610312_รายงาน งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ ๔๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ ๔๒ ณ บวร ปฐมอโศก จ.นครปฐม วันอาทิตย์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ – เสาร์ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๑ ชาวอโศก คือชาวพุทธกลุ่มเล็กๆในประเทศไทย ที่ดำเนินวิถีชีวิตตามหลักสัมมาอาริยมรรคมีองค์ 8 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เอาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอธิบายขยายความให้ชาวอโศกได้ปฏิบัติตาม จนได้ผลกับแต่ละบุคคลที่ได้ลดละโลกียสมบัติมาสู่โลกุตรสมบัติสามารถลดละความเห็นแก่ตัวได้ตามลำดับ จึงได้มารวมตัวกันอยู่เป็นชุมชนชาวอโศกตามจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะที่ปฐมอโศกเป็นชุมชนแรกของชาวอโศก ถือเป็นชุมชน “คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ” ได้อย่างแท้จริง ปีนี้เป็นปีที่สองที่ชาวอโศกได้จัดงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ขึ้นที่บวร ปฐมอโศก อันเป็นงานปฏิบัติธรรมเข้มข้นระดับศีล 8 เป็นเวลา 7 วัน ซึ่งได้จัดมาเป็นครั้งที่ 42 แล้วในปีนี้ การจัดงานที่ปฐมอโศก ก็ทำให้ชาวอโศก ได้มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ชุมชนแห่งแรกของชาวอโศก ที่สร้างให้เป็นชุมชน“คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ” ได้สำเร็จ ก่อนงานวันจันทร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ถึง วันศุกร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ มีการจัดค่าย ม. ๑ ชื่อค่าย “สร้างคนจนให้สุขสำราญเบิกบานใจ” จากนักเรียนสัมมาสิกขา ๗ โรงเรียน ทั้งหมด ๗๔ คน แบ่งเป็น ๕ กลุ่ม มีฝ่ายชาย ๓ กลุ่ม ฝ่ายหญิง ๒ กลุ่ม กิจกรรมในค่าย นักเรียนมาร่วมสวดมนต์ทำวัตรเช้า ๐๕.๐๐ น. แบ่งกลุ่มสนทนาธรรม ออกกำลังกาย ค่ายนี้ฝึกให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำอาหาร หุงข้าวทานเองเป็นบางวัน มีการประกอบอาหาร มีค่ายอิงลิชแคมป์ มีการแสดงรอบกองไฟ และช่วยเตรียมงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์
วันอาทิตย์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ๐๙.๐๐ น. พิธีเปิดงาน โดยพ่อครูได้เทศนาก่อน นำปฏิญาณ ศีล ๘ ...งานนี้ เป็นงานที่เสกคนให้เป็นอาริยะเป็นสมณะ เป็นผ
อ่านต่อ
ู้สงบ ผู้สงบไม่ได้หมายถึงผู้ที่ เงียบๆ อยู่นิ่งๆ ไม่มีอะไร ไม่ไม่ไหว ลมไม่พัด ทุกอย่างมันนิ่งไปหมด ความเงียบสงบแบบของเขานี่เป็นรูปธรรม ส่วนสงบของพระพุทธเจ้านั้นคือ จิต มันเรียบร้อย จิตมันไม่มีตัวนักเลงตัวโกงตัวร้าย จิตไม่มีกิเลส กิเลสหายไปจากจิตเลย ถ้าแต่ละลำดับก็กิเลสแต่ละตัวๆ กิเลสแต่ละลักษณะ แล้วลักษณะเหล่านั้น ไม่มีตัวจริงปรากฏในพฤติกรรมของจิต ไม่เกิดอาการในจิตของเรา ถ้ามันเกิดอยู่มันไม่หายไป เราก็จับมันได้ ต้องจำมันให้ได้ ตัวนี้เกิดมาเมื่อไหร่จำมันให้ได้ มันเป็นเหตุปัจจัยแบบนี้มา มันมาเชียว เราก็ต้องจำมันได้ เรียกว่ากำหนดรู้สัญญากำหนดรู้จำได้ แล้วก็จัดการมันด้วยวิธีปฏิบัติที่เราเรียนมาจากพระพุทธเจ้า แล้วอาตมาก็นำมาเผยแพร่อธิบายต่อ จับมัน วิธีก็กดข่มอย่าให้มันออกแรงมามากอาละวาด อย่าไปกดข่มจนมันหายไป เพราะหายไปมันก็จะไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดี พวกสายสะกดจิตข่มมันจนหยุดไปก็เลยไม่รู้ความจริง ต้องรู้ความจริงโดยเอาความเฉลียวฉลาดเรียกว่าปัญญา ธาตุที่มีพลังงานมีฤทธิ์ในตัวเอง สร้างปัญญา คือสร้างให้มีความรู้ความฉลาด ที่ฉลาดมีพลังเสริมพลังๆให้มีฤทธิ์ จริงนะ ความรู้จริงนะ รู้จักรู้จริงรู้แจ้ง รู้จักรู้จริงรู้แจ้ง รู้จักรู้จริงรู้แจ้ง พยัญชนะเหล่านี้ จะใช้เรียกคุณสมบัติของพลังปัญญา ที่ไม่ใช่เฉโก ที่เป็นความฉลาดแบบโลกโลกีย์ แต่นี้เป็นพลังงานใหม่แล้ว คำว่าปัญญาหรือความฉลาดในพระพุทธเจ้าฉลาดในเรื่องเดียว คือรู้เหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ให้สนิทไม่เกิดอีก ไม่มีอีกเลย เรื่องเดียว ความฉลาดของพระพุทธเจ้าไม่มีเรื่องอื่น ปัญญาไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น ความเฉลียวฉลาดอย่างอื่นนั้นจะเป็น เฉกา เฉโก เป็นความเฉลียวฉลาดโลกีย์ โลกจินตา มากมาย พระพุทธเจ้าไม่ได้ไปวุ่นวายด้วย เป็นแต่เพียงว่า เราจัดการกับจิตเราที่มีตัวนักเลงตัวโกง จัดการกับตัวนี้ให้หมด ในขณะที่เรียนรู้กิเลสของเรา ศาสนาพุทธก็รู้โลกีย์ด้วย ดูบทบาทแบบโลก มันจะเป็นกิเลส รู้ด้วยไม่ได้ขาดจากกัน รู้หน้ารู้ตามันดีเลย เราสร้างพลังงาน ไฟเรียกว่าฌาน ก็ได้ เป็นพลังงาน เป็น Energy เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่พลังงาน Energy สามัญ แต่เป็น Supra Energy เป็นพลังงานพิเศษ มันเป็นฤทธิ์แรงที่ไปกำจัด ฤทธิ์แรงของ ราคะโทสะโมหะ ที่เป็นอุณหธาตุ ลำดับดีกรีของความร้อนแรง ใหญ่โตหนักหนาหรือเล็กน้อยก็แล้วแต่ เป็นลักษณะของสัจธรรมอันนี้ แล้วเราสร้างพลังงานฌานหรือพลังงานไฟพิเศษ ไฟกองใหญ่ที่ไปกำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ตัวไหนก็แล้วแต่ ตัวราคะก็กำจัดตัวนั้น ไฟโทสะ ที่เรากำจัดได้มันกำลังเกิดในจิตเรา แล้วเราก็จัดการ เราสร้างไฟอันนี้ขึ้นมาให้ได้ แล้วมันก็จัดการเอง กำจัดไปเอง กำจัดไป มันก็จัดการของมันเอง มันจะเห็นจะรู้ สำหรับคนที่ปฏิบัติจริง หลัดๆเลยนะ พลังงานปัญญา เห็นมันสว่างไม่ได้ลดระดับ สว่างเลย ก็รู้ๆแจ้งๆชัดๆ ไม่ต้องไปหลบหลีกอะไร เห็นๆ เรียกว่าพร้อมทั้ง จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ครบเลย แล้วทำให้อันนี้มันอ่อนไป ตัวตนของราคะ ตัวตนของโทสะ ตัวที่เรากำลังจัดการกับมัน มันอ่อนบางเรียกว่า วิราคะ จางคลายลงๆ จนกระทั่ง นิโรธะ ท่านมีอยู่ 4 อัน คือ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสะ นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี อนิจจามันไม่เที่ยง มีสองนัย นัยหนึ่งมันโตขึ้นเรียกว่า ปุถุ อีกอย่างหนึ่งมันไม่เที่ยงไม่เท่าเดิมแต่มันลดลงๆ เรียกว่าอาริยะ มันสลายจางคลาย ถ้าโตขึ้นกิเลสมากขึ้นเรียกว่าปุถุชน ปุถุ แปลว่าหนาโตใหญ่อ้วน แต่ถ้ามันจางคลายจนหมดไป ไฟราคะโทสะโมหะมันไม่มีปรากฎการณ์ในใจเราอีก เป็นนามธรรม ไม่มีเส้น แสง เงา สี ร่างกาย แต่เป็นอาการที่เราดูได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นพลังงานละเอียดกว่าทางฟิสิกส์ เป็นอาการ รู้ได้ด้วยจิตใจเรากำหนดหมายรู้ด้วยสัญญา เครื่องหมายที่เราจัดการกับอาการมัน เรารู้ด้วยนิมิต เปรียบเทียบอาการมันมีอยู่มากหรือน้อยต่างกัน เทียบความต่าง จนกระทั่งมันเหลืออยู่นิดนึงกับหมด ตัวนี้ยากมาก เหลือนิดหนึ่งกับหมดเทียบกันยาก แล้วมันหมดหรือยัง และกับมันหายไปแล้ว กับมีอยู่แวบหนึ่ง นึกว่าหมดแล้วไม่มีอีกแล้วแต่มันแวบขึ้นมา ต้องตรวจในขณะทุกๆเวลาทุกสภาพ ต้องพยายามเสมอ ศาสนาพระพุทธเจ้า พิสูจน์ได้จริงๆ
_ช่วงหลังฉัน มีบริการตัดผม ๑๔.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. รายการ ปฐมนิเทศ โดยสมณะฟ้าไท สมชาติโก สมณะหนักแน่น ขัน ติพโล สมณะถักบุญ อาจิตปุญโญ สมณะฮังดิน ภูมิคโต สิกขมาตุเทียนคำเพชร สมณะฟ้าไท สมชาติโก….งานพุทธาภิเษกครั้งที่ ๔๒ เป็นครั้งที่ ๒ ของ ปฐมอโศก ยุคนี้เป็นยุคเลวร้ายสุดๆ เช่น คดีหวย คนเล่นการพนันนั้นไม่โกงไม่รวย คนที่จะมางานพุทธาภิเษกฯ ไม่มาก อาตมาไปงานพุทธาภิเษกฯ เมื่อปี ๒๕๒๖ ครั้งนั้นมีคนเป็นพัน ตอนนั้นอากาศก็ร้อน ก็เปลี่ยนไป ศีรษะอโศก ทำไปทำมาก็ย้ายมาปฐมอโศก คนที่ไม่อยากมาก็ไม่อยากเจริญ มางานนี้ก็มีผักไร้สารพิษให้กิน มีน้ำปั่นผัก มะเขือเทศ มาก็เพื่อพัฒนาบุคคลให้เป็นอาริยบุคคลให้สูงขึ้นสูงขึ้นคือลดกิเลสให้มากขึ้น
๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. รายการสัมภาษณ์ปฏิบัติกร ชุด อีกฟากฟ้าหนึ่ง มี สิกขมาตุผาแก้ว ชาวหินฟ้า ดำเนินรายการสัมภาษณ์ปฏิบัติกรที่ได้พูดรำลึกถึงหมอ “ฟากฟ้าหนึ่ง” อโศกตระกูลไว้ว่า ๑.คุณใบพุทธ อโศกตระกูล รู้จักพี่หมอ ปีที่เรียนอยู่ มศ. ๒ และประทับใจที่ทำเป็นแบบอย่างในความขยันและอดทน อ่อนน้อมถ่อมตน ความดีของพี่หมอยังตราตรึงอยู่ในใจ พี่หมอถูกเครื่องบีบมะนาวบีบมือ เลือดชุ่มโชก แต่ไม่มีน้ำตา ไม่ปริปากบ่น มีความอดทน พี่หมอพูดกับคนไข้ด้วยมุทิตาจิต “ยินดีด้วยนะที่หาย” ๒.คุณมุ่งหมาย ศิริจันโท ประทับใจผู้พามาและทุกท่านขยันมาก อาหมออยากทำนาให้คนกิน ประทับใจอาหมอทำงานทุกอย่าง กินน้อย นอนน้อย ตื่นเช้า ๓.คุณช่วยบุญ จันทร์รักษา พี่หมอสอนเราด้วยกสรกระทำ เราก็ดูเฉยๆ พี่หมอมีความขยันมาก พี่หมอจะไม่ทำอะไรเพื่อตนเอง พี่หมอรับงานบรรยายข้างนอกเยอะ พี่หมอมองคนออกว่าใครควรทำอะไร และส่งเสริม พี่หมอเป็นคนยอดประหยัด แต่ไม่ขี้เหนียว ๔.คุณสุดสายธรรม หลิมกำเนิด หมอร่าเริง ยิ้มแย้ม ต้อนรับคน ทนต่อแรงกดดันสูงมาก ทั้งกายภาพ จิตภาพ มีลักษณะพึ่งตนเองสูงมาก เป็นคนละเอียดมาก ขยันมาก เป็นคนกล้าทดลอง กล้าบุก วางรากฐานไว้ให้คนรุ่นหลัง ๕.คุณดินนา โคตรบุญอาริยะ พี่หมอเป็นคนประสานคนข้างนอก พี่หมอมีจิตใจแกร่ง และจิตใจอ่อนโยน ๖.คุณทิวเมฆ นาวาบุญนิยม พ่อครูบอกว่า พี่หมอเป็นอรหัตตมรรค ทำให้ผมได้หัสมาดูตัวเอง และปรับกายทุจริต วจีทุจริต ให้มาสุจริตมากยิ่งขึ้น พี่หมอคิดการณ์ไกล พี่หมอไม่ฟุ้งซ่าน แต่เป็นคนตื่นตัว การดัดจริต ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำ ๗.คุณขวัญดิน สิงห์คำประทับใจในความไม่มีจริตจะก้านความเป็นผู้หญิงเลย เป็นไอดอลของดิฉัน พี่หมอประสานกับคนภายนอกได้ดีมาก มีงานเยอะมาก ทั้งนอกทั้งใน จิตใจแกร่งแต่อ่อนโยน มีหัวก้าวหน้า เป็นนักพัฒนา เป็นผู้บุกเบิกเรื่อง อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) เป็นผู้หญิงตัวเล็กแต่กล้าทำงานใหญ่ เป็นแบบอย่างที่ดีให้คนเดินตาม
วันจันทร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ๐๓.๓๐ น. อ.๑ (สมณะบินบน ถิรจิตโต) นำสวดมนต์ ๐๔.๐๐ น. พ่อครูแสดงธรรม เรื่อง ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 1 … วันนี้วันจันทร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ที่บวรปฐมอโศก วันนี้ก็มีโฆษณาก่อน เชิญร่วมทำแบบประเมินตนเองในโครงการค้นหาพระโสดาบันในตนเอง ไปรับได้ที่ประชาสัมพันธ์ ศาลางาน เป็นการบันทึกว่าตัวเองได้ปฏิบัติมานั้นได้ผลอย่างไรจริงหรือไม่ มีรายละเอียดอย่างไร เป็นแบบสมัยสากล พวกเราเป็นพวกที่เจริญ ไม่ใช่งมงายทำ ไม่ต้องดูตำราอะไรหรอก ออกนอกรีตไปหมดเลย เลยเป็นเรื่องงมงายกลายเป็นเทวนิยมไสยศาสตร์ บ้าๆบอๆไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่พวกเรานี้ไม่ใช่พวกอย่างนั้น จะมีเหตุปัจจัยมีวิชาการมีแบบฟอร์มให้เราคิดทบทวนจัดการ งานนี้เขาให้ชื่อว่าความจนที่มีสัมประสิทธิ์ คืออะไร พวกเรานี้รู้จักความจน แล้วก็รู้ด้วยปัญญา มีสัมประสิทธิ์ ก็คือมีสมรรถภาพมีความสามารถ มีประสิทธิภาพ efficient พิเศษด้วย โลกโลกีย์ คนโลกีย์ เขาก็มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพแบบโลกโลกีย์ คนจนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ คนโง่ คนจนที่มีสัมประสิทธิ์มากที่สุดคือคนโง่มากเขาก็เลยรวยมากด้วย เอาเปรียบโดยวิธีนานาเขาก็เลยรวย คนจนที่มีสัมประสิทธิ์ในโลกียะ เอาความรู้ความสามารถไปเอาเปรียบเขา เอาเปรียบนี้ไม่ดี จะเอาเปรียบด้วยความรู้ความสามารถ ถ้าคนมีความรู้ความสามารถแล้วเอาความรู้ความสามารถไปเสียสละ นั่นคืออาริยบุคคล เป็นคนโลกุตระ พวกเรานี้มาเป็นคนจนที่มีสัมประสิทธิ์มีประสิทธิผล มีความสามารถ มีประสิทธิภาพพิเศษ ที่รู้จักความจน เข้าใจด้วยปัญญา และเต็มใจที่จะมาจน มาเป็นคนจน เป็นคนจนที่มีสัมประสิทธิ์ พวกเราสำเร็จแล้ว ทุกวันนี้ชาวอโศกเราเป็นผู้ที่มีผลสำเร็จต่อชีวิต มีผลสำเร็จที่เป็นคนจนจริงๆ คนจนที่ตั้งใจมาจน คนที่สำเร็จแล้วก็มาอยู่กับชุมชนร่วมกันเป็นสมาชิกพลเมืองของชาวอโศก มาเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ มาเป็นคนจนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสังคม ช่วยผลิตสิ่งที่เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ สิ่งที่ไม่เป็นอาชีพที่ควรทำ เป็นมิจฉาชีพ เช่น สร้างอาวุธ ฆ่าสัตว์ เลี้ยงสัตว์ กินเนื้อสัตว์ โลภโมโทสันต่อวัตถุ แย่งวัตถุขี้โกงวัตถุขี้โลภวัตถุโกงทุจริตคอรัปชั่น หอบกอบโกยเอาวัตถุ พวกนี้ผิดศีลข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไม่รู้จักรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นทาสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แย่ง ตะกละในเรื่องได้รูปสวย ได้เสียงเพราะ แย่งกัน แล้วหลงชื่นอกชื่นใจ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นสวรรค์เป็นเทวดา อาริยบุคคลของพระพุทธเจ้าหมดความเป็นสวรรค์เป็นนรก เป็นอุเบกขากลางๆสบายๆเบิกบานใจสุขสำราญ มันไม่รู้จะทำอย่างไร พูดไปแล้วเหมือนกับหลงยกย่องตัวเอง ดูองค์ประกอบชีวิตชาวอโศก ดูแค่การจัดฉาก ที่ไหนไม่เหมือนเราหรอก เอาแต่สาระ เอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่ามาจัดฉาก แล้วคนจัดฉาก composition องค์ประกอบของเวทีนี้ ให้อาตมามานั่งเทศน์ มีกระด้งใส่ข้าวเปลือก มีผลไม้ มีผัก ต้นขึ้นฉ่ายสูงสองสามฟุต ต้นคะน้าใบยาวสองสามฟุต หรือมะเขือ ผ่องสดงามอะไรอย่างนี้ อุดมสมบูรณ์มีประสิทธิผลสูงเป็นผลสำเร็จ นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าที่หนึ่งในโลก อาหารเป็นหนึ่งในโลก ชาวอโศกอุดมสมบูรณ์มีพรักพร้อมไร้สารพิษ กินแล้วสบายใจ ไม่มีกิเลสก็จะกิเลสขึ้นเอา แล้วก็อยู่กันอย่างสงบเรียบร้อย ความจนที่มีประสิทธิภาพนี้ เป็นความจนของอาริยบุคคลจนแบบโลกุตระ ไม่ใช่ความจนทั่วไปของปุถุชนคนสามัญเขา แต่มีสัมประสิทธิ์ที่สำคัญ จึงเป็นคนจนพิเศษ จึงเป็นคนจนที่เจริญยิ่ง เรียกว่าคนจนอาริยะ ถ้ามีประสิทธิภาพพิเศษหรือว่าสำคัญยิ่ง แตกต่างจากคนจนปุถุชนสามัญ เพราะมีความสามารถต่อหน้าที่ เรียกว่าเป็น efficient จึงมีประสิทธิภาพยิ่ง มีความพร้อมไปด้วยกัน เรียกว่า Coefficient พร้อมร่วมกันไป นี่เป็นความจนที่มีประสิทธิภาพมีสัมประสิทธิ์สมบูรณ์ ความจนที่พร้อมไปด้วยประสิทธิภาพ ปุถุชนคนสามัญ ไม่มีใครที่เขาต้องการความจน ไม่ว่าใครทั้งนั้นไม่มีใครปรารถนาความจน วงเล็บไปว่า แต่อาริยบุคคลที่มีสัมประสิทธิ์แล้ว เป็นอาริยบุคคล จะปรารถนาความจน ถามจริง ตอบอย่างถูกต้องในตัวเอง พวกคุณ ตั้งใจมาจนหรือเปล่า อยากจนหรือเปล่า ... คนที่ “อยากจน”แล้ว “ตั้งใจมาจน”สำเร็จ คนนั้นก็หมด “ความยากจน” คนที่เข้าใจว่าความจนนี่มันดีมันสุดยอด เราเข้าใจด้วยปัญญาเลยว่าความจนนี้สุดยอด การไปเป็นคนรวยมันเลว อยากรวยแล้วโง่เง่า ยิ่งรวยยิ่งโกง ยิ่งหาทางเอาเปรียบเอารัดเขาให้ได้มากๆรวยๆรวย โง่ไม่เสร็จพวกนี้ คนที่ “รวยไม่รู้จบ” คือ “คนจนไม่เสร็จ” คนจนไม่รู้จักจบ รวยเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอเลย มันควรจะพอ มันควรจะจบ มันควรจะหยุดบ้าง คนที่เข้าใจแล้วว่าไปรวยทำไม แค่นี้ก็พอแล้ว Sufficient นี่คือพอเพียงแล้ว
๐๖.๓๐ – ๐๘.๓๐ น. (สมณะ ๕ รูป สิกขมาตุ ๒รูป) สมณะเดินดิน ติกขวีโร นำประชุมตลาดอาริยะ-ตลาดน้ำ ที่ศาลาวิหาร
๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. ธรรมะก่อนฉัน เรื่อง “คุณ” โดย ส.ดวงดี ฐิตปุญโญ หัวข้อธรรมนี้เกิดจาก “คนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ” โศลกธรรมหนึ่งของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านสมณะดวงดี ได้กล่าวถึงความหมายของคำว่า “คุณ” จากโศลกนี้ ท่านมีคลิปนำเสนอ เป็นภิกษุทางภาคเหนือ แสดงธรรมโดยเทียบเคียงอานิสงส์ ของการถวายเงินที่แตกต่างกัน ตั้งแต่เหรียญ จนถึงเงินธนบัตรสีต่างๆ ที่เป็นความหยาบช้าลามกในทางศาสนา บวชแล้วทำลายศาสนา ไม่เกิด “คุณ” (คุณวิเศษ) แต่อย่างใด ท่านได้เปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติที่เราทำกันอยู่ หรือกำลังฝึกทำ จะพบว่าหลายข้อในธุดงควัตร ก็เป็นสิ่งที่เราทำๆ กันอยู่เป็นปกติ โดยไม่ไปเกี่ยวข้องกับการเดินธุดงค์ ตามที่เขาเข้าใจแต่อย่างใด คุณค่า คุณธรรม คุณความดี คุณวิเศษ เป็นนัยยะที่พึงทำความเข้าใจ ทำให้เกิดมีขึ้นในตน คนทุกวันนี้เข้าใจคุณวิเศษผิดเพี้ยน จึงหลงเข้าใจว่ายุคนี้ไม่มีพระอาริยะแล้ว ท่านสมณะดวงดีได้ทบทวน ญาณ ๗ ของพระโสดาบัน เพื่อเป็นการตรวจสอบตนเองในแต่ละบุคคล สุดท้าย ท่านได้เน้นตามโศกที่ว่า “จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ” อย่าจนเพราะไม่จำ จนเพราะไม่ทำ(ขี้เกียจ) จนเพราะไม่เจียม(ทำตัวตามแฟชั่น) แต่ให้จนเพราะเจียม จึงจะเป็น จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ
ธรรมะก่อนฉัน เรื่อง “พุทธาฯ พามาจน” โดย ส.ผืนฟ้า อนุตตโร ท่านสมณะผืนฟ้า ได้เล่าถึงตนเอง ว่าอยู่ในวิถีแห่งคนจนมา ๔๐ กว่าปีแล้ว มีบาตรใบเดียว ผ้าน้อยชิ้น มักน้อยและไม่ตกเป็นทาสทั้งบริโภคนอกและบริโภคใน จากที่เคยบวชจากข้างนอกมา เพิ่งจะมาได้เรียนรู้พระไตรปิฎกเมื่อมาเป็นนักบวชชาวอโศก จึงรู้ว่าความเป็นพระขึ้นอยู่กับจุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล งานพุทธาภิเษกในยุคสมัยก่อนของชาวอโศก ก็ไม่ได้รับความสะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ สมบูรณ์มากจนเกิด “ก่องข้าวใหญ่ฆ่าลูก” ซึ่งตรงข้ามกับ “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” กิเลสคนเราเกิดขึ้นเมื่อกระทบผัสสะ ดังนั้น เมื่อเกิดผัสสะ จึงเป็นขณะปฏิบัติธรรม อย่าให้แพ้ภัยเพราะใกล้ชิด ศีล ๕ กับ ศีล ๘ แตกต่างกันที่ศีลข้อ ๓ และ ข้อ ๖ ต้องมีความอดทน เห็นโทษภัย ทั้งกิเลสสานราคะและโทสะ อย่าโทษภายนอกหรือคนอื่น เพราะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ต้องหันมาดูตัวเอง แม้อยู่ตามลำพังคนเดียวหากยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังไม่ถือว่าอยู่ผู้เดียวเพราะมีกิเลสเป็นเพื่อนสอง ชีวิตที่ขาดศรัทธา ขาดวิริยะ(ความเพียร) จะกอบกู้ตนเองได้ยาก มนุษย์เป็นภพภูมิที่สูงกว่าสัตว์ สัตว์โดยธรรมชาติอาจไม่มีเมตตา แต่เราไม่ใช่สัตว์ ต้องฝึกให้มีเมตตา เราไม่มีสิทธิโกรธใคร โกรธเขา-เราก็ทุกข์เอง ทั้งๆ ที่ทุกข์เดิมเราก็มีอยู่แล้วจากกิเลสกลุ้มรุม การอยู่คนเดียว แม้ไม่ได้กระทบกับใคร(จึงไม่โกรธใคร) แต่ก็จะขาดสิ่งที่สะท้อนกิเลสของเราให้เราได้เห็น เพื่อนที่อยู่รอบตัวเราจึงเป็นพลังเพิ่มสัมประสิทธิ์ให้กับตัวเราเอง อยากรวย คือสะสมกิเลสอยู่ ชีวิตจึงไม่มีวันเต็มเพราะต้องเติมอยู่เรื่อยๆ ชีวิตที่มีแต่ให้ จึงจะเข้าถึง “จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ” เราจะเต็มได้ต่อเมื่อกิเลสได้ลดลง เมื่อกิเลสลดลงจึงมีที่ว่างให้เติมธรรมะลงไป จึงต้องบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้โดยเฉพาะการให้อภัย
ช่วงบ่าย ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ๑๒.๐๐ น. ถึง ๑๓.๔๕ น. ธรรมะบนกระดาน ๑. บริเวณตึกเรียนสัมมาสิกขา สมณะกอบชัย ธัมมาวุโธ ๒. บริเวณหน้าศาลางาน สมณะโพธิสิทธิ์ โพธิสิทโธ ๓. บริเวณสวนสาระ สิกขมาตุสัจฉิกตา ตั้งเผ่า ๔. บริเวณศาลางาน สมณะลานศิลป์ วชิโร ๕. บริเวณศาลางาน ชั้น ๔ สมณะเสียงศีล ชาตวโร
๑๔.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. เรียนรู้ประวัติศาสตร์ จากปฐม ของอโศก (วันแรก) ๑. ไปโรงปุ๋ย ปฐมอโศก โดย สมณะแก่นผา สารุปโป สมณะแก่นเกล้า สารกโร ๒. ศูนย์เจาะฯโดย สมณะสร้างไท ปณีโต สมณะสยาม สัจจญาโณ ๓. ไปดูกิจการทั่วไป เช่น ชวนกิน มรป. สมณะฝนธรรม พุทธกุโล สมณะธรรมทาบฟ้า รวิวัณโณ ๔. ห้องประชุมชาวบ้าน แพทย์แผนไทย ๕. ไปเก็บมะพร้าวน้ำหอม ๑๐ คน นำโดย สมณะเลื่อนฟ้า สัจจเปโม ๖. ไปเก็บผัก ๑๐ คน คุณภูบุญ เป็นผู้นำไป ๗. พบสมณะสนทนาธรรม มี สมณะฟ้าไท สมชาติโก สมณะดาวดิน ปฐวัตโต สมณะชุบดิน วิชชานันโต
๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. รายการภาคค่ำ สัมภาษณ์ปฏิบัติกร เรื่อง “ค่าย ศีล ๘” โดย สมณะกล้าจริง ตถภาโว กิจกรรม ศีล ๘ ช่วยให้หลายๆ ที่ดูคึกคักขึ้น ดาราช่อง ๓ ก็มาเข้าค่าย ที่สันติอโศก ชุดแรก ราชธานีอโศก สมณะแสนดินดูแลเป็นหลัก คุณบุญยิ่งแก้ว นาวาบุญนิยม ได้ฝึกลดละกิเลสของตัวเอง อัตตาลดลงบ้าง ค่ายเปิดโอกาสให้ทั้งคนใหม่ และคนเก่า ปฐมอโศก คุณน้ำดิน เนตรายนต์ โครงการชวนคนเข้าวัด ชีวิตดีทีละก้าว มาเจอพี่เจอน้อง มาเจอคนที่มีศีลด้วยกัน คุณระเบียบ ร้องไห้ดีใจมากที่ได้มาเจอสังคมดีๆ แบบนี้ คุณประทีป ทรัพย์เกสร ขวนขวายพาครอบครัวมาวัด มาแล้ว ๕ ครั้ง เปลี่ยนความคิดตัวเราเอง ทำอาหารมังสวิรัติทานที่บ้าน เพราะการชักนำของลูก แม่บ้านเอาด้วย มาวัดแล้ว รู้สึกเย็นลึกๆ สีมาอโศก คุณลักขณา กุลศรี อายุ ๘๐ ปี อยู่สีมา มา ๑๒ ปีแล้ว บกพร่องศีลข้อ ๖ มีค่ายทำได้ ๑ วัน สันติอโศก จัดค่ายมา ๑๕๓ ครั้งแล้ว คุณโอ๋ จากผู้เข้าค่าย มาเป็นผู้รับใช้ รู้จักชุมชน รู้จักสถานที่มากขึ้น รู้สึกอบอุ่น ไม่มีอะไรหนักใจมาก วังจันทร์พฤกษา คุณวีนัส ลีลาลม มาซื้อปุ๋ย มาเจอ คุณศีลสำนึก ชวนมาเข้าค่าย ความโลภ โกรธคลายไปเยอะ มั่นใจว่าทางนี้เราพึ่งได้ กินมังสวิรัติได้ เลิกเนื้อสัตว์เด็ดขาด ค่ายศีล ๘ เป็นสื่ออันหนึ่งที่ให้โอกาส “สวรรค์ให้โอกาสผู้เพียรหนักเสมอ” หนึ่งนาทีก็มีค่า คืบเดียวก็พยายาม ผู้ทำความจริง ไม่หวังสิ่งตอบแทน
วันอังคารที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ๐๓.๓๐ น. สมณะบินบน ถิรจิตโต นำสวดมนต์ ๐๔.๐๐ น. พ่อครูแสดงธรรม เรื่อง ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 2 …ทีนี้มาสู่การปฏิบัติโดยลำดับ การปฏิบัติที่มีความพร้อมและถูกต้องอย่างดี ยกตัวอย่างเป็นข้อๆ ศีล 5 เอาข้อ 1 เลย ศีล 5 ข้อ 1 เป็นต้น บอกว่า ไม่ฆ่าสัตว์ คนที่ไม่ฆ่าสัตว์ได้ เห็นสัตว์ หรือมีสัตว์อยู่ต่อหน้าสัมผัสกันเลย และก็เป็นโอกาสอย่างยิ่งที่จะฆ่าได้ จริงๆ มีความจำเป็นมีความสำคัญที่จะฆ่าด้วยแต่ก็ไม่ฆ่า เป็นคนอย่างไรก็ไม่ฆ่า แม้ที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้จะถึงชีวิต ผู้ที่มีศีลข้อ 1 นี่แหละ จะไม่ทำการละเมิด แม้จะเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ให้ชีวิตนั้นเป็นอันตรายไปเลย ซื่อบื้อถึงขนาดนั้น พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ทัณฑะศาสตรา เครื่องทำร้าย จะไม่สร้างเลย ประเทศที่มีศีล สังคมที่มีศีลจะไม่สร้างอาวุธ เราไปชุมนุมประท้วง ดันมีคนอยู่ในกลุ่มพวกเรา ไปซ้อนทำระเบิด เราจับได้เราก็จัดการอย่างสำคัญ เราจะไม่สร้าง นอกจากไม่สร้างแล้ว มีความละอายที่จะทำร้ายสัตว์ ทำร้ายคนอื่น อย่าว่าจะทำลายเลย จะเบียดเบียนเราก็ละอาย มีความเอ็นดูด้วย แม้แต่สัตว์นั้นจะมีเขี้ยวมีงามีเล็บมีพิษในตัว มีความกรุณา ถ้าช่วยได้ ที่ควรจะช่วยก็ช่วย แต่ถ้าไม่ควรจะช่วยก็ไม่ต้องช่วย เช่น อาตมาเคยยกตัวอย่าง เห็นงูมันกินเขียด ก็ไปช่วยเขียดมันออกจากปากงูมันไม่ใช่เรื่อง งูจะให้มากินผักคะน้าได้อย่างไร มันไม่กินพืชผักมันก็ต้องกินสัตว์ มันเป็นเขียดเป็นหนูมันก็ต้องกิน เราก็ต้องรู้ความเหมาะควร มีความเอ็นดูมีความกรุณา ข้อสุดท้ายนี้ยิ่งใหญ่มาก หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์แต่ละตัว ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จะเห็นประโยชน์ของมันว่ามันจะมีประโยชน์ขึ้นมาได้เท่าไหร่ ก็จะช่วย เช่น ช่วยให้สัตว์เซลล์เดียวเป็นอรหันต์มันจะเป็นไปได้ก็ช่วยเหลือ แต่มันจะเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นอย่างน้อย ก็ช่วยให้มันมีชีวิตต่อไปอย่าไปเบียดเบียนทำร้ายอะไรมัน แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์ที่จะไปทำร้ายสัตว์อื่นก็เป็นวิบากของมันเอง มันก็ต้องรับวิบากของมันเอง เราไม่รู้ ว่าเซลล์นี้หรือสัตว์ตัวนี้มันจะมีวิบากดีหรือว่าไม่ดี เราไปยุ่งเกี่ยวกับมัน เราไปแทรกแซงไม่ได้ คนแต่ละคนมีวิบากของตัวเองไม่ใช่น้อยอยู่แล้ว แถมและเสริมกันอีกมันไม่ควร พระพุทธเจ้าให้ทำสัจจะที่ปลอดภัยมาก นอกจากจะไม่แล้วยังช่วยกันให้เจริญได้อีก แต่อย่าไปช่วยเขาให้ลงนรกให้เขาจมในทางที่ผิด ก็อย่าไปทำ อันไม่สมควร ในธรรมะของพระพุทธเจ้านี้จึงละเอียดรอบถ้วนหมด ยกตัวอย่างข้อที่ 1 เมื่อเราอยู่ในโลกก็จะมีการสัมผัสสัมพันธ์ การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าไม่ให้ไปนั่งหลับตาแล้วสร้างจิตที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ จะต้องลืมตาแล้วเกี่ยวข้องกับสัตว์เกี่ยวข้องกับของ เกี่ยวข้องกับการสัมผัสทวารภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องมี 5 ทวารนี้ เป็น ปสาทรูป ก็พร้อมที่จะทำงาน โคจรรูป 5 พร้อมที่จะทำงานสัมผัสสัมพันธ์กับอะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่ไปนั่งหลับตากลายเป็นคนไม่เต็ม ไปนั่งหลับตาก็เหมือนกับคนตาบอด แต่นั่งหลับตานั้นไม่ใช่ตาบอด อย่างเดียว ตาก็ไม่รับรู้หูก็ไม่รับรู้ เช่นไม่ได้ยินไม่ได้รู้ไม่ได้รับรสไม่รู้สึกทางกาย แล้วบอกว่านั่นคือการทำจิตให้ยิ่ง อธิจิต หรือว่าเป็นสมาธิ มันจะเป็นการปฏิบัติที่หลงทางอย่างสนิท ตรงกันข้ามตีลังกากลับ ไม่ใช่การปฏิบัติสัมมาสมาธิที่เป็นสมาธิของพระอาริยะ อริโยสัมมาสมาธิ ซึ่งมีการลืมตาปฏิบัติประกอบด้วยมรรคทั้ง 7 องค์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานต้องฟังให้เข้าใจ เป็นทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วก็ไปมีสติมีความพยายามสัมมาสติ สัมมาวายามะช่วยกันกับสัมมาทิฏฐิ เป็นพลังงานช่วยกัน เพื่อทำให้เกิดผลสัมมาสมาธิด้วย ขณะที่มีทำงานอาชีพ จะเป็นการปลูกผัก จะทำงานสื่อสาร ทำงานอะไรก็แล้วแต่ทำงานการเมืองทำงานทุกอย่างที่เป็นสัมมาอาชีพ ก็จะต้องมีสติมีความพยายาม อ่านกิเลสจากอาชีวะ การงานเลี้ยงชีพนั้น อ่านไปในการสัมผัส จะต้องใช้จิตนี้ไปทำงานตรวจสอบ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เมื่อจิตสัมผัสแล้วแยกแยะ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์จะทำงานไปด้วย มีสติแล้วต้องมีธรรมวิจัยประกอบพร้อมอยู่ ธรรมวิจัยทำงานร่วมไป วิจัยออก วิจัยอะไร วิจัยเอากิเลสออกไปจากจิต ที่มันเกิดๆๆอยู่ แล้วแยกกิเลสออกมา ทำลายกำจัดๆๆ ของพระพุทธเจ้ารู้หน้าตากิเลสให้รู้ นี้ตัวปลอม เหมือนกับตำรวจรู้ว่าตัวโจรอยู่ไหน จับโจรได้ก็จัดการ ตามกระบิลเมืองตามกฎหมาย โจรร้ายถึงขั้นให้เอาเข้าคุกหรือว่าลงทัณฑ์ตามกฎเกณฑ์ ของสังคม ก็ต้องจัดการ ไม่ทำอย่างเหลาะแหละ สีลัพพตปรามาส จับโจรได้ก็มาลูบหัวกับโจรเล่นกับโจร ไม่จัดการลงโทษมัน เรียกว่า สีลัพพตปรามาส ไม่ได้ ต้องจัดการกับมันให้ทันที การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแม้แต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ ของจะเป็นของอะไรก็แล้วแต่ พ้นไปจากร่างกายของเรา แม้แต่ร่างกายของเราท่านก็ให้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา ของที่นอกตัวเรานอกร่างกายเรา ไม่ใช่สิทธิ์ข
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive