641027_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์แห่งพระอภิธรรม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข30 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

641027_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์แห่งพระอภิธรรม https://www.boonniyom.net/50669.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1gt4K4VSklF0x4bIlFp1fvE5kouyT7N74u4Vr59pFC0Y/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1IGl9RuFq2ZAnnhJfSTnkR0mbpvvjvWcs/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/8UX9Lg-v65/ และ https://youtu.be/dQLHCW1uNZs

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เราก็ออกพรรษามาแล้ว ชาวอโศกจะมีงานมหาปวารณากันต่อ ปีที่แล้วไม่ได้จัด ปีนี้โควิดเขาก็ยังรุนแรงอยู่เหมือนเดิม ก็มีญาติธรรมที่เคยมีบ้านในชุมชน อยากมาเยี่ยมบ้าง อยากมากราบพ่อครู สมณะ สิกขมาตุบ้าง อยากมาใส่บาตร ทำกุศลเพิ่ม แต่พ่อครูก็บอกว่าตอนนี้อย่าเพิ่งเลย อย่าประมาท ก็ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง กับญาติธรรมที่มีจิตเป็นกุศล อยากทำสิ่งที่ดี แต่ระยะนี้เป็นความจำเป็นของสังคม บางทีบางคนถูกปฏิเสธก็อาจไม่ชอบใจบ้าง ก็ต้องขออภัย เป็นเรื่องที่เราต้องดูแลคนในนี้ให้ปลอดภัยสูงสุด หากราชธานีอโศกติดขึ้นมาจะเป็น cluster ใหญ่เลยนะ เอาไว้กาละที่เหมาะสมก็คงได้มาแน่ เราก็ยังได้ฟังทางบุญนิยมทีวี พ่อครูว่า... เราค้าง sms ไว้หลาย SMS วันที่ 22-24 ต.ค. 2564

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สาระที่แท้จริงของการตักบาตรเทโว _บุญกอง : กราบนมัสการ ท่าน สมณะ วินยธโร ได้วิปัสสนา หรือวิเคราะห์เหตุการณ์ทำบุญของ ชาวพุทธทั่วไปในช่วงนี้ คือ ประเพณีการกวนข้าวทิพย์ ถวายพระสงฆ์ ประเพณีตักบาตรเทโว ที่มีคลิปเผยแพร่ความรู้หลากหลาย การทำบุญนี้ของพุทธแท้ ควรทำอย่างไร เราจะร่วมกับสังคมส่วนใหญ่อย่างไร กราบนมัสการท่าน วิปัสสนาด้วยครับ พ่อครูว่า...อาตมาขอ

อ่านต่อ

ตัดหน้าท่านวินยธโรก็แล้วกัน ขออภัยขอตอบประเด็นนี้แทน ส่วนท่านวินยธโรจะตอบอีกก็ว่าไป มันมาผ่านอาตมาไง เพราะเป็นความรู้ที่ เมื่อออกพรรษาก็จะมีตักบาตรเทโว เป็นนิยาย เป็นนิทานแบบรูปธรรม ฟังดีๆนะ เป็นนิทานหรือนิยาย เป็นเรื่องเล่าตำนานติดต่อกันมา เป็นตัวตนบุคคลเราเขา ว่าพระพุทธเจ้าขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นภพเป็นชาติ เป็นแดนสวรรค์ อะไรแดนหนึ่ง เป็นแดนสวรรค์ เพราะว่าท่านบอกว่า พระมารดาสิ้นพระชนม์แล้วจิตวิญญาณไปอยู่ที่ดาวดึงส์อะไรอย่างนี้ ก็ว่ากันไป เสร็จแล้วพระพุทธเจ้า เขาก็เล่ากันเป็นภาษาตัวตนบุคคลเราเขา มีสถานที่มีแหล่งเป็นรูปธรรมเลย ว่าพระพุทธเจ้าทรงไปโปรดพุทธมารดา ในวาระที่เข้าพรรษา 3 เดือน แล้วก็ไปเทศน์อภิธรรม โปรดพระมารดา จนจบครบ 3 เดือน เสร็จแล้วยังมีต่อไปอีกนะในนิทานว่า พระสารีบุตรนั่งอยู่ตีนเขาสิเนรุ ซึ่งดาวดึงส์ก็อยู่บนยอดสูง แต่พระสารีบุตรอยู่ตีนเขาก็ได้ยินคำสอนพระพุทธเจ้า ซาบซึ้งเลย พอเสร็จแล้วออกพรรษาท่านก็ลงจากดาวดึงส์ เทวโลก ว่างั้นเลยนะ แล้วก็บอกว่าบิณฑบาตลงมาเลย ใครได้ใส่บาตรตอนที่พระพุทธเจ้าลงจากดาวดึงส์ จะมีอานิสงส์มาก เป็นการสืบสานตำนานให้มีรูปธรรม พวกญาติโยมอยากได้บุญมากๆก็ไปคอยใส่บาตรพระ ที่จะเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธเจ้าเดินลงมาจากดาวดึงส์ให้ใส่บาตรหรอก มีแต่พระสงฆ์ สมมติว่าเดินลงมาจากที่สูง วัดไหนมีภูเขาก็ใช้ภูเขาเดินลงมา ญาติโยมข้างล่างรอใส่บาตรก็ชื่นใจ ได้ใส่บาตรวันสำคัญวันที่ท่านโปรดพุทธมารดาแล้ว ก็ลงมาจากดาวดึงส์มาให้ใส่บาตร ก็เป็นตำนานที่ทำให้บุคคลเขาสนใจ โดยติดยึดที่คำว่า ได้บุญ ได้ทำทาน ได้เสียสละ แต่ยังไม่รู้ว่า เสียสละคืออะไร เสียสละนั้นคือ อ่านจิตตัวเอง แล้วก็รู้จักกิเลสของตัวเอง แล้วสละกิเลสออกไปให้ได้ ละกิเลสออกไปให้ได้ ตัดกิเลสออกไปจากตัวตนให้ได้ เนกขัมมะให้ได้ นัยยะนี้คืออภิธรรมอย่างนี้ไม่เข้าใจ ได้แต่รูปร่าง มันก็ได้รูป ได้เรื่อง ได้ตำนาน ได้นิทานได้นิยาย สืบสานกันไป แล้วนิยายก็จะบานปลายปรุงแต่งกันไป จนกระทั่ง เล่าอีกทั้งรายการวันนี้แค่ 1-2 ชั่วโมงมันไม่พอหรอก มันก็มีสารพัดที่จะยึดติด เป็นตำนาน เป็นการยึดถือ มีรูปแบบวิธีการอะไรยืดยาด ยาวเยอะแยะ แล้วก็กลายเป็นเรื่องไม่มีสิ้นสุด เช่น ทิเบต เป็นต้น พระพุทธเจ้าไม่ไปผุดไปเกิดหรอก เพราะกลายเป็นพระโพธิสัตว์หมุนเวียนอยู่ที่ทิเบตแห่งเดียว มาเป็นดาไลลามะ องค์เก่านั่นแหละ ต้องตามหาให้ได้นะไปเกิดที่ไหนก็เอามาเป็นดาไลลามะ ตามหาอีก ตายอีกก็ตามมาอีก ตายอีกก็ตามมาอีก เวลๆ (เวรๆ) เวรจริงๆเลย นี่คือความเสื่อมของการยึดถือในความเข้าใจ ทิเบตกลายเป็นสัสสตทิฏฐิสมบูรณ์แบบ ฉะนั้นจารีตประเพณีวิธีการก็ไม่เกี่ยงเวลา ขอให้บำเพ็ญธรรมด้วยการทรมานตัวเองหรือจะทำอะไรอย่างไรก็แล้วแต่ ทำเต็มที่เลย ถือว่าถวายพระพุทธเจ้า ถวายพุทธศาสนา สร้างบารมี บารมีจะยาววววววว ไม่มีสิ้นสุด นานไม่มีที่จบ วนเวียนอยู่ที่เดิม น่าสงสาร นั่นคือสายยึดติดเป็น static ส่วนสายมหายาน เกิดเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังไม่ยอมให้ตาย ไปอยู่ที่พุทธเกษตรเต็มไปหมดเลย พระอมิตาภะพุทธเจ้า อะไรต่ออะไร ไม่สามารถจำชื่อได้หวาดไหว เต็มอยู่ในพุทธเกษตร พระพุทธเจ้าอยู่ในนั้นทั้งนั้นเลย เยอะเหลือเกินพระพุทธเจ้า มหายาน มหายานก็โตงเตง เถรวาทแบบทิเบตก็สั้นกุด แล้วนิ่งแช่อยู่ที่เดิม สุดโต่งไปคนละแบบ คนละนัยยะ ขออภัยอธิบายสั้นๆง่ายๆให้เข้าใจได้ชัดเจน ฟังแล้วอาจจะแรง ไปตำหนิติเตียนอันนั้นอันนี้ อาตมามันต้องมีวิบากอยู่ทุกวันนี้ แม้เป็นวิบากถึงขันธ์ต้องเป็นโรคเป็นภัย โรคประจำตัวคืออาการไอ ไอทีหนึ่งก็เหนื่อย ต้องใช้แรง เสมหะมันเหนียวมากเลย ยังหวังอยู่ว่าจะมี Stem Cell ขึ้นมาช่วยได้อย่างไรหรือไม่ นอกนั้นหมอผ่าตัดเขาจนปัญญา มันติดกันอยู่กับหลอดลมเลย ผ่าไม่ได้ เหมือนจะแงะกระดาษ เอาออกจากกันไม่ได้ มันต้องตัดหลอดลมด้วยไปเลย ก็ไม่เข้าที ก็เลยเอา ถึงอะไรอย่างนี้ก็เอา เป็นวิบากที่อจินไตยจริงๆเลย อาตมาก็ได้แต่ยิ้มรับ รู้ว่าเป็นวิบากก็ไม่มีปัญหาอะไร ตอนไหนมันมาก็รับไป ตอนไหนไม่มีอาการก็สบายหน่อย ไม่มีปัญหาอะไร ก็ทำประโยชน์ได้อยู่ ก็เท่าที่ทำได้ ไม่เป็นไร ทรมานตอนที่มันเป็นเท่านั้นเอง มันไม่เป็นก็ปกติ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการตักบาตรเทโวของพระพุทธเจ้าอย่างที่ว่านี้ มันเป็นตำนานมันไม่มีจริงหรอก มันเล่าเป็นรูปเป็นเรื่องเป็นนิยายไปเท่านั้นเอง จริงๆแล้วเป็นอย่างนี้ คำว่า อยู่สูง ก็แน่นอน พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ที่สูง คำว่าที่ล่าง ที่พระสารีบุตรก็คือบุตรที่เอาแต่สาระ รับสาระธรรมของพระพุทธเจ้าเต็มๆทุกองค์ คือ เข้าพรรษา พระพุทธเจ้าก็จำพรรษาร่วมอยู่กับพระสงฆ์เท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละ แล้วท่านก็เทศน์โปรด สารีปุตโตทั้งหมดเป็นผู้รับเป็นพระบุตร ตามสำนวนของเทวนิยมเขา พระพุทธเจ้าก็เหมือนพระเจ้าก็เทศน์โปรด ซึ่งเป็นพระเจ้าที่มีตัวตน ไม่ใช่พระเจ้าไม่มีตัวตนหาตัวตนไม่ได้ แล้วก็ไปแฝงว่า พระเจ้าก็ต้องไม่มีตัวตน เพราะว่าท่านอนัตตา ก็ว่ากันไป แต่ของผู้ที่จะต้องตรัสรู้ ผู้บรรลุธรรม ต้องมีตัวตนของสภาพคู่ มีสัมผัสเป็นปัจจัย เรียนรู้ครบครัน ไม่ใช่พระเจ้าประเภทที่ว่าพระเจ้าคือพระจิตวิญญาณ พระจิตที่สัมผัสไม่ได้เลยทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็เป็นพระเจ้าลึกลับ ไม่สมบูรณ์ ไม่เต็มสภาพ เพราะฉะนั้นการตรัสรู้เทวนิยมพระเจ้ามีสิ่งเดียว แต่ของพระพุทธเจ้านั้นพระพุทธเจ้าต้องมี 2 ต้องมีสภาวะธรรมครบครัน ไม่ใช่เป็นตัวตนบุคคล พระเจ้าจะเป็นตัวตนบุคคลอยู่ไม่ได้ พระเจ้าก็คือธรรมะ ไม่มีตัวตนแต่สัมผัสได้ เรียนรู้ได้ มีรูปนาม มีวิญญาณ มีเทวะ ที่เป็นมหาเทวะขนาดไหนก็ตาม เป็นฮินดูก็เรียกพระพรหม ทางสายตะวันตกก็เรียกพระเจ้า เรียกเป็นศัพท์ต่างๆไปหลายนัย ก็คือ องค์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นนามธรรมสัมผัสไม่ได้เขาก็ยกให้สิ แล้วถือว่าเที่ยงด้วยนะคำสอนของพระเจ้านี้เที่ยง ไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ คำสอนอย่างเดียวใช้ได้ทุกอย่าง สารพัดประโยชน์ ใช้อย่างเดียวนี้ ครอบจักรวาลเลย แล้วไม่ขึ้นอยู่กับ กาละเทศะฐานะ ซึ่งมันไม่เที่ยงมันไม่อยู่ที่เดิม เทศะสถานที่ก็ต่างไป กาละก็ต่างไป ฐานะของจิตวิญญาณของบุคคล องค์ประกอบต่างๆก็ตามไปหมด มันไม่ได้อยู่อย่างเดิมเหมือนเดิมนี่ไม่ใช่ แต่ว่าพระเจ้าบอกว่าเที่ยง มันก็เลยโมเม เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

_ศิริพัฒน์ ชมภูรัตน์ : รับชมรายการจากที่บ้านเจียงใหม่เจ้า ติดตามตลอดคะ เพราะมีสาระดีธมีประโยชน์ต่อการพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองได้ดีมาก กราบขอบพระคุณสาธุเจ้า

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : อาจารย์ไพศาล พืชมงคล อดีตแกนนำแนวร่วมกู้ชาติทำงานทั้งภาคการเมืองภาคประชาชนอยู่ข้างหลังมวลชนให้ความรู้ร้อยเรื่องการบ้านการเมืองทาง ๑๓ สยามไทยฯเป็นแขกรับเชิญทุกสื่อมวลชนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประชาชน มาตลอดกราบอนุโมทนาอ.สาธุ😊

_สติพล จนพัฒนา : **คุณโจนใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกวัด..แต่มีชีวิตที่เรียบง่ายสมถะติดดิน..ผมคนหนึ่งติดตามคุณโจนมานานเห็นด้วยกับแนวคิดนี้นะครับ..ขอบคุณที่ให้ข้อคิดดี ๆ ครับ. พ่อครูว่า...โจน จันได เป็นศิลปินเดี่ยว ส่วนอาตมาเป็นวงออร์เคสตรา วงใหญ่มาก ส่วนโจน เป็นศิลปินเดี่ยว ต่างคนต่างทำไปตามถนัด

_รุ่งศรี แก้วดวงสี : กราบคารวะพ่อครูที่เคารพอย่างสูงค่ะ ..ทำไมการกินเวลาเดียวทำได้ยากยิ่งเหลือเกินคะ การกินมังสวิรัติ ลูกก็ได้ 90%เท่านั้น เต็มร้อย ยากมาก เห็นโทษของมันชัดเจนมาก พยายามสุดๆ จะสู้ และเอาจริงเต็มที่ เผื่อมาบำเพ็ญที่นี่ จะได้ไม่เป็นภาระค่ะ พ่อครูว่า...อ่านตัวเองให้ชัดๆ เรียนรู้ไปจะได้มีปัญญาแหลมคมไปได้เรื่อยๆ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พระอภิธรรมคือรู้รูปนาม _ลอย แคนาดา : พ่อครู มีความเห็นอย่างไรกับ อภิธรรมปิฎก 7 เล่ม ครับ มีความจำเป็น ให้นักบวชศึกษาหรือไม่ พ่อครูว่า... ตอบง่ายๆว่า ไม่จำเป็น แต่เรียนรู้ไว้บ้างก็ดี ความรู้ที่มากเกินนี่แหละเป็นผู้ที่น่าสงสาร ไม่สรุปไปทีละลำดับ เรียนไปทีละคู่ๆ ตัดกิเลสไปทีละวัฏฏะ ทีละ cyclic ทีละคู่ มีตัวเราเป็นประธาน อ่านกิเลสทีละคู่ไปตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ก็จะได้ลำดับที่น่าอัศจรรย์ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เพราะฉะนั้นใครที่จับภาวะเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ที่จะเป็นสัจจะไปตามลำดับไม่ได้ไปยินดีกับความรู้ที่มากเหมือนมหายานเหมือนมหาประยุทธ์ ท่านพุทธโฆษาจารย์ เหมือนใครๆอีกเยอะที่ยังหลงในความรู้ ผู้ที่หลงในความรู้นี้จะไม่จบง่ายๆ เพราะความรู้ไม่มีจบ มันขยายไปได้เรื่อยๆๆ

เพราะฉะนั้นความเป็นส่วนอดีตกับส่วนอนาคต มันต้องต่างกันแน่ แต่ทีนี้ ในความต่างกันจะมีความเหมือนกันในส่วนอดีตกับส่วนอนาคต อดีตก็ตามในส่วนอนาคตก็ตาม ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ 0 ทำ 0 ให้ได้ ทำให้กิเลสหมดให้ได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นทั้งปัจจุบัน ทั้งอดีต ทั้งอนาคต 3 อันนี้เป็น 0 หมด เพราะฉะนั้นคนที่สามารถทำปัจจุบันให้กิเลส 0 แล้วสั่งสมเป็นอดีต เป็นจิตที่ตกผลึกลงตั้งมั่นแข็งแรง จนกระทั่งกลายเป็นฐาน อดีตเป็นฐาน ปัจจุบันก็เป็นตัว Dynamic เป็นตัวที่เกิดอยู่ในปัจจุบันมีประสบการณ์สัมผัสอยู่ ก็มีพลังงานสามารถทำให้กิเลสสูญได้ตลอดกาล อย่างเก่ง อย่างเร็ว อย่างไว อย่างสำเร็จแน่นอนมั่นคง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ปัจจุบันจึงเป็นตัวที่เป็นสัจจะเป็นความจริงที่แท้จริง อดีตก็เป็นฐานเสริม เป็นฐานที่ตั้ง อเนญชา สมาหิโต สมาหิตะ เป็นอเนญชาที่สั่งสมตั้งมั่นๆ จิตตั้งมั่นแปลว่า จิตมีสมาธิเป็นภาษาทั่วไป พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิของท่านไม่เหมือนทั่วไปทีเดียว ที่เป็นเจโตสมาธิ แต่เจโตสมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่า สมาหิโต ต้องมีความรู้ครบครันทุกอย่าง จนกระทั่งรู้แม้ในส่วนอดีต ส่วนที่เป็นตัวที่ 7 ในอวิชชา 8 ส่วนอดีตและส่วนอนาคต อันนั้นทั้งอดีตทั้งอนาคตทั้งปัจจุบันเป็น 0 หมด ส่วนอดีตไม่เที่ยงหรอก หากคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานปัจจุบันก็จะมีกรรมกิริยา แต่ถ้าผู้ทำ 0 ได้แล้ว ผ่านมากิเลส 0 ก็เป็นมวลไปสะสมให้อดีตเพิ่มขึ้น อดีตก็ไม่เที่ยง เพราะว่า ชีวะ คุณยังมีกรรมวิบาก ยังมีผลของกรรมวิบาก แต่ผลของกรรมวิบากนี้เป็นผลที่เป็นกุศล ไม่ใช่ผลวิบากกรรมของโลกุตระ บุญหรือบาป ไม่ใช่ เพราะผู้ที่สำเร็จ 0 ได้ จิตเป็นอรหันต์แล้ว ผ่านมา 0 หมด บุญบาปไม่มีหรอก แต่มีกุศล อันไม่มีจบ ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อดีตก็มีแต่กุศลเท่านั้น เติมลงไปมีแต่กุศล ก็คือ สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา มีแต่กุศลที่เป็นสมบัติ กุศลที่เป็นโลกียะ ส่วนบุญบาป เป็นโลกุตระจบไปแล้ว 0 ท่าเดียวไม่ต้องมีอะไร เพราะฉะนั้นส่วนอดีตส่วนอนาคตที่เป็น 0 ก็ต้องไปอีกข้อในอวิชชา เป็นสมรรถนะของพระอรหันต์เจ้าและพระโพธิสัตว์เจ้าทุกพระองค์ พระพุทธเจ้าก็แน่นอนยกไว้เป็น 0 ไม่มีผิดเพี้ยนไปจากนั้น ถ้า 0 ไม่ได้ก็ไม่สำเร็จงานไม่จบกิจ 0 อย่างเก่งขึ้นๆ เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ยิ่งมีอีกเท่าไหร่ก็ยิ่งประภัสรายิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการลดความเจริญ เจริญอย่างไม่หยุดยั้ง เจริญไปข้างหน้าเรื่อยๆไป เหมือนคุณเจริญนี่ก็รวยเรื่อยๆไม่จบ ตราบใดที่คนยังมีอวิชชาเสพสิ่งเสพติดที่เขามอมเมา ต่างคนลงนรกทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้รับก็คือคุณเจริญ ผู้ให้ก็คือผู้ที่ไปจ่ายสตางค์ซื้อของเขา บาปด้วยกันไป พากันลงนรกไปด้วยกันทั้งคู่ นี่ก็ขอแวะตำหนิ ด้วยเจตนาดี ด้วยปรารถนาดี เลิกเถอะ อย่าไปหลงความรวย อย่าไปมอมเมาคนให้มันหลงตกนรกกันทั้งคู่อยู่เลย ถ้าเลิกได้ก็ต้องให้รัฐบาลจัดการ ที่จะทำอย่างไรให้มันเข้มข้น ไม่ให้เกิดมีการกินเหล้ากินยากันเข้มงวด จะ Error บ้างก็ต้องจับ เหมือนอย่างการเข้มงวดอย่างทางอิสลาม Error ก็ต้องจับ ต้องลงโทษกันไป ถ้าจับไม่ได้ก็แล้วไป มันต้องมีกฎหมาย ต้องมีหลักการ ก็ต้องทำอย่างนั้น เพราะว่าคนยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ทุกคน ก็ต้องลงโทษให้เข็ดหลาบ เรื่องไม่ดีจะปล่อยให้เขาพัฒนาไปทำไม

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ในเรื่องกาย 2 1 0 _ฟ้าเจือศีล...ขอแสดงความคิดเห็นว่า พุทธศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ในตัวเรา เรื่องกาย กายนี้คือนิวเคลียส สภาพ 2 ที่ปรุงแต่งกันอยู่ ถ้าเป็นวัตถุก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเริ่มเป็น พีชะ ชีวะ ก็มีตัวประธานเป็นเจ้าของ I S H ตัว S H คือบวกกับลบ I คือประธาน เป็นเจ้าของพลังงานก็ปรุงแต่งกันไป แต่พีชะ ไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ ปรุงแต่งอย่างไรก็ไม่มีบาปไม่มีบุญ มีแต่ดูดกับผลักเป็นตัวตนของตัวเอง พ่อครูว่า...ไม่รับเท่านั้นไม่ได้ผลัก ไอ้ที่ไม่ใช่ก็ไม่เอา ใครจะทำร้ายก็ทำได้ จุดนี้พระพุทธเจ้าท่านสอนทำจิตนิยามให้ พีชนิยาม จบ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบุญไม่มีบาป ไม่มีคู่วิบากอีกแล้ว จบได้ พีชนิยาม จึงเป็นลักษณะคุณวิเศษ อาการนี้ของจิต ต้องเรียนให้รู้แล้วต้องรู้จักวิธีทำให้เป็น โดยท่านสอน เรื่องนี้ในธรรมนิยาม 5 อุตุนิยามก็อย่างหนึ่ง พีชนิยามก็อย่างหนึ่ง จิตนิยามก็อย่างหนึ่ง โดยเรียนรู้กรรมกับธรรมะ ธรรมะเป็น Static กรรม เป็น Dynamic สั่งสมสภาพคู่เป็น Static Dynamic ให้มันเกิดผลฆ่ากิเลสให้ได้ดับกิเลสให้ได้ ทำพีชนิยามได้ แล้วทำพีชะให้เป็นอุตุนิยามให้ได้ ตั้งแต่สภาพตอนเราเป็นๆ โลกที่มันปรุงแต่งเราก็เอามาเรียนตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม ก็เยอะแยะมากมาย ตัวอย่างทำได้จนกระทั่งเด็ดขาด อบายไม่เกิดอีกที่จะเป็นโลกให้แก่เรา กามภพหรือกามโลก ก็ไม่เกิดอีก ที่จะเป็นพิษภัยแก่เราก็ไม่เกิดอีกจนจบ หรือข้างในเป็นรูปภพก็ฆ่าอีก หมดอีก เหลือรูปภพ ก็ฆ่าอีก แบ่งเป็น 3 ลำดับอย่างนี้ แต่มันก็มีละเอียดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับคนอื่นเขา ดูของตัวเอง จัดการของตัวเองให้เรียบร้อย กายนี้คือนิวเคลียส จากหนังสือคนจะมีธรรมะได้อย่างไรเล่ม 1 หน้า 266 ไปเปิดดูทวนอ่าน มีคนเข้าใจได้ตรงนี้นะ เราจะเข้าใจได้อย่างคุณ ฟ้าเจือศีลไหมนะ ตอนนี้ หนังสือรวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไรมี 3 เล่มแล้ว จะออกเล่ม 4 ส่วนเปิดยุคบุญนิยมมีแค่ 3 เล่ม จบแล้ว ส่วนคนจะมีธรรมะได้อย่างไรมี 4 เล่ม คุณฟ้าเจือศีล แบ่งเป็น 4 มุมมอง _มุมมองที่ 1 ทำให้เห็นชัดขึ้น ที่ เมื่อกาย คือ นิวเคลียส ดังนั้น กาย ไม่ใช่ร่างกาย พ่อครูว่า...ชัดขึ้นว่า กายไม่ได้หมายเอาร่างนะ ร่างมันเรื่องหยาบ แต่กายหมายเอาที่จิต แค่นี้คนไทย พุทธศาสนิกชนคนไทยก็สอบตกกันระนาว เพราะกาย ไปหมายถึงร่างเมื่อเป็นภาษาไทยแล้ว พอมาบอกว่า กายคือจิต ก็บอกว่าพวกนี้จะมาทำลายศาสนา อาตมาก็เจอกรณีนี้ ที่อาตมาพูดเรื่องกาย บุญ สมาธิ ฌาน มันต่างกันกับของเขาหมด เพราะของเขาผิด ขออภัยที่อาตมาย้ำยืนยันอย่างแรงว่าเขาผิดอาตมาถูก ขอยืนยัน เพราะในร่างกายประกอบด้วยนิวเคลียสเป็นล้านล้านล้านๆ มุมมองที่ 2 นิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ถ้าโปรตอนและอิเล็กตรอนก็คือบวกกับลบ ถ้านิวตรอนก็คือ 0 2 ตัวนี้ยึดเหนี่ยวอยู่ในองค์ประกอบที่พอเหมาะ พ่อครูว่า...ก็ดี แสดงว่า ความรู้ของคุณ ฟ้าเจือศีลเอียงไปทางบุรุษเพศกับ 0 แต่หากเอียงไปทาง อิตถีภาวะคือ 2 กับ 0 ก็ไม่ค่อยดี 0 1 2 เลขสามเส้านี้ ยิ่งใหญ่เป็นวงจร Cyclic Order ของมหาจักรวาลที่ไอน์สไตน์เอามาใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ที่อาตมาเอามาใช้ จาก E=MC 2 ยังไม่พอยังเป็น E=MC 2 + A และยังเป็นถึง E=C(MC 2 + A) เพราะฉะนั้นสูตรที่อาตมาค้นพบต่อยอดจากของไอน์สไตน์ คือ E=MC 2 + A (A คือ Abstract ทั้งหลายเป็นนามธรรมก็คือ MC ซึ่งก็คือ E ของเขา) เพราะฉะนั้น กายไม่ใช่สสาร แต่มีพลังงานร่วมด้วย เมื่อไปสมมุติเรียกว่านิวตรอนคือสสาร โปรตอนคือพลังงาน พ่อครูว่า...ก็ได้ โปรตอนคือพลังงาน คือ Dynamic นิวตรอนคือสสารคือ Static เป็น 1 ก็ได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กายไม่ใช่สสาร แต่มีพลังงานร่วมด้วย ใช่ เพราะฉะนั้นคำว่าพลังงานคำนี้ เมื่อเอาไปอธิบายโดยสมมุติทางวิทยาศาสตร์ ภาษาทางอุตุนิยามเอามาใช้ คนที่ยึดมั่นถือมั่นทางนามธรรม เขาบอกว่านามธรรมไม่ใช่รูปธรรม อันนั้นพลังงานจะเป็นรูปได้อย่างไร เขาแยกสังขารไม่ได้ เขายึดมั่นถือมั่น อภิธรรม ก็นาม มันจะเป็นรูปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็สอนถึงรูป 28 แต่เขาเข้าใจแต่พยัญชนะ เขาไม่เข้าใจถึงสภาวะ เขาก็แย้ง สมณะฟ้าไท... อธิบายรูปไปเทียบกับนามของเรา ใช้รูปธรรมอธิบายถึงนามธรรมได้ คนจะเข้าใจได้ง่าย ตามแต่ละสายที่เขารับรู้รูปธรรมได้ (ต่อ) มุมมองที่ 3 การทำโยนิโสมนสิการเท่ากับการเข้าไปอ่านกายคืออ่านรูปนาม แล้วพยายามเปลี่ยนนามให้มีนิสัยใหม่ เปรียบเสมือนเราเปลี่ยนพลังงานซึ่งก็คือโปรตอน การเปลี่ยนโปรตอนก็คือการเปลี่ยน DNA (ในโลกวิทยาศาสตร์ทำได้ยาก) พ่อครูว่า...เราเอา DNA ไปเรียกนามธรรมเท่านั้นเอง DNA เขาเปลี่ยนไม่ได้ แต่นามธรรมทางจิตวิญญาณ DNA ก็คือเชื้อแกนหลัก เพราะฉะนั้นของรูปธรรมทางวัตถุ โดยเฉพาะของชีวะ บวก(+) ลบ(-) หรือ ปุริสภาวะทางหญิงหรือชาย DNA ชาย โครโมโซม x y เพราะฉะนั้นทางสายวิทยาศาสตร์ก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกัน เพราะว่ามันไม่ใช่นามธรรมเป็นรูปธรรมก็เปลี่ยนได้ยาก แต่ถ้าเราไม่ต้องสับสนรูปมันเปลี่ยนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็เปลี่ยนนามธรรมก็แล้วกัน แล้วก็ชัดเจนให้ได้ว่า อาการของนามธรรมที่เมื่อใด เราเรียกมันว่าสิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป เมื่อใดมันเป็นตัวผู้รู้เป็นประธานเองก็เรียกว่านาม ลักษณะนามคือสิ่งที่เข้าไปรู้ของเราเอง เมื่อนามนี้เป็นตัวถูกรู้เรียกว่ารูป เราก็รู้นามธรรมของเราตัวนั้น มันเป็นตัวถูกรู้ ตัวประธานตัวรู้ Subject ไอ้ตัวนั้นเป็นตัว Object มันถูกรู้ แต่ เราเป็น Subject เป็นประธานเป็นตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้นี้ เมื่อหยาบ มันก็เป็นประธาน เมื่อละเอียดเข้าไปอีก ซ้อนลึกเข้าไปอีก ก็จะมีประธานตัวใหม่คือปัญญา เข้าไปรู้ซ้อนอีก รู้ตัวที่แต่ก่อนเรายังไม่รู้ ตอนนี้รู้เพิ่มขึ้นแล้ว ไอ้ตัวนามธรรมที่เป็นอวิชชาถูกเรารู้ แล้วเราก็จัดการมันได้อีก ก็จัดการได้ เมื่อจัดการตัวนี้ได้อีกแล้ว ก็เป็นจิตสะอาด จิตสะอาดก็เป็นปัญญา ไปเป็นนามธรรม ก็มารู้ตัวที่ยังไม่สะอาดยังเหลือ ตัวไม่สะอาดที่ยังเป็นกิเลสที่เหลืออยู่อีก จับตัวนี้ได้อีก ตัวที่ถูกรู้ตัวนั้นเป็นนามธรรมก็กลายเป็นรูปธรรมที่ถูกรู้ โดยตัวประธานตัว Subject ของเราเอง มันก็เปลี่ยนกันไปเป็นกันมา นามธรรมกลายเป็นรูป ซึ่งอาตมาเขียนตั้งแต่หนังสือเล่มแรกคือ คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก รูปกับนาม นามกับรูป ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมากลับไปกลับมา คนก็บอกว่า ไม่อยู่กับร่องกับรอย นามก็ต้องนาม รูปก็ต้องรูปสิ กลายเป็นสัสสตทิฏฐิเที่ยงแท้ ก็ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ เราไม่มีสัสสตทิฏฐิถาวร อุจเฉททิฏฐิก็ไม่มี จะบอกว่าเป็นอย่างนั้นโดยที่สุดได้ แล้วก็ต้องรู้ในฐานะที่คนยังไม่ตาย ผู้ยังมีร่างยังไม่สิ้นสุด แต่ตายแล้วสุด อุจเฉททิฏฐิถาวรนิรันดร ตายแล้วไม่มี ธาตุรู้ของเราก็ไม่มี หายไปหมดเลยเป็นดินน้ำไฟลมไปหมดแล้ว รู้จักที่สุดแห่งที่สุดไหมล่ะ คุณอยากรู้ที่สุดแห่งที่สุดก็ต้องทำตั้งแต่โลกอบายของคุณ ทำรูปนามของอันนั้นของคุณให้มันสูญไปสิ แล้วมันสูญถาวร เดี๋ยวนี้มันมีอีกเมื่อไหร่เราก็อยู่เหนือมัน อาตมาใช้สำนวนว่าลูบหัวพระอาทิตย์ ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เล่นได้ มันจะมีฤทธิ์แรงเท่ากับพระอาทิตย์ดวงใหญ่กี่ดวงก็ได้ เราก็ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เล่นได้ สำนวนของพระพุทธเจ้าคือลูบคลำพระอาทิตย์ พระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือ มีอำนาจปานนั้น เหนือโลกนั่นเองสรุป พระอาทิตย์พระจันทร์ก็คือโลกและมีโลกที่มีฤทธิ์แรงมาก แต่ผู้ที่อยู่เหนือนั้นลูบคลำพระอาทิตย์พระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือ สำนวนของพระพุทธเจ้า ผู้ใดทำได้ก็คือ โยนิโสมนสิการ อันนี้ก็ขอแวะไปอีกนิดหน่อย โยนิโสคือ ลงไปถึงที่เกิด จะแปลว่าถ่องแท้แยบคายละเอียดลออ ก็ได้ มันต้องแยบคายละเอียดลออ มันต้องแม่นต้องเล็กต้องลงไปถึงจุดเกิดจุดตาย จุดสำคัญที่เกิดตายตรงนี้เรียกว่า จุดเกิดจุดตาย ลงไปถึงที่เกิด แล้วก็จัดการที่นี่แหละ อะไรจะให้ตายก็ตายตรงนี้ จะให้เกิดใหม่ก็เกิดตรงนี้ ให้กิเลสตาย ให้จิตสะอาดเกิด ให้มันมี 0 และให้มันมี 1 เป็นอิทธิพลเหนือ ในฐานะที่ผู้นี้อยู่ในความมี ยังไม่ “ไม่มี”อย่างเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังอยู่ในภาวะที่มีชีวะชีวิตอาศัยอัตตาอยู่ก็ต้องมีความมี เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43-44 ก็ต้องอาศัยความมีกับความไม่มีเท่านี้แหละ คือการศึกษาทั้งหมด แล้วก็จะกลายเป็น อนุปคัมมะ คือ ผู้ที่คนเป็นกลางแล้ว มัชเฌนะหรือมัชฌิมา คือคนที่เป็นกลางแล้ว Dynamic ก็คือ อนุปคัมมะ พลังงานที่รู้และทำงาน ตัว มัชเฌนะ ก็คือตัวตนผู้นั้น 2 อย่าง รู้องค์ประกอบ สิ่งมีกับสิ่งไม่มี ตั้งแต่คู่หนึ่ง จนเป็นกี่คู่ก็แล้วแต่ กับความมีและความไม่มีในมหาจักรวาล รู้ชัดเจนแล้วก็จับคู่มีกับไม่มี หรือตัวไหน 0 แล้วตัวไหน 1 อยู่ ตัวไหนยัง 2 อยู่ตัวไหนยัง 1 อยู่ ตัวไหนตัว 2 ที่ไม่สามารถจะทำให้เป็น 2 ได้ เป็น 3 4 5 6 7 8 9 10 ไปเรื่อยๆ คูณหรือยกกำลังไปเลย เป็นคนที่ควบคุมไม่ได้ไม่มีอำนาจทางจิตก็จริงของเขา คนทำได้ก็ลดลงจนเหลือ 0 ได้ ฟังทันไหม มุมมองที่ 3 นั้น คุณฟ้าเจือศีล สรุป มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐามโนมยา คือ จิต เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง พาให้เจริญ พาให้เกิด หรือพาไม่เป็นตัวตน มโน มยา มยัง ก็คือตัวตนอยู่ก็ไปเรื่อยๆยังมีอยู่นั่นแหละ มยัง ก็รู้ในภาวะมีหรือไม่มีที่สุดสรุป

มุมมองที่ 4 มุมมองของการปฏิบัติธรรมคือการเปลี่ยนแปลงนิวเคลียสทีละหน่วย เริ่มจากนิวเคลียสที่เราสามารถเห็นชัดได้ก่อน เป็นการกระทำทีละนิวเคลียส ซึ่งก็คือทำทีละคู่ของรูปนาม ชัดเจนไหม พ่อครูว่า... สรุปลงที่ตัวปฏิบัติจริง อยู่ในสามเส้า ตัวประธานเป็นผู้กระทำ ทำอะไร ทำรูปนาม นามรูป ทำให้จบ ทำ 2 ให้เป็น 1 ทำ 2 ให้เป็น 0 สรุปลงตรงนี้ เพราะฉะนั้นเลข 0 เลข 1 และ 2 จึงคือ Cyclic Order ที่ยิ่งใหญ่ วงวนของสามเส้า ที่เป็นนิวเคลียสที่ยิ่งใหญ่ ในตัววัตถุเองไม่มีประธาน มันไม่รู้ แต่มันก็มีพลังงานภายนอกเป็นนายของมัน คนถึงเอามันมาทำพลังงานระเบิดปรมาณู เพื่อสันติหรือบางคนไปทำเพื่อชิบหายเพื่อระเบิดทำร้ายเขาก็ได้บาปไป ถ้าเขาจะเอามาทำให้เป็นประโยชน์ก็ต้องได้ประโยชน์ แต่มันก็ช่วยไม่ได้หรอก คนเราก็จะต้อง... มันมีความรู้เสียแล้ว จะไปห้ามคิมจองอึนไม่ให้ทำปืนระเบิด อาวุธร้ายแรง ที่จะใช้พลังงานปรมาณูนี้ มันห้ามไม่ได้ อเมริกาก็ตาม ประเทศที่เขามีพลังงานต้องใช้อาวุธเขาก็ทำไป เมืองไทยไม่ต้องทำหรอก ให้เขามายึดเอาประเทศไทยไปเลย เขาจะเอาไปทำอะไรล่ะ สมมตินะ แต่เรื่องนี้เป็นจริงไม่ได้หรอก แต่สมมุติเล่นเล่าให้ฟัง นิทานหลอกเด็กของ เซียงเมี่ยง ถ้าเขามายึดเมืองไทยได้ ด้วยอาวุธยุทธภัณฑ์ร้ายแรง เมืองไทยไม่สู้ เขามายึดได้เขาก็เอาไป มันก็จะมีสมบัติในเมืองไทย จะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน