6909_รวมปักษ์ กันยายน_สี9_0.jpg
เนื้อหาในไฟล์
ฉบับที่ ๕๙๗ (๖๑๙) ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ปี ๒๕๑๙ น้ําท่วมสันติอโศก แต่ เพียรความสามารถเพียร ไม่ท่วมบ้านราช ซึ่งแทบทุกปีนั้นชาวสันติอโศกและชาวบวรอื่นๆ ธรรม ไม่ดูดายไม่งอมืองอ จะได้มาช่วยชาวบ้านราชทํา Big Cleaning หลังน้ําท่วม ช่วง เดือน กันยายน-ตุลาคม แต่ปีนี้ชาวบ้านราชและบวรอื่นๆ กลับ ต้องไปช่วยชาวสันติอโศกแทน น้ําท่วมทางต่างจังหวัดอาจหนัก เท้า เป็นคนวิริยารัมภะ เป็น คนที่ทํางานแล้วนักปราชญ์ ไม่ตําหนิ อนวัชชะ คน กว่าทางกทม. แต่ระดับความทุกข์ในใจขึ้นอยู่กับความสะสมข้าว ที่มีปัญญารู้ว่าเราทํางาน ของและรถยนต์ว่าที่ไหนสะสมและติดยึดมากกว่ากัน มีคนบอกว่าน้ําท่วมน่าน หาว่าเพราะภูเขาหัวโล้น แต่ กรุงเทพฯไม่เห็นมีภูเขาเลยทําไมยังน้ําท่วม? นั่นก็เพราะภาวะ โลกร้อนทําให้เกิดซูปเปอร์เอลนีโญ่ ฝนสามารถย้ายไปตกแช่ อยู่หลายวันตรงบริเวณไหนก็ได้บนโลกนี้ ทําให้เกิดน้ําท่วมฉับ พลันได้ แม้แต่ในทะเลทรายก็จะเกิดน้ําท่วมได้ ภูเขาก็เกิดสึนามิ สร้างสรร ไม่มีตัวตนไม่ได้ ทําเพื่อตัวตน ปราชญ์จะ รู้และไม่ตําหนิติเตียน คน ที่ตําหนิติเตียนอาตมาคือ คนยังไม่รู้ คนที่รู้แล้วจะไม่ ตําหนิอาตมา คนที่บรรลุ โคลนได้เหมือนที่ทิเบต คนจะย้ายไปอยู่ที่ไหนในโลกก็มิอาจหนี อรหันต์แล้ว พระพุทธเจ้า ภัยพิบัติได้ ๑๐๐% ให้หมู่กลุ่มยกเป็นสติวินัย แล้วไม่มีตัวตนแล้วทํางาน ในอดีตกาลเมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ไว้ เพราะท่านรู้โลกรู้สังคม ภิกษุ ๓ กลุ่มเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดพระเชตวัน แต่ละกลุ่มได้พบกับเหตุการณ์ประหลาด จึงนําความไปทูลถาม ช่วยโลกจริงๆ พระพุทธเจ้าถึงผลกรรมของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งพระองค์ได้ตรัส ตอบถึงบุรพกรรม(กรรมในอดีต) ดังนี้ เรื่องที่ ๑: กาถูกไฟคลอกตายกลางอากาศ เหตุการณ์: กาตัวหนึ่งบินไปสอด
อ่านต่อ
คอเข้ากับเศษหญ้า ติดไฟที่ปลิวขึ้นไปบนฟ้า ทําให้ถูกไฟคลอกตายกลางอากาศ บุรพกรรม: ในอดีตชาติ เขาเป็นชาวนาที่โกรธโคของ ตูนเพราะดื้อรั้น ไม่ยอมเดิน จึงเอาฟางมาพันคอโคแล้วจุดไฟเผา ทั้งเป็น ผลกรรมนั้นทําให้เขาต้องตกนรก และเกิดเป็นกาถูกไฟ คลอกตายกลางอากาศถึง ๗ ชาติ เรื่องที่ ๒: ภรรยานายเรือถูกถ่วงน้ํา เหตุการณ์: เรือลําหนึ่งหยุดนิ่งกลางทะเล ลูกเรือจึง จับสลากหาคนกาลกิณี ภรรยาสาวของนายเรือถูกจับได้ถึง ๓ ครั้ง นายเรือจึงจําใจสั่งให้เปลื้องผ้า เอาหม้อบรรจุทรายผูกคอ แล้วโยนทิ้งทะเล บุรพกรรม: ในอดีตชาติ นางมีสุนัขตัวหนึ่งตามติด ตลอดเวลา (สุนัขตัวนี้เคยเป็นสามีในชาติก่อนๆ) เมื่อถูกชาวบ้าน ล้อเลียน นางจึงอับอายและโกรธ หลอกสุนัขไปที่ท่าน้ําแล้วเอา หม้อทรายผูกคอถ่วงน้ําตาย ผลกรรมทําให้นางตกนรก และถูก ถ่วงน้ําตายเช่นนี้มาถึง ๑๐๐ ชาติ เรื่องที่ ๓: ภิกษุ ๗ รูปถูกหินปิดปากถ้ํา เหตุการณ์: ภิกษุ ๗ รูปเข้าไปพักแรมในถ้ํา จู่ๆ มีหิน ก้อนใหญ่กลิ้งมาปิดปากถ้ํา ชาวบ้านและภิกษุพยายามผลัก เท่าไรก็ไม่ขยับ จนเวลาผ่านไป ๗ วัน หินนั้นจึงกลิ้งออกไปเอง บุรพกรรม: ในอดีตชาติ ทั้ง ๒ รูปเป็นเด็กเลี้ยงวัวที่ ช่วยกันไล่จับตัวเหี้ย เมื่อเหี้ยหนีลงจอมปลวกที่มี ๗ รู พวกเขา จึงเอาไม้ปิดรูทั้ง 7 ไว้แล้วลืมไปสนิท ผ่านไป ๗ วันถึงนึกได้ เมื่อ มาเปิดดูก็พบเหี้ยผอมโซ จึงสงสารและปล่อยไป กรรมที่ขังเหี้ย ไว้ทําให้พวกเขาต้องอดอาหาร ๗ วันติดต่อกันถึง ๑๔ ชาติ (แต่ ไม่ตกนรกเพราะไม่ได้ฆ่า) พระพุทธเจ้าตรัสสรุปธรรมเทศนาว่า “ไม่ว่าบุคคลจะ หนีไปบนอากาศ ท่ามกลางมหาสมุทร หรือเข้าไปซ่อนในซอก เขา ก็ไม่มีสถานที่ใดบนโลกที่จะหนีพ้นจากผลแห่งกรรมชั่วที่ ตนทําไว้ได้” เมื่อจบพระเทศนาภิกษุทั้งหลายก็ได้บรรลุอาริยผล มีโสดาปัตติผล เป็นต้น และในปัพพโตปมสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ ใน พระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงถาม พระเจ้าปเสนทิโกศล ว่า หาก มีภูเขาศิลาลูกมหึมาสูงเสียดฟ้า กลิ้งบดขยี้สรรพชีวิตเข้ามาจาก ทั้ง ๔ ทิศ ในฐานะกษัตริย์จะทรงทําอย่างไร? ซึ่งพระราชาทรง ตอบว่า เมื่อมหาภัยร้ายแรงขนาดนั้นเกิดขึ้น ย่อมไม่มีที่ให้หนี และไม่อาจสู้ด้วยกองทัพช้าง ม้า รถ หรือใช้ทรัพย์และเวทมนตร์ ใดๆ ซื้อเวลาได้เลย สิ่งเดียวที่ทําได้คือการ ประพฤติธรรม พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่า ภูเขาทั้ง ๔ ทิศนั้นหมายถึง “ชราและมรณะ” (ความแก่และความตาย) ที่กําลังกลิ้งเข้ามา บดขยี้สัตว์โลกทุกคนอยู่ทุกวินาที โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะ เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ หรือคนยากจน เราไม่สามารถหนีความแก่ และความตายพ้นด้วยการวิ่งหนี ย้ายที่อยู่ หรือใช้เงินทองอํานาจ ที่พึ่งเดียวที่จะทําให้จิตใจ “พ้น” จากความทุกข์ของการบดขยี้ กระหน่ํานี้ได้ คือการตั้งมั่นในพระรัตนตรัย และประพฤติธรรม ด้วยกาย วาจา ใจ เพื่อยกระดับจิตใจให้อยู่เหนือความกลัวตายนั่นเอง การจะเหนือความกลัวตายได้นั้น ต้องมีกําลัง ๔ จึง จะพ้นภัย ๕ ได้....พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้เทศนาไว้ในรายการ พุทธศาสนาตามภูมิ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ไว้บางส่วน ว่า... “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่บรรลุอรหันต์อย่างนี้ มีกําลัง ๔ มีปัญญาเต็มครบ เรื่องความพลังปัญญา ปัญญาพละ มีกําลังคือ ปัญญา มีวิริยะเป็นพลัง เป็นคนขยันหมั่นเพียรมีกําลัง มีความ มีสังคหพละ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นจริงๆ จนกระทั่งตนเองไม่ต้อง ช่วยตนเองเลย คนอื่นจะ มาช่วยเลี้ยงดูไว้ ปรปฏิ พัทธาเมชีวิกา ชีวิตให้คน อื่นเลี้ยงไว้เราเป็นคนกิน น้อยใช้น้อยไม่เจ้ากี้เจ้าการ วุ่นวายอะไร คนก็ยิ่งจะ เลี้ยงง่ายไม่ต้องห่วงตัวเอง เลย พิสูจน์ยืนยันได้ พิสูจน์แล้วจริง ไม่ต้องห่วง เรื่องการกินการอยู่การไป การมา คนบริการหมดทุก อย่างเลย ขออภัยพูดอย่าง หยาบ แม้แต่จะไปขี้คนยัง อย่างอาตมา สด ปัจฉา สมณะ จะอุ้มไปขี้เลย เขาจะช่วยขนาดนั้นเลยจริงๆ ดูแลอย่างที่เรียกว่า เข้าใจ คนนี้ต้องช่วยไว้ ดูแลไม่ต้องให้มันบกพร่องอะไรต่ออะไร รักษาชีวิตไว้เพื่อเอาไว้ใช้อย่าให้ตายง่ายๆ ก็เป็นคนดีนะ เป็นเรื่อง จริงใช่มั้ยล่ะ ไม่อยากให้ตายง่ายเพราะเขามีประโยชน์ต่อโลกต่อ สังคมอยากให้อยู่ยืนยาวไป ไม่ใช่พูดความคิดไม่ดีนะ เอาไว้จะ ได้รับใช้มนุษย์ไว้มากมาย คนเหล่านี้เลี้ยงไว้ อาตมานี้น่าเลี้ยงไว้ อย่าให้ตายง่ายๆ พวกที่หมั่นไส้นี้ขออภัยอย่าเพิ่งอาเจียน ผู้ที่มีกําลัง ๔ จะพ้นภัยทั้ง ๕ คําสอนพระพุทธเจ้า มาขยายความแล้วชัดเจนทําตามและจะลงล็อค คนอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสรู้พูดอะไรที่จริงยอดเยี่ยมทุกอย่าง ๑. จะมีอาชีวิตภัย คือภัยที่เกิดจากการดํารงชีวิตจะไม่มี มีชีวิตสะดวกสบาย มีอาหารการกิน เครื่องใช้ไม้สอยสะดวกกาย สบายดีไปหมดเลย เท่าที่บารมีจะมี บางคนจะไม่ได้เท่ากัน เขาก็ เข้าใจไม่มีปัญหาเขาไม่ริษยาหรอก ถ้าริษยาก็ทุกข์เอง เขาก็ทําตูน ให้เหมือนอาตมา เขาก็จะได้อย่างอาตมา มันต้องเป็นอย่างนั้น จริงๆไม่มีทางเป็นอื่น ๒. อาสโลกภัย คือไม่มีความกลัว ใครจะมาติเตียนด่า ว่าก็ไม่กลัวแต่ไม่ใช่หน้าด้าน เพราะฉะนั้นจึงพูดความจริงหมด เขาจะด่าจะว่า ก็ไม่ใช่หน้าด้านแต่ไม่กลัว ไม่เคยหวั่นไหว ไม่มังกุ อาตมากล้าว่าเขาเต็มที่ไม่กลัวจะติเตียนผู้ควรตําหนิ จะสังเกตว่า อาตมาติทักษิณธัมมชโยหนัก คนอื่นไม่ถึงขนาดนั้น อ.มั่นหรือ ท่านพุทธทาสก็ไม่ดีเท่า ต้องตําหนิคนที่ควรตําหนิ ไม่ใช้บ้าบอ ติแหลก ก็ติดตามฐานะควรตําหนิ ใครจะมาติเตียนอาตมาก็ไม่ กลัว อาตมาจะไปติเตียนใครอาตมาก็ไม่กลัว ๓. ปาริสารัชภัย ภัยจากการสะทกสะท้านสะเทือน อะไรไม่มี อาตมากล้าว่าผู้อื่นอย่างไม่สะทกสะเทือนคนอื่นมาว่า อาตมาก็ไม่สะทกสะเทือน อาตมาประมาณอยู่นะ อาตมาตอน ใหม่ๆเคยเทศน์ที่วัดมหาธาตุว่า จะพูดความจริงให้อาตมาตาย อย่างถูกกระทืบตายภายใน ๕ วันก็ทําได้ตั้งแต่ พศ. ๒๕๑๕-๑๖ แต่อาตมาไม่บ้าทํา รับรองว่าตําหนิถูกด้วยนะ ตอนนั้นอาตมาตําหนิอย่างพอประมาณ ขนาดนั้นเขา ยังดําเนินคดีเลย ถ้าไม่ประมาณก็เสร็จ ตายอย่างเขียดเหยียด ยังดําเนินคดีเลย ถ้าไม่ประมาณก็เสร็จ ตายอย่างเขียดเหยียด ขาตายหรือตายอย่างถูกกระทืบเลย แค่นี้ก็รักษาตัวรอดมาได้ งดงามน่าดูอยู่นะ เอามาย้อนศรเขาได้เพราะเขาทํากับอาตมานั้น ผิด อาตมาก็เขียนเป็นเล่มเลย ให้เขารู้ว่า ไม่ควรมาตําหนิคนที่ไม่ ควรตําหนิ คุณเองนั่นแหละควรถูกตําหนิ เอาหลักฐานพระธรรม วินัยมายกอ้างให้ดูด้วย เราจะตําหนิติเตียนใคร ใครจะมาตําหนิ ติเตียนเรา เราก็ยังไม่สะทกสะท้านสะเทือนยังสบายใจ ข่าวอโศก ผู้ไร้โลกุตรธรรม คือผู้ประสบภัย ในวัฏสงสาร ๔. มรณภัย ภัยจากความตาย จะไปกลัวทําไมความ ตาย คุณยังไม่ใช่อรหันต์ก็ต้องเกิดแน่นอน เป็นอรหันต์แล้วยิ่งจะ รู้ใหญ่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดตายอย่างสูญๆเลยก็ได้ ถ้าอรหันต์ทุก องค์ตายอย่างสูญเลย ตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เลย ดับธาตุรู้ สูญไปเลยได้ นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า อรหันต์ จะตายสูญได้ก็สิทธิของท่าน ท่านก็สลายอัตภาพให้ไม่เหลือจิต นิยาม จะเหลืออุตุนิยามก็เศษน้อย คนที่ไม่ยอมตายไม่ยอมพรากไม่ทิ้งพลังงานตนเองเลย กลายเป็นคนไม่เน่าไป เป็นคนมีพลังงานใช้พลังงานเหลืออยู่ หาก ใครเสียบท่อเอาอาหารเข้าไปก็เหมือนพืชมีอาหารเลี้ยงพันธ์ไว้ไม่ ตาย แต่หากถอดท่ออาหารตาย ศาสนาพุทธรู้อย่างนี้จริง อาตมาพูดตามความรู้ของอาตมาวิทยาศาสตร์ก็ตรง ด้วย เรารู้ว่าการตายกันเกิดนั้นเป็นเรื่องที่เปลี่ยนผ้านุ่งเท่านั้น เปลี่ยนบ้านอยู่เท่านั้น แล้วเราทํากุศลต่อไปเรื่อย ตายจากไป ชาตินี้ก็จะมีบ้านหลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผ้านุ่มสวยงามขึ้นเรื่อยๆ หล่อเหลามากขึ้น แข็งแรงมากขึ้น ชาติต่อไปก็จะเจริญยิ่งขึ้น แล้วจะไปกลัวตายทําไม พระอรหันต์ตายไปแล้วไม่ตกนรกด้วย จะไปกลัวทําไม ๑ นรกก็ไม่ตก ๒ มีแต่หล่อขึ้นเจริญขึ้นดีขึ้นอุดม สมบูรณ์ขึ้น ทํางานช่วยโลกช่วยมนุษยชาติได้ดีมากยิ่งขึ้น จะไป กลัวทําไม มีเหตุผลมันเป็นอย่างนี้ ถ้าคุณยังไม่ตาย แม้คุณจะ ตายสูญได้แต่คุณยังไม่ตาย เพราะฉะนั้นเหนื่อยก็ใช่ มีงานทําก็ ใช่มีวิบากก็ใช่ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ไม่ได้ช่วยพูดของตนเอง ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะเป็นอย่างอาตมา พูด สิ่งที่อาตมามี คนจะมีจิตอย่างที่อาตมามีแล้วจะกล้าพูดยืนยัน อย่างอาตมาได้พิสูจน์กันได้ยืนยันให้พิสูจน์ได้เป็นเอหิปัสสิโก มี มี ทั้งไม่กลัวตายไม่กลัวทุคติ ก็ดําเนินไปอย่างไม่มีทุกข์ จะทําชั่วก็ ไม่มีชั่วอีกแล้วจะไปกลัวทําไมอบายภูมิ วิบากที่ตามมาก็ยิ่งน้อย ลง หมาหอบแดดวิ่งไล่เหนื่อย ไม่ทัน เพราะเราหยุดชั่วทําแต่ดี หมาไล่เนื้อวิบากไล่ไม่ทันเลย นี่คือ กําลัง ๔ พ้นภัย ๕” ยุคใกล้กลียุค จะหนีไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีทางพ้นภัย มี เส้นทางแห่งสัมมาอาริยมรรคมีองค์ ๘ สู่ความเป็นโลกุตรบุคคล ให้ได้ ทางนี้ทางเดียวที่พระ ให้ได้ ทางนี้ทางเดียวที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ที่จะทําให้เกิดกําลัง ๔ ที่จะพาพ้นภัยทั้ง ๕ ได้ ๔ ส่วนคนที่เกิดมาแล้วไม่ได้รู้โลกุตรธรรม หรือแม้รู้ก็ ไม่สามารถพัฒนาตนให้เป็นอาริยบุคคลที่มีโลกุตรจิตไปตาม ลําดับได้แล้วไซร้ ก็คือผู้ไร้โลกุตรธรรม ก็ย่อมคือผู้ประสบภัยใน วัฏสงสารไปอีกนานนับกัปกัลป์นั่นเอง 8 กองงาน จฉา ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ กองงานปัจฉา