่งมีเสียงมีอะไรนี่ เป็นอนุโลมนะ แล้วเราทำอย่างนี้เพราะเกิดจากอะไร เกิดจากเราเอง...มันอร่อยใจ แล้วเราก็เลยต้องทำความอร่อยใจนี้หรือว่าเราทำเพื่อที่จะสัมพันธ์เกื้อกูล เพราะว่าถ้าเผื่อว่าเราเคร่งขรึม หรือว่าเราหัวเราะน้อย ความเคร่งขรึมนั้นก็ดูน่ากลัว ดูสัมพันธ์ยาก แต่ถ้าเผื่อว่าดูยิ้มแย้ม ในขณะที่คนมีจิตภูมิฐานขนาดนี้ล่ะ ถ้าดูขนาดนี้เขารับติด ถ้าไม่ขนาดนี้เขารับไม่ติด อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็อธิบายสู่ฟัง ในเรื่องนี้มีเรื่องเกิดมานานแล้วล่ะ อาตมายังไม่เคยพูดถึงซะที ก็พูดถึงให้ฟังบ้าง อย่างนี้เป็นต้น มันมักน้อยนะแต่ว่ามันก็ต้องมากขึ้น กิริยาหัวเราะ กิริยายิ้มแย้มนี่มันมากขึ้น มันผิดความมักน้อยมั้ย การทำสิ่งนั้น เราทำเพื่อตนหรือทำเพื่อท่าน แม้แต่อาตมาเคยพูดใช้สำนวนว่า อาตมากินอาหารเพื่อคุณ เคยพูดตั้งแต่สมัยที่เทศน์อยู่ที่วัดมหาธาตุ สำนวนนี้อาตมาก็ยังจำได้ ถ้าพวกเราที่เคยฟังก็คงจำไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive