300312 วิธีแก้จิตกระด้าง โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
300312 วิธีแก้จิตกระด้าง โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก เมื่อ 12 มี.ค. 2530
เราก็มาฟังสิ่งที่สมควรจะได้ฟังต่อ เป็นการทำให้เกิด บุญกิริยาวัตถุ กันให้ จริง กิจวัตร หรือ สภาพที่เราเป็นอยู่พวกนี้นี่ ถ้าเผื่อว่ามันดำเนินไปได้นาน ๆ ดำเนินไปได้คงสภาพ เขาก็เรียกว่าเที่ยงแท้ หรือ เรียกว่าถาวร เรียกว่า ยืนนาน สิ่งทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ตั้งอยู่จนนิรันดร์แต่ สิ่งใดที่เป็นความดี เป็นกุศลนี่เราจะต้องพยายามตั้งใจบูรณะ ตั้งใจกระทำ ตั้งใจสืบสานด้วยอุตสาหะวิริยะเอาไว้ เมื่อสิงนี้แน่ใจว่ามันเป็นดี เป็นสิ่งที่ดี เป็นความดีความถูกต้อง ที่จะต้องให้เป็นอยู่ให้เกิดอยู่ ให้มีอยู่ เราก็จะต้องกระทำไว้ตั้งแต่เรา ประจำตัวเรา ไปจนกระทั่งทำแล้วเป็นพฤติกรรม เป็นจารีต เป็นประเพณี เป็นวัฒนธรรม เป็นกิจกรรรม เป็นกิจวัตร จะเกิดอยู่ในหมู่ ในกลุ่มในสังคม ก็จะต้องให้เกิดอยู่เสมอ ให้เที่ยงแท้ให้ยืนนาน ให้สถิตเสถียร จนกว่าจะแน่ใจว่ามันควรเลิก ควรปลดควรปล่อย เราก็รู้ด้วยสติสัมปชัญญะปัญญาของเราว่า สิ่งนี้ พฤติกรรมนี้ การกระทำอย่างนี้ ควรเลิกแล้ว ควรลด ควรรา ควรปล่อย ควรหยุด ควรไม่ให้เกิดอีก ไม่ให้มีอีก เพราะว่ามันไม่ดีแล้ว ไม่สมควรจะตั้งอยู่แล้ว ก็ค่อยเลิกไป แต่ถ้าสิ่งใดที่ยังดีอยู่ เราก็จะต้องยังกุศลนั้นให้ถึงพร้อมอยู่ ด้วยความรู้ ด้วยความอุตสาหะ พากเพียร ด้วยความยินดี ใช้อิทธิบาทอยู่ มีความยินดี มีความวิริยะ มีจิตตะ มีวิมังสา วิมังสา จะเป็น ตัวรู้อยู่ตลอดเวลา ว่าพิจารณาไตร่ตรองอยู่เสมอ ไม่ใช่ทำไปแล้วก็ทำสักแต่ว่าทำเป็นสีลัพพตปรามาส ทำเป็นจารีต เป็นประเพณี โดยไม่รู้ว่ามันควรหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่มันล้มเหลวแล้ว มันเพี้ยน มันแปร มันถูกอะไรมาแซมมาแซงมาทำให้มันเสียรูป เสียเรื่อง เสียความจริง เสียคุณความด
อ่านต่อ
ี คุณค่าอะไรของมันไปแล้ว เราก็ไม่มีวิมังสา ไม่เคยได้ตรวจตรา ไม่เคยได้ไตร่ตรอง ไม่ได้ปรับปรุง หรือว่าไม่ทำให้มันได้ดี เพราะองค์ประกอบแต่ละอย่างมันก็สามารถที่จะมีอะไรผสมผสานแทรกแซง หรือว่าแปรปรวน หรือว่าไม่เหมาะสมกับยุคกับสมัย อะไรต่าง ๆ พวกนี้ได้เหมือนกัน เราก็จะต้องมีวิมังสา มีธรรมวิจัย มีการรู้ด้วยสติสัมปชัญญะปัญญา ถ้าเผื่อว่าเราเป็นผู้ที่มีสติมีสัมปชัญญะ มีปัญญา ไม่ใช่พาซื่อ ซื่อเด๋อ ๆ ไปเฉย ๆ เราก็จะต้องรู้องค์ประกอบ รู้สิ่งที่ให้ประโยชน์ให้คุณค่า อะไรต่ออะไรอยู่นั้นไปเรื่อย ๆ เรามีกิจวัตร เรามีการเป็นอยู่ มีระบบ มีทั้งระเบียบ มีวินัย มีกฏ มีหลัก มีวิธีการ มีหลักการต่าง ๆ ที่เราได้ใช้ได้กระทำอยู่ทุกวันนี้ อาตมาก็เห็นว่า มันดี หลาย ๆ อย่างมันก็ดี แล้วเราก็พิจารณากันอยู่ตลอดเวลา ปรึกษาหารือ ไตร่ตรอง ตรวจสอบดูว่า อะไรมันดีมันไม่ดี อะไรไม่ดีปรับปรุงขึ้นอีก อะไรที่มันดีอยู่แล้วก็พยายามบูรณะ พยายามกระทำให้มันทรงไว้ ตั้งไว้อย่างที่เป็นอยู่น่ะ นี่เป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะต้องรู้จริง ๆ แล้วก็กระทำจริง ๆ เราได้กระทำสิ่งที่มันยากนะ มันยากให้มันตั้งอยู่ ให้มันเกิดขึ้น กว่าจะได้ผู้ได้คนอย่างที่พวกเราเป็นอยู่ทุกวันนี้นี่ ดูอุดมสมบูรณ์อบอุ่นพอใช้ทีเดียว อุดมสมบูรณ์ อบอุ่นพอใช้ นี่อาตมาพูดในฐานะตัวอาตมา ซึ่งอาตมาเห็นว่า ตัวเราก็เท่านี้ แล้วทำงานทำการ ทำให้พวกเราได้เกิดความรู้ ได้เกิดความเป็นไป ได้พัฒนาอะไรต่าง ๆ นานา มา จนกระทั่ง สละมาอยู่ในลักษณะมักน้อย สันโดษ อยู่กันอย่างที่เป็นอยู่ได้ขนาดนี้นี่ กิน ๆ อยู่ๆกันอยู่อย่างนี้ ทำงานทำการสร้างสรร พัฒนาตน มีโพชฌงค์ มีโพธิปักขิยธรรม เป็นตัวหลัก ทฤษฎีหลักของชีวิต ที่เราใช้จริง ๆ นำมาประพฤติปฏิบัติอบรมฝึกฝนตนจริง ๆ ใช้ทฤษฎีนั้น ทฤษฎีโพธิปักขิยธรรม หรือทฤษฎี โพชฌงค์ ทฤษฎีที่ทำอยู่ประจำวัน เป็นมรรค 8 มรรคองค์ 8 เราทบทวนทิฐิอยู่ทุกวัน ให้ทิฐินี้มันตรง อะไรมันเพี้ยน อะไรมันชัก จะเผลอ ๆไผล ๆ อะไรชักจะไม่เร่งไม่รัด ชักจะหย่อน ๆยาน ๆ ชักจะไม่ค่อยจะทรงสภาพที่ดี ก็จะมีผู้รู้ ผู้เตือน ผู้คอยแนะนำกันอยู่ตลอดเวลา ให้เกิดทิฐิที่ดี ทิฐิที่ตรง ทิฐิที่ถูกต้องเราเตือนกันอยู่สม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำไปสักแต่ว่าทำโดยไม่รู้เรื่อง สวดเป็นนกแก้วนกขุนทอง พูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง ไม่ใช่อย่างนั้น เราทำอย่างที่เรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ พิจารณาตาม ตั้งมั่นไปอยู่ ทำให้ทิฐินั้นถูกต้อง เสร็จแล้วเราก็ต้องไปพยายาม ไปมีสติสัมปชัญญะ อบรมตน ปฏิบัติตน ตลอดแต่ละวัน ๆๆ ผ่านวันผ่านเวลาไป เราก็มีสัมโพชฌงค์ มีสติสัมโพชฌงค์ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ด้วยความพยายาม วิริยะ อย่างแท้จริง กระทำให้มันเกิดปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา อย่างย่อ ถ้าเราขยายเป็นโพธิปักขิยธรรมก็อย่างครบครันนั่นแหละ เราก็ทำอยู่จริง ๆ มีอยู่จริง ๆ เป็นประจำวัน ได้ประพฤติปฏิบัติไปจนกว่าจะเสร็จกิจ แม้เสร็จกิจแล้ว เป็นผู้ที่เจริญประเสริฐ มีเครื่องอาศัยเป็นอรหัตผลสมบูรณ์ เป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม ก็จะเกิดสิ่งที่เที่ยงแท้ สิ่งที่ถาวร มีเครื่องอาศัย มีธรรมวิหาร หรือ มีสิ่งที่เราได้บรรลุนั้น เป็นธรรมวิหาร เป็นเครื่องอาศัยอย่างแท้จริง เราก็ยังจะ... ไม่ใช่ ยังหรอก มันจะเป็นไปเอง ผู้ที่บรรลุถึงขั้นอรหันต์ เป็นผู้ประเสริฐแล้ว อาตมาไม่ต้องพูดอย่างนี้ สิ่งนั้นจะเป็นจริงของผู้นั้นเอง เป็นสิ่งที่มั่นคง เป็นสิ่งที่ถาวร เป็นสิ่งที่ถือว่าเที่ยงแท้ เป็นหนึ่ง เป็น เอกัง หิ สัจ จัง เป็นสัจจะที่เป็นหนึ่ง สำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ที่มีสิ่งที่ถาวร มีการดับกิเลสสนิทถาวร ไม่มีการเกิดอีกไม่มีการเกิดกิเลสอีก นอกจากจะเรียนรู้ที่เป็นอภิสมาจารต่าง ๆ เป็นสิ่งที่จะทำให้เจริญยิ่ง ๆ อยู่ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป อยู่เจริญนั้น ก็มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั้นพ้นทุกข์ แต่มโนกรรมก็ยังมีปัญญา และมีเจโต ที่จะเจริญ จิ ตใจจะมั่นคง จิตใจจะแข็งแรง จิตใจจะ กล้าหาญยิ่ง ๆ ขึ้นอีก พระอรหันต์เจ้าก็มีความกล้าหาญแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน และมีความฉลาดมีปัญญา มีเจโต ไม่เท่ากัน แต่ท่านก็ยังจะมีความเจริญยิ่ง ๆ อยู่ วุฑฒิวุฑฒิ อยู่ แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ละกาละ แต่ละเวลา เป็นผู้เจริญจริง ๆ คำว่าผู้เจริญนี่ลึกซึ้ง เรามาปฏิบัติธรรมนี่ จะไม่เป็นผู้ที่เสื่อมบ้างเจริญบ้าง วนไปวนมาประเดี๋ยวเสื่อม ประเดี๋ยวเจริญ ประเดี๋ยวเจริญ ประเดี๋ยวเสื่อม ประเดี๋ยวเสื่อม ประเดี๋ยวเจริญ เรามาปฏิบัติธรรมนี่ ตั้งใจจะเป็นผู้ที่ตั้งมั่น หรือเที่ยงแท้ ไปด้วยทิศเจริญ ทิศทางที่เจริญ จะเจริญไปเรื่อย ๆ เป็นวุฑฒิวุฑฒิ จะไม่วกวน ประเดี๋ยวก็เสื่อม ประเดี๋ยวก็จิตตก ประเดี๋ยวก็จิตตั้ง ประเดี๋ยวก็จิตตก ประเดี๋ยวก็จิตตั้ง มันก็ช้ำ มันก็ระบมกันแย่ ประเดี๋ยวตั้ง ประเดี๋ยวตก ตีลังกาหกคะเมนอยู่ ก็แย่กันพอดี เราจะให้มาตั้งมั่น ตั้งมั่นด้วยทิศทางที่มันจิตตั้งมั่น ตั้งจิตได้ว่าไปในทิศที่เจริญเจริญจริง ๆจึงเรียกว่าผู้เจริญ ท่านผู้เจริญ เป็นวิมุติ ยิ่งได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 และก็สั่งสมวิมุติ วิมุติ วิมุติไป มันก็ยิ่งตั้งมั่นก็ยิ่งจะเป็นความเที่ยงแท้ ความสถิตเสถียรถาวรยิ่ง ๆ ขึ้น จนเป็นหนึ่ง จนตั้งมั่นไปในทิศที่เจริญ อย่างแท้จริง เป็นผู้ที่ ละบาปได้สิ้น สัพพปาปัสสะอกรณัง ยังกุศลให้ถึงพร้อมได้จริง จิตสะอาดบริสุทธิ์ สมบูรณ์ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เป็นหัวใจ บางคนก็ไปเรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนา คือ โอวาทปาฏิโมกข์ ที่ว่า สัพพปาปัสสะอกรณัง สิ้นบาปบาปทั้งปวงสิ้นไม่มี ดับสนิทสำหรับการกระทำของท่าน พฤติกรรมของท่านไม่สร้างบาปอีกแล้ว ไม่ว่าบาปเล็กบาปใหญ่อะไรก็ตาม ยังกุศลให้ถึงพร้อมลูกเดียว มีชีวิตอยู่มีแต่กุศล สร้างแต่กุศลอย่างเดียว จิตก็สะอาดบริสุทธิ์ได้อาศัยจิตสะอาดบริสุทธิ์อยู่อย่างนั้น จนกว่าจะดับขันธ์ 5จนกว่าจะดับรูปดับนาม พระอรหันต์เจ้าก็จะเป็นผู้ที่เที่ยงแท้ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ในความหมายของศาสนาพุทธนั้น ต้องฟังเป็นวิภัชวาที รู้ว่าสิ่งที่... อะไร ๆ ก็ไม่เที่ยงแท้ และก็มีอะไรล่ะที่เที่ยงแท้ เป็นคำกล่าว 2 ด้าน ไม่ใช่มีคำกล่าว เป็นเอกังสวาทีเป็นคำกล่าวด้านเดียว พูดกันด้วยเรื่องทิศเดียว ไม่ใช่ทิศเดียวหรอก พูดกันถึง 2 ทิศ 3 ทิศ พูดถึงส่วนอื่นด้วย ให้เห็นรอบด้าน ไม่ใช่เข้าใจอยู่สุดโต่งอยู่ ด้านเดียว เพราะความว่า อะไร ๆ ก็ไม่เที่ยงไม่แท้ ใช่ สิ่งที่มี ในสภาพสิ่งที่มีอยู่ ความจริงมันก็ไม่เที่ยง เพราะมันไม่เที่ยง กุศลมันไม่เที่ยง เราจึงยังกุศลให้ถึงพร้อมอยู่เสมอ ด้วยความรู้มีสติสัมปชัญญะ ปัญญารู้ว่านี่มันเสื่อมลงไปแล้ว ความดีกุศลทั้งปวง มันเป็นความมี เป็นความตั้งอยู่แล้วมันจะเสื่อมไปธรรมดา เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพยายามให้มันดี ให้มันถึงพร้อม ให้มันเจริญ เจริญ เจริญอยู่ แม้เราทำให้มันเจริญ ให้มันมีเนื้อหาสาระของมันที่แท้ มันก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่ แล้ว มันก็จะเสื่อม เพราะมันเป็นสิ่งที่มี เข้าใจไหมว่า มันเที่ยงแท้คืออะไร และ ไม่เที่ยงแท้คืออะไร มันไม่เที่ยง ฟังให้ดีนะ ความนี้มันซ้อน กุศล หรือ ความดีที่เราบอกว่า มันสถิตเสถียรถาวรนี่ มันก็ไม่เที่ยง แต่ที่มันเที่ยงก็เพราะเราทำให้มันเที่ยง เราต้องมีอุตสาหะวิริยะ เราต้องมีความเพียร เราต้องมีการกระทำด้วยความรู้ เรายังพฤติกรรม เรายังมีเรี่ยวมีแรง เรายังมีสมรรถนะ เราก็ต้องทำยังกุศลให้ถึงพร้อมอยู่ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เจ้าจึงไม่ใช่จิตบริสุทธิ์อย่างเดียว… พระอรหันต์เจ้านั้นเป็นผู้ไม่ทำบาป ไม่ทำสิ่งที่ต่ำ ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี ยังกุศล พยายามยังกุศลให้ถึงพร้อม ทำสิ่งที่ดีให้ดีสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา พระอรหันต์เจ้าเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเอาแต่จิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ท่านก็มีของตน มีอยู่สำหรับพระอรหันต์เจ้า แล้วก็ยังกุศลอยู่ตลอดเวลา จึงเรียกว่าสิ่งที่มีจิตบริสุทธิ์ก็คือ จิตที่ไม่มีกิเลส สิ่งที่ไม่มี และสิ่งที่มันเที่ยงแท้ ก็คือสภาพที่มันสมบูรณ์ เป็นพระอรหันต์เจ้า เป็นผู้ที่เป็น อเสขะ ไม่ศึกษา ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องอบรมตนอีก ก็มีสิ่งนั้นแล้วเป็นแล้ว เป็นเจโตวิมุติอันไม่กลับกำเริบได้แล้วจริง มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง จะว่าเที่ยงแท้ก็เที่ยงแท้ได้ถาวรได้จริง เป็นสภาพที่รู้แจ้งเห็นจริง ถอนอนุสัยอาสวะแล้ว ก็เป็นเที่ยงแท้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เที่ยงแท้มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี สิ่งที่เที่ยงแท้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ก็คือ จุดสูญของกิเลส ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ เป็นสิ่งที่ไม่มีอย่างถูกสภาพ ถูกทฤษฎี ถูกสภาพถูกทฤษฎีของพระพุทธเจ้าอย่างตรงเลย เป็นพระอรหันต์เจ้า สูญ มีสูญ จะไม่มีอีก จะไม่เกิดอีกอย่างสมบูรณ์ อย่างจบจบได้เลย กิเลสจบ แล้วเราจะไม่เกิดอีก เป็นปรินิพพาน ไม่หยั่งลงสู่ครรภ์อีก จบไม่มีอีก ไม่มีเกิดอีก เมื่อดับขันธ์ 5 ลงไปอย่างสมบูรณ์ ส่วนยัง ไม่ดับขันธ์ 5 ก็เป็น สอุปาทิเสสนิพพาน เท่านั้น นิพพานที่ยังเหลือ ขันธ์ 5 ยังเหลือส่วนที่ทุกข์ ตามสภาพ ตามเหตุปัจจัย ทุกข์เพราะมันตั้งอยู่ไม่ได้ ร่างกายนี้มันก็ตั้งอยู่ มันก็จะเสื่อมไป ก็เรียกมันว่า ทุกข์ เหมือนกัน ก็ถูก หรือทุกข์อย่างที่เราเรียนมาแล้ว เป็นสภาวทุกข์ เป็น นิพัทธ์ทุกข์ เป็นอาหารปริเยฏฐิทุกข์ อะไรต่าง ๆ พวกนี้มันก็เป็นทุกข์ของมัน พระอรหันต์เจ้าท่านรู้ดีว่า เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน แล้วก็ยังไม่อนุปาทิเสสนิพพาน มันก็ยังมีส่วนทุกข์อยู่ อันนี้ ก็เข้าใจแล้วว่า เหตุมันคืออะไร ปัจจัยคืออะไร ถ้าสิ้นเหตุสิ้นปัจจัย หมดลมหายใจดับขันธ์ 5 มันก็ไม่มี มันจะไม่มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เป็นสภาวทุกข์ต่อไปอีก เพราะมันไม่หยั่งลงสู่ครรภ์อีกแล้ว มันสิ้นซาก แม้แต่จิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ มันไม่มีตัวนำเกิดอีกแล้ว มันก็หมด จะหมดกันตอนนั้น อนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุไป จะไม่มีแม้แต่นิพัทธ์ทุกข์ จะต้องปวดขี้ปวดเยี่ยว จะต้องประสบกับร้อนกับหนาวอะไรอีกไม่มี จะต้องหากินอีก ก็ไม่ต้องหาแล้ว จะต้องมีเครื่องอาศัย ที่จะต้องแสวงหาเครื่องอาศัยอะไรอื่น ๆ อีก จะต้องมีผัสสาหาร จะต้องมีอายตนะมารับผัสสาหารก็ไม่มี จะมีอะไรก็ไม่มี ธาตุอะไรก็ไม่เหลือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ไม่เหลือธาตุจิตวิญญาณก็ไม่เหลือ ไม่ต้องทำงานทำการอีก เมื่อปรินิพพาน เมื่อ อนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุแล้ว เราก็ไม่ต่อภพต่อภูมิอะไรอีก เป็นปรินิพพาน พระอรหันต์เจ้าผู้ปรินิพพาน ไม่ต่อภพต่อภูมิ ก็จะสูญจริง ๆ เลย สูญอย่างเที่ยงแท้ เพราะ สูญจะไม่มีอะไรไปก่อหวอดเป็นเชื้อเป็นเหตุ เป็นปัจจัยอะไรไปต่ออีก จบเหตุจบปัจจัย แม้แต่กรรมที่เป็นวิบากกรรม ก็ยังต้องล้มเลิกไป ต้องยกเลิกไป ล้มเลิกไปได้หมด นั่นจะหมดกรรม หมดวิบากกันก็ตอนโน้น ปรินิพพานโน่นแหละ แม้คุณจะเกิดอีกเป็นมหาโพธิสัตว์ ยังต่อเชื้อต่อภพต่อภูมิ จนเกิดมาอีก เป็นพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอีก กรรมกับวิบากมันก็ยังต้องตามอยู่อีก อย่างที่ว่านั่นจะเป็นกุศล หรือ อกุศล ก็ตาม ต้องเข้าใจให้ดีว่า ศาสนาพุทธนี่เอาอะไรเป็นสูงสุด และอะไรที่มันก็ยังเป็นไปยังเป็นเหตุเป็นปัจจัย ขนาดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังได้รับวิบากกรรมเป็นอกุศล วิบากก็ยังมี ตรัสรู้เป็นผู้ยิ่งใหญ่แล้ว เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตรัสรู้แล้วนะ ทำงานก่อศาสนาอย่างพระพุทธเจ้า อกุศลวิบากยังตามมา ต้องเข้าใจให้ได้ว่า เป็นพระอรหันต์ไม่ใช่ว่าหมดวิบาก จะหมดวิบากจริง ๆ ก็ต่อเมื่อ สุญตา เป็นปรินิพพาน แม้คุณดับเป็น อนุปาทิเสสนิพพาน ต่อภพต่อภูมิเป็นโพธิสัตว์ขึ้นมาอีก คือ ดับขันธ์ 5 แต่ยังไม่ดับสนิททีเดียว ยังเหลืออีก เพียงแต่ว่ามันไม่มีขันธ์ 5 มันมีขันธ์ 4 ขันธ์อะไรก็ตามใจคุณเถอะ ที่มันจะเหลือเชื้ออะไรก็ตาม แล้วมันจะเวียนวนมาเกิดอีก หยั่งลงสู่ครรภ์อีก ยังไม่เป็นปรินิพพาน ยังไม่สูญวิบากก็ยังไม่หมด จนกว่าจะสูญ วางปล่อยสนิท ผู้เป็นพระอรหันต์จะรู้เองว่า จะปล่อยอย่างไร จะวาง จะปล่อย จะสูญอย่างไร จะเอาเกิด หรือ เอาไม่เกิด พระอรหันต์เจ้าจึงเป็น อมตบุคคลอย่างนั้น จะทำ ท่านทำ ท่านรู้คนไหนหลงก็หลง สมมุติว่าพระอรหันต์เจ้านี่ ท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์หรอกที่จริง ท่านหลงว่าท่านเป็นอรหันต์ ภพภูมิของท่านได้แค่โสดา มันก็ต้องเกิดมาเป็นโสดาจริงนั่นแหละมันก็ต้องเกิดอีก แม้ว่าเราจะไม่อยากเกิดอีก มันก็ต้องเกิด เพราะภูมิของตัวเองแท้ๆมันแค่โสดา แล้วไปหลงตัวว่าเป็นอรหันต์ มันก็ต้องเกิดตามสัจจะสภาวะที่มันเป็นมันมี หรือ เป็นสกิทามันก็ต้องเกิดตามสถานะของสกิทา หรือ เป็นอนาคา หลงว่าเป็นอรหันต์ แต่แท้จริงสภาวะของตัวแค่อนาคา มันก็ยังเหลือเชื้ออนาคา เหลือของจริงอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นถึงบอกว่า เราอย่าพยายามหลงง่าย มันเป็นจริง ยิ่งหลง ตัวเองเป็นปุถุชนแท้ ๆ หลงว่าตัวเองเป็นอรหันต์ อุ๊ย!.. เลอะเทอะเลย ยิ่งจะสร้างวิบากไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เจ้าก็ดี ไม่ใช่ว่าหมดวิบาก ไม่ใช่ว่าหมดอกุศลเลยนะ จะมีอกุศลอยู่ก็คือวิบากของเรา รับอกุศลวิบากนั้น มันจะตามมาเล่นงานเราได้อยู่ แม้เป็นพระพุทธเจ้า ดังที่เรามีหลักฐานยืนยัน มีตำนานเรื่องราวพระพุทธเจ้าเองก็ยังรับยังยอมรับ ตรัสตอบ ตรัสยืนยันว่านี่เป็นวิบาก อกุศลวิบากของเราตั้งแต่ปางโน้น ปางนี้ที่เราได้ก่อมา มันก็ตามมาเล่นงาน จิตบริสุทธิ์ของท่านก็บริสุทธิ์อยู่ เป็นพระอรหันต์เจ้าแล้ว จิตบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ แต่วิบากไม่ได้หมดสิ้น เราต้องรู้ส่วน ส่วนของกรรมวิบาก กับส่วนของ การละกิเลส เราเอาอะไรเป็นจุดที่ยืนยันว่า จุดที่จะเป็นโสดา สกิทา อรหันต์ จุดที่จะเป็นโสดา สกิทา อรหันต์ เราเอาตัวละกิเลสเป็นเครื่องวัด ส่วนกุศล อกุศลนั้น ก็เอากรรมเป็นเครื่องวัด เอาการกระทำของเราเป็นเครื่องวัด ถ้าเรามีกุศลมาก กุศลนั้นก็ให้เราได้อาศัยดี อกุศลน้อย เราก็ทุกข์ลำบากน้อย ถ้าอกุศลมากเราก็ทุกข์ลำบากมาก พระอรหันต์บางองค์นี่อุปสรรรคหนักหนา พระโมคคัลลา อย่างนี้เป็นต้นนะ ยกตัวอย่าง อุปสรรคขนาดตายยังตายโหงเลย เป็นอัครสาวก ขนาดพระอัครสาวก มีอกุศลวิบาก ตายยังตายโหง จะมีข้าศึกศัตรูอุปสรรคเยอะ ต้องต่อสู้ต้องรบต้องรา ต้องมีอะไรต่ออะไร ต้องวุ่นต้องวายอะไรเยอะ ยกตัวอย่าง พระองคุลีมาล อย่างนี้เป็นต้น ง่าย ๆ เป็นอรหันต์แล้ว ไปก็ยังถูกเขาเขวี้ยงเขาปาเลือดอาบ ไปบิณฑบาตก็เลือดอาบกลับมา ก็ต้องยอมรับต่ออกุศลวิบากของตนลำบากลำบน ใครจะไปสร้างกรรมให้มันเป็นอกุศลวิบาก เอาเถอะ เราจะเป็นพระอรหันต์ก็ปฏิบัติไป ส่วนกุศลอกุศลเราไม่แคร์หรอก เราทำอกุศลก็เอานะ ใครจะเอาเลือกเอา อกุศลอย่างนั้นเป็นพระอรหันต์เจ้าเดินออกไปก็ถูกเขาทุบเขาถอง ถูกเขาขว้างเขาปา ทนได้ก็ทนได้ ทนไม่ได้มันก็ตายโหง จะเอาอย่างนั้นก็เอา หรือจะมีอกุศลอย่างอื่นันก็ยังวิบากอย่างอื่นั ไม่ใช่วิบากจะต้องได้รับแต่คนเขาทุบเขาตีมีอย่างอื่นอีก อกุศลวิบาก อย่างอื่นอีก ก็คุณก็ก่อก็ทำไป ซึ่งเป็น อจินไตย อธิบายมันก็ยาก ก็เอาสิ่งที่เป็นตัวอย่าง หรือ ก็ยังตำนานอุทาหรณ์ อะไรพวกนี้มายกตัวอย่างประกอบให้คุณฟัง ก็แล้วกัน คุณจะเอาอย่างนั้นคุณก็ได้อย่างนั้น พ่อครูว่า…เราไม่วิปริต เราไม่ได้เป็นคงวิตถารอะไร ก็คงไม่มีใครอยากจะได้ละนะ เอาอกุศลวิบากไว้สำหรับ แหม!... มันมันดี คงไม่มีใครจิต sadism อย่างนั้นละนะ masochist หรือ sadist ที่จะต้องตัวเองเจ็บ มันดี มีชีวิตอยู่กับวิบากอย่างนี้ มันดี ให้เขาทุบเขาถองให้เขาตี ให้เขาฆ่า พวกที่จิตเสื่อมจิตทราม มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ มันต้องตัวเองเจ็บ มันดี อยู่เรียบ ๆร้อย ๆ อยู่ไม่มีใครทุบใครถอง มันไม่มันเลย มันรู้สึกว่า แหม!...มันจืดมันชืด มันก็วิตถารอย่างนั้นแหละ คงวิตถาร ถ้าคนไม่วิตถารแล้วใครจะเอาก็อยู่อย่างไม่ต้องมีใครทุบใครถอง ใครทุบใครตี ไม่ต้องเจ็บต้องปวดอะไรนี่มันดีน่ะ คนธรรมดาสามัญไม่วิตถาร มันก็จะไปมีอะไร เพราะฉะนั้นเราก็มาใฝ่ ใฝ่ทิศทางที่มันเป็นไป โดยส่วนใหญ่ส่วนรวมก็เข้าใจอยู่อย่างนี้ก็สร้างสรรกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงสร้างทั้งกรรมที่เป็นกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อมเป็นพระอรหันต์เจ้า ก็ยังกุศลต่อไปอีกอย่างแท้เลย แม้ไม่เป็นพระอรหันต์เจ้า เราก็ยังกุศลนั่นแหละ เรื่องอะไรเราจะไปก่ออกุศล ก็ยังกุศลให้ถึงพร้อมด้วยความอุตสาหะวิริยะจริง ๆ มันเป็นประโยชน์ทั้งตน มันเป็นประโยชน์ทั้งที่เราได้อาศัย มันเป็นประโยชน์ทั้งท่าน ก็พราะกุศลมันเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอยู่ในตัวของมันเอง ถ้าเราปฏิบัติถูกหลักของพระพุทธเจ้าอีก มีทฤษฎี โพธิปักขิยธรรม เรียบร้อยสมบูรณ์อีก เราก็ได้ละกิเลสไปในตัว เพราะฉะนั้นคนทุกวันนี้ ใน โลกียบุคคล เขาสร้างกุศลกันเขาสร้างนะ สร้ากุศลเขาก็สร้าง พยายามเรียนรู้พยายามสร้างกุศล แต่เขา ไม่ได้เดินทางเข้ากระแส มาปฏิบัติโลกุตรธรรมเลย เขาไม่รู้ว่าปฏิบัติโลกุตรธรรมคืออะไร บทจะโกรธก็โกรธ บทจะโลภก็โลภ บทจะสมราคะก็ทำให้กิเลสหนา ๆๆ เป็นปุถุ ถึงเรียก ปุถุชน กิเลสมันจะหนาขึ้นอยู่ เรื่อย ๆ เพราะความไม่รู้ว่ากิเลสคืออะไร ทำกิริยากรรมอย่างนี้ สัมผัสอย่างนี้ ตั้งหลัก ตั้งใจอย่างนี้ กระทบสัมผัสอย่างนี้ ๆ แล้วเกิดกิเลสอย่างไร เขาไม่รู้ เขาไม่ได้ศึกษา พวกคุณนี่ศึกษาแล้วอย่าไปเผลอไปไผล พยายามขนาดบอกว่าอย่าเผลออย่าไผล มันก็อย่างนั้นแหละ มันก็รู้ นี่เราก็เผลอไปเสียอยู่เรื่อย ก็รู้ตัวกันดีอยู่ มันไม่ง่าย จะเดินโพธิปักขิยธรรม จะมีสติปัฏฐานสมบูรณ์ มันไม่ง่ายใช่ไหม มันไม่ง่าย พิจารณาธรรมในธรรม จะรู้นิวรณ์จนกระทั่งจะเดินอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นธรรมในธรรม ข้อที่ 1กับข้อที่ 5 ใช่ไหม พิจารณาธรรมในธรรม มีตั้งแต่นิวรณ์ 5 อุปาทานขันธ์ 5 อายตนะ 6 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 (5) ข้อ พิจารณาธรรมในธรรมพวกนี้ มันก็จะพิจารณา มันก็จะเห็นพิจารณามันจะเห็นเลยนะ ว่าเรานี่ตรวจตรา ง่าย ๆ ก็คือตรวจตรานิวรณ์ เราจะรู้กระทบสัมผัส แล้วเกิดนิวรณ์หรือไม่ เกิดกาม เกิดพยาบาท เกิดถีนมิมิทธะ แล้วเราเรียนรู้ถีนมิทธะ ที่เป็นสภาวะลึกซึ้งขึ้นไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่า ถีนมิทธะ คือ เราก็ตื่น เราไม่ได้ง่วงเหงาหาวนอนอะไรหรอก แต่ตอนนี้ แต่เรารู้แล้ว ลักษณะของถีนเจตสิก ถีนัง ถีนเจตสิก มิทธเจตสิก จิตกระด้าง จิตมึนชา จิตที่มันไม่ทำงานเต็มที่ จิตประเภทที่สลัดทิ้งสลัดทื่อ อะไรไปแบบสมถะเฉย ๆ เราจะต้องรู้ว่า เราอบรมถีนัง หรือ มิทธังอยู่ ไม่ว่าจะสายปัญญา หรือ สายเจโต มีถีนังมีมิทธังได้ง่าย ๆ อาตมาค้นพบตัวนี้ จิตตัวนี้หยั่งสภาวะ พยัญชนะถีนังมิทธัง มาได้โดย ความหมายครบครันนี่ อาตมาถือว่าอาตมาได้ยอดเพชร ปี 29 นี่ได้ยอดเพชร แล้วก็พยายามถ่ายทอดให้พวกคุณเข้าใจ คุณจะต้องรู้ด้วยคุณเอง ว่า เอ๊อ! จิตตัวนี้เป็นจิตถีนัง หรือ มิทธัง คุณเป็นผู้เฉลียวฉลาด กาม เราก็พอเข้าใจ พยาบาท เราก็พอเข้าใจ ถีนังมิทธัง ถ้าคุณไม่เข้าใจ จะเลื่อนไหลไปหา อุทธัจจกุกกุจจะ ก็ยังยากอีก อุทธัจจะกุกกุจจะนี่ มันยิ่งละเอียดมันกระเด็น กระเซ็น มันทำให้เราทุกข์ร้อน ประเภทที่เรารวบไม่ติดจับไม่ติด ส่วนถีนังมิทธังนั้นติดเลย อย่าให้มันตกผลึก จะให้มันไม่รับรู้ ไม่ทำงานจิต หน้าที่ของจิต จิตเป็นธาตุรู้ที่แววไว ธาตุรู้ที่ยิ่งจะเฉลียวฉลาด ยิ่งจะแววไว สามารถรู้เร็ว ดัดได้เร็ว ปรับได้เร็ว ก็ยังมุทุธาตุ เป็นมุทุภูเต ที่เขาจะแปลว่าอ่อน มันก็เอาภาษามาใช้ มุทุธาตุ มันจะไวจริง ๆมันจะยิ่งเร็ว ยิ่งไวไม่ใช่มันยิ่งทื่อมะลื่อทื่อไม่รู้เรื่อง รู้และแข็งแรง รู้แล้ว รู้ด้วยปัญญา มีอำนาจ มีอินทรีย์พละรู้ จะกระทบสัมผัสอยู่นี่ก็รู้ ยิ่งรู้เร็ว รู้ละเอียด รู้ชัด รู้ยิ่งกว่าผู้เขา ทำกับเราด้วย รู้กรรม รู้กิริยา รู้บาป รู้บุญ รู้กุศล อกุศล รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ได้หนีไม่ได้ปิดจิต ไม่ได้ดับจิต การดับจิตลงไปนี่ คือ ถีนังมิทธังทั้งนั้น การตัด ปล่อย วาง ไม่เอา ไม่เอานอกจากเราจะรู้ด้วยเหตุผล ด้วยปัญญาเลยว่า เอ้า! เรื่องนี้ตัดทิ้งแล้ว เราเข้าใจแล้วละ จบแล้ว คงนี้ไม่มี ไม่มีอะไรจะต่อกับเขาได้ เราอย่างนั้นจริง ๆไม่ใช่เราไม่มีจิตเมตตา ไม่ใช่เราไม่มีจิตที่จะเอื้อเฟื้อ ไม่ใช่ว่าเราจิตเป็นคงใจดำ ถีนังมิทธังนี่เป็นจิตใจดำ จิตไม่เมตตา จิตไม่พยายามที่จะเห็นใจ ไม่มีน้ำใจ ไม่มีจิต ถีนังมิทธังนี่เป็นจิตที่ดับจิต เป็นจิตที่ ปิดจิต เป็นจิตที่ คือว่าเราเข้าใจไม่ถูกนี่นะ ประเภทที่บอก อะไรก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น อะไรก็ไม่เอา อะไรก็ดับ ตัด สลัด ปล่อย จริง หลายอย่างเราต้องสลัดก่อน รีบตัดออกก่อน เพราะเราสู้ไม่ไหวในฐานะบุคคลที่ยังไม่สูง แต่ผู้จิตสูงขึ้นมานี่ คุณจะรู้ อาตมานี่มันรู้ เพราะจิตสูง ขนาดว่าอาตมาจิตสูงนี่แล้วนะ อู้! ยังจะเอา ภาษารู้จักถีนังมิทธัง มาอธิบายให้คุณนี่ โอ้โฮ! ใช้เวลาตั้ง 10 กว่าปีนะ กว่าจะมาแจ้ง กว่าจะมารู้ นิรุตติปฏิภาณ ตัวนี้ ที่จริงอาตมามีอรรถ มีธรรมะแล้ว แต่ว่านิรุตติปฏิภาณนี่ เอ๊ ทำไมมันมาเอา ไม่ขยายออก ได้แต่ เอ๊! อุเบกขาเด๋อ ถีนังมิทธัง มันเป็นยังไง มันแก้ภพ แก้ภูมิ อาตมาว่า…อาตมาจะแก้ ภพถีนังมิทธังของพวกคุณออกมา แม้แตง่วงเหงาหาวนอน ถ้าตัวนี้เข้าใจจริงแล้วคุณจะปรับให้เป็นจิตตื่น เป็นจิตที่แววไว เป็นจิตที่ยิ้มแย้มก็ยังจิตที่เบิกบาน เป็นจิตที่ทำหน้าที่จิตเต็ม จึงเรียกว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นจิตพุทธะ มันรู้ธาตุจิตนี่มันรู้อยู่ ไม่ใช่ธาตุไม่รู้อะไร นิ่ง ดับ ไม่ดับนะตราบที่คุณยังมีรูปนามขันธ์ 5 เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แม้คุณจะนอนหลับ มันก็จะ... ถ้าคุณเก่งคุณสูงจริง ๆ แม้จะนอนหลับ จิตนี้ก็จะรู้ตื่นเบิกบาน คุณนึกไม่ถึงหรอก พระอรหันต์เจ้ามากองค์ก็ยังนอนหลับ แล้วก็รู้ตื่นเบิกบานอยู่ โดยที่ไม่อยู่ในภพก็ไม่ได้ ยังต้องอยู่ในภพด้วยซ้ำ ผู้ที่จะมีตื่นเบิกบาน รู้ตื่นเบิกบานอย่างสอนเทวดา เหมือนพระพุทธเจ้าน่ะ โอ้โห! ไม่ได้เป็นได้ง่ายๆนะคุณ จิตพุทธะขนาดพระพุทธเจ้านี่ ถ้าคุณเข้าใจอันนี้ คุณจะ โอ้โห! เห็นว่า พุทธะ กับ ถีนมิทธะมันตรงกันข้ามกันจริง ๆ เลย จิตถีนมิทธะ กับ จิตพุทธะนี่มันตรงกันข้ามกันเหลือกำลังวังชา มันเป็นจิตไม่ตาย เป็นจิตไม่ตาย ไม่ดับ เป็นตัวธาตุรู้ที่รู้ธาตุรู้ที่ตื่น ไม่ใช่ธาตุรู้ที่ดับ มันจะตื่นอยู่จริง ๆ เลย จะตื่นอย่างขนาดที่อาตมาว่า อย่างพระพุทธเจ้า แม้ท่านนอนหลับ ท่านก็สอนเทวดานี่ คุณก็อย่าไปหวังว่าเป็นอย่างนั้นง่าย ๆ แต่เราก็ต้องฝึกเพียรให้เป็น พระอรหันต์เจ้าทุกองค์ก็ตื่นไม่ได้เท่าเทียมกัน เป็นจิตที่ตื่น จิตที่รู้ใสสว่าง เบิกบานอยู่ตลอด ไม่ ก็ตกภพ พระอรหันต์เจ้าก็ตกภพ พอถึงเวลาหลับ นก็วลา... ท่านก็ตกภพอยู่นั่น ปล่อยให้จิตมันไปตามจิต จิตมันจะดับ มันจะพัก หรือมันจะมีเทพนิมิตอะไร ไปตามฐานะของพระอรหันต์เจ้าแต่ละรูปก็ไปตามเทพนิมิต ดีไม่ดีมันธาตุโขกยังได้เลย พระอรหันต์กินผิดกินถูก ท้องเสีย ไม่รู้เรื่องอะไร วุ่นกันเลยก็มีได้ พระอรหันต์เจ้า จะว่าไปแล้ว มันไม่แน่นอนหรอก อาหาร บางทีก็มีเชื้อ มีไอ้โน่นไอ้นี่ ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive