ประมวลเหตุการณ์ วันที่ ๑๘ ก.พ.แก้ไขแล้ว.docx

โฟลเดอร์_บทสรุปการชุมนุมNeoprotest2556-57
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

ประมวลเหตุการณ์ วันที่ ๑๘ ก.พ. ๒๕๕๗ อีกหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ชาวอโศก ที่ต้องจารึกการต่อสู้ทางการเมืองด้วยความสงบ สันติ อหิงสา ไม่เคยมีครั้งไหนที่หมู่กลุ่มชาวอโศก ต้องเจอสถานการณ์ตกอยู่ในวงล้อมของดงกระสุน แก๊สน้ำตา และระเบิด ที่มีทั้งสมณะ สิกขมาตุ และญาติโยมครบองค์ เท่ากับการต่อสู้ครั้งนี้ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ที่มีรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรซึ่งเป็นหุ่นเชิดของนักโทษชายทักษิณ สั่งการให้ ศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) จัดหนักให้กับกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และกองทัพธรรม ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ... คืนวันที่ ๑๗ ก.พ. หลังจากคณะผู้รับใช้ได้ประชุมกันเกือบเที่ยงคืน ผมได้รับแจ้งจากคุณมั่นแม่น กะการดี ผู้รับใช้ (ผู้ดูแลความปลอดภัยในที่ชุมนุม) ว่าพรุ่งนี้เช้าตำรวจจะเข้าพื้นที่ชุมนุมของเราที่ผ่านฟ้าลีลาศ หลังจากที่ทราบข้อมูลแล้วผมก็หลับพักผ่อน มาทราบตอนเช้าว่าผู้รับใช้หลายคนไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะไม่ไว้วางใจ ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก่อนรุ่งเช้า แต่ในที่สุดก็ยังไม่มีอะไร เช้ามืดของวันที่ ๑๘ ก.พ. ๒๕๕๗ อากาศดี หลายคนตื่นเช้ากว่าปกติ ก่อนทำธุระส่วนตัว อดที่จะมองไปทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่ได้ เห็นรถตู้ตำรวจจอดเรียงกัน เห็นความเคลื่อนไหวของตำรวจภูธร หลายพันนาย ส่วนใหญ่แต่งกายครบชุด บางนายสวมหมวกปิดบังใบหน้า มาจากหลายหน่วยงาน บางหน่วยงานมาพร้อมกระบอง, โล่ห์ และบางส่วนก็มาพร้อมกับอาวุธหนักครบมือ ตั้งแต่ปืนพก, ปืนM16, ปืนลูกซอง, ปืนสไนเปอร์!!! มีตั้งแต่ตำรวจปราบจราจล ถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษ นเรศวร๒๖๑, หน่วยอรินทราช๒๖, เป็นสัญญาณว่าวันนี้ตำรวจพร้อมสลายการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ จุดที่ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. ประกาศขอคืนพื้นที่ก่อนหน้านี้ แม้ว่ากองทัพ

อ่านต่อ

ประชาชนฯ และกองทัพธรรม จะมีเพียงมือเปล่ากับหัวใจอหิงสา พวกเราก็ไม่ได้ตื่นเต้นใดๆ เนื่องจากการต่อสู้ของพี่น้อง ผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว มั่นใจการต่อสู้ในแนวสันติ อหิงสา ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน ๐๕.๓๐ น. คุณมั่นแม่น กะการดี ได้ประกาศบนเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศว่า ขณะนี้ตำรวจตั้งแถวอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอให้ผู้ร่วมชุมนุม เก็บของสำคัญๆ แล้วมานั่งรวมกันที่หน้าเวที ๐๕.๕๘ น. ตำรวจเขยิบเข้ามาทีละนิด ทีละนิด จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาสู่ที่ชุมนุมผ่านฟ้าลีลาศ ๐๖.๐๑ น. พิธีกรพร้อม ตากล้องพร้อม ผู้ชุมนุมพร้อม มานั่งกันเป็นแถวด้วยความสงบหน้าเวที และสมณะหลายรูป ขึ้นนั่งบนเวที ๐๖.๐๖ น. ท่านสมณะเทศน์บนเวที พูดคุยทำความเข้าใจกับมวลชน ในหลักการต่อสู่แบบสันติ อหิงสา ๐๖.๓๐ น. พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว ขอพบเพื่อเจรจากับผู้ชุมนุม คณะเสนาธิการร่วมฯ และกองทัพธรรม มีมติให้นางสาวขวัญดิน สิงห์คำ และนายมั่นแม่น กะการดี เป็นผู้แทนในการเจรจา มีการเจรจา ๓ ครั้ง ผลการเจรจาครั้งสุดท้าย ตำรวจขอคืนพื้นที่จราจรตั้งแต่อนุสาวรีย์ฯถึงผ่านฟ้าฯ และทางขึ้นลงสะพานพระราม ๘ ที่สี่แยก จปร.ทั้งหมด ซึ่งทางคณะเสนาธิการและผู้ประสานงานกองทัพธรรม ประชุมกันแล้วตกลงตามที่ตำรวจขอ พล.ต.ต.ยิ่งยศ ดีใจแล้วบอกว่า ผลการเจรจาตกลงกันได้ด้วยดี ผู้ชุมนุมเป็นคนดี หลังรับประทานอาหารแล้วจะเดินทางกลับทันที ๐๗.๐๐ น. พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ขึ้นเทศน์บนเวที และผู้ร่วมชุมนุมนั่งฟังอย่างสงบ โดยยังคงมีการถ่ายทอดสด เหตุการณ์เจรจากับตำรวจด้านหลังเวทีให้เราเห็นผ่านจอภาพคู่ขนานหน้าเวที ๐๙.๐๐ น. กองทัพธรรม นำอาหารไปเลี้ยงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งก็รับประทานกันอย่างสบายใจ ทุกคนก็สบายใจ ที่ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายใดๆ ทั้งกับผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้จะรับประทานอาหารเสร็จ ก็ได้รับข่าวว่า ตำรวจมาขอเจรจาอีก เราก็สงสัยว่า จะเจรจาเรื่องอะไรอีก เพราะการเจรจาตกลงกันไปเรียบร้อยแล้ว ต่างก็ยินดีกันทุกฝ่ายแล้ว ไม่น่าจะมีการเจรจาใดๆอีก แต่ก็ส่งผู้รับใช้ท่านหนึ่ง ไปรับฟังข้อเสนอของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ๐๙.๕๑ น. พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสาตร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ชลบุรี ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่ ๒ เตรียมเข้าเจรจา ๑๐.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ถามว่าต้องการเจรจาอีกไหม ขอคำตอบจากผู้ชุมนุม หลังจากผู้รับใช้กลับมา ก็บอกกับคณะเสนาธิการฯว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการพื้นที่การชุมนุมทั้งหมด ตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าฯ-สะพานมัฆวานรังสรรค์ ทุกคนฟังแล้วถึงกับอึ้ง เพราะเป็นการขอพื้นที่แบบไม่เป็นมิตร ขอพื้นที่แบบรู้อยู่เต็มอกว่า เราให้ไม่ได้ เราก็เลยรู้เจตนาว่า เขาต้องการเข้ามาสลายการชุมนุม มากกว่าจะมาเจรจากับเรา เราควรจะทำอย่างไร บ้างก็บอกว่า ให้เข้าถนน ๒ เลนทางคู่ขนาน หรือ อย่างมากพวกเราก็ย้ายไปอยู่ถนนนครสวรรค์ ขณะที่กำลังพิจารณา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เลื่อนแนวเข้ามาใกล้พื้นที่ชุมนุม ห่างจากพื้นที่ชุมนุมประมาณ ๒๐ เมตร ขณะนั้นมีผู้ชุมนุม ๔ คนไปนั่งสวดมนต์ขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนบางส่วนก็ยืนดู ผมเห็นว่า ผู้นั่งสวดมนต์มีน้อยเกินไป จึงขอให้ผู้ชุมนุมไปนั่งสวดมนต์หน้าแนวตำรวจ จึงมีผู้ร่วมชุมนุมไปนั่งเป็นจำนวนมาก ๑๐.๓๙ น. ผู้ชุมนุมนั่งสวดมนต์กันอย่างเป็นระเบียบ ห่างจากแนวโล่ห์ของตำรวจไม่เกิน ๑๐ เมตร ๑๐.๕๕ น. ตำรวจขยับเข้ามาหาผู้ชุมนุม สั่งรื้อรั้วเหล็ก ที่กั้นอยู่ระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม จากนั้น ก็ย่ำเข้ามาผ่านผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจถือกระบองพร้อมโล่ห์หลายร้อยนาย พยายามรุกฝ่าแผงกั้นบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯเข้าสู่ที่ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ชุมนุม ซึ่งมีฆราวาส และนักบวช รวมทั้งผู้สูงอายุ ต่างสวดอิติปิโสฯ กั้นขวางตำรวจไว้ ตำรวจผลักดันด้วยโล่ห์ และใช้กระบองตี เหยียบผู้ชุมนุม จนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และบางรายตำรวจจับกุม เข้ารถคุมขังผู้ต้องหาอีกด้วย ๑๑.๐๓ น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้รถแทรกเตอร์ทำลายแนวกระสอบทรายของผู้ชุมนุมได้สำเร็จ และรุกไล่ประชาชน ถอยร่นไปเรื่อยๆ ๑๑.๑๑ น. อ.สมเกีรยติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ถูกจับกุมบริเวณเต็นท์การ์ดหลังเวทีผ่านฟ้าฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รุกเข้าไปยึดพื้นที่ ทุบทำลายข้าวของ รวมทั้งยึดโทรทัศน์ไป ๒ เครื่อง ภายหลังได้ไปเอาคืนมาแล้ว เงินอีกนับหมื่นสูญหาย กรีดทำลายเต็นท์ตลอดเส้นทางผ่าน เพื่อค้นหาอาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมาย แต่ไม่พบอาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมาย ใดๆเลย ขณะที่พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ อยู่บนเวที รายล้อมไปด้วยหมู่สมณะ และสิกขมาตุ โดยพ่อครูได้ประกาศทางเครื่องขยายเสียง ให้ผู้ร่วมชุมนุม อยู่ในความสงบ สันติ และอหิงสาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะถูกตัดน้ำตัดไฟ แต่พ่อครูก็เทศน์ต่อโดยผ่านโทรโข่งแทน ๑๑.๑๖ น. ตำรวจดันมวลชนมาถึงข้างเวที หลังจากนั้นตำรวจเริ่มขว้างและยิงแก๊สน้ำตาเข้ามาบริเวณหน้าเวที ผู้ชุมนุมขยับถอยออกมาแล้ว กลับเข้าไปจับแก๊สน้ำตา ที่ตำรวจขว้างหรือยิงมา ขว้างกลับไปยังกลุ่มตำรวจ หลังจากนั้น ตำรวจเริ่มระดมขว้างแก๊สน้ำตาและยิงกระสุนลูกยางใส่ผู้ชุมนุมอย่างหนัก จนกระทั่งผู้ชุมนุมทนไม่ไหว ถอยออกมาแต่ก็ไม่ไกลนัก ๑๑.๔๕ น. เสียงระเบิดดังกึกก้อง ๑ ครั้ง เห็นตำรวจล้มลง เปลสนามจากฝั่งมวลชนออกไปช่วยตำรวจทันที แล้วนำไปส่งรถพยาบาล มวลชนต่างช่วยตำรวจที่บาดเจ็บกันอย่างเต็มที่ หลังจากระเบิด ตำรวจเดิมมีโล่ห์ กระบอง แก๊สน้ำตาเริ่มถอย แต่ตำรวจกลุ่มที่มี M16 เข้ามาแทนที่ มีการยิงตอบโต้กันระหว่างตำรวจ กับบุรุษนิรนาม ไม่ทราบว่าเป็นใคร มาจากไหน แต่ก็มาช่วยให้ตำรวจไม่เข่นฆ่าประชาชนได้ทันเวลา เมื่อปะทะกัน ตำรวจสู้ไม่ได้ จึงล่าถอยไปเรื่อยๆ ผู้ชุมนุมก็กล้าหาญมากรุกไล่ตำรวจออกจากพื้นที่ชุมนุมทั้งๆที่มีแต่มือเปล่า ๑๒.๐๐ น. ฝ่ายผู้ชุมนุมพยายามรุกเอาพื้นที่การชุมนุมคืน ไปถึงบริเวณหน้าลานเจษฏามหาบดินทร์ ส่วนตำรวจยังตั้งแนวอยู่ที่บริเวณกองสลาก และมีเสียงปืนดังขึ้นบริเวณแนวปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมอีก ๑๒.๒๕ น. มีชายนิรนามไปช่วย อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กลับมาที่เวทีสะพาน ผ่านฟ้าฯ เรียบร้อย ขณะที่ผู้ชุมนุมพยายามรุกเข้าไปยึดพื้นที่คืน โดยช่วยกันผลักดันด้วย ๒ มือ ๒ เท้า ขณะที่ตำรวจยิงปืนตอบโต้ด้วยกระสุนจริง ทั้งปืนลูกซองและอาวุธสงครามใส่ประชาชนอย่างบ้าคลั่ง เสียงกระสุนปืนวิ่งฝ่าอากาศเป็นจำนวนมาก หลายคนหมอบกับพื้น หลายคนหลบไม่ทัน สุดท้ายพบว่า ผู้ชุมนุมถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ๑๓.๒๐ น. เหตุการณ์จึงเริ่มสงบลง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถอนกำลังออกไปทั้งหมด ทิ้งรถแทรกเตอร์ ๒ คัน และรถกระบะไว้อีกนับ ๑๐ คัน แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง อาวุธครบมือ แต่ก็ต้องประสบความล้มเหลวกลับไป เพราะผู้ชุมนุมที่ กปท. และกองทัพธรรม ล้วนเป็นนักรบอหิงสา ตั้งมั่นในอหิงสธรรม และเมตตาธรรม ไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตอบ จึงทำให้การสูญเสียเกิดขึ้นไม่มาก เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากกระทำด้วยจิตใจที่มีเมตตาธรรม แม้ประท้วงก็กระทำด้วย สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ก็ย่อมได้รับการตอบแทนด้วยเมตตาธรรม แต่หากกระทำด้วยจิตใจที่ไร้เมตตาธรรม เบียดเบียนเข่นฆ่าทำร้ายกันด้วยประการทั้งปวง ก็ย่อมจะประสบความเดือดเนื้อร้อนใจในภายหลัง ดังนั้น ชาวไทยทุกหมู่เหล่าพึงกระทำกรรมต่อกันด้วยเมตตาธรรม อันเป็นธรรมค้ำจุนโลก เหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าฯครั้งนี้ เป็นการยืนยันสัจธรรมว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ต่อมาศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร รายงานยอดผู้บาดเจ็บจากเหตุ ศรส. สั่งการให้ตำรวจขอคืนพื้นที่แยกสะพานผ่านฟ้าฯว่า มียอดรวมผู้บาดเจ็บ ๖๘ คน เสียชีวิต ๕ คน เป็นผู้ชุมนุม ๔ คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ๑ คน นับเป็นผลการกระทำที่บ้าคลั่ง ป่าเถื่อน ลุแก่อำนาจ ครั้งนี้ ก่อให้เกิดผลเสียแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและ ศรส. เป็นอย่างมาก การเตรียมอาวุธสงครามมาเพียบพร้อมกับหน่วยสังหารปิดคลุมใบหน้า ส่งสัญญาณพร้อมที่จะเข่นฆ่าประชาชนได้ทุกเมื่อ เพียงหวังให้เจ้านายพอใจ โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตำรวจและประชาชน เป็นการเจตนาโดยเล็งเห็นผลไว้ก่อน คณะกรรมการกปปส. จึงมีมติให้ฟ้องทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงห์แก้ว และคนอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการสมรู้ร่วมคิด รวมทั้งผู้ให้ยืมอุปกรณ์ในการเข่นฆ่าประชาชนทั้งหมด สำหรับผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้ร่วมชุมนุมทั้ง ๔ คน ได้แก่ นายธนูศักดิ์ รัตนคช อายุ ๒๙ ปี เป็นคน จ.กระบี่ นายจีรพงษ์ ฉุยฉาย อายุ ๒๙ ปี เป็นคน กรุงเทพมหานคร คุณศรัทธา แซ่ด่าน อายุ ๔๓ ปี เป็นคน จ.ยะลา คุณสุพจน์ บุญรุ่ง อายุ ๕๒ ปี เป็นคน กรุงเทพมหานคร กองทัพธรรมรับเป็นเจ้าภาพ จัดงานศพให้ทั้ง ๓ ท่านแรก ที่วัดโสมนัสราช-วรวิหาร ส่วนคุณสุพจน์ บุญรุ่ง เป็นชาวมุสลิม ได้มอบหมายให้คุณหมอทศพล เปี่ยมสมบูรณ์ และอาจารย์รัศมี กฤษณมิษ ไปเป็นตัวแทนของกองทัพธรรม ร่วมพิธีศพ ส่วนการช่วยเหลือ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. แจ้งว่า จะช่วยเหลือผู้เสียชีวิตท่านละ ๑ ล้านบาท และมีเงินฝากประจำให้กับลูกของผู้เสียชีวิตทุกคน คนละ ๒ ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษา สำหรับลูกของผู้ตายที่ยังอยู่ในวัยศึกษา ส่วนนโยบายของ กปปส. คือ ล้มระบอบทักษิณให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่มีการตามหานางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หายหน้าไป ๓ วันแล้ว และไปบริษัทต่างๆ ที่มีหุ้นของตระกูลชินวัตร เพื่อเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้ถอนหุ้นจากบริษัทดังกล่าว เป็นการทำลายท่อน้ำเลี้ยง ของระบอบทักษิณ ที่นำทุนจำนวนมหาศาลมาทำลายประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว สุดท้ายนี้ ยังไม่ทราบว่าเมื่อไร มวลมหาประชาชน จะพบกับความสำเร็จ แต่ทุกคนทราบดีว่าความสำเร็จใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว เพราะรักษาการนายกรัฐมนตรี หรือที่มวลมหาประชาชนเรียกกันว่า “ทรราชยิ่งลักษณ์” ไม่สามารถปรากฏตัวต่อสาธารณชนได้อีก ประชาชนที่พบเห็นสามารถแจ้งข่าวมายัง กปปส. จะนำมวลชนไปพบ ทรราชยิ่งลักษณ์ เพื่อบอกให้ ทรราชยิ่งลักษณ์ ลาออกจากรักษาการนายกรัฐมนตรี.

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน