240600 ทรงญาณด้วยงาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
240600 ทรงญาณด้วยงาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
ทรง "ญาณ" ด้วย "งาน" อบรมทำวัตรเช้าที่ พุทธสถานสันติอโศก โดย พระโพธิรักษ์
เราอุตส่าห์ตื่นมาตั้งแต่ตี 3 ตี 3 กว่า ถึงป่านนี้ จงอย่าเป็นผู้เสียเวลาเลย เมื่อตื่นก็จงเป็นผู้ตื่นให้ได้เถิด ร่างกายก็นำมันออกมาจากที่นอน แล้วชีวิตและจิตใจเราก็รู้ ว่าเราจะทำตนให้เป็นผู้ฝึกอบรม เป็นผู้ตื่นแท้ แต่กระไร เรายังทำตนให้เป็นผู้ที่ยังโหยหาอาลัยอาวรณ์ เป็นผู้ที่สร้าง สั่งสมอารมณ์หลับ อารมณ์นิทรา ที่เราเองเรารู้ว่าเป็นกิเลส จงเป็นผู้กำชับตน เป็นผู้ตั้งตนอยู่ในทิศทางที่ถูกที่ชอบ ทำตนให้สมกับที่เรารู้ด้วยปัญญา และทำให้สำเร็จเด็ดขาดลง ตามที่เรารู้จุดประสงค์ให้แข็งแรง อำนาจจิตจะเป็นของเรา เรามาศึกษากันต่ออีก เราเคยเกิดมากันนาน เกิดมากันมาก ถ้าเราเชื่อในเรื่องของสังสารวัฏ ในการเกิดของมนุษย์ เราก็จะลองนับ ลองคิดดูง่ายๆได้ว่า ถ้าเราได้เกิดมา แล้วเราก็ไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์สักที ในชีวิตแต่ละชาติๆที่เราเกิดมา ก็แน่นอนที่เราจะต้องไปเสพคุ้น ไปซักซ้อมไปอุตสาหะวิริยะ ไปทำความเคยติดเคยยึดกับโลกียะ กับเรื่องที่โลกเขาหลอกมอมเมา แล้วก็เป็นไปอย่างคนโลกๆ เหมือนอย่างเราเกิดมาชาตินี้ เราก็ระลึกดูว่า ตั้งแต่เกิดมานี่ ถ้าเผื่อว่าเราไม่ได้มาพบกับพระธรรม ซึ่งพระธรรมก็ตั้งอยู่ ถ้าเราไม่ได้มาพบ และไม่ได้มาใส่ใจอุตสาหะวิริยะแล้ว เราก็จะเหมือนชาวโลกชาติหนึ่งๆ ที่เขาจะดูดซึม หรือซักซ้อม ทำความคุ้นเคย เอาแต่เรื่องของอารมณ์โลกียะ หรือโลกียารมณ์เป็นพลวปัจจัย เป็นกำลังแห่งพฤติ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งตัวเอง สั่งสมไปๆชาติแล้วชาติเล่า ชาติแล้วชาติเล่า ทีนี้เรามาคิดดูซิว่า เมื่อเราได้มาพบพระธรรม เรามารู้จักอารมณ์ที่ เป็นอารมณ์อันเกษม อารมณ์ที่
อ่านต่อ
น่ายินดีกว่า ตามที่ปราชญ์เอกหรือพระบรมศาสดาของเราได้ค้นพบ ได้เห็นแล้วว่า คนเมื่อมาได้อบรมตน ได้เป็นผู้ที่จะจับเอาอกุศล ธรรม เอาอารมณ์ที่ไปหลงติดยึดน่าใคร่ออกไปจากจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ เรายิ่งได้มาพิสูจน์ ได้มาทดลอง ได้มาล้างละออกบางส่วนบ้างแล้วนี่ เราน้อยใจหรือ เราเสียดายมันหรือ เราเห็นว่ายิ่งดีใช่ไหม ยิ่งเราได้มากอย่าง มากตัวอย่าง มากโลกียรมณ์ที่เราเคยไปติด เราล้างละได้มากส่วนมากขึ้นมา เรายิ่งจะเห็นชัดเจนว่าเราควรจะล้างออก ยิ่งละ ควรจะล้าง ยิ่งควรจะหมด ยิ่งควรจะเกลี้ยง อย่างนั้นมิใช่หรือ ถ้าเผื่อว่าใครมีความเห็นเป็นอย่างนั้นแล้ว ผู้นั้นก็แน่นอน นั่นแหละคือการพิสูจน์ชี้วัดได้ว่าผู้นั้นเข้ากระแส ฟังอารมณ์ ฟังอาการเข้ากระแสให้ดี คือ มันมีความเห็นของตนเอง ไม่ได้แกล้ง ไม่ได้แกล้งเห็น ไม่ได้แกล้งรู้ แต่รู้จริงๆเลยนะว่าสิ่งนี้ควร ทางนี้ควร และเมื่อผู้นั้นมีความเห็นอย่างนี้แล้ว ผู้นั้นก็จะสร้างอิทธิบาท ก็จะสร้าง สร้างโดยความเพียร ความพยายามของตนเอง กำชับกำชาตนเอง สร้างอิทธิบาทก็คือว่า เราควรจะน่าทำ อย่างนี้ น่ายินดีในอย่างนี้ ไม่ควรจะไปน่ายินดีในอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะมีฉันทะในการฝึกหัด การอบรม การกระทำของตน เขาก็จะยินดีตั้งหลักเกณฑ์ ตั้งข้อ กฎอะไรให้กับตัวเอง เพื่ออบรมตน จะไปในที่ควรไป จะสละเวลามาในส่วนที่ควรจะสละ เพียร เราจะมีมากขึ้น ในการที่จะมากระทำ ตั้งตนอยู่ในความลำบาก ตั้งตนอยู่ในทิศทางที่จะขัดเกลา มาศึกษา มาเล่าเรียน มาอบรม มาคลุกคลีเกี่ยวข้อง มันจะมีเพียร เราน่านะ น่า ถึงอย่างไร มันจะรู้สึกว่าใจเรามันยังติดโลกอยู่บ้าง แหม ถ้าปล่อยไปตามโลก มันก็จะอร่อย ไปตามอัสสาทะที่เคยติด ที่ยังมีเชื้อ ยังหมักหมมอยู่ในตัว มันยังล้างไม่สะอาด มันก็จะมีฤทธิ์แรงดึงดูดอยู่ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สำนึกของผู้เข้ากระแสนี่ มันจะรู้ดีอยู่ว่า แหม เราน่าจะยินดีในสิ่งที่ควรยินดี ก็คือธรรมะ ก็คือเท่าที่เราจะมีทิศทางละ จะไปหาคนที่ควรไปหา จะไปสถานที่ที่ควรจะไป มาวัด อย่างนี้เป็นต้น เราควรจะไปศึกษาสิ่งที่ควรศึกษา เราควรจะได้บำเพ็ญ จะได้อบรม จะได้ใกล้ชิด มันจะมีความรู้สึกอย่างนั้น และเพียรมันจะมี มันจะรู้สึกว่า เราแม้เราจะฝืนอยู่ เราก็จะเพียร อุตสาหะ วิริยะ มีความเพียร มีวิริยะ เป็นอิทธิบาทขึ้นมา จิตใจเราจะพยายาม จิตมันจะออก เราก็จะโกยจิตใส่ จิตมันจะออกเราก็จะพยายามเอาจิตมันมาเข้า เรียกว่าจิตตะ อาตมาเคยแปล จิตตะ นี้ว่า มีจิตเท่าไหร่โถมใส่ มีเท่าไหร่เราเอาโถมใส่เข้าไป ในทิศทางที่เราเห็นแล้วว่าเป็นสัมมา เห็นแล้วว่าเป็นสิ่งดีสิ่งควร โถมใส่เข้าไปให้หมดจิตเลยอย่างนั้น เอาใจใส่ ใจมีเท่าไหร่เอาใส่เข้าไปในสิ่งที่เราเห็นว่าดีแล้ว ควรแล้ว น่ายินดี น่ากระทำอย่างนี้ น่ารู้อย่างนี้ น่าได้อย่างนี้ น่าเป็นอย่างนี้ ตามที่เราได้เห็นแล้วว่า ทิศทางมันมีอยู่ 2 ทาง ทางหนึ่งโลกียารมณ์ อีกทางหนึ่งมาโลกุตระ หรือมาทางนิพพาน มาทางที่ลดละ ล้าง จางคลายนี่ มันจะเกิดกรรมกิริยาของอิทธิบาท แล้วมันจะไตร่ตรอง พิจารณา ถ้ายิ่งผู้ใดเข้ากระแสมากๆแล้วในอารมณ์ของจิตมันจะไม่คิดอื่นมากกว่า มันจะคิด จะปรุง จะสร้าง จะกระทำ อยู่แต่ในเรื่องของธรรมะมากกว่า ไตร่ตรอง พิจารณา ทบทวน หรือว่านึกคิดแต่เรื่องธรรมะ แต่ในทิศทาง สถานที่ สิ่งเกี่ยวข้อง ที่เป็นไปในทางธรรมะเป็นไปในทางศาสนานะ ตัวอิทธิบาทจะชี้ความเป็นสมณะของเรา แม้เราจะทำยังไม่สมบูรณ์ แม้เราจะทำได้ยังไม่มาก ยังไม่แข็งแรง อ่อนแออยู่บ้าง ปวกเปียกไปอยู่ แต่สำนึกจะรู้สึกเอง มันจะสำนึก มันจะรู้สึกว่า อือ เราควร แล้วมันก็จะมีกำลังมากขึ้น ผู้นั้นจะถูกผลักดัน ผลักดันมาด้วยอิทธิบาทนี้ หรือฤทธิ์แรงของธรรมนี่ จะถูกผลักดันเข้ามา จึงเป็นผู้จะไม่ตกต่ำ เป็นธรรมดา เพราะมีความจริงอันนี้ สังเกตตัวเอง อ่านตัวเองนะ มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉะนั้นผู้ที่มันไม่มีกะจิตกะใจรู้นะ มีปัญญารู้ว่าดีว่าอะไรต่ออะไร แต่ไม่เข้ากระแส ยังไม่เป็นอริยบุคคล คือรู้มีปัญญาดี มันสมองดี ความฉลาดเฉลียวดี รู้ ฟังเข้าใจว่ามันดี มันถูกมันต้อง แต่ไม่นะ อิทธิบาทไม่มี ไม่มีอิทธิบาท จิตใจที่บอกว่า เอ้ เราน่ะยินดีในทางนี้นะ เราน่าจะ คือ ความน่ายินดีนี่ มันเป็นอารมณ์ว่า เราน่าจะชอบอย่างนี้ เราน่าจะเอาอันนี้นะ น่าจะทำ น่าจะได้อันนี้ มันไม่ถึงขั้นอย่างนั้น มันเป็นแต่เพียงรู้ดี รู้เข้าใจเท่านั้น แล้วมันจะไม่มีอิทธิบาทเกิด แม้แต่ตัวแรก ฉันทะ น่ายินดีอย่างที่ว่านี่ มันไม่ เพราะฉะนั้น ความเพียรก็ไม่ค่อยมีมาก จะดุนจะดันตัวเองให้เข้ามาก็ไม่เข้า จิตใจมันก็ไปอยู่กับโลกไปอย่างนั้นแหละ ถ้าบอกว่าให้มันนึกซิ ให้มารู้ซิ ให้มาทำความเข้าใจ ให้มาชี้อันนี้ซิ ชี้ถูกชี้ได้ เพราะมีปัญญาวิเคราะห์ได้ วิเคราะห์เป็น ฉลาด เข้าใจ แต่ใจไม่เอามาใส่ ใจไม่เอามาใส่ เพราะฉะนั้นจะดำริตริตรองอะไร คนนี้เขาไม่ต้องตริตรองมากหรอก คนนี้เขามีปัญญาแล้ว แต่ไปตริตรอง หรือไปวิเคราะห์วิจัย เอาไปทำงาน เอาไปร่วมกิจของโลกในโลกียารมณ์ เอาไปทางโน้นหมด นี่บอกอารมณ์ บอกอาการของสิ่งที่เป็นให้ฟัง และเราก็จะได้วิเคราะห์ ถ้าผู้ใดยิ่งอยู่ในกระแส ยิ่งมากมันก็ยิ่งจะมีอยู่โดยอัตโนมัติ พอนานๆเข้า เราเอง เราไม่ได้นึกได้คิดหรอก เราไม่จำเป็นจะต้องไปเที่ยวได้คอยพยายาม คอยเพียร คอยระลึกถึงเสมอ พยายามผลักดันตนเองเสมอ ไม่ มันจะชิน มันจะง่าย มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ สบายเบา มันจะอยู่ในทิศในทาง อยู่ในกระแส อยู่ในหมู่กลุ่ม อยู่ในความรวม ในสามัคคี เป็นไปด้วยกัน ยินดีด้วยกัน แล้วก็ขัดเกลาตนเอง อยู่กันด้วยหมู่ด้วยกลุ่ม หลายจริตหลายนิสัย หลายความเห็น หลายความชอบ แต่ก็ตั้งใจจะมามุ่งหมายเอาสิ่งเดียวกัน ไอ้ความหลายจริต หลายความเห็น หลายความเข้าใจนี่แหละ มันจะเป็นตัวที่ขัดกันเองในตัว มันเป็นเครื่องขัดของมันเอง ถ้าผู้ใดรู้เท่าทันแล้ว เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาดี ก็จะรู้ว่า เอ้อ เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ แล้วศึกษา แล้วไม่ยึดถือ เมื่อไม่ยึดถือ หรือไม่ถือสานี่ เราคือคนวางได้ดี คนไม่ถือสานี่ แล้วก็จะเข้าคลุกคลีได้ เข้าเกี่ยวข้อง เข้าสัมพันธ์ เราก็ยิ่งได้ฝึกฝนความไม่กระทบไม่กระเทือน คือความกระทบไม่กระเทือน มีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วเราก็ปล่อยอยู่ๆๆได้ นอกจากปล่อยอยู่แล้ว เรารู้ความจริง ปัญญาก็จะเกิดสูงมาก เราจะได้รับการกระทบ ตัวจริงนะ ไม่ใช่เดา ไม่ใช่คิดเอา แต่มันมีตัวจริงเลย นานาจิตตัง จิตวิญญาณ หรือว่าอารมณ์ความคิดนึกของคนนี่นะ แล้วมันก็จะมากระทบ เราก็จะได้มากระทบ เราก็จะได้รับซับทราบ เราจะได้รู้ๆ เราจะเกิดโลกวิทู จะเกิดฉลาดเร็ว ฉลาดด้วยของจริง ไม่ใช่ไปนั่งขบคิดอยู่แต่ตรรกวิทยา ไม่ใช่ไปนั่งขบคิดอยู่แต่ตัวหนังสือ หรือความหมายของความหมาย เราจะมีทุนจากปริยัติ ความหมายพวกนั้นมา แม้สูตรหนึ่ง แม้ 2 สูตร แม้หลักหนึ่ง แม้ 2 หลัก แม้ 3 หลัก มันจะเอามาใช้จริงกับความจริง แล้วเราจะรู้ความจริงขึ้นไปเป็นสภาวะจริง ที่ไปได้สูตรใหม่ พอไปอ่านสูตรใหม่ พอไปถึงสูตรใหม่ เจอหลักการใหม่ จะรู้ว่าเราได้ โดยที่ไม่ใช่ไปอ่าน แต่มันจะได้อยู่ในตัว ซับซ้อนอยู่อย่างนี้ จึงจะมีของจริงที่ลึกซึ้งละเอียด และเป็นของจริง ไม่ใช่ไปนั่งขบคิด นั่งเดาคะเน ไปตามประสาตรรกวิทยา เป็นแต่เพียงความนึกคิด มันจะได้ซับซ้อนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมโดยหลักของมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าที่มีผัสสะเป็นปัจจัยนี้ มันเป็นเรื่องได้สภาวะจริง นานาจิตตัง นี่คือสิ่งที่เราจะเรียน เราจะไปนั่งคิดเอาไม่ได้ เพราะว่าจิตนี่มันละเอียด จิตไม่มีตัวตน จิตนี่รู้ได้ยาก เราจะมานั่งท่องพระอภิธรรมอยู่อย่างไรๆ ตัวชื่ออยู่อย่างคล่องแคล่ว อธิบายด้วยภาษาโวหารอย่างไร อย่างมากมายอย่างไรก็ตาม คุณก็จะรู้จิตจริงๆไม่เท่าไหร่เลย แต่การปฏิบัติมรรคองค์ 8 ประพฤติไปจริงๆ เรียนไปด้วย ประพฤติไปด้วย เรามีปริยัติเราก็อบรมเราก็เรียนขยาย แนะนำตลอดเวลา หลักนั้นหลักนี้เอามาช่วยกัน ไม่น้อยแล้ว ถ้าเราตั้งใจทุกครั้งทุกคราวไป พยายามศึกษา ตั้งอกตั้งใจวิเคราะห์ตาม เรียนตาม ไม่บกพร่อง เราได้อย่างสมบูรณ์ ปริยัติสมบูรณ์ ปฏิบัติยิ่งให้ตรงมรรคองค์ 8 ไปด้วยเรื่อยๆดังที่กล่าวนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีพรั่งพร้อม เราจะเป็นผู้ที่มีการหัดฝึก ละลด ขจัด คือว่าให้จิตใจชองเรานี่ มันปราศจากนิวรณ์ 5 เป็นผู้ได้นะ เป็นผู้ได้ เป็นผู้มีสภาพเอาองค์ 5 มีสภาพองค์ 5 คือมาเป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วอยู่ ได้แล้วอยู่ จิตของเราจะเป็นฌาน จิตของเราจะหัดฝึก นี่พาหัดฝึกฌานมา ให้รู้ว่าอารมณ์ที่มันไม่มีกิเลสนิวรณ์นี่ แม้เราจะทำในช่วงนี้ มันจะมีอนุสัย มีอาสวะ มันมีแน่ เรายังไม่หมดนี่มันมีแน่ แต่ในอารมณ์ปัจจุบันทุกอารมณ์ปัจจุบัน เราทำให้เป็นฌาน ฌานลืมตา ฌานหลับตา ไม่มีอานิสงส์มาก ฌานหลับตา เพราะไปหลับตา แล้วเราก็ไม่ได้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย อะไรมาผัสสะ แล้วก็จะมาสอดส่องอ่าน อ่านความจริงในความจริงนะ คือในขณะที่เรามีตากระทบรูปนี่ ใจเรามันพยายามให้อารมณ์มันว่างจากนิวรณ์ แล้วมันจะมีตัวปัญญา จิตที่ว่างจากนิวรณ์นี่ เป็นตัวปัญญาที่มันจะสอดส่อง อ่านอันนั้นด้วยความจริง ตามความเป็นจริง ยถาภูตญาณทัสสนะ มันจะปราศจากตัวตนอยู่ในช่วงระยะอย่างนั้นๆ มันมีอานิสงส์มาก เพราะฉะนั้น เรามาทำความแน่ชัดในจิตที่เราเองปราศจากนิวรณ์นะ ภิกษุ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้อยู่นะ มีผู้ละกามฉันทะ ละพยาบาท ละถีนมิทธะ ละอุทธัจจะ-กุกกุจจะได้อยู่ ละวิจิกิจฉาได้อยู่ นี่เป็นอริยวัสสะ เป็นกำลัง เป็นอำนาจของอริยะ ข้อที่หนึ่งเลย ต้องมีฌานเป็นพื้นฐาน ศาสนานี่ต้องมีฌานเป็นพื้นฐาน นี่ท่านก็ไล่ให้ฟังอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านนี่เอาอริยวัสสสูตรมาย้ำยืนยัน เรียนกันใหม่นะ มาทำที่เป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ พระอริยะจะเป็นที่อยู่ ท่านแปล คำอริย-วัสสะนี่ว่า ง่ายๆ ว่าธรรมะอันเป็นที่อยู่ พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดีนะ ได้ คือได้อาศัยแล้วนะ กำลังอาศัยอยู่ หรือในอนาคตจักอาศัยต่อไปก็ดี ก็จะอาศัยอันนี้ อาศัยสภาพ 1. คือ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้อยู่ ได้อยู่ ละองค์ 5 ได้อยู่ ได้อยู่ ต้องเรียนรู้ให้สำคัญนะ ถ้าเรียนรู้ไม่จริง มันก็ไม่มีอานิสงส์มาก ถ้าเรียนรู้จริง เราจะมีอานิสงส์มาก เพราะอารมณ์กามฉันทะเป็นอย่างไร พยายามทำให้จิตปราศจากอารมณ์นั้น พยาบาทเป็นอย่างไร โกรธแค้น โกรธเคือง แม้แต่คำว่าปฏิฆะ อรติ แม้แต่คำว่าปฏิฆะ คือขุ่นเคืองใจ ไม่ค่อยชอบใจ หรือแม้แต่จิตใจที่อรตินี่แหละ คือไม่ยินดี ไม่พอใจ ไม่ชอบใจนิดๆ มันอ่อนกว่ากัน บอกแล้วว่าปฏิฆะ ภาษาบาลีคำนั้น กับอรติ ภาษาบาลีคำนี้นี่ มันมีความหมายมาจากโทสะ โทสมูล โทสโคตร อันเดียวกัน แต่ว่ามันหยาบ กลาง ละเอียดต่างกัน ดังที่ให้ความหมายให้ฟัง แล้วเราไม่มีอาการ ไม่มีอารมณ์อย่างนั้นให้ได้ จะมามีไว้ทำไม ถ้าเราทำปราศจากอารมณ์พวกอย่างนี้ได้ ไม่มีกามฉันทะ ไม่มีความเพ่งเล็งมาเป็นตน แต่เพ่งรู้อยู่ รู้ได้ รู้อะไรชัดเจน รู้อย่างละเอียดลออ อะไรก็รู้ได้ ไม่แปลกอะไรเลยที่เราจะมีปัญญา เราจะมีสัญญาเวทยิต เราจะมีสัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ เคล้าเคลีย รู้ละเอียดลออ รู้ชัดรู้เจนในสิ่งนั้นๆ มันยิ่งดี มันไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าเราอย่าไปติดยึดว่ามันเป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นของเราเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจะสร้างสรร เราจะกระทำร่วมด้วย เราจะรู้ได้ชัด อย่ากลายเป็นคนไม่รู้ มันมีเคล็ดจุดสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ศาสนาพุทธกับศาสนาอื่นต่างกันตรงที่ว่าเราต้องรู้ ศาสนาพุทธนี่เป็นศาสนาแห่งผู้รู้ผู้ตื่น ไม่ใช่ศาสนาแห่งผู้ไม่รู้ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่ ไม่ใช่ผู้หลบเลี่ยงหนี ไม่ใช่ไปแบบฤๅษี มีอะไรขลังๆ มีอะไรพิเศษพิสดาร นั่งหลับตาอยู่ก็รู้หมด ส่งฤทธิ์ส่งเดชไป ส่งจิตวิเศษไป รู้แล้ว อะไรๆก็รู้เ นั่งรู้เอาเอง คือเขาแปลเผินๆนะ การตรัสรู้สุดท้ายนี่ เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ปัจจัตตะนี่ ปัจเจก หรือปัจจะ ปัจจัต ปัจเจกะ ปัจจัตตะนี่ แปลว่า ตนเองจะต้องเป็นผู้ได้ ผู้มี ผู้เป็น ผู้บรรลุ ผู้เข้าถึง ผู้ตรัสรู้เสียเอง ผู้ได้รู้เอง ผู้เขัาถึงเอง แล้วเขาก็ไปแปลว่า รู้เอง โดยไม่ต้องไปอาศัย ไอ้คำว่าเองมันเลยเถอดไปจนกระทั่งว่า ไม่ต้องอาศัยตา ไม่ต้องอาศัยหู ไม่ต้องอาศัยจมูก ไม่ต้องอาศัยลิ้น อาศัยกายหรอก เอ็งอยู่แต่เอาตัวรู้มารู้เอง เอ็งก็เลยไปแต่ตัวรู้ ปิดไว้หมดเลย เก่งจริงต้องปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดซิ แล้วนั่งรู้เอง มันเลยเถิดนะ มันเลยเถิดไป เขาแปลว่าเอง จนเองเกินไปนะ เองจนไม่ใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย อันเป็นสามัญ ที่เรามีรูปนาม ขันธ์ 5 มีสังขาร มีทวาร อันใช้ธรรมดาปกติ ไม่ได้ไปยืมของใคร ไม่ต้องไปเที่ยวได้ลำบากลำบนอะไร ไม่ได้เบียดเบียนใครเลย ใช้มันโดยปกติ ง่ายๆ ธรรมดา มันเลยเถิดไป แบบฤๅษี แล้วเขาว่าเก่ง ไม่เถียงนะ เก่งนะ นั่งหลับตาก็ยังเห็น ปิดหูไม่ได้รับเสียงเลย ก็ยังได้ยิน นี่มันเก่งแหละ ถ้ามันจริงนะ เก่ง ไม่เถียง แต่มันยากเหลือเกินนี่ แล้วมันก็ไม่ชัดจริงด้วย มันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ไหนเล่า ก็ตามี ก็ลืมดูซิ สัญญามีกำหนด สัญญา สังขาร วิญญาณมี เอามันเข้าไปสัมผัส เป็นปัจจัยให้มันรู้แจ้งเป๊กเลยอย่างนี้แล้ว รู้ให้จริงละเอียดลออเลย อ่านแยกให้แยบคายทีเดียว ว่าจิตเรา เราเอากามเข้าไปประสมเป็นตัวตน อยากใคร่ได้ดีเป็นของตัวของตน เสพสมหรือไม่ หรือว่าทำอะไรร่วมกันสิ่งนั้น ขจัดอกไปก็ด้วยความแค้น ความเคือง ความโกรธ ความถือสาอะไรต่างๆหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ เพราะเรามีอันนั้นเป็นสสังขาริ-กัง เป็นเหตุดุนดัน ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เรารู้ดีว่าสิ่งนี่ควรสลายเถอะ ควรพราก ควรแยก เราก็ทำโดยความรู้ชัด สิ่งนี้ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง ควรเข้าไปสัมพันธ์ ควรเข้าไปช่วยร่วมสร้างร่วมสรรด้วยความรู้ ก็สร้างสรร โดยที่ไม่ได้เป็นของตัวของตนอะไร ไม่ได้ยึดติดอะไร สร้างขึ้นมาเจริญงอกงามดี แล้วก็แจกจ่ายเจือจานเกื้อกูลกัน นี่คิดว่าได้พูดภาษาไทยง่ายและถูกตรง ไม่โต่งไปฝั่งหนึ่ง ไม่โต่งไปอีกฝั่งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นการรู้ด้วยทวารทั้งหมดนี้ อย่ามีจิตใจเอียงเทโต่งไปอย่างฤๅษีเลย ที่จะไปนั่งหลับตารู้ ไปนั่งปิดหูรู้ แล้วว่าเก่ง อย่าเลย และอย่าเข้าใจว่า ฌานนั้นจะต้องไปอยู่ในภวังค์ อย่าไปเข้าใจผิดว่า ฌานนั้นจะต้องเข้าไปอยู่ในภวังค์ หลับตาตัดทวารจึงเรียกว่าฌาน อย่าเข้าใจผิด วิเคราะห์ให้ฟังมากแล้ว อย่าไปเข้าใจอย่างนั้น เราไม่เอาเหตุนั้นเงื่อนไขนั้น เป็นเครื่องไขว่าฌาน เราเอาการปราศจากองค์ 5 คือนิวรณ์ไม่มีในจิต เป็นการไช เป็นเงื่อนไขว่าอารมณ์ที่ปราศจากนิวรณ์ 5 นี้ แม้จะลืมตา แม้จะทำงาน แม้จะพูดอยู่ แม้จะทำแบกขน ทำกิจอะไรอยู่ก็ตาม แล้วอารมณ์จิตของเราปราศจากอาการอารมณ์ 5 คือนิวรณ์ 5 นี้ นั่นต่างหากคือเงื่อนไข ความเป็นฌาน จำให้มั่น เห็นให้จริง แล้วทำให้ตรง ยิ่งเรามีอาการ งานการอะไรอยู่ เป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมา-วาจา สัมมาสังกัปปะ แต่ปราศจากนิวรณ์ 5 นั่นและเป็นวิเศษ สัมมาอริยมรรคองค์ 8 เพราะฉะนั้นเราจะเป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วอยู่ นี้คือทางของอริยะจะพึงเป็น จะพึงพักพิง เรียกว่าอริยวัสสะ ทำให้มีอำนาจ ทำให้เป็นแคล่วคล่อง วัสสะนี่ แปลว่า แคล่วคล่อง แปลว่า ความชำนาญได้ทั้งนั้นนะ ให้เป็นได้ยัง คือเอาความหมาย วัสสะนี่เอาความหมาย ที่จริงก็ ถ้าแยกพยัญชนะอย่างพระโพธิรักษ์อีกนะ วะสะ สะ แปลว่าประกอบ วะ พฤติกรรม ให้มีพฤติกรรมนี้อยู่กับตัวเองเลย จะทำให้ยิ่งชำนาญ มีพฤติกรรมนี้อย่างเป็นอัตโนมัติเลย นั่นแหละยิ่งตัวมัน เพราะฉะนั้นเขาจะแปลว่า ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ไม่แปลกเลย ก็ให้พระอริยะนี้อยู่กับตัว ละองค์ 5 ปราศจากองค์ 5 นี่ได้อยู่ๆ เมื่อใดก็ให้ได้อยู่ เพราะมันเป็นฐานเหลือเกิน ฐานแห่งการปฏิบัติวิชชาอีก 8 ประการ ถ้าฐานฌานเป็นฐานแรกไม่ได้ ไม่เข้าท่าเลย ปฏิบัติธรรมในสามัญผล ในอะไรต่ออะไร ท่านศึกษาลำดับอะไรต่ออะไรมาแล้วทั้งสิ้น แต่เราก็ไปเรียนกันอย่างฤๅษี แล้วจะทำฌาน ก็ไปนั่งหลับตา แล้วก็ไปเข้าใจว่าฌาน จะต้องเป็นในตอนหลับตา แล้วมันทำลายแล้ว ทำลายความเห็นแล้ว ก็เจ๊งซิ ฌาน แล้วก็ไปหลับตามา ลืมตานี่ไม่เป็นฌาน เข้าใจผิดไปตั้งแต่ต้นทางแล้ว ก็เลยไม่ได้เรื่องกันพอดีเลย แล้วก็วัดไม่ถูกด้วยว่า ไม่ได้เอาความหมายหลับตา แล้วก็เลยไปเข้าใจอย่างนั้นผิด ก็เลยเข้าใจว่า ฌานคือต้องไปนั่งหลับตา เพ่งอะไรต่ออะไรอยู่ข้างในภพ แบบฤๅษี สอนกันมามากมายนานวันนานคืน พังหมดเลย การเดินทางไปสู่มรรคผลช้าตายเลย แล้วก็เข้าใจฌานผิดด้วยเลยเถิด ฌานเลยเถิด คุณนั่งอยู่เดี๋ยวนี้ คุณตรวจอารมณ์ของคุณ ขณะนี้คุณมีกามหรือ ถ้ามันไม่มี ขณะนี้เป็นขณิกสมาธิแล้ว กามไม่มี 1. นิวรณ์ทั้ง 5 ตรวจ 2. พยาบาท คุณมีอารมณ์อะไร เกลียด เกลียดแค้นเคือง เอาอะไรมายึดมาถือ อารมณ์พยาบาทมีหรือ มันเป็นได้ไม่ยากนักเลย ฌาน แต่เราไปพูดให้มันยาก แล้วเราก็ไปสอนกันให้มันหลงๆเลอะๆ ยากๆ ขณิกะนี่แหละ มันอาจจะบอกว่าเราเองนี่เราเป็นผู้ที่ยังมีกิเลสมากอยู่ มันยังไม่ได้ มันก็อาจจะล้มไปในอารมณ์โลกเยอะ แต่เมื่อมารู้แล้ว ฝึกซิ เมื่อไหร่ๆก็ต้องให้ตัวมีฌาน ลืมตาเมื่อไหร่ก็ต้องทำใจ ทำวิธีอย่างไรละ จะให้นิวรณ์ออก เป็นองค์สำคัญนะ เป็นตัวสำคัญที่เราจะต้องกระทำนะ แล้วคุณเองคุณทำงานอยู่ คุณตื่นเป็นปกติธรรมดานี่ คุณไม่มีถีนมิทธะนี่ ให้ทำงานทำการ ให้คิด ให้พูด ให้ทำกิจอะไรอยู่นี่ มันจะไปถีนมิทธะอะไรง่าย เพราะมันมีสมาธิในตัวเองที่เรียกว่า concenrate ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ก็ขออภัย ต้องใช้ภาษาอังกฤษกำกับ เพราะว่าของเขาชัด concentrate นี่ คือเราสนใจในงานนี้อยู่ เป็น เอกัคคตารมณ์ concentrate นี่ เราเกี่ยวข้องกับอันนี้ อยู่กับอันนี้ โดยอันนี้ ทำงานกับอันนี้ ก็ใส่ใจกับอันนี้ อยู่กับไอ้งานอันนี้ มันไม่ได้มีอื่นมากกว่านั้น เรามีอันนี้อยู่นี่ มันทำให้เราไม่จำเป็นจะต้องไปเที่ยวได้ จิตว่างๆแล้วก็บังคับมันให้มาอยู่ ไม่ตก เป็นถีนมิทธะก็ยาก ไม่ฟุ้งซ่านไปในเรื่องที่เราเองเรามีอารมณ์ชอบอยู่ในใจ ในใจเป็นเหตุ เป็นสสังขาริกัง เป็นตัวสำคัญที่ดุนดันจิตใจอยู่ มันมีอยู่ แล้วมันก็พาไป ถ้าเผื่อว่าเราเองเราไม่จัดแจงมัน ไม่ควบคุมมัน มันก็จะไป ถ้าเผื่อว่าเราควบคุม เรามาทำงาน มันก็จะทำหน้าที่กับงาน จิตมันก็สนใจอยู่ในงาน มันก็เป็นสมาธิในตัวของมันเองอันหนึ่ง เรียกใช้ภาษาคำว่าสมาธิ คือ มันเป็นเอกัคคตารมณ์ มันเป็นความอยู่กับเหมือนกับกสิณ มันก็เกาะอยู่กับอันนั้นนะ แล้วมันก็ทำหน้าที่อันนั้นของมันเอง ข้อสำคัญเราต้องอ่านจิตละเอียดลงไปอีกว่า เราไม่มีความเพ่งเล็ง ใคร่อยาก มาจนกระทั่งติดยึดถือตัวถือตน ถือเป็นของตัวของตน หวงแหนอะไรมากมายเกินไป เราก็สร้างสรรสิ่งนั้นอยู่กับมัน เมื่อเราทำงานอย่างนี้ เราจะเห็นได้ว่า ไอ้ตัวถีนมิทธะกับตัวฟุ้งซ่านเหมือนกับจะถูกตัดไปโดยปริยาย เพราะฉะนั้น คนทำงานที่มีงาน และเอาใจใส่งาน แล้วก็ทำงานเพื่องานในงานเองนี่ เป็ฯคนที่ไม่ฟุ้งซ่านกว่าคนนั่งอยู่เฉยๆ คุณอย่านึกคิดว่าคนที่ไอยู่ในที่เปลี่ยวที่ว่าง แล้วก็ไม่มีงานมีกิจอะไร นั่งตาลอยอยู่เฉยๆน่ะ จะเป็นคนได้ปฏิบัติมากกว่าคนทำงานนะ คนที่กำลังทำงานจิตไม่ฟุ้งซ่าน บอกแล้วว่ามี Concentrale มีการไปเกี่ยวข้องกับงาน แล้วก็ต้องสัมพันธ์ ต้องคิดนึก ต้องกระทำพิจารณาไตร่ตรอง เป็นอิทธิบาทอยู่ในตัว มันเป็นอิทธิบาท ยิ่งคุณเอง คุณไม่มีความรังเกียจรังงอน ตัดใจให้ได้ บอก เอ้ ไอ้นี่มันน่าทำนะ ต้องมีความยินดีในสิ่งนี้ ยินดีไม่ใช่กิเลสนะ แม้เราจะไม่ยินดีเราก็ตัดปล่อยเสียว่า เอ้ สิ่งนี้มันควร เมื่อควรแล้วก็เอา ควรแล้วก็น่าทำ แล้วก็ยินดี ไอ้น่าทำแหละ ไอ้น่ายินดีนี่แหละ แล้วมันก็จะเป็นอารมณ์ของฉันทะ เป็นอารมณ์ของฉันทะ เสร็จแล้วเราก็มีใจเท่าไหร่ คุณก็โถมเข้าใส่ไปซิ ความเพียร ความอุตสาหะวิริยะบากบั่น คุณก็ใส่เข้าไป จิตใจมีเท่าไหร่ก็เอามาให้มันอยู่ที่นี่ อย่าให้มันวอกแวกหนี อย่าให้มันฟุ้งซ่าน อย่าให้มันกระเซ็นกระเด็นหนีไปอื่นไกล มีเท่าไหร่ก็โถมอยู่กับอันนี้ มันก็เป็นเอกคตารมณ์ มันก็เป็นฌานนะ มันเป็นฌาน แล้วมันก็ไม่ฟุ้งซ่าน มันไม่เป็นกิเลส ไม่เป็นนิวรณ์ แต่ไปนั่งตาลอยๆนี่น่ะ เดี๋ยวหรี่ลงไป ยากนะ นั่งยาก ที่พาคุณมานั่งลืมตาแหละ เป็นข้อพิสูจน์ และคุณษจะมีสภาวะ แล้วคุณจะเห็นได้เด่นชัดว่า โอ้ ยาก เพราะฉะนั้น สู้ทำงานไม่ได้ มรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าจึงวิจิตร เป็นทิศทางที่ลงตรงทาง ลงตัวง่าย เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ฟังเข้าไป จะอธิบายซอกแซกละเอียดลงไป เหตุผลที่ฟังนี้ คิดตามแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อ วิเคราะห์วิจัยให้ดีๆ เห็นเข้าใจได้อย่างไรบ้าง ฟังดีๆ แม้บางคนจะมีความเป็น เป็นฤๅษีก็ตาม ลองฟังดีๆ วางใจฟังดีๆ เอาไปวิเคราะห์วิจัยดีๆ คุณจะเห็นชัดเด่นนะ พระพุทธเจ้านี่สุดยอดแห่งพระปัญญาเลิศ นี่เป็นปราชญ์มหาปราชญ์จริงๆ คิดทฤษฎีนี้ออกมา แล้วยืนหยัดยืนยันล้มล้างทฤษฏีของฤๅษีเก่าแก่ที่นั่งหลับหูหลับตา ทำฌานอะไรต่ออะไรต่างๆ ฌานของท่านไม่ใช่อย่างนั้น ฌานของท่านนี่ก็เป็นฌานลืมตา ดังที่ว่านี้ แล้วมีอาการที่ชัดเด่น รู้แม่น กามฉันทะเป็นอารมณ์อย่างนี้ ไม่มีพยาบาทเป็นอารมณ์อย่างนี้ไม่มี ถีนมิทธะเป็นอารมณ์อย่างนี้ไม่มี อุทธัจจกุกกุจจะอารมณ์อย่างนี้ไม่มี เห็นให้เด่นชัด อย่าสงสัยกังขาลังเล เห็นให้จริง เราเองหมดลังเล เพราะเราเองเราชัด เราเองเราแม่น รู้ก็ชัด แล้วก็มาทำให้ตรง อ้อ แล้วมันอ้อที่เราเอง อ้อ มันเป็นอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น คำสอนของคนนี่มีมากมาย ต่างคนต่างสอน ต่างคนต่างอธิบาย ต่างคนต่างทำนัยให้ลูกศิษย์ตนได้เข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พยายามทำนัยให้ลูกศิษย์ตนเข้าใจ อาตมาเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า อาตมาเรียน ว่าอาตมาเรียนตรงแล้วนะ อาตมาเรียนถูกต้องทิศทาง เข้าใจทฤษฎีนี้อย่างมาก จนคนเขาเอามาเขียนแล้วนี่ พระอนันต์ เขาบอกว่า โอ้ อวดอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ที่รู้มรรคองค์ 8 แน่กว่าเพื่อน คุยโม้ เขาไม่เชื่อจริงๆนะ แล้วอาตมาก็เห็นใจเขา โถ ก็มรรคองค์ 8 ใครมันก็เรียน ใครมันก็รู้ เขาเกิดก่อน เขารู้ก่อนอาตมามาตั้งหลายสิบปี บางคนอายุ 90 แล้ว เขารู้มรรคองค์ 8 มาก่อนอาตมา อาตมาอายุยังไม่ทันถึง 50 ดี แล้วจะไปรู้เท่าคนที่เขาอายุตั้ง 90 ได้หรือ มาทำเป็นโม้ว่ารู้มรรคองค์ 8 ยิ่งกว่าเขาก็คิดง่ายๆอย่างนั้น แต่มันไม่ง่ายนะ คำว่ารู้คำนี้นะ มันไม่ง่ายนะ ฟังดีๆ มันไม่ง่ายนะ อาตมากำลังอธิบายอยู่นี้ อธิบายเพื่อให้เห็นแจ้งในมรรคองค์ 8 นั้นว่าวิจิตรพิสดารลึกซึ้ง เป็นเอก เป็นเลิศ เป็นเอเสวมัคโค นัตถัญโญจริงๆ เป็นทางเอก ทางเลิศทางเดียว ไม่มีทางอื่นอีก ไม่มีอะไรดีไปกว่า ถ้าเมื่อเข้าใจแล้วนะ แล้วคุณจะมาปฏิบัติตรง อาตมาปฏิบัติธรรมได้เร็วเพราะอะไร เพราะมันมีอันนี้เป็นบารมี มันทางนี้เป็นบารมี มันจึงเร็ว ขิปปา-ภิญญา และนี่ก็เป็นมาจนป่านนี้ แล้วคุณจะเชื่อไม่เชื่อก็ตาม จะว่าขี้โม้ หรือไม่ขี้โม้ก็ตาม ว่าอาตมาปฏิบัติธรรมมาอยู่ในดง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive