ศึกษานิพพานต้องรู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท.docx
เนื้อหาในไฟล์
ศึกษานิพพานต้องรู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท _อุ้น ตาลทอง · อธิบายปฏิจจสมุปบาทให้ฟังบ้างได้มั้ยคะ จะรอฟังในยูทูปค่ะ พ่อครูว่า... ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมะที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ไม่รู้สังขาร ไม่รู้วิญญาณแล้วก็แยกนามรูปไม่เป็น หรือสรุปมาเป็นอายตนะก็ไม่ได้ จะเริ่มที่เรียนรู้อีกมีผัสสะ มีเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ ก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่เลย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้ แม้ว่ามันจะเกิด เกิดอย่างนี้แหละมันจะเป็นสายเกิดไม่ใช่สายดับที่พูดกันเมื่อกี้ สายดับก็ไม่รู้ว่าอะไรมันเกิด อะไรคือชาติ เมื่อเกิดชาติมันก็เกิดภพ เกิดภพแล้วก็สั่งสมเป็นอุปาทาน เมื่อมีอุปาทานมันก็เคลื่อนไหวเคลื่อนที่ออกมาเป็นตัณหา เป็นตัณหาก็ออกมาเป็นความรู้สึกมาเป็นเวทนา เวทนาสุข สุขเวทนาต้องการที่จะสิ่งบำเรอความรู้สึกสุข ไม่ต้องการทุกข์ก็ดิ้นรนหาผัสสะ เอาผัสสะนั้นมาบำเรอสุข หรือที่จริงก็มาเสริมทุกข์ให้หนายิ่งๆขึ้นด้วยอวิชชาก็เป็นอย่างนั้นแค่นั้น นี่คือปฏิจจสมุปบาท เพราะฉะนั้นคนเราจะต้องมาเรียนรู้สภาวะหรืออาการของสังขารมันเป็นยังไง อาการของวิญญาณมันเป็นอย่างไร อาการของรูปของนามมันเป็นอย่างไร จนกระทั่งแยกอาการได้เป็นรูปนามได้เป็นภาวะ 2 ได้ รวมกันเป็นอายตนะก็รู้อาการได้ เพราะฉะนั้นอาการเหล่านี้นี่แหละเป็นอาการทางจิตเจตสิกรูปนิพพาน แล้วจิตเจตสิกรูปนิพพานนี้มันก็ยังติดสุขเกลียดทุกข์ไม่อยากได้ทุกข์ มันก็เป็นภาวะ 2 ที่ดูดและผลักอยู่แค่นั้น ก็มาเรียนรู้เวทนา ที่มันดูดหรือผลัก จนกระทั่งรู้ว่ามันไม่ต้องดูดต้องผลักอะไรนี่จิตวิญญาณ หรือเวทนาในมนุษย์ เพราะแม้แต่สามัญปุถุชนมันก็มีวาระที่ไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุขเวทนาอยู่เป็นคราวๆเป็นเวลาพัก พักยก มีโดยอัตโนมัติแม้แต่ปุถุชนก็มี เป็นต้น แต่มันไม่อยู่นานหรอก พักยก มันยังโง่มันก็วิ
อ่านต่อ
่งหาสุข ก็คือ วิ่งหาทุกข์นั่นแหละ เพราะสุขทุกข์มันเป็นอันเดียวกันมันเป็นมายาหลอก ถ้าไม่มาเรียนรู้ว่าสุขทุกข์เป็นอารมณ์หลอกเป็นมายา มีศาสนาพุทธเท่านั้นที่ศึกษารู้เรื่องนี้ เทวนิยมในโลกนี้ไม่มีศาสนาไหนที่จะออกจากสุขจากทุกข์ไม่มี ผู้เรียนรู้สุขรู้ทุกข์แล้วจึงจะรู้จักอัตตา อนัตตา ได้อย่างแท้จริง ที่แท้ตัวเราอัตตาตัวคือ เอ๋ย ตัวกูก็โง่อยู่กับสุขกับทุกข์นี่แหละ ไม่เอาทุกข์จะเอาสุข แล้วก็บำเรอจิตอยู่อย่างนี้ ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ จึงมีความรู้ วิชชา ความโง่ของตัวเอง แล้วมันอยู่ไหนสุขทุกข์ สัมผัสอยู่ปัจจุบันนี้แล้วมันก็กลายเป็นอดีตแล้วก็ฝังให้ตัวเองยึดติดว่ามันเป็นจริงมีจริง แค่อดีตมันก็ไม่จริง แต่นึกว่าเป็นจริงก็อยู่ที่สัญญาคือความจำ เคยเป็นสุขนะ อย่างนี้คือทุกข์นะ อั๊วะไม่เอานะทุกข์ อั๊วะจะเอาแต่สุข อนาคตก็วิ่งหาแสวงหาที่จะเอาแต่สุข ก็จะได้ทุกข์อยู่อย่างนั้นแหละ ยิ่งกิเลสหนาโง่หนักๆซ้ำซ้อนเข้าไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะคิดดูคนเราเมื่อไหร่จะมารู้ ยิ่งเราได้รู้แล้วจะยิ่งได้เห็นว่าน่าสงสารมนุษย์ แล้วมนุษย์เมื่อไหร่จะรู้อย่างนี้ จนกระทั่งทำตนให้อยู่เหนือไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วจิตก็หมดเหตุที่จะพาเกิด ก็คือเมื่อไม่เกิดสุข มันก็ไม่เกิดทุกข์จิตก็ว่างจิตก็สะอาดจากเหตุที่มันจะสุขจะทุกข์ ก็กลายเป็นจิตอุเบกขา กลายเป็นจิต ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา แล้วสุดท้ายก็รู้ว่าจิตก็คือธาตุที่ปรุงแต่งกันอยู่เท่านั้น เป็นธาตุ ของรูปกับนาม พอตายแล้ว นามคือจิตนิยาม ตายแล้วเลิก ตายเป็น นิพพาน 3 ตายแล้วก็สูญ เป็นสุญญตนิพพาน ไม่ตั้งจิตต่อ อนิมิตนิพพาน ไม่สร้างนิมิตอะไรอีกเลย อัปนิหิตตนิพพาน จิตนิยามก็หายไปกลายเป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีที่ตั้ง สูญไปเลย เลิกไปเลยอัตภาพนี้ก็หายไปเกลี้ยง จ้อย เป็นปรินิพพาน เป็นปริโยสาน สุดท้าย นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็เพราะรู้จักปฏิจจสมุปบาทนี่เอง 660417 ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณมนุษย์ และอภิวัฒน์สังคม รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #18 ราชธานีอโศก