สันติอโศก rev1.docx
เนื้อหาในไฟล์
ร่าง "แนะนำอโศก" ภาษาไทย/อังกฤษ
"ที่นี่วุ่นวายหนอ... ที่นี่ขัดข้องหนอ"[insertการทำงานของพวกเรา ร้านชมร. ฯลฯ สลับกับการนั่งสมาธิหรือจงกรมของวัวทั่วๆไป ค่อยๆสลับเร็วขึ้นๆๆๆ] .... สันติอโศก คืออะไร? สันติอโศกคือชื่อที่คนทั่วไปมักจะเรียกหมู่กลุ่มชาวอโศก ซึ่งแท้ที่จริงสันติอโศกคือสถานที่แห่งหนึ่งของชาวอโศก ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร[ภาพสันติอโศก] ชาวอโศกคือใคร?[ภาพญาติธรรม คนวัด ทำงาน] ชาวอโศกคือกลุ่มชาวพุทธผู้ปฏิบัติธรรมตาม"พ่อครูโพธิรักษ์"[ภาพปัจจุบันของพ่อท่าน] ซึ่งเป็นผู้นำของชาวอโศกนั่นเอง "พ่อครูโพธิรักษ์" ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส[ภาพตอนเป็นฆราวาส] จนเมื่อบรรลุธรรมสมควรแก่ธรรม กระทั่งได้ออกบวช มีศิษยานุศิษย์ผู้เลื่อมใสรวมกลุ่มกันปฎิบัติตามจนเกิดเป็นหมู่กลุ่ม[ภาพหมู่กลุ่มพระ-ฆราวาสยุคแรกๆ] พัฒนาเป็นชุมชนชาวอโศกตามลำดับ[ภาพชุมชนชาวอโศกยุคไหม่] คุณสมบัติเบื้องต้นของชาวอโศกคือ มีปกติรักษาศีล๕เป็นอย่างต่ำ รับประทานอาหารมังสวิรัติ เว้นขาดจากอบายมุขทุกชนิด[ภาพชุมชนชาวอโศกยุคไหม่-ต่อเนื่องไป] ชื่อ "อโศก" มีที่มาจากสถานปฏิบัติธรรมแห่งแรกคือ"แดนอโศก" และหนังสือที่จัดตีพิมพ์ครั้งแรกคือหนังสือ"อโศก" [ภาพหนังสือ ภาพแดนอโศก] คำว่า"อโศก" มีความหมายคือมีจิตไม่โศกเศร้า ตามนัยะของมงคลข้อ๓๖ จากบทมงคลสูตร๓๘ ประการ ชุมชนชาวอโศกประกอบไปด้วย บ้าน -วัด -โรงเรียน หรือ บวร ( Home - Church - School or "H C S") *อยู่รวมกันตามโศลกธรรม"อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ" [ภาพชุมชนชาวอโศก ภาพป้ายอิสรเสรีภาพ บูรณภาพ] ปัจจุบันชุมชนหลัก ที่มีครบ บ้าน-วัด-โรงเรียน มีอยู่ด้วยกัน ๘ แห่งคือ[insertภาพสถานที่ต่างๆตามลำดับ] ๑. สันติอโศก จ.กรุงเทพมหานคร ๒. ปฐมอโศ
อ่านต่อ
ก จ.นครปฐม ๓. ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ ๔. ศาลีอโศก จ.นครสวรรค์ ๕. สีมาอโศก จ.นครราชสีมา ๖. ราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี ๗. ภูผาฟ้าน้ำ จ.เชียงใหม่ ๘. ทะเลธรรม จ.ตรัง (มีแต่ บ้าน กับวัด) ๙. หินผาฟ้าน้ำ จ.ชัยภูมิ นอกนั้นเป็นชุมชนที่มีแต่บ้านและวัด และมีแต่หมู่บ้านอีกมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ .... เมื่อท่านเข้ามาเยี่ยมเยียนในชุมชนของชาวอโศกที่ใดก็ตาม ท่านมักจะพบเห็นความคึกคัก จากการทำงาน [ภาพการทำงานทั้งร้านค้า ชมร. ทั้งการทำงานในวัดฐานต่างๆ] ในขณะที่สถานที่ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ของศาสนาพุทธเถรวาทในประเทศไทยนั้น จะเงียบสงบ [ภาพการฝึกสมาธิของพระทั่วไป] ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? แนวทางการปฏิบัติธรรมของชาวอโศกมีความแตกต่างกับแนวทางการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธเถรวาท ซึ่งเป็นพุทธศาสนากระแสหลักที่มีอยู่ในประเทศไทย ในขณะที่พุทธศาสนากระแสหลัก เน้นการปฏิบัติธรรมโดยการปลีกหลีกเร้น ทำ"สมาธิ" โดยการนั่งสมาธิ เพ่งกสิน เดินจงกรม ฯลฯ ปฏิบัติ"สมถะและวิปัสสนา"ในการทำสมาธินั้น ตัดสิ่งเร้าภายนอกโดยสิ้นเชิง[ภาพการฝึกสมาธิของพระทั่วไป –ต่อเนื่องไป] ชาวอโศกเน้นปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เกิดสัมมาสมาธิ ตามหลักมรรคมีองค์ 8 ซึ่งนอกเหนือจากสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะที่แวดล้อมแล้ว ยังประกอบไปด้วยตัวปฏิบัติ 4 ประการหลัก ได้แก่ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ การทำงานจึงเป็นหนึ่งในตัวปฏิบัติที่สำคัญ เพราะทำให้เกิด "ผัสสะ" ในการปฏิบัติธรรม ผ่านกรอบของศีล ส่วนการทำ"สมาธิ"แบบกระแสหลักนั้น เราเรียกว่า"เจโตสมถะ"ซึ่งใช้เป็นเพียงส่วนเสริม("อุปการะ") เพิ่มเติมจากการปฏิบัติหลักเท่านั้น[ภาพการทำงาน การประชุม ถกเถียง การกราบไหว้ กอด ขออภัยกัน] การทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอ่านจิต ขณะทำงานใดๆ "ผัสสะ"ที่เกิดขึ้นจากการทำงานนั้นๆจะเป็น"ของจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า"-ไม่ใช่จินตนาการหรือการระลึกย้อนอตีต- การทำงาน จะเป็นตัวที่ก่อให้เกิด"ความขัดแย้ง" ขึ้น เป็นความขัดแย้งทั้งในตนเองและกับผู้อื่นในหลายๆระดับ[ภาพอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ ในขณะทำงานด้วยกัน] "ความขัดแย้ง" ก่อให้เกิดกิเลสในระดับต่างๆ เช่น เกิดความโลภมากน้อย(โลภะ)[ภาพชาวอโศกสัมผัสเงิน] ความต้องตาตรึงใจ(ราคะ) [ภาพชาวอโศก มองสุภาพสตรีแต่งกายวาบหวาม หรือเฉพาะภาพสตรีแต่งกายวาบหวามเข้ามาในวัด ซื้อของฯลฯ] เกิดความอึดอัดขัดข้องรำคาญ(ปฏิฆะ โทสะ) จนถึงโกรธ(โกธะ) [ภาพอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ ในขณะทำงานด้วยกัน] เกิดความหลงตัวหลงตน(โมหะ) เกิดอัตตามานะ(มานะอติมานะ)[ภาพแสดงความเหนือกว่า ชี้ใช้ลูกน้องทำงาน ฯลฯ ] เกิดความเบื่อหน่ายเกียจคร้าน(โกสัชชะ) หรือหลงยึดติดในการงานนั้นๆ(กัมมารามตา)[ภาพการทำงานทั่วไปก็ได้] เป็นต้น เมื่อเกิดกิเลสขึ้นแล้ว "ผู้ปฏิบัติงาน" -ซึ่งที่สำคัญกว่าคือต้องเป็น"ผู้ปฏิบัติธรรม"ไปด้วย ขาดไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการต่างๆที่ศึกษาเล่าเรียนมา ทั้ง"สมถะ"คือการปิดทวารการรับรู้หลีกหนีปลีกเร้นไปดื้อๆ หรือ "วิปัสสนา"คือการพินิจพิจารณาให้เห็นว่ากิเลสที่เกิดขึ้นนั้นมีอันตรายร้ายแรงอย่างไรทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เพื่อที่จะหาวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง กำจัด กิเลส ให้ลดลง "เห็น" กิเลส ลดลงหรือหมดไปในที่สุด เป็น"สมถะ-วิปัสสนา"ที่แตกต่างไปจากพุทธกระแสหลักในเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง การปฏิบัติธรรมจึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ปฏิบัติงาน ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติเฉพาะเมื่อมีเวลาลางานไปนั่งสมาธิ การปฏิบัติธรรมระหว่างทำการงาน จึงเป็นประโยชน์ต่อทั้งการอ่านจิตลดกิเลสในตน และการทำกุศลเอื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่นั่งหลับตาเฉยๆ ไม่ทำการงานใด การทำงาน ได้พบปะผู้คน จึงเป็นผัสสะทดสอบกระแทกกิเลสในจิต เมื่อใดก็ตามที่กิเลสเกิดขึ้น ก็มีการปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล้มเหลวบ้างสำเร็จบ้าง[ภาพผู้ปฏิบัติธรรม ร้องไห้ ท้อแท้] ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกิเลสในแต่ละส่วนเบาบางหรือหมดไปในที่สุด การทำงานจึงคือการปฏิบัติธรรม ตราบใดที่ทุกขณะในการทำงานมีการระลึกตัวทั่วพร้อมในการต่อสู้กับกิเลสอยู่ตลอดเวลา แต่การทำงานมิได้เป็นการปฏิบัติธรรมเลย หากมิได้มีการปฏิบัติเพื่อลดละกิเลสใดๆ (หลายครั้งที่ผู้ปฏิบัติงานของเรา ปฏิบัติธรรมต่อสู้กิเลสแล้วล้มเหลว และแสดงออกมาเป็นรูปธรรมทางกายหรือวาจา ก็มีให้เห็นได้เสมอ การปฏิบัติธรรมแบบนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ)[ภาพชาวอโศก ต่อล้อต่อเถียงกับลูกค้า ทะเลาะกับ ฯลฯ] ป่วยกล่าวไปไยกับการทำงานที่ยิ่งทำยิ่งเพิ่มความโลภ-โกรธ-หลง ซึ่งก็คือการงานที่โลกทุนนิยมทั้งโลกเป็นอยู่ในปัจจุบัน [ภาพผู้บริหารบริษัทยุคใหม่ เห็นเงินตาโต] แนวทางการปฏิบัติธรรมของชาวอโศกเช่นนี้ เมื่อเกิดผลได้จริงเป็นจริง ผู้ปฏิบัติจะลดความเห็นแก่ตัวลงไปได้เรื่อยๆ รู้จักพอ ก็จะเห็นแก่ผู้อื่นมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน การทำงานและผลผลิตจากการงานก็จะเอื้อต่อผู้อื่น เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นประโยชน์ต่อโลก แม้ขณะนี้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆบนโลกใบนี้ก็ตาม เราก็ไม่มักใหญ่ไฝ่สูงที่จะให้มันเติบโตขยายกว้างๆเร็วๆ เราต้องการให้มันเติบโตอย่างช้าๆ มั่นคง คำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณอยู่เสมอ แนวทางความคิดและการปฏิบัติของเราที่เราเรียกว่า"บุญนิยม"เช่นนี้ ก่อให้เกิด"กิจการด้านบุญนิยม"ต่างๆหลากหลาย อาทิเช่น [insert กิจกรรมต่างๆตามหัวข้อ ใช้เวลาให้ภาพเล่าเรื่อง] -พาณิชย์บุญนิยม [insert กิจกรรมร้านค้าบุญนิยม , ป้ายการค้าบุญนิยม ๔ ระดับ, ตลาดอาริยะ, ฯลฯ] -อุตสาหกิจบุญนิยม[insertโรงผลิตต่างๆ, อาคารสมุนไพรปฐมอโศก, กิจกรรมการทำงานฐานต่างๆ, ฯลฯ] -การศึกษาบุญนิยม[insert ภาพโรงเรียน, นักเรียน , การเรียนการสอน ,ปรัชญาศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา, ฯลฯ] -การสื่อสารบุญนิยม[insert กิจกรรมFMTV, ร้านธรรมทัศน์ , โรงพิมพ์ ,วิทยุชุมชน, เว็บไซต์อโศก, ฯลฯ] -กสิกรรมบุญนิยม[insert กิจกรรมกสิกรรมไร้สารพิษ, การอบรมเกษตรกร, โรงปุ๋ย, ขยะเอ๋ย-กิจกรรมดินอุ้มดาว, ฯลฯ] -การเมืองบุญนิยม[insert กิจกรรมกองทัพธรรม, ใช้ภาพพ่อครูพาประท้วงทางการเมือง กปปส. พธม. ] ***ตรงนี้อาจต้องขยายความเรื่องการเมืองที่ต้องมีศาสนา, นักการเมืองอาริยะ, ฯลฯ หรือเพียงจุดประเด็นภาพให้เกิดการซักถาม??? -บริโภคบุญนิยม[insert กิจกรรมร้านชมร., โรงบุญ๕ธันวา, ร้านอาหาร๑บาท ๐บาท, ฯลฯ] -สุขภาพบุญนิยม[insert กิจกรรมสุขภาพดีด้วย๘อ, ค่ายสุขภาพ, ศาลาสุขภาพ, ฯลฯ] ฯลฯ
ในขณะที่ทรัพยากรในโลกนี้มีอยู่อย่างจำกัด เราเชื่อว่า"ทุนนิยม" ที่เน้นใครมือยาวสาวได้สาวเอาจะเป็นหนทางสู่การตีบตัน ล้มเหลว ล่มสลายในอนาคต "บุญนิยม" การพอ การให้ การเสียสละ จะเป็นทางออกให้กับสังคม เป็นทางออกให้กับโลกได้ในภายหน้าแม้จะอีกยาวไกล แม้ทำได้เพียงสังคมเล็กๆใดๆก็ตาม สังคมนั้นก็จะเกิดความร่มเย็น สงบสุข[ภาพเปรียบเทียบสังคมทุนนิยม กับ สังคมบุญนิยมของเรา] "บุญนิยม" ก่อเกิดประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน ได้ประโยชน์ต่อตนเองในการลดละกิเลส และเกิดดอกออกผลจากการทำงาน เกิดผลผลิตอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม สอดคล้องกับพุทธวจนะที่ว่า ธรรมะของพระพุทธองค์นั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อหมู่ชนเป็นอันมาก(พหุชนหิตายะ) เป็นไปเพื่อความผาสุขต่อหมู่ชนเป็นอันมาก(พหุชนสุขายะ) เป็นไปเพื่ออนุเคราะห์โลก(โลกานุกัมปายะ) ดังนี้[ภาพพระพุทธองค์แวดล้อมด้วยสาวก] .............. รายละเอียดอื่นๆมีอีกมากมาย ท่านสามารถสอบถาม ขอข้อมูลเพิ่มเติม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้