6906_รวมปักษ์ มิถุนายน_สี9_0.jpg

โฟลเดอร์6906รูป
ประเภทไฟล์รูปภาพ (image/jpeg)
ขนาดไฟล์3.23 MB
วันที่แก้ไข4 กรกฎาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

ฉบับที่ ๕๙๔ (๖๑๖) วินาทีนี้ โลกของเรากําลัง ลุกเป็นไฟอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจาก เปลวเพลิงแห่งสงครามและภัยพิบัติ ปัจฉาสมณะ ธรรมชาติที่โหมกระหน่ําไม่เว้นวัน สัญญาณเหล่านี้กําลังเตือนเราดังๆ ว่า โลกกําลังก้าวเข้าสู่ “กลียุค” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง รายงานจาก ดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index 2026) ระบุ ชัดเจนว่า ในปี ๒๕๖๙ นี้ สภาวะสันติภาพทั่วโลกดิ่งลงเหวติดต่อกันเป็นปี ที่ ๑๒ ภาพสะท้อนที่เด่นชัดคือ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ ๕ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสงบ ซ้ําร้ายยังมีศึกซ้อนศึกระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ที่รุนแรงถึงขั้นนําไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อน้ํามัน แพงและซัดดิ่งระบบเศรษฐกิจโลกจนทรุดตัวอย่างหนัก ในเวลาเดียวกันวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์ร่วมกันก่อ ก็ได้ย้อน กลับมาเช็กบิล เมื่อปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ระลอกใหม่พ่นพิษใน เดือนมิถุนายน ๒๕๖๙ ซีกโลกเหนือต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนและสภาพ อากาศสุดขั้วรุนแรงทุบสถิติประวัติศาสตร์ เพียงชั่วไม่กี่วัน ยอดผู้เสียชีวิตจาก โรคลมแดดเฉียบพลันและโรคแทรกซ้อนในยุโรปก็พุ่งทะลุ ๑,๓๐๐ ราย มิหนําซ้ํา ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๙ โลกยังถูกซ้ําเติมด้วย เหตุแผ่นดินไหวซ้อนรุนแรงขนาด ๗.๒ และ ๓.๕ แมกนิจูด ที่รัฐยารากุย ประเทศเวเนซุเอลา อาคารบ้านเรือนพังทลายเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิต ทันทีกว่า ๑,๔๐๐ ราย และยังมีผู้สูญหายใต้ซากปรักหักพังอีกนับหมื่นคน บาดเจ็บอีกหลายพัน ส่งผลให้ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณสุขของ ประเทศเข้าสู่ภาวะล่มสลายโดยสิ้นเชิง ม ถอดรหัส “มิคสัญญี” ใครคือผู้รอดชีวิตที่แท้จริง? หากย้อนไปดูใน จักกวัตติสูตร พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิก วรรค มีการกล่าวถึงยุคที่มนุษย์เสื่อมถอยที่สุดจนถึงขีดสุดของกลียุค ซึ่ง

อ่านต่อ

ใน พระสูตรเรียกว่าช่วง “มิคสัญญี” ช่วงเวลาที่มนุษย์มองหน้ากันแล้วเห็นเป็น เพียงเนื้อสัตว์ มีจิตใจโหดเหี้ยม มุ่งเข่นฆ่าล้างผลาญกันเองด้วยศัสตราวุธ แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น พระสูตรระบุว่า ผู้ที่รอดชีวิตกลับ ไม่ใช่ผู้ที่มีพละกําลังมากที่สุด หรือผู้ที่ครอบครองอาวุธร้ายแรงที่สุด แต่คือ “กลุ่มคนนักปฏิบัติธรรมที่ตระหนักรู้ และเลือกที่จะหันหลังให้กับการฆ่าฟัน” ในขณะที่คนส่วนใหญ่กําลังบ้าคลั่ง คนกลุ่มนี้เกิดความหลุดพ้น ทางความคิดและตั้งสติได้ว่า “เราอย่าได้ฆ่าใคร และใครก็อย่าได้ฆ่าเราเลย” พวกเขาจึงพากันอพยพหนีออกจากเมืองใหญ่ที่กําลังนองเลือด เดินทางข้าม ไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบ ซอกเขา ซอกหิน หรือตามเกาะแก่งที่ห่างไกล ตลอดเวลาประมาณ ๗ วันที่หลบซ่อนตัว (ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับ ที่คนภายนอกรบราฆ่าฟันกันจนหมดสิ้น) พวกเขาประทังชีวิตอย่างสมถะด้วย รากไม้ ผลไม้ป่า และน้ําจากลําธาร 66 0 ต้องฝึกฝน สนตภาพ ที่ไร้ตัวตน” จึงจะรอดพ้น วิกฤตกลียุค โลกไม่ได้ต้องการ แค่สันติภาพ หรืออิสรภาพอะไรก็ได้ แต่โลกต้องการ สันติภาพและอิสรภาพ ที่ถูกตรง คือ 66 ข่าวอโศก สันติภาพและอิสรภาพ ที่ไม่มีตัวตน” เมื่อผ่านพ้น ๗ วัน อันตรายแห่งการล้างผลาญที่เรียกว่า “สัตถันตรกัป” และเสียงสงครามเงียบลง คนกลุ่มนี้ที่เหลือรอดชีวิตพากัน ออกจากที่ซ่อน วินาทีที่พวกเขาได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ทุกคนต่างเกิดความสลดสังเวชใจ สวมกอด กัน ร้องไห้ และดีใจที่ต่างฝ่ายต่างรอดชีวิตมาได้ พวกเขาตกผลึกร่วมกันว่า เหตุแห่งความฉิบหายวายวอดที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เป็นเพราะ มนุษย์ประพฤติอกุศลกรรม จากนั้นมา พวกเขาจึงเริ่มหันมาสมาทานกุศลธรรมร่วมกัน โดยเริ่มต้น จาก “ปาณาติปาตา เวรมณี” คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และด้วยการเริ่มต้นทําความดีใน ข้อนี้เอง ที่ส่งผลส่งต่อให้ลูกหลานในรุ่นต่อๆไป มีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ พัฒนาจากยุค เสื่อมทรามกลับเข้าสู่ยุคทอง (กฤตยุค) ที่มนุษย์มีอายุขัยยืนยาวและมีศีลธรรมงดงามอีกครั้ง “ถือศีล-ไม่ถือสา” วาระแห่งชาติชาวอโศก ๒๕๖๙ บทเรียนจากอดีตสอนเราว่า ก่อนที่กลียุคจะมาถึง หากมนุษย์ไม่ฝึกฝนพฤติกรรมตนเอง ให้เป็นคนหมดภัย หรืออย่างน้อยที่สุดคือเป็นคน “ปลอดความถือสา” ให้ได้ เมื่อภัยสงครามเกิดขึ้น จริง ตนเอง ครอบครัว หรือเพื่อนพ้องถูกทําร้ายด้วยอาวุธมหาประลัย มนุษย์จะไม่สามารถระงับความ เศร้าโศกและไฟโทสะได้เลย การแก้แค้นจะเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และนั่นจะเป็นการเร่งไฟ ผลาญโลกให้เร็วขึ้น ปี ๒๕๖๙ นี้ จึงเป็นปีที่ชาวอโศกพร้อมใจกันขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ คือ “ทําทุกบวรชุมชน ให้เป็นเขตปลอดถือสา” และ “ถือศีล-ไม่ถือสา” เพื่อบ่มเพาะความรู้สึกภายในว่า “เราอย่าได้ถือสา ใคร แม้ใครจะมาถือสาเรา” แม้ที่สุดแล้วจะมีใครมาทําร้ายหรือฆ่าเราและพวกพ้องก็ตาม เราก็จะต้อง ฝึกใจไม่ให้ถือสาและไม่แค้นเคืองเขาให้อภัยเขาให้ได้ นี่คือกระบวนการฝึกฝนเพื่อลดตัวตนที่ยึดถือ (เพราะที่ยังถือสา ก็เพราะยังยึดถือ) ทั้งโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา และอรูปอัตตา ไปตามลําดับ ในเดือนแห่งพิธีไหว้ครูนี้ลูกๆชาวอโศกทุกคนขอน้อมกตัญญูรําลึกถึงพระคุณของพ่อครู ผู้เป็น บรมครูผู้ก่อตั้งชาวอโศก ด้วยการปฏิบัติบูชา มุ่งสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจริงในกายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม และจะร่วมกันขับเคลื่อนให้ทุกชุมชนบวรชาวอโศกเป็นต้นแบบของสังคมแห่ง “อิสรเสรีภาพ- ภราดรภาพ-สันติภาพ-สมรรถภาพ บูรณภาพ” เพื่อเป็นที่พึ่งพิงแก่มนุษยชาติต่อไป ดังเนื้อหาในสุนทรพจน์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่เคยกล่าวไว้เนื่องในโอกาสรับรางวัล แมนเฮ สาขาสันติภาพ ความว่า : สุนทรพจน์ สมณะโพธิรักษ์ (๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓) “แด่พี่น้องและเพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย อาตมารู้สึกเป็นเกียรติอย่างเหลือประมาณ ที่คณะกรรมการแมนเฮ เล็งเห็นงานที่อาตมาทํามาทั้งชีวิต และมอบรางวัลสันติภาพให้ในฐานะพระในศาสนาพุทธ อาตมาได้ย้ําตลอดมา ถึงความสําคัญของ ศาสนา และการที่ศาสนาพุทธจะสามารถเข้าถึง และเกี่ยวข้องกับการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ รวมทั้ง เป็นศูนย์รวมพลังของสังคม ...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วอนออเจ้าเยGoog สันติภาพเป็นหลักการที่มีพลังที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากจะได้มาสําหรับอาตมาสันติภาพ ไม่ได้ปรากฏตัวได้เองตามธรรมชาติ แต่มาเคียงบ่าเคียงไหล่กับอิสรภาพ ภราดรภาพ สมรรถภาพ และบูรณภาพ โดยมีสุนทรียภาพและสุญภาพ เป็นเครื่องมือ สนับสนุนให้บรรลุ เป้าหมาย คือความเที่ยงสูงสุดของจิตวิญญาณ หรือความเป็นกลางอย่างนิพพาน ความหมาย ของคําว่าสันติภาพนั้นมีความแตกต่างกันสําหรับแต่ละบุคคล แต่การที่เราจะเข้าใจสันติภาพ ในหลักการของศาสนาพุทธได้ เราต้องดึงจุดสนใจกลับเข้าไปหาตัวเรา เพื่อเราจะสามารถรู้จัก และเข้าใจพฤติกรรมภายในจิตของเราได้ การที่เราไม่หลับตาให้กับโลกภายนอก แต่เรียนรู้ความรู้สึก หรือปฏิกิริยาของจิต ภายใน เมื่อได้รับกระตุ้นจากภายนอก ผ่านการเชื่อมต่อของประสาทสัมผัสทั้งหก เราจึงจะ สามารถฝึกฝนการกําจัดกิเลสหรือความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นภายใน สันติภาพที่ยั่งยืนจึงเกิดได้ ต่อเมื่อจิตของเราเริ่มเป็นอิสระจากความโลภ โกรธ หลง ด้วยปัญญาหรือความรู้ที่ถูกตรง จะ ทําให้เรามองเห็นความจริงตามที่มันเป็น อาตมาเชื่อว่าสันติภาพที่เกิดจากภายในจิต หรือ ปัญญานี้ จะมีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และสงบ เหนือเหตุผลที่บัณฑิตทั่วไปจะหยั่งถึง ห้าสิบปีที่ผ่านมา อาตมามอบชีวิตนี้ให้กับการสืบสานคําสอนของพระพุทธเจ้า ผ่าน การทําให้คําสอนเรื่องมรรคมีองค์แปด เป็นปรากฏการณ์ที่มีชีวิตขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม จับ ต้องได้ ชุมชนชาวอโศกทั่วประเทศไทย นําเสนอแบบอย่างอันสูงส่งดังกล่าว นําโดยการเน้น สัมมาทิฏฐิในหลักคําสอนของพระพุทธเจ้า ชาวอโศกเต็มใจมาใช้ชีวิตเรียบง่าย พึ่งตนเองได้ ในสภาพแวดล้อมแบบสาธารณโภคี ที่มีหมู่บ้านและโรงเรียน อยู่ร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับวัด หรือธรรมะแบบโลกุตระ เพื่อให้เกิดการผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันแบบออสโมซิส เรามุ่งมั่นให้เกิดการพึ่งตนเอง เพื่อสามารถไปช่วยผู้อื่นได้ โลกไม่ได้ต้องการแค่สันติภาพหรืออิสรภาพอะไรก็ได้ แต่โลกต้องการสันติภาพและ อิสรภาพที่ถูกตรง คือสันติภาพและอิสรภาพที่ไม่มีตัวตน อาตมาเชื่ออย่างแรงกล้าว่า แก่นของ ความเป็นอโศก แม้น้อย จะเป็นโมเดลชั้นดี ที่สามารถปลูกความรัก ความเมตตา และบ่มเพาะ สันติภาพที่ยั่งยืน เข้าไปในสังคมที่กําลังสับสนวุ่นวาย อาตมาขอใช้โอกาสนี้ เชิญทุกท่านเข้า มาร่วมพิสูจน์ความแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวอโศก ที่อาตมาสร้างขึ้นเพื่อมอบให้กับโลกปัจจุบัน แม้เราจะอยู่คนละฟากของโลกใบนี้ แต่มูลนิธิแมนเฮและอโศก มีความมุ่งหมาย เดียวกันไปสู่การสร้างสันติภาพ อาตมาขอให้ความเชื่อและงานที่เรามีร่วมกันนี้ เป็นเครื่อง ชี้นําความสัมพันธ์ระหว่างเรา ให้ก้าวไปสู่สันติภาพและความสวัสดี ที่ยั่งยืนสูงสุดของ มวลมนุษยชาติต่อไป...เจริญธรรม” 8 กอบงานปัจฉา ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน