300915 อย่าขี้เกียจ โดยท่านโพธิรักษ์ ที่สันติอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2530
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์338 KB
วันที่แก้ไข22 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

300915_อย่าขี้เกียจ โดยท่านโพธิรักษ์ ที่สันติอโศก

พ่อครูว่า…คนเราจะรู้จักรูปร่างหน้าตาของเจ้าความขี้เกียจ ไม่ง่ายเลย ทั้งๆ ที่เจ้าความขี้เกียจนี้ ไม่เคยสร้างความเจริญให้แก่ใคร คนผู้หวังความก้าวหน้าในชีวิต แต่ยังจมปลักอยู่กับความสบายนั้น เขาผู้นั้นกำลังตกอยู่ในอบายอย่างถอนตัวออกได้ยาก เนื้อหาที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นการแสดงธรรมเรื่อง "อย่าขี้เกียจ" โดยท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก อาตมาตั้งใจจะเทศน์เรื่องพฤติกรรมมากมาย คือความขี้เกียจ 1. ไม่ทำอะไรเลย คือไม่ทำอาการทางกาย ไม่ทำการพูด ที่สุดไม่ทำการคิดใดๆ 2. มีเวลา มีโอกาส ไม่ติดงานใดๆ เลย ว่างๆ อยู่แท้ๆ แต่ไม่คิดอ่านหางานทำ 3. มีงาน หรือมีสิ่งควรจะทำยิ่งกว่านั้นอยู่แท้ๆ แต่ไม่ทำ กลับไปทำในสิ่งที่ตนอยากทำ 4. หางานเบาๆ ทำ เพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานที่หนักกว่า 5. มีงานทำ แต่ไม่อยากทำดื้อๆ ตรงๆ นั่นเอง 6. นอนเกินควร หรือพักเกินกว่าควร และเล่นเริงรมย์เกินกว่าควร หรืออยู่ว่างๆ เกินกว่าควร สรุป ความขี้เกียจจึงคือ กิเลสที่ทำให้คนเลว หรือทำให้คนเสื่อมค่าแห่งความเป็นคนผู้ประเสริฐโดยแท้ จะขยายความตั้งแต่ข้อแรกดังนี้ ข้อแรก คือ ไม่ทำอะไรเลย หมายถึงไม่ทำทั้งอาการกาย ไม่ทำทั้งการพูดหรือที่สุด ไม่ทำแม้แต่การคิดใดๆ ซึ่งเป็นสมาธิแบบฤาษี เป็นประเภทสะกดจิตให้มีความหยุดอยู่กับที่ ไม่ให้มันสัดส่าย นั่งๆ นอนๆ กินๆ ถ่ายๆ ก็แค่นั้น นี่เป็น พวกขี้เกียจอย่างยิ่ง ทำให้เสียค่าของคน หมดความประเสริฐ หมดความเป็นคน สู้สัตว์บางชนิดก็ไม่ได้ และเขาคิดว่า นี่คือความหลุดพ้น เพราะไม่ไยดีในโลกธรรม ที่จะต้องไปได้ลาภ ยศ สรรเสริญ จึงเอาแต่หยุดนิ่ง สงบ ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย จะเรียกว่าผู้หนักแผ่นดินก็ว่าได้ ยิ่งถ้าเทียบกับสัตว์แล้วยิ่งแย่ใหญ่

อ่านต่อ

เพราะมีสัตว์หลายประเภท กินแล้วก็นอน ถ้ามีแนวคิด มีทิฏฐิเห็นว่า ผู้ใดกระทำตนให้หยุดอยู่เช่นนั้นคือความสงบ ความหลุดพ้นนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธสอนให้เป็นคนขยัน หมั่นเพียร สร้างสรร แต่อยู่เหนือโลก อยู่เหนือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ข้อสอง มีเวลา มีโอกาส ไม่ได้ติดงานใดๆ เลย ว่างๆ อยู่แท้ๆ แต่ไม่คิดอ่านหางานทำ ไม่ขวนขวาย ไม่มีไวยาวัจมัย เวลาล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ได้นึกสังวร ไม่มีอภิณหปัจเวกขณ์ เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน ข้อสาม มีงาน มีสิ่งที่ควรทำ ควรจะทำยิ่งกว่านั้นอยู่แท้ๆ แต่ไม่ทำ กลับไปทำงานที่ตนอยากทำ นี่เป็นลักษณะขี้เกียจประการหนึ่ง เพราะเป็นการเสพเห็นแก่ตัว แม้งานนั้นจะยากก็ตาม แต่มันอยากทำงานนี้ จึงเป็นการเห็นแก่ตัว ยิ่งหนีงานหนักไปสมัครงานสบาย ยิ่งเป็นการบ่งชัดขึ้นว่าขี้เกียจ ซึ่งอยู่ใน… ข้อสี่ อันเป็นการเลี่ยงงานหนักๆ หางานเบากลบเกลื่อน นั่นเอง ข้อห้า งานมีทำแต่ ไม่อยากทำมันดื้อๆ คนเราแม้งานไม่มีทำ มันก็ยังหาเอาได้ มันยังหาเอาทำได้ นี่งานมีทำอยู่โทนโท่เลย เขาทำอยู่โครมครืนอะไร ไม่ทำเอาดื้อๆ นี่แหละ ใครจะทำไม นับว่าเป็นความขี้เกียจที่แท้จริง ข้อหก คนที่นอนเกินกว่าควร หรือพักเกินกว่าควร ด้วยการหาทางบำบัดในสิ่งเริงรมย์ ไร้แก่นสาร ก็เป็นเรื่องขี้เกียจ แม้พักเกินควรก็ต้องคำนึง ฉะนั้น ความขี้เกียจจึงเป็นกิเลส เป็นเรื่องที่ใครปฏิบัติธรรมแล้วจะรู้ ถ้าเอาไปไว้ในอบายมุขซึ่งเป็นหัวหน้าความเสื่อม ผู้ปฏิบัติธรรมจะรู้ว่า แม้เราไม่ได้ ขี้เกียจแบบอบายมุขทีเดียว ขี้เกียจอย่างเห็นชัดๆ แล้ว เราก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่จะรู้จิตใจว่าขี้เกียจขนาดกลาง ขนาดเหลือเศษน้อยนิดอะไรก็แล้วแต่ อาตมาปฏิบัติธรรมมา อาตมารู้ตนเองว่า วันนี้เราขี้เกียจในลักษณะใดก็แล้วแต่ จะเสพติด จะอยู่เฉย ไม่ทำการงานอะไร ไม่พูด แม้แต่คิดก็ไม่คิดแล้ว ลองถามตัวเองว่าเราเมื่อยจริงหรือเปล่า เราควรต้องพักจริงหรือเปล่า บอกว่าจะนั่งฌาน นั่งหลับตา นั่งอยู่เฉยๆ ไม่คิด ไม่ทำ ไม่พูด มันควรจริงหรือเปล่า หรือว่าเราเองมันอยากจะพักอย่างนั้น ซึ่งเป็นภวตัณหา ส่วนเรื่องของกามตัณหา คนที่ไปเสพอารมณ์ทั้งทวารทั้ง 5 หรือไปหาโลกธรรมเสพ ไปขยันเพื่อจะได้โลกธรรมเหล่านั้น เหน็ดเหนื่อยอย่างไรก็สู้ ในโลกก็เป็นอย่างนั้น ส่วนมาทางธรรมทำยังไงก็ไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ดีไม่ดีทำไปจะโดนด่ามากด้วยซ้ำ ไม่ใช่สรรเสริญด้วย ตอนนี้แหละ จะพิสูจน์ออกมาชัดว่า คุณจะขี้เกียจ หรือคุณจะขยัน เพราะตอนนั้นจะเรียกว่าขยันจริงๆ ไม่ได้ เพราะทำด้วยอามิส แลกลาภ ยศ สรรเสริญ ส่วนตอนนี้ไม่มี จะทำไหม คนโลกมองเราว่าขยันขนาดนั้น ขนาดนี้ ก็อย่าเทียบเคียงเช่นนั้น เพราะพวกเรามาทำแล้วก็ไม่ได้อะไร หลายคนอยู่ทางโลก โอ้โฮ! ดูขยันหมั่นเพียรดี พอมาปฏิบัติธรรมกับชาวอโศก เอ๊! ไฟมันไปไหนหมดน่ะ จะรู้ว่ามันขยันจริงหรือมันไม่ขยันจริง พวกเราทำงานไม่ได้แลกลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันเป็นความรู้สึกสำนึกจริง เป็นคุณความดีที่ไม่ได้แลกเหมือนทางโลก จึงเป็นจิตวิญญาณที่ประเสริฐจริง แม้เราจะจ่ายแรงงานเท่าทางโลก ขยันเท่าทางโลก แต่ทางธรรมสูงกว่า เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อแลกอะไร จึงเป็นความประเสริฐบริสุทธิ์กว่า เพราะฉะนั้น อาตมายินดีกับพวกเราที่ไปทำงานอย่างไม่มีอะไรแลกเปลี่ยน ทำแล้ว คนทำมากๆ ก็มีจุดบกพร่อง มีจุดผิดพลาดอะไรมาก เสร็จแล้วทำไปทำมา มันก็ไอ้โน่นไอ้นี่ มันก็ต่างๆ นานา มีจุดที่เขาตำหนิติเตียนได้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าได้สรรเสริญอะไร มากมายนัก ลาภ ยศ มันไม่ได้อยู่แล้ว แล้วพวกเราทำได้ขนาดนี้นี่ อาตมาชื่นใจ บอกตรงๆ ที่พวกเราสามารถขยันหมั่นเพียรได้ปานฉะนี้ ยังอนุโมทนาอยู่ว่า ฤทธิ์ของธรรมะของพระพุทธเจ้า ประสิทธิภาพของทฤษฎีของพระพุทธเจ้า นี้เป็นไปได้ แม้เราจะรู้สึกว่าขี้เกียจบ้าง บางเวลาตามที่อธิบายข้างต้น แต่ก็อุตสาหะอยู่ เข็นตัวเองด้วยจิตฉันทะอยู่ ด้วยความเบิกบาน ร่าเริง ทำมันเมื่อยก็เมื่อย แต่ความเมื่อยไม่ใช่ความทุกข์ ความหนักไม่ใช่ความทุกข์ ทำงานนี้หนัก ทำงานนี้เมื่อย ไม่ใช่ความทุกข์ ถ้าเราเข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว จิตปัญญาของเราจะทำธาตุฉันทะ ด้วยธาตุวิริยะ ก็จะไม่ทุกข์ มีแต่สบาย แต่ยังมีพฤติกรรมมากหลาย หยาบ กลาง ละเอียด ที่เราสามารถวัดได้ที่จิตวิญญาณของเรา ต้องอ่านนะว่า เราเองรู้นะว่างานนี้ควรทำ เห็นแท้อยู่ ควรทำ แต่เราไม่ทำ กลับไปทำงานที่อยากทำ รู้แล้วว่ามันควร หรือมันขาดแคลน มันจำเป็นแล้ว มันต้องการแรงงานช่วย หรือว่ามันต้องเร็วกว่างานนี้ ต้องเสร็จก่อน จำเป็นกว่า ต้องกระทำก่อน แต่เราก็หนีไปทำไอ้ที่อยากทำโน่น อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นความขี้เกียจ งานหนัก งานเบาก็เป็นเรื่องลักษณะจริงเหมือนกันจึงเลี่ยงไปหางานเบา อย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องขี้เกียจแท้ๆ เพราะฉะนั้นนอกนั้นมีงานทำอยู่แท้ๆ ผ่าไม่ทำ ทั้งๆ ที่มีเวลา โอกาส ก็กลับอยู่เฉยๆ อยู่ไปหาเรื่องเล่นอย่างอื่น ก็ขี้เกียจแน่ๆ ถ้าเราเอาความสูญเสีย ความเลวนี้ออกไป เราก็จะได้สิ่งที่ดี คือเอาความสูญเสียของข้ากลับคืนมา มันเป็นความสูญเสีย เพราะขี้เกียจ เอาคืนมา เอาความขี้เกียจทิ้งออกไป ให้กลายเป็นขยัน เมื่อนั้นความสูญเสียก็จะได้คืนมา เป็นแรงพลังสร้างสรร เรายังจะดีได้อีก เจริญได้อีก ถ้าคุณขยันขึ้นอีก คุณจะเป็นคนที่สุขภาพเสียมั้ย อาตมาเชื่อว่า คุณขยันขึ้นกว่านี้ สุขภาพคุณก็ไม่เสีย สมรรถภาพคุณเสียหรือ ถ้าขยันขึ้นกว่านี้ คิดดู จริงๆ แล้ว เราขยันขึ้นกว่านี้ สุขภาพของเราก็ไม่เสีย เราขยันขึ้นกว่านี้ สมรรถภาพเราก็ไม่เสีย เราขยันขึ้นกว่านี้ คุณค่าของเราต่างๆ ที่บอก เป็นคุณค่าทางด้านที่น่าเคารพนับถือบูชา น่ายกย่อง น่าเอาอย่าง น่าอะไรก็ตามใจเถอะ มันก็คงไม่ตกต่ำกว่านี้แน่นอน มีแต่มันจะดีขึ้นเท่านั้น เชื่อว่าสุขภาพจะดีขึ้นด้วย อย่านึกว่าความขี้เกียจโดยการนอนมากๆ อยู่ว่างมากๆ สุขภาพจะดี คนที่ขี้เกียจ เลี่ยงๆ ไป อย่านึกว่าสุขภาพดี สุขภาพไม่ดี ถ้าเราปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ละกิเลสออก ไม่ตกแม้ภพชาติ ไม่ฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ จึงเป็นเรื่องลึกซึ้ง เราจึงต้องล้างภพด้วยอิทธิบาท 4 ด้วยการพากเพียร เอาใจใส่ สร้างสรร ถ้าทำได้ สมรรถภาพจะดี ตัวเราก็จะเจริญ ไม่ให้กิเลสขี้เกียจเข้าครอบงำ เพราะฉะนั้น พวกเราจะเข้าใจเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้เราทำอะไรให้มันเป็นกิจวัตรที่ดี แม้กิจกรรมหลายกิจกรรม เราจะทำกิจกรรมก็พยายามจะเพิ่มขึ้นมา โลกนี้เขาพยายามที่จะสร้างกิจกรรม แต่กิจกรรมสุดท้าย มันไม่กลายเป็นกิจวัตร เพราะฉะนั้น เราจะสร้างกิจกรรมที่ดีให้เป็นกิจวัตร จนกระทั่งเรามีกิจวัตรที่ดีๆ แล้วมันจะมีกิจกรรมผสมผสานอยู่ในชีวิตของเราทุกคน ส่วนกิจวัตรที่ดีๆ ก็จะเป็นพลังสร้างสรรอยู่ในคนของพวกเรา แล้วเราก็จะเบิกบานร่าเริง คนเราวันคืนมีแต่การศึกษา และมีการงาน-การพักผ่อน หรือบันเทิง แต่ไม่ใช่การบันเทิงเริงรมย์อย่างทางโลก ที่เอาแต่การละเล่นละหวัว ไม่เข้าเรื่อง ฉะนั้นชีวิตที่ละเอียดลออ สุขุมแล้วก็จะรู้ ว่าชีวิตของเรามีคุณมีค่า อย่างไรก็ตามก็ไม่ถึงกับจะให้พวกเราเครียดเคร่งจนเกินไป แต่พัฒนาเถอะ หากพัฒนาได้จะเกิดความเจริญแท้ เพราะพิชิตกิเลสขี้เกียจได้จริง

เรียบเรียงจากเท็ปเรื่อง "อย่าขี้เกียจ" ซึ่งท่านโพธิรักษ์แสดงธรรมไว้ เมื่อ 15 กันยายน 2530 ณ สันติอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน