แยกกายแยกจิตอย่างสัมมาทิฏฐิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข15 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

แยกกายแยกจิตอย่างสัมมาทิฏฐิ พ่อครูว่า... อธิบายแยกกายแยกจิต จะต้องอธิบายกันอีกนานอีกมากเลยเรื่องกายเรื่องจิต ถ้าเข้าใจแยกกายแยกจิตไม่ได้ 1.เข้าใจกายสัมมาทิฏฐิหรือเปล่า เข้าใจกายผิด ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ ท่านใช้คำว่า กาย กับ สักกะด้วย ก็ต้องมาเอาที่ตัวเราอย่าเพิ่งไปเอาที่คนอื่น กายของตนความเป็นกายนี้เอาที่ตัวเราจึงเรียกว่า สักกายะ ทีนี้คำว่า กายนี่แหละกับจิต จะต้องแยกให้ออก การแยกตรงนี้แหละลึกซึ้งมาก ถ้าแยกตรงนี้ผิด ไม่มีทางเป็นอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงสอนการแยกกายแยกจิตนี้ ให้อ่านเอาจาก ผมขนเล็บฟันหนัง จะเอาอันไหนก็ได้ แยกดูจากผมก็ได้ จากขนก็ได้ จากเล็บก็ได้ จากฟันก็ได้ จากหนังก็ได้ หนังก็มีผิวหนังข้างนอกกับผิวหนังข้างในที่ถึงประสาท ผิวหนังข้างนอกไม่มีประสาท มันก็จะไม่รู้สึก คือไม่มีเวทนา รู้สึกได้รู้สึกเฉยๆ รู้สึกไม่มีอะไรไม่บวกไม่ลบได้ ทีนี้อธิบายผิวหนังมันละเอียดมันชิดกันเกินมาก ขนก็สั้น ฟันมันก็อยู่ข้างในเกิน ผมมันก็ยาวเกิน ทีนี่ก็อธิบายเล็บง่ายกว่า อาตมาก็เอาเล็บเป็นตัวอย่าง ฟังให้ดีๆอธิบายแล้วหลายร้อยทีนะ แต่ก็อธิบายอีกเพราะมันสำคัญ เพราะฉะนั้นภิกษุที่มาบวชอุปัชฌาย์ต้องอธิบายแยกกายแยกจิต นี่แหละในธรรมนิยาม 5 ให้แก่ลูกศิษย์ให้ได้ ถ้ายังเข้าใจอันนี้ไม่ได้ลูกศิษย์ก็หมดหวัง ถ้ายังมิจฉาทิฐิในเรื่องแยกกายแยกจิตอยู่ลูกศิษย์บวชไปก็สูญเปล่าไม่มีทางบรรลุอรหันต์ อุปัชฌาย์ต้องอธิบายนี้ก่อน อันนี้เป็นธรรมวินัยเป็นหลักธรรมด้วยนะ กาย คือสภาพมีเวทนามีจิตร่วมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นพิจารณากายในกาย พิจารณาเวทนาในเวทนา พิจารณาจิตในจิต พิจารณาธรรมในธรรม เพราะฉะนั้นการพิจารณากายในกายนี้ มันยิ่งกว่านอก เพราะฉะนั้นก็เข้าหาเวทนาเข้าหาจิต เพราะฉะนั้นกายในกายจึงต้องมีเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาไม่ใ

อ่านต่อ

ช่กาย ฟังให้ชัดๆนะ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณทำจิตของคุณ ไม่ให้มีเวทนา ทำความรู้สึกทำใจในใจของคุณเมื่อสัมผัสอะไรก็แล้วแต่ 1.มันไม่รู้สึกมีเวทนาเก้ เวทนาอร่อย เวทนาที่เป็นรสชาติแบบโลกีย์รส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เป็นรสชาติพิเศษเป็นรสชาติอร่อยเป็นอัสสาทะ อย่างนี้เป็นเวทนาเก๊เลย 2.ทีนี้เวทนาที่ไม่เก๊คือเวทนาที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง สัมผัสอันนี้แดง เราก็นึกว่าสวย สวยคือเก๊ แต่แดง ไม่ว่าจะไทยจีนแขกฝรั่งก็สภาวธรรมอันเดียวกัน น่าจะเรียกชื่อต่างกัน แดงหรือ เป็นรูปกลมหรือรูปเหลี่ยมอะไรก็แล้วแต่หรือกระทั่งละเอียดเป็นผิวหนัง ผิวหนังเนียน ผิวหนังหยาบก็แล้ว ตามความเป็นจริงของคนหรือรูปธรรมทุกอย่าง มันเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น คุณก็กำหนดรู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วไม่ผลักไม่ดูดสิ่งนั้น นี่คือเวทนารู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น ในฐานะที่เรายังมีชีวิต เรายังรับรู้ เรายังมีจิตนิยาม แต่เรารู้สึกว่า เราไม่มี 2 เราไม่มีผลักไม่มีดูด จิตของเราเหมือนพืช ไม่มีกาย ไม่มีเวทนา พืชมันมีแต่สัญญากับสังขาร มันมีแต่การปรุงแต่งกับกำหนดรู้ของมัน กล้วยดาบ มันจะต้องเอาธาตุนี้มา ธาตุนี้ไม่ใช่มันไม่เอา มันเอาแต่ธาตุนี้มาปรุงแต่งเป็นกล้วยดาบ อันอื่นมันไม่เกี่ยว มันไม่ไปทะเลาะ มันไม่ไปวุ่นวายอะไร แม้ว่าธาตุนี้ควรจะได้มันก็ไม่ถึงแย่ง มันมีแรงดูดพอสมควรได้มาก็เอา อันอื่นมันดูดได้ไปมากกว่ายอมแพ้ไม่เอา ไม่มีภัยไม่มีการรบราอะไรนี่คือพืชเป็นภาวะอาการของธาตุรู้ แม้ขั้นสัญญากับสังขารก็ไม่มีศัตรูก็ไม่มีการไปเบียดเบียนอะไรกับใคร เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำจิตได้แบบนี้ถือเป็นจิตอรหันต์ ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่เป็นภัยไม่เป็นโทษ เพราะฉะนั้นจะทำแต่ตนเองเจริญขึ้นเจริญขึ้น ถ้ายิ่งทำให้ ตัดไปเลยไม่เป็นส่วนของกายเลย ขาดออกไปจากชีวิต ถ้ายังมีชีวะร่วมอยู่นี้ยังเรียกว่า มันไม่มีกายแต่มีชีวะอยู่เรียกว่าพืช มนุษย์พืชที่ไม่รับรู้สึกอะไรแล้ว นอนมีชีวิตอยู่เฉยๆประสาทรับรู้ไม่มีเลย อะไร ๆ ก็ไม่รู้ นั่นคือมนุษย์พืช เล็บ มันยาวออกมาแล้วพ้นประสาท แต่มันมีชีวะเหมือนมนุษย์พืช มันยังไม่ตาย ยังไม่ได้ตัดออกไปเป็นดินน้ำไฟลม ตัดขาดออกจากเล็บไม่เจ็บไม่ปวดไม่ทุกข์ไม่บาป ตัดออกไปแล้วมันก็ขาดออกไป ที่ขาดออกไปแล้วเป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลมไม่ไปต่อชีวะชีวิตอีกแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่ทำจิตเป็นอุตุ มนสิการทำจิตในจิตของเรา ทำของเราให้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องยากอยู่ แต่ทำได้ เพราะฉะนั้นทำจิตให้เป็นพืช นี่คือฐานอาศัยของอรหันต์ ถ้าทำจิตไม่เป็นพืชมันยังมีผลักมีดูดมีทุกข์มีสุขอันนี้คุณก็ยังทำไม่สำเร็จ เห็นไหมมันแยกกายแยกจิตอย่าง เพราะฉะนั้นไม่มีกายไม่มีเวทนา จิตมันก็ไม่ชื่อว่ามีจิต เพราะฉะนั้นถ้ายังมีกาย ยังมีเวทนา กายกับเวทนาจึงไม่แยกกัน แต่อธิบายแยกกันได้ว่า กายคือสิ่งภายนอก เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจหยาบๆก็คือตัดกายคือภายนอกอย่างเดียวไม่มีจิตร่วมด้วยนี่แหละมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นคนไปนั่งหลับตาปฏิบัติทิ้งกายภายนอกเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปเลยไม่รับรู้สัมผัสคุณก็อยู่ในจิตอย่างเดียวนั่นแหละเป็นโมฆบุรุษ มิจฉาทิฏฐิตลอดกาลแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมอรหันต์เลย เพราะคุณไม่มีสัญญากำหนดรู้กาย ที่ต้องมีภายนอก อาตมาสำทับนะว่ากายต้องมีภายนอกเสมอ ขาดภายนอกเป็นสัมภเวสี ขาดภายนอกเป็นจิตในภวังค์ เป็นจิตล่องลอย ไม่มีที่ตั้งไม่มีเวทนา ไม่มีที่ตั้งไม่มีฐานที่ตั้งไม่มีกรรมฐานที่จะปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผู้ที่นั่งหลับตาปฏิบัตินี้ เลิกมาได้ทั้งหมดเลย มาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าให้สัมมาทิฏฐิมีจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีลเป็นข้อๆไปปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 นี่แหละคือครบ มีสำรวมอินทรีย์ 6โภชเนมัตตัญญุตาแล้วทำจิตให้ตื่นเต็มให้ได้ 3 ข้อนี้ ปฏิบัติแล้วจึงจะไปเกิดสัทธรรม 7 ถ้าไม่อย่างนั้นไม่เกิดสัจธรรม 7 คุณจะรู้สึกว่าอย่างนี้เชื่อแล้วเข้าใจแล้วจะมี คุณก็จะเกิดเป็นมิจฉาศรัทธาตามที่คุณยึดถือไป ไม่เกิดเหตุปัจจัยอย่างที่เป็นจรณะ 15 วิชชา 8 เช่น คุณไปยึดถือว่า ผิด ทั้งๆที่มันถูก ไปยึดอันที่ถูกกว่านี้ผิด ผลักเขาเสีย ก็ต้องว่ากันคุณผิด ผมถูก ทั้งที่เขาถูก คุณเข้าไปว่าเขาผิดด้วยซ้ำไป หรือไปซัดเขาใหญ่เลย พอไปรู้ความจริงก็จะรู้ว่า เราไม่ควรไปว่าท่านเลยคนนี้แหละ จะเกิดหิริโอตตัปปะแท้ๆ อายตัวเองกูหนอกู เฮ้ย โป๊ความโง่ ไปเปลือยความโง่ออกไปแท้ๆ ให้ชาวบ้านชาวช่องเขารู้ความโง่ ผู้รู้เขารู้นะ ไอ้นี่มาตำหนิสิ่งที่ดีสิ่งที่ถูกต้อง คนไม่รู้ก็แล้วไปเถอะ อย่างโลกุตระนี้จะมีคนรู้มากหรือคนรู้น้อย..น้อย .. เพราะฉะนั้นจึงมีคนรู้น้อยอยู่ ก็เป็นสัจจะ อาตมาถึงไม่ตื่นเต้นตกใจอะไร ไม่มีคนรู้อะไรอาตมามากมาย ส่วนพวกที่ผิดที่ไม่รู้มีอวิชชาก็ต้องมีเยอะแน่นอนไม่มีปัญหาอะไร ไม่ได้ตกใจตื่นเต้นเป็นธรรมดาธรรมชาติแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยตื่นเต้น ทำงานศาสนาตั้งแต่อายุ 36 จนป่านนี้ไม่มีอะไรที่จะตื่นเต้นตกใจอย่างนั้นเลย นี่เป็นสัจจะเข้าไปที่กายที่จิตอีกทีหนึ่งว่า ถ้าแยกกายแยกจิตอย่างนี้ไม่สัมมาทิฏฐิแล้ว คุณก็ไม่สามารถทำให้จิตของคุณเป็น กลาง ไม่ทุกข์ไม่สุขได้ มันเป็นกลางเพราะมันไม่มีเหตุปัจจัยที่จะไปปรุงแต่งอีกแล้ว จิตของคนที่ไม่มีเหตุปัจจัยไปปรุงแต่งว่ามันทุกข์มันสุข แล้วยิ่งจิตของคนไม่มีการปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ไปเรื่อยๆ มีความสะอาดเป็น ปริสุทธา มีจิตอุเบกขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งปริโยทาตา ปริสุทธายิ่งบริสุทธิ์ขึ้นกว่าเก่า มุทุตาก็ยิ่ง สะสมจิตที่บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ยิ่งมีประสบการณ์ กัมมัญญตา ทำงาน มีกรรมกิริยา มีการกระทบสัมผัสอีกยิ่งชำนาญยิ่งเกิดทักษะยิ่งทำได้ดีได้เร็วได้มาก สั่งสมลงไปเป็น มุทุภูตธาตุ จิตก็ยิ่งประภัสสร ใสสะอาด สะอาดใสไปเรื่อยๆ นี่คือองค์ธรรม 5 ของบริสุทธิ์หรือของอุเบกขา อาตมาก็อธิบายย้ำๆมา เพราะฉะนั้น คนที่ทำได้อย่างนี้ ก็ยืนยันว่าตัวเองได้เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ คนที่ทำได้ตรงกัน เพราะฉะนั้นคนที่แยกกายแยกจิตได้อย่างที่อาตมาว่ามานี้ ถึงจะบรรลุอรหันต์ ทีนี้ที่มันไม่บริสุทธิ์ มันไม่ปริสุทธา ไม่ปริโยทาตา เพราะมีกิเลสมาปรุงแต่งทำให้ไม่บริสุทธิ์ขึ้น คุณก็ต้องรู้ หยาบ กลาง ละเอียด เหลือน้อยเป็นอรูป คุณก็ต้องเอาออกให้หมด หมด เป็นจิตที่หมดตาม เจโตปริยญาณ 16 ราคะโทสะ โมหะ สกุลใหญ่ 3 ทำให้มันเป็น วีตะ ทำให้มันไม่มี ทำให้มันออกมา วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ คุณก็ทำด้วยทฤษฎีพระพุทธเจ้าสอน จรณะ 15 วิชชา 8 เสร็จแล้ว คุณก็เจริญขึ้นเจริญขึ้น เจริญด้วยสัทธรรม 7 คุณก็จะศรัทธายิ่งขึ้นเชื่อถือเข้าใจมีความเห็นถูกต้องมากยิ่งขึ้น ละอายมากยิ่งขึ้น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ ยิ่งเห็นว่าโอ้โหแต่ก่อนเราโง่ โง่หนักยิ่งมีศรัทธา หิริ แรงกล้ายิ่งรู้ว่าโง่หนัก ยิ่งไปซัดผู้ที่ถูก ยิ่งมีโอตตัปปะยิ่งเกรงกลัว ไปละเมิดผู้ที่ไม่ควรละเมิด เราก็ไปละลาภละล้วงแล้ว ก็ยิ่งโอตัปปะอย่างแรงกล้า ก็จะเกิดความเคารพอย่างแรงกล้า ความรักอย่างแรงกล้า บูชาอย่างแรงกล้าขึ้นไปตามลำดับตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ฤดูในปัญญา 8 พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หมดเลย ศรัทธา หิริ โอตตัปปะก็เจริญ เมื่อคุณเจริญคุณก็ทำกลับ ยอมรับความผิด ปลงอาบัติ ทำให้ถูกคืนไม่ละอายที่จะสารภาพบาปหรือเปิดเผยบาปเรียกว่าปลงอาบัติ คนไม่ปลงอาบัติทั้งที่รู้ว่าตนเองผิดแล้วก็ไม่บอกปลงอาบัติหมักหมมเน่าใน คนนี้คือคนไม่เจริญ คนที่รู้ว่าตัวเองผิด โดยเฉพาะผิดกับผู้นี้ ไปสารภาพผิดเลยยิ่งเจริญ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดรู้วิธีทำให้เจริญนี้ได้ ก็ทำขึ้นมาก็กลายเป็นผู้ที่เจริญเรียกว่าพหูสูต ผู้เจริญยิ่งยิ่งขึ้น เป็นปัญญาข้อที่ 4 ศีล แล้วปัญญาข้อที่ 5 พหูสูตก็เจริญยิ่งขึ้น ปัญญาก็จะเจริญขึ้น น่าจะมี วิริยารัมภะ ข้อที่ 7 ก็เป็นผู้ที่เป็นบัณฑิตแล้ว ข้อที่ 8 ก็สรุปรวมเลย คุณก็เป็นพหูสูตคุณก็เจริญดีขึ้น พหูสูตไม่ได้แปลว่า learned man ไม่ใช่เป็นผู้ที่คงจะเรียนเจริญแบบเรียนท่องจำแว่นตาหนาเตอะ พวกที่บอกว่า เก่งสุจิปุลิแบบนั้นมันเป็นโลกีย์ สุจิปุลิคือโลกีย์ สุ คือ ฟัง จิ คือ คิด ปุ คือถาม ลิ คือจด สุ จิ ปุ ลิ มันเป็นโลกีย์ ไม่ใช่โลกุตตระเลย เพราะฉะนั้นเมื่อผู้นี้เกิดพหูสูตร เมื่อรู้ตัวเองว่าเจริญถูกต้องดีและดีแล้ว จึงมีวิริยะสติปัญญาอีก 3 ตัวของสัทธรรม 7 อ๋อ อย่างนี้มันต้องเพียรทำอีกทำให้สติยิ่งเจริญ สติยิ่งเปิดเผยสติยิ่งรู้กว้างรู้ไกลรู้สะอาดรู้สว่างยิ่งขึ้น วิริยะ สติ ปัญญา ปัญญาจึงเป็นตัวแจ้งตัวสว่างตัวสมบูรณ์แบบเป็นธาตุ เป็นความสรุปสรุป รู้ที่ยิ่งใหญ่ครบ สัทธรรม 7 ในสัทธรรม 7 นี้แหละ ที่เป็นการขยาย 7 องค์ ฌาน 1 2 3 4 เป็นตัวสรุป สรุปความรู้สัทธรรม 7 นี่แหละ เป็นฌานที่ 1 สรุปลงไปที่ 2 เป็น วิตก วิจาร วิตก คือ ตัวเกิดก่อนดำริ วิจารคือ พฤติกรรมของมัน วิตก คือบวก วิจาร คือลบ เป็นธาตุรู้ตัวเดียวกันทำงานร่วมกันเหมือนน้ำมี H กับ O มีไฮโดรเจนกับออกซิเจนอยู่ด้วยกัน วิตกกับวิจารคืออย่างนี้ เขาจะแปลไปว่าวิตกคือการไตร่ วิจารคือการตรอง ก็ได้ หรือ ตริ ตรอง จับตัวนี้มา แล้วก็มาตรอง มากรองมาคัดให้ละเอียดลงไปอีกอย่ากระด้าง อย่างนี้เป็นต้น (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สรุปตรงนี้ก่อน วิตก วิจาร ไม่ต้องไตร่ตรอง ชัดเจนแล้ว สมณะเดินดิน... พ่อครูพยายามอธิบายฌานในชีวิตประจำวันของเรา ก็เราพยายามเผากิเลส เผาอบายมุข เผาการติดยึดในกามคุณ แม้เด็กๆก็มีฌานได้ ทำวิตกวิจารได้ เช่น อยากกินไอศครีม เป็นต้น ไม่ใช่ว่า ไปนั่งหลับตาทำฌาน พอลืมตาก็เรียกน้ำร้อนน้ำชามาซดกันใหญ่ พ่อครูว่า... ฌาน 1 วิตกวิจาร พักได้ มันก็ปีติดีใจ ที่เราเจริญด้วยดีว่าถูกต้องแล้วหนอ เสร็จแล้วมันก็ต้องลดเพราะว่าปิติถือว่าเป็นอุปกิเลส ให้มันสงบลงไปจึงเป็นขั้นสุข ปีติ สุข จนกระทั่งสุขก็ยังมีอาการอยู่ กรึ่มๆไม่เอา ให้มันเป็นกลางๆ วางเฉยเป็นอุเบกขา สายเจโต วิตกวิจารก็อย่างหนึ่ง สัญญาอย่างหนึ่งต่างกัน เสร็จแล้วไปถึงฌานที่ 4 ฌานที่ 4 เขาก็เป็นเอกัคคตา เป็นจิตเป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่แต่ยังไม่เข้าฐานอุเบกขา แต่มันมีอุเบกขาเป็นคำอธิบายของพระพุทธเจ้าอยู่ เขาก็เลยโมเมเป็นอุเบกขา แต่ อุเบกขาของเขาหมายถึงจิตสะอาดจากกิเลส เขากดข่มกิเลส มันก็ไม่ทุกข์ไม่สุขได้ ตัวเอกัคคตาเขา เป็นทำแบบสะกดจิตกดข่ม ชเป็นสายนั่งหลับตาแบบ อาฬารดาบส อุทกดาบส นอกรีต ของพระพุทธเจ้า เขาก็ทำได้ สัญญาไม่มีนิวรณ์ 5 เหมือนกันแต่กายต่างกัน เพราะฉะนั้นพวกที่ลืมตาทำกายต่างกัน ฌาน จึงเป็น ฌาน ลืมตาที่เป็น ฌานวิสัยไม่ใช่เดาได้ง่ายๆ พวกฌานหลับตานั้น เดาไม่ออกเลยจนกว่าจะมาปฏิบัติธรรมด้วยตัวเองได้เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ คุณจะรู้ได้ว่า ฌานลืมตา มันต่างจาก ฌานหลับตาอย่างนี้หรือ ตายๆๆ หลงมาไม่รู้กี่ชาติ ชาตินี้ก็หลงมาเสียจนแก่แล้ว ฟังโพธิรักษ์มาไม่รู้กี่ร้อยเที่ยวแล้ว กูก็จะนั่งหลับตาบอกว่า โพธิรักษ์ไม่เคยนี่หว่า ปัดโธ่เอ๋ยอย่างนั้นมันจะไปยากอะไรนั่งหลับตา อย่างนั้นอาตมาก็พูดให้ฟังไม่รู้กี่ทีแล้ว อาตมานั่งหลับตาอยู่ที่ป่าแสม วัดอโศการาม เคยพูดแล้ว ใครนึกออกไหมว่าจะพูดอย่างไรต่อไป ... _สู่แดนธรรม... นึกออกครับ ยุงกัดครับ พ่อครูว่า... นั่งตากยุงอยู่ข้างนอกแหละ แล้วก็นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปข้างใน ยุงทะเล ยุงป่าแสม มันมาทีละก้อนๆนะ มันไม่ได้มาทีละตัว มันรุมเรา ไม่รู้สึกเลยข้างนอก เก่งมาก สมถะเก่งมาก ถ้าอาตมาทำจริงๆไม่ได้พูดโกหก ฝึกมาทำไมจะไม่รู้ไอ้อย่างนั้น พอออกมา โอ้โห อาตมาไล่ยุงแล้วแดงเถือกลายพร้อยคันคะเยอ ยุงทะเลนี่ไม่ใช่ยุงลายยุงที่เป็นโรค เพราะฉะนั้นอย่างนั้นอาตมาว่า อาตมาไม่ใช่หมาเห็นองุ่นเปรี้ยว อย่างที่คุณทำนี้อาตมาทำได้หมดแล้วก็ไม่ได้ด้อยได้น้อยกว่าพวกคุณหรอก เหมือนพระพุทธเจ้าท่านรู้หมดท่านทำมาหมดทุกอย่างอะไรที่ เดียรถีย์ เขา ทำ อาตมาไม่ได้หมาเข้าท่านจะต้องไปกินขี้ ตั้งแต่กินขี้ก้อนใหญ่ จนกระทั่งออกมาหรือขี้ก้อนน้อยลงก็กินขี้ที่ออกมาอีกน้อยลงน้อยลงจนกระทั่ง ไม่เหลือ พระพุทธเจ้าท่านทำมาหมด อาตมายังไม่ถึงขั้นนั้น อย่างนี้เป็นต้น ที่เขาผ่านมาแล้วอาตมาผ่านมาหมดไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรเท่าไหร่หรอก ไม่ใช่ว่าเราเป็นหมาเห็นหน้าเงินช่วยแล้วเราทำไม่ได้เราก็เลย แอ๊คว่า องุ่นนี้มันเปรี้ยว อาตมากินมาไม่รู้กี่พวงแล้วองุ่น ไม่ใช่หมานะคนนี้แหละกินองุ่น นึกว่าคุณเป็นคนกินองุ่นเท่านั้นอาตมาก็เป็นคนกินมาทั้งนั้นไม่ใช่หมาให้องุ่นเปรี้ยว มาเหยียดว่าเป็นหมาเลย เอาละ อาตมาก็อุ่นเลยไป 7 นาที ... ก็พอสมควร สองชั่วโมงเต็ม เอื้อไออุ่น ประเดี๋ยวจะอ้าวเจริญธรรมคุณทุกคน...สาธุ 660414 พ่อครูเอื้อไออุ่น งานตลาดอาริยะ 2566

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน