620710_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาทำใจในใจให้เป็นพระอาริยะ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์35 KB
วันที่แก้ไข4 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

620710_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาทำใจในใจให้เป็นพระอาริยะ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/152vA4KKcmyNmciJ6fM0n9HS32bTpYvRgDDPKMp_N84A/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1_-w1xVFgNNxFxFp8byMtw4UcFw8LKyVr สมณะเดินดินว่า… วันนี้เป็นวันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2562 ที่บวร ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันที่ถือว่าจะโชคดีก็ได้เพราะว่าเป็นวันที่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ออกมาแล้ว พ่อครูว่า…สิ่งที่ไม่พลัดพรากเลยก็คือสิ่งที่เป็นหนึ่ง นอกจากหนึ่งแล้วก็เป็นศูนย์ ถ้าศูนย์แล้วก็ไม่มีอะไรจะพลัดพรากจากกันอีกแล้ว มันสลายหายไปหมดแล้ว ไม่มีแม้แต่หนึ่ง แต่แม้จะเป็นหนึ่งเที่ยงแท้แน่นอน เป็นหนึ่งไม่เป็นสองอีกแล้ว หนึ่งเดียวสบายๆส่วนคนอื่นจะมาร่วมด้วยก็ถือว่าเป็นผู้ที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายเป็นผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขก็ตาม สุขก็เป็นความหลง ยังมีความสุขอยู่ก็ร่วมไป ก็ร่วมกันช่วยกันเพื่อที่จะให้ออกมาจากความไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย ถ้าคนที่เข้าถึงสภาวะแล้วจะชัดเจน พยัญชนะก็แทนกันไป ผู้รู้ผู้มีภูมิธรรม เอาไปยัดเยียดใส่สมองเอาไปใส่ถาดแล้วรู้จิตวิญญาณของใคร มันยัดไม่ได้ ของใครก็ต้องสร้างเอาเอง มันถึงภูมิถึงครั้งถึงคราวถึงเหตุปัจจัยก็จะเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มันมีขึ้นเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ มีในจิตของเราเองเกิดขึ้น แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร ที่จะเอาไปใส่ให้ใคร ไปยัดเยียดบันดาลให้เกิดในจิตของใครไม่ได้ไม่มีใครทำได้ พระพุทธเจ้าองค์ที่เก่งขนาดไหนองค์แรกหรือองค์ปัจจุบัน จนเป็นองค์พระสมณโคดม องค์ท้ายที่สุด ก็ไม่มีใครสามารถทำได้

SMS วันที่ 8 ก.ค. 2562 (สำมะปี๋ซี๋วิต)

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน ม

อ่านต่อ

นสิการคือการทำใจอย่างไร _1561กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพครับ การทำใจในใจ คืออะไรครับ ต้องทำอย่างไร และทำให้เกิดผลอย่างไรกับผู้ที่ทำครับ / สรรพศิริ พ่อครูว่า…จะทำให้เกิดผลลดกิเลสรู้จัดกิเลสและฆ่ากิเลสได้กิเลสจะหมดไปจากจิตเรา คือเป็นพระอรหันต์จะทำได้แล้วเกิดผลอย่างนั้น ทีนี้ต้องทำอย่างไร ต้องทำอย่างไร ก็ต้องฟัง ฟังสัตบุรุษ ฟังผู้ที่ท่านรู้แนวทางหรือว่ามรรควิธี ท่านแนวทางปฏิบัติ รู้วิธีปฏิบัติ รู้วิธีการทำ กายในกาย ทำกายให้เป็นกาย แล้วทำกายในกาย ทำเวทนาให้เป็นเวทนา แนวทางเวทนาในเวทนา ทำใจในใจหรือในจิต ให้เกิดจิตใจเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จนเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดคือเป็นพระอรหันต์ นั่นแหละก็ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ จะให้อยู่หรือให้ตายจะให้สูญหรือให้เกิดอีกก็ได้ เป็นอรหันต์แล้วจะเกิดมามีร่างกายใหม่อีกก็ได้ อาตมาเองคือผู้เอามาพูดเอามาเปิดเผยขึ้นในยุคนี้เป็นคนแรก อาตมาแน่ใจว่าอาตมาพูดอย่างนี้เป็นคนแรก ว่าพระอรหันต์มีภูมิที่ตายไปแล้วจะกลับมาเกิดอีกก็ได้ มีพวกที่เป็นอุจเฉททิฏฐิ พระอรหันต์ตายแล้วสูญอย่างเดียว คำว่าสูญ คือ กิเลสตายอย่างไม่เกิดอีก กิเลสของใครก็ตามที่เป็นอรหัตผลนั้นตายไปไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติกิเลสนั้นก็ไม่เกิดอีก ไม่ใช่ร่างกายมันเกิดได้หรือไม่เกิด คนจะเกิดอีกกี่ชาติก็ได้ถ้าเป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์จนเป็นพระพุทธเจ้าอีกกี่ชาติ อย่างอาตมาเป็นอรหันต์ระดับ 2 3 4 จนเป็นถึงระดับ 7 อยู่นี่ ร่างกายก็เกิดแต่กิเลสไม่เกิดอีกตลอดมาที่มันตายแล้วหมดไม่มีเหลือ เพราะฉะนั้นกิเลสในระดับสูงถึงขั้นไม่มีกิเลสแล้วแต่รู้กิเลสคนอื่น ที่เราไม่เคยเห็นไม่เคยมี พระโพธิสัตว์ก็ต้องรู้กิเลสคนอื่นเพื่อจะช่วยเขาได้ อันที่เหมือนกันก็เยอะ อันที่ไม่เหมือนกันก็จะมีไม่มากแล้ว มันมีเหมือนกันนี้อีกเยอะ เป็นอรหันต์ได้เพราะว่ากิเลสหมด ที่มันไม่เหมือนนี้ไม่เท่าไหร่ ก็ตามรู้ว่าเราไม่เคยเป็น เราจะไม่เคยเกิดเหมือนคนบางคน ไปติดอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่ได้ไปติดยึดกับเขา กิเลสเราไม่มีแบบเขา

การทำใจในใจคืออะไร? ทำอย่างไร ก็คือ ฟังวิธีปฏิบัติไปตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลข้อที่ 1 ปฏิบัติอย่างไร ศีลข้อที่ 1 ทำอย่างไร มีปัญญาร่วมกันกับ ศีล สมาธิปัญญา สามเส้า ร่วมกันทำจนจิตกิเลสลดไป เป็นองค์ประกอบหลักคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็น 3 เส้า ศาสนาพุทธต้องมี ศีล สมาธิ ปัญญา ทำงานร่วมกันเป็นองค์ประกอบใหญ่ เป็นองค์ประกอบหลัก ที่จะจัดการกิเลสทุกตัว ต้องทำยังไงในใจให้มีสัมมาทิฏฐิและเกิดผล เบื้องต้นก็คือ อ่านใจตนเองได้ อ่านใจตัวเองเป็น มีสติปัฏฐาน คือการตั้งสติการมีสติ สติคือการระลึกได้แล้วก็ มีสัมปชัญญะอยู่ในตัวเชื่อมต่อกับสติ แล้วก็จะมี สัมปชานะ สัมปาเทติ อะไรอีกเยอะ คือความระลึกรู้ตัวตน รู้เข้าไปถึงเวทนา รู้เข้าไปถึงเหตุปัจจัยที่เป็น สราค สโทส สโมห ที่เป็นเจโตปริยญาณ 16 แล้วก็แยกแยะกิเลสกำจัดกิเลส ทำใจของตนเองเป็นอย่างนี้ได้จนกระทั่งทำกิเลสให้ออก กำจัดกิเลสให้ตาย ศัพท์เต็มคือ โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจเป็นอย่างถ่องแท้แยบคายถูกต้องจริงๆ ก็จะมีธาตุรู้ที่จะประกอบไปด้วย เขาทำเป็น pattern ว่าเป็น สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก) การทำใจในใจเป็น อ่านใจตนได้ ด้วย สติปัฏฐาน การตั้งสติ > สติ (คือ ระลึกได้ > สัมปชัญญะ(รู้ตัว) > สัมปชานะ (รู้สึกตัวยิ่ง) ทำใจตนเป็น ด้วย โยนิโสมนสิการ สัมปัชชติ (เกิดขึ้น กลายเป็น) > สัมปัชชลติ(ลุกไหม้) > สัมปัตตะ (เข้าถึง) ใจแสนสงบ ด้วย สัมมาวิมุติ เป็นสัมปันนะ (สำเร็จดี) ใจแสนรู้ ด้วยสัมมาญาณะ เป็นโลกวิทู ใจแสนสบาย ด้วยสัมมาสมาธิ อันมีคุณสมบัติ สะอาด สว่าง สงบ สร้างสรร สมรรถนะ สามัคคี ได้อานิสงส์พ้นทุกข์ ชีวิตมีสุข มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ จะเรียกว่าสุขก็ได้แต่เป็นสุขแบบวูปสโมสุขหรือปรมังสุขัง มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นถ่ายเดียว ประโยชน์ตนจบก็ไม่ต้องทำอะไรให้ตัวเองแล้วเพราะว่าหมดกิเลสเสร็จ ผู้ที่อ่านจิตเจตสิกรูปนิพพานของตัวเองครบได้แล้วเป็นได้จริงก็คืออรหันต์แล้ว คุณก็ถามอาตมาว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนเองเป็นอรหันต์ อาตมาก็บอกว่าอาตมามีจิตอย่างนี้ อธิบายได้อย่างนี้แหละและเป็นได้อย่างนี้ เป็นของตนเองไม่ได้ลอกเลียนของใครมานะ ก็บอกว่ารู้ได้อย่างไรก็รู้ว่าเป็นอย่างนี้แหละถึงจะเป็นอะไรถ้าคุณเป็นอย่างนี้ได้ก็เป็นอรหันต์ ถ้าจิตใจของคุณเป็นอย่างที่อาตมาอธิบาย แล้วสภาวะจิตของคนเป็นอย่างนี้จริงด้วย คุณก็เป็นอรหันต์ อรหันต์ไม่ใช่เรื่องลึกลับอรหันต์เป็นเรื่องโจ่งแจ้งสว่างเป็นเรื่องที่จะต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จักแท้ๆไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ใช่เรื่องคลุมเครือ ตอบก็ไม่ได้อธิบายก็ไม่ออกไม่ใช่..จะต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงรู้จักอธิบายได้

_3867ประเด็นธ.คนทางบ้านถามพ่อครูฯถ้าไปชกหน้าเขาฤาถูกชกหน้า?ท่านให้ตอบด้วยตนเองว่าชกกันเป็นความดีฤาชั่ว?สังคมมองว่าคนชกตัวต่อตัวเป็น กติกาลูกผู้ชาย!คนรุมหมาหมู่ชกมั่ว เป็นเหยื่อโซเซียลสังเวยคลิปโลกธรรม.!ไม่ชกเลยไม่เป็นเหยื่อเซียนFBเจ้าแม่internetจอมยั่วยุไม่เว้นแม้แต่วันพระ! พ่อครูว่า…เด็กก็ตอบได้ว่าเป็นความชั่ว การชกกัน เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องที่ไวและมีผลด้วยเกี่ยวกับ Social Media _2166การแสดงธรรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กค.62 ผมอยากจะให้คะแนนพ่อท่าน 32 ส่วน 100. ครับ ขออภัยครับ/ แก่นกรุ พ่อครูว่า…อาตมาว่า จะมีแรงกว่านี้ได้อีก คำว่าแรงคือ พระพุทธเจ้าบอกว่าทุจริตที่ถูกเปิดเผยนั้นจะแรง ถ้ายิงเปิดเผยชัดเท่าไหร่แรงเท่านั้น ยิ่งชัดเท่าไหร่ก็แรงเท่านั้น ยิ่งถูกเปิดเผยชัด เถียงไม่ได้ จริงๆๆ นั่นแหละจะแรงเท่านั้น ฟังดีๆ เอาไปทวนอีกเที่ยว สิ่งที่กระทบเราแล้วและแรงที่สุดคือทุจริตที่เรามี แล้วเราโดนพูดชี้ถูก ยิ่งถูก ยังถูกไม่เต็มก็แรงแล้ว ถูกเต็มเข้าไปอีกเพิ่มขึ้นก็แรงขึ้น ถูกเต็มเข้าไปยิ่งมากก็ยิ่งแรง เต็มก็ยังย้ำแล้วย้ำอีก แผลเก่าๆ ยิ่งถูกยิ่งเจ็บ มันเป็นอย่างนั้น นี่คือความรู้สึกจริงๆของลักษณะธรรม

_อำภา รื่นใจดี · กราบนมัสการท่านพ่อครูลูกขอโอกาสถาม ตามความเข้าใจ สมาธิ คือจิตตั่งมั่น ส่วนภาวนา คือ ผล ดังนั้น ภาวนาก็คือ ผลที่เกิดจากสมาธิ และองค์ธรรมทั้งสองอย่างนี้ต้องอยู่คู่กันตลอดใช่หรือไม่ ลูกเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องไหม เจ้าคะ ? ทุกข์คือการแบกกิเลสไว้โดยไม่ยอมวาง ใช่หรือไม่เจ้าคะ ? พ่อครูว่า…จิตตั้งมั่น ที่ภาษาบาลีว่า สมาธิ กับภาวนา มันต่างกันอย่างไร? ภาวนาคือการเกิดผล สมาธิ แปลว่าจิตตั้งมั่น คุณปฏิบัติธรรม คุณรู้วิธีปฏิบัติแล้วไปปฏิบัติเกิดผล ผลก็เต็มบริบูรณ์สั่งสมให้เป็น อเนญชา ตั้งมั่นตกผลึกแข็งแน่นเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ขึ้นเรื่อยๆนั่นแหละคือสมาธิ ภาวนาคือการเกิดผลตามสัมมาทิฏฐิตามที่เราเข้าใจตามทฤษฎีปฏิบัติแล้วได้ผลขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ภาวนาจึงเป็นมรรค สมาธิจึงเป็นผล ภาวนาคือ การปฏิบัติอย่างเกิดผล แม้ผลได้บ้างนิดหน่อย แล้วมันฟื้นอีกที กลับมาใหม่อีก จนกระทั่งมันชัดเจนคงทน ดีขึ้น ได้ชัดไวขึ้น เต็มตัวขึ้น สั่งสมผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เป็นการทำซ้ำ ทำย้ำ สั่งสมผลเรียกว่าอนุรักขณาปธาน พากเพียรสั่งสมผลที่เกิดได้ สั่งสมภาวนา ตกผลึกๆ ผนึกจิต แน่นเข้าๆ เรียกว่าจิตตั้งมั่น สมาธิเป็นผลของการภาวนา เป็นผลของการปฏิบัติเกิดผล ภาวนาไม่ใช่ผลของการเกิดสมาธิ สมาธิเป็นสิ่งที่เกิดจากภาวนา และ องค์ธรรมทั้ง 2 อย่างนี้ต้องอยู่คู่กันตลอดก็ใช่

ทุกข์คือการแบกกิเลสไว้ไม่ยอมวางก็ใช่แล้ว

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ.. สมณะเดินดินว่า...มีประเด็นที่น่าสนใจคือการทำใจในใจ อ่านใจตนได้และทำใจตนเป็น ก็จะได้ 3 แสน คือ ใจแสนสงบ ใจแสนรู้ ใจแสนสบาย พ่อครูว่า…ไม่ต้องไปนึกถึงธนบัตรเลยเนอะ แสนนี่ยอดเยี่ยมกว่าธนบัตรเยอะเลยนะ

_ปานแก้ว ใจดี · กราบนมัสการค่ะพ่อท่านรับฟังท่านอยู่ทางไกลตลอดที่ไหนไม่มีใครสอนเหมือนพ่อครูเลยจะพยายามทำตามที่ท่านสอนถึงไม่ได้ไปวัดค่ะ พ่อครูว่า…อยู่ในหมู่กลุ่ม เป็นสนามแม่เหล็กที่เป็นหนึ่งเดียวกัน จะมีการซึมซับถ่ายเทกันเป็น osmosis อยู่ด้วยกันสัมผัสกันมันก็ซึมถ่ายทอดกันอยู่ตลอดเวลา เข้ามาได้ก็ดีแต่ถ้ามีความจำเป็นอยู่ก็สนใจพยายามติดตาม ถ้าหากถึงขั้นมีบารมีครบมันก็จะมา คนเดียวไม่ได้หรอก

_สตาร์แอร์ ทุ่งคอก · กราบพ่อครูด้วยความเคารพรัก กราบนมัสการสมณะ นักบวช และเจริญธรรมชาวอโศก ตั้งความหวังไว้ว่าอนาคตจะต้องเป็นชาวอโศกให้ได้ครับ พ่อครูว่า… สาธุเอาใจช่วยเต็มที่ มาลงบัญชีสมัครไว้เอาเลยรับสมัครทันที

_วันชัย สหมโนธรรม · กราบนมัสการ ท่านสิกขมาตุครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นท่าน อดีตสิกขมาตุ ทิพย์เทวีเลยครับ ไม่ทราบท่านป่วยหรือป่าวครับ กราบนมัสการด้วยความเคารพครั บ พ่อครูว่า…ตอนนี้ก็คงมีสิกขมาตุรินฟ้า มีคนถามหาเยอะอยู่ อดีตสิกขมาตุทิพย์เทวี ตอนนี้เป็นนางสาวเกร็ดดิน ตอนนี้ไปทำฟันอยู่ วันชัย สหมโนธรรม เป็นชาวอโศกรุ่นเก่า รุ่นอดีตสิกขมาตุทิพย์เทวี รุ่นเก่าแก่รุ่นอายุยาว ศัพท์ชัดๆคือพวกแก่งั่ก อดีตสิกขมาตุทิพย์เทวีก็ 70 แล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(กาย) ตอน กายไม่ใช่แค่ดินน้ำไฟลม _นันท์มนัส เวทนาทางกาย ส่งผลต่อ จิตให้ต้อแต้ ไร้สุข ก่อทุกข์ พ่อครูว่า…กายต้องมีภายนอกด้วยขาดภายนอกไม่ได้และกายต้องมีจิต กายที่ไม่มีจิตไม่มี ยกตัวอย่าง เช่น แตงโมลูกนี้ กายมันช่างสวยจังเลย ได้ไหม ก็บอกได้แต่รูปร่างภายนอก เขาก็ไม่เรียกว่ากายมันกลมดี เป็นต้น คำว่า กาย ภาษาบาลีของ พระพุทธเจ้าตรงนี้ท่านแปลเองของท่านว่าคือ จิตมโนวิญญาณ ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.๑๖ ข.๒๓๐ อันนี้ของฉบับหลวง ฉบับอื่นก็แปลอย่างนี้เช่นกัน เพราะมันเปรี้ยงๆเลย คำว่ากายเป็นภาษาไทยแล้ว ซึ่งได้ผิดเพี้ยนไปหมายความว่าร่างภายนอก ดินน้ำไฟลมเท่านั้น ถ้าหากอาตมาไม่เกิดมาในยุคนี้คำว่า กาย คำนี้จะหมายถึงร่างดินน้ำไฟลมอย่างเดียว ไม่เป็น 2 กายจะต้องเป็น 2 เสมอจะเป็น 1 ไม่ได้ต้องมีรูปนาม เหมือนเทวะ แล้วแยกปัจจุบันก็เป็นกาย หากคุณไม่รู้ว่าคำว่ากายนี้หมายถึงสภาวะ 2 คุณก็เอาแต่ภายนอกเป็นหลัก กายกลิ คือ ตัวเป็นโทษ ตัวกิเลส คำว่าโทษนี้คือกิเลสในจิต ตัวชั่วตัวเลวของจิต ถ้าคุณไม่รู้จัก ก็เจ๊งแล้ว กายกลิ คุณก็ไปเอาที่ดินน้ำไฟลม คุณก็ไปจัดการไปดับที่ดินน้ำไฟลม แต่จิตใจคุณไม่ได้ทำเลยคุณก็โมฆะบุรุษ กายสวะ หรือกายกสาวะ คือ ความหมักดองหมักหมมของกิเลสในจิต แห่งกองกิเลสต่างๆในจิต กายคตาสติ คือการจะต้องอ่านจะต้องศึกษาที่มันดำเนิน คติ คตา มีสติ ตามรู้การดำเนินไปของกาย ใช้สติ ธาตุรู้ ตามรู้พิจารณา จะมีสติสัมปชัญญะปัญญาอันละเอียดลึกซึ้งพิจารณา การประชุมของจิตต่างๆ กายคือการประชุมของจิตประชุมเป็นเวทนา เป็นสังขารต่างๆ กายกัมมัญญตา คือ ความคล่องแคล่ว ที่เกิดจากประธานคือจิตทำให้เกิดเป็นทั้งภายนอกและภายในด้วย อย่างโพธิรักษ์มือไม้พร้อม พูดคล่อง และก็จิต เป็นประธาน นั้นมีองค์ประกอบเป็นอภิสังขารพร้อม เวทนาสัญญาสังขารในเจตสิก 3 ก็เป็นความคล่องตัวคล่องแคล่วของ เวทนา สัญญา สังขารให้เกิดกายวิญญัติ วจีวิญญัติภายนอก ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่แค่ร่างกาย กายจะคล่องแคล่วโดยไม่มีประธานหรือจิตวิญญาณเก่งทำให้คล่องไม่ได้ เอาแต่ร่างกายดินน้ำไฟลมมันคล่องแคล่วเองไม่ได้ เพราะถ้าดินน้ำไฟลมมันเป็นอุตุธาตุ ไม่เป็นพีชะด้วยซ้ำ จนกว่าจะเป็นชีวะ ดินน้ำไฟลม เป็นชีวะจับตัวเป็นพีชนิยาม มันถึงจะมีพลังงานที่เข้าไปร่วมในระดับนึงแต่ยังไม่มีเวทนาไม่รู้สึกเจ็บปวดยังไม่มีความทุกข์ความสุขยังไม่มีบาปไม่มีบุญอะไรเลย เป็นพีชธาตุหรือพีชนิยาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้อุตุนิยาม พีชนิยาม จนมาเป็นจิตนิยาม ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวมีพลังงานที่ข้ามเขตของพืชมาเป็นจิตวิญญาณ เป็นจิตนิยาม ตัวนี้จะต้องเรียนรู้มันจะเป็นธาตุจิตที่มันเป็นเซลล์เดียว มันก็แสนจะไม่รู้เรื่องอะไรมันโง่ ซื่อบื้อ มีหน้าที่แล้วมันจะทำลายตัวอื่นเก่งด้วยเพราะมันไม่รู้เรื่อง อย่างเช่นแบคทีเรีย มันก็เป็นชีวะนะ แต่มันไม่รู้เรื่องอะไรหรอกมันลุยแหลกเลย อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องศึกษาให้ดีๆและชัดเจนถึงสิ่งเหล่านี้ สัตว์เซลล์เดียวที่มันเป็นโทษเช่นเชื้อโรค แล้วก็บอกว่าปล่อยให้เชื้อโรคไม่ต้องไปทำอะไรมัน เชื้อโรคมันก็ไม่ไว้หน้าคุณ มันก็เอาคุณตายไปได้อย่างนี้เป็นต้น คุณก็ต้องพยายามป้องกันอย่าให้เชื้อโรคเข้ามา อย่าให้มันมาติดอย่างนี้เป็นต้น กายต่างๆไม่ว่าจะเป็นกายคันธะ กายปาคุญญตา กายมุทุตา กายลหุตา อย่างนี้เป็นต้น หากคุณไม่เข้าใจคำว่ากายถูกต้อง คุณจะไปเข้าใจความหมายของสิ่งที่เรียกว่ากาย แล้วมีคำที่เป็นคำสนธิคําสมาสด้วยกัน คุณเข้าใจภาษาพยัญชนะที่พูดเข้าใจอย่างผิดไปหมด แล้วจะไปบรรลุธรรมได้อย่างไร เข้าใจคำว่ากายไม่ถูกต้องเป็นธาตุ 2 ธาตุที่เป็นรูปกับนามไม่ได้ ศึกษาให้ดีๆ ไม่งั้นไปไม่รอด ถ้าอาตมาไม่ได้เกิดมาและมาย้ำสำทับสิ่งเหล่านี้อธิบายให้รู้ว่ากาย ไม่ได้หมายถึงแค่ดินน้ำไฟลม มันหมายถึง จิต มโน วิญญาณ อาตมาอ้างอิงจากพระไตรปิฎก ไม่เช่นนั้นเขาไม่เชื่อหรอก โชคดีที่ยังมีพระไตรปิฎกอันนี้อยู่มีหลักฐานทั้งทางบาลีและแปลเป็นไทย ดีที่ผู้แปลเป็นไทยท่านก็แปลได้ตรงความหมาย

สื่อธรรมะพ่อครู(เทวดา นรก สวรรค์) ตอน เทพ 3 อย่าง _แก้วกรองคำ ปาภูเขียว · ทุกวันนี้ยังเป็นสัตว์อยู่คะ พ่อครูว่า…เริ่มรู้ตัวเอง จิตวิญญาณที่เป็นเทวะที่เป็นพระพรหมก็ยังเรียกว่าสัตว์ แต่มีนิยามว่าเป็นความสะอาดปราศจากกิเลสไปได้เรื่อยๆคือ เทวะ เทวะคือโลกีย์ที่เป็นสมมุติเทพ ไม่ได้สะอาดจากกิเลส แล้วเริ่มทำให้กิเลสลดลงไปได้เรียกว่า อุปัติเทพ จนหมดกิเลสก็เป็นวิสุทธิเทพ สมมุติเทพ คือของโลกีย์ทั้งหมด วนเวียนในการแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ในพระไตรปิฎกเล่ม 30 ข้อ 654 นี่คือเทพ 3 ระดับ 3 อย่างในพระไตรปิฎก ๑. สมมติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ). . ๒. อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) เป็นเทวะ เป็นสัตว์เจริญ เป็นเทวดาโลกุตระตั้งแต่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ...ไปจนเป็นอรหันต์ ๓. วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) แปลว่า จิตบริสุทธิ์ แม้แต่ระดับพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กิเลสหยาบของพระโสดาบันก็สะอาดบริสุทธิ์หมด มาเป็นพระสกิทาคามีก็บริสุทธิ์ได้เพิ่มขึ้นจนหมดกามภพ ก็เหลือแต่ รูปภพ อรูปภพ ก็เป็นพระอนาคามี ล้างรูปาวจร อรูปาวจร หมดก็เป็นพระอรหันต์ พยัญชนะเหล่านี้มีความหมายที่เป็นสภาวะ ผู้ที่นั่งหลับตาสะกดจิตไม่ได้เรียนพยัญชนะพวกนี้ รายละเอียดต่างๆพวกนี้ไม่รู้เรื่องหรอก ตีทิ้งด้วย พวกนี้จึงหมดสิทธิ์ปิดบัญชีจะไม่ได้บรรลุธรรม พวกนั่งหลับตาไม่ได้ดูพยัญชนะพวกนี้ จะต้องเรียนรู้บ้าง แม้จะจำไม่ได้แต่ก็ค่อยเข้าใจสภาวะ แม้ว่ารู้สภาวะแล้วทำสภาวะเป็น เอาป้ายชื่อพยัญชนะไปติดชื่อสภาวะละเอียดๆ พวกสายเจโตจะไม่เก่ง ไม่เป็นไรก็สามารถบรรลุสูงสุดได้ แต่ถ้ายิ่งมีทั้งชื่อและสภาวะเป็นคู่ ไปตามลำดับๆ ก็เร็วจะบรรลุเร็วมาก ตรวจสอบเสมอ สื่อธรรมะพ่อครู(การตาย) ตอน ตายแล้วควรเผาหรือฝังดี _เพ็ญจันทร์ ภูมิเทศ · กราบนมัสการเรียนถามพ่อครูนะคะ ระหว่าง ตายแล้วเผาศพ กับ ตายแล้วไม่เผา เก็บกระดูกไว้ศึกษา กายวิภาคศึกษา อานิสงส์อย่างไรบ้างคะ ? พ่อครูว่า…ตายแล้วเผาศพก็เผาเป็นธุลีขี้เถ้าไป กับตายแล้วไม่เผาเก็บกระดูกเอาไว้ศึกษากายวิภาค อานิสงส์เก็บกระดูกเอาไว้ศึกษาก็เป็นรูปธรรม อย่างหนึ่งถ้าหากเผาให้เป็นผงเป็นฝุ่นไป ก็เป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง มันก็ไปเป็นแคลเซียมเป็นดินน้ำไฟลมที่จะสังเคราะห์ต่อไป แต่ถ้าเป็นโครงสร้างโครงกระดูกอยู่ก็ไม่ได้เป็นดินน้ำไฟลมที่จะไปสังเคราะห์กันต่อไปอีก มันก็เป็นประโยชน์คนละอย่าง ละเอียดเกินไปแล้วคุณไม่ต้องห่วงหรอก แล้วแต่บารมีของคุณ ตายแล้วเขาก็จะเผา อาตมาเองไม่ได้กำหนดจะเผาหรือฝัง แต่ว่าธรรมเนียมของศาสนาพุทธต้องเผา เผาแล้วจะเป็นอย่างไร เขาจะเก็บกระดูกเอาไว้ศึกษาเป็นสรีระ กายวิภาคหรือไม่ก็ได้ แต่อาตมาว่านะ คนจะเอากระดูกอาตมาไว้ศึกษากายวิภาค ความรู้แค่นั้นเอากระดูกของใครก็ได้ ไม่ต้องกระดูกอาตมาหรอก ถ้าจะเป็นประโยชน์บ้างต้องเผา จะได้ไม่ติดยึด จะได้สลายไป ดีไม่ดีจะเป็นพระธาตุก็ได้ อาตมาไม่บอกหรอกว่าจะเป็นพระธาตุสีสันอย่างที่เขานับถือ เค้าก็จะเอาไว้แจกจ่ายกันไปก็จะเยอะกว่า แต่ถ้าเป็นโครงสร้างกระดูกก็ได้เจ้าเดียว แต่ถ้ากระจายไปก็จะได้เป็นแสนเป็นล้าน ให้คนได้ศึกษา เหมือนกับมีสิ่งที่เราจะระลึกถึงก็ได้ ผู้ที่เข้าใจแล้วก็ไม่มีปัญหา อย่างเช่นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า หรือแม้แต่พระธาตุของอริยสาวกสงฆ์เราก็มี แต่เราไม่ได้ติดเป็นสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น เรามีรายละเอียดที่ว่าบางทีที่เป็นพระธาตุที่สวยๆไม่ใช่อรหันต์เลย แม้แต่พระโสดาบันก็ไม่เป็น เป็นของฤาษีเป็นต้น สวยด้วย จึงไปเอาพระธาตุมาเป็นเครื่องชี้บ่งพระอริยะของศาสนาพุทธ ไม่ได้ อย่าไปเอาพระธาตุเป็นเครื่องชี้บ่งว่าเป็นพระอริยะ แม้แต่พระโสดาบันก็ไม่ได้ แต่กระดูกเป็นพระธาตุ มีเยอะ พวกสายนั่งหลับตามีเยอะ สวยด้วยนะ เพราะฉะนั้นมันหลอกและมีความหลงกัน เขาก็ยึดเลยว่ากระดูกเป็นอรหันต์ ไม่รู้ว่าใครจะตายก่อนใคร หากตายแล้วกระดูกเป็นพระธาตุเขาก็คิดว่าจะเป็นพระอรหันต์ เดี๋ยวนี้กระดูกที่เป็นแคลเซียมเขาก็เอาไปทำเป็นพระธาตุได้ แล้วเอาไปหลอกขายก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นพระธาตุปลอมเดี๋ยวนี้มีเยอะ ของปลอมเยอะมากเพราะว่าคนเขาเชื่อและติดยึดก็ถูกหลอกขายได้ วัดใหญ่ๆ มีวิธีการบริการทำฌาปนกิจศพของญาติ ตายไปแล้วเผาทำกระดูกให้เป็นพระธาตุ โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ทำได้ด้วย เพราะฉะนั้นคุณอย่าไปติดในพระธาตุเด็ดขาด หากไปติดในเรื่องพระธาตุ ก็ถูกหลอก ทำได้สวยด้วยนะ

_ปองแสงพุทธ ทองสุขนอก : เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิถีธรรมชาติ เปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต (ข้อความจากอินเตอร์เน็ต) พ่อครูว่า…ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยตรัสไว้ว่าเราเป็นคนจนเรากินข้าวกล้อง ให้บริหารแบบคนจนมาเป็นคนจน เป็นเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่มาพัฒนาประเทศแบบคนจนจะเป็นต้นแบบของโลก ฟังประโยคสั้นๆนี้เอาไว้ ว่านักเศรษฐศาสตร์ที่รู้จักเศรษฐกิจแบบคนจนแล้วสอนให้คนเป็นคนจนที่มีภูมิธรรม แล้วจนอย่างวิเศษ จนอย่างไม่ได้เบียดเบียนไม่เป็นภาระกับใคร เป็นคนจนมีประโยชน์ คนจนที่มีคุณค่า เป็นผู้ที่สร้างสรร ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ โดยจิตไม่ทุกข์ แล้วมีหมู่กลุ่ม มีพลังงานของสังคมองค์รวมสร้างสรร เป็นสังคมคนจน ถ้าเป็นประเทศก็เป็นประเทศคนจน ตอนนี้ประเทศไทยมีหมู่บ้านคนจน ชาวอโศกเป็นหมู่บ้านคนจนหลายหมู่บ้านแล้ว สักวันหนึ่งก็คงจะเป็นอำเภอ หรือเป็นตำบลคนจน เสร็จแล้วก็เป็นอำเภอคนจน เป็นจังหวัดคนจน บางคนอาจจะจนน้อยบางคนอาจจะจนมาก ก็ได้เป็นระดับ แต่เขาก็จะค่อยๆจนลงเรื่อยๆ พวกเราบางคนที่มานั่งอยู่ในนี้มี คนรวยก็มี

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ญาณ 7 ของพระโสดาบันเป็นเช่นใด

_SMS วันที่ 9 ก.ค. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ) _พันธุ์ พอเพียง · เมื่อ 20 ปีล่วงมาแล้ว ท่านซาบซึ้งเคยสอนผมว่า ลูกผู้ชายถ้ามีเรื่องชกต่อย จะยอมแพ้ และถึงขั้นต้องวิ่งหนีก็ยอม ตอนนั้นผมงงมากในการสอนของท่าน แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วครับ ว่าถ้าเป็นพุทธบริษัท จะทำร้ายกันอย่างแรงที่สุดก็แค่คำพูด คือใช้ปากเป็นหอกทิ่มแทงกัน กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า…ฟังให้ดีนะ พระโสดาบันขึ้นไปจะมีความรุนแรงอย่างมากก็แค่ปากหอก ไม่มีการใช้ไม้หน้าสามไม่มีอาวุธ ทัณฑะ หรือเอามือไปชก ไม่มี จะมีอย่างมากก็ปากหอก ในญาณ 7 พระโสดาบัน สอนว่า 1. รู้จักปริยุฏฐานกิเลสกลุ้มรุม คือกิเลสนิวรณ์ 5 (ยังวิวาทกันด้วยหอกคือปากเพราะคิดเรื่องโลกนี้/โลกหน้า) แม้ยังละปริยุฏฐานกิเลสไม่ได้ ก็รู้ ไม่มีที่จะไม่รู้จักปริยุฏนั้น และย่อมมีทิฐิตั้งปณิธานจิตไว้เพื่อไปสู่การตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย พระโสดาบันจะรู้จักกิเลสแล้วทำกิเลสเบื้องต้นลดได้ รู้จักกิเลส กิเลสอันหนึ่งก็ลดลงไปได้แล้วรออยู่ในขั้นของกิเลสขั้นต่อไป ปริยุฏฐานกิเลส เป็นกิเลสชั้นที่ 2 คนรู้อย่างนี้คือญาณปัญญาของพระโสดาบัน ถ้าไม่รู้อย่างนี้ยังไม่ใช่ญาณข้อที่ 1 ไม่อย่างนั้นจะรู้ไม่รอบถ้วนว่ากิเลสมันเกิดอยู่ตอนนี้เป็นกิเลสระดับต่อมา ปริยุฏฐาน ไม่ใช่กิเลสที่เคยผ่านมาได้แล้ว ของใครของมันไม่เท่ากัน อันหยาบหลุดไปแล้ว มันละเอียดกว่านะอันนี้ ไม่ใช่กิเลสหยาบจะหยาบทางรูปธรรมนามธรรมก็แล้วแต่ว่า กิเลสของคนที่มันเป็นชั้นต่ำมันหมดไปแล้วไม่เกิดในจิต จิตเราไม่มีกิเลสอันนี้แล้ว อันนั้นไม่เกิด คุณจะมีเปรียบเทียบเป็นเทวดาเป็น 2 อย่างหยาบกับชั้นต่อมา ยังไม่เรียกว่าเป็นกิเลสละเอียด ผู้ใดที่รู้เห็นจริงๆของตนเองพระโสดาบันขึ้นไปจะต้องชัดเจน ต่อวิติกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส ถึงจะเรียกว่ามีปัญญาญาณข้อที่ 1

2. อริยสาวกเมื่อได้ความระงับเฉพาะตน (ลภามิ ปัจจัตตัง สมถัง ลภามิ ปัจจัตตัง นิพพุตตินติ). ย่อมเสพคุ้น(อาเสวนา) ทำให้มีผลเจริญ.(ภาวนา) ย่อมทำให้มากในทิฐินี้(พหุลีกัมมัง). . 3. อริยสาวกเชื่อมั่นในทิฐิฝ ใเช่นนี้ ไม่ทั่วไปกับสาธารณะปุถุชน หรือไม่อาจหาทิฐิเช่นนี้ได้จากลัทธิอื่นนอกธรรมวินัยนี้เลย 4. อริยสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ มีธรรมดาของผู้สำนึกรีบออกจากอาบัติ เปรียบเหมือนกุมารอ่อนนอนหงาย ที่ถูกถ่านไฟด้วยมือหรือด้วยเท้าเข้าแล้ว ก็ชักหนีเร็วโดยฉับพลัน นี้ญาณที่ ๔ เป็นอริยะ เป็นโลกุตระ ไม่เป็นของดาษดื่นทั่วไปกับพวกปุถุชน . 5. อริยสาวกถึงความขวนขวายในกิจใหญ่น้อยที่ควรทำ . ของเพื่อนสพรหมจารีโดยแท้อย่างไร ถึงอย่างนั้นความเพ่งเล็งกล้าในอธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขาของอาริยสาวกนั้นก็มีอยู่ เปรียบเหมือน แม่โคลูกอ่อนย่อมเล็มหญ้ากินด้วย ชำเลืองดูลูกด้วย ฉันนั้น ฯลฯ 6. มีพลังทำประโยชน์ ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟังธรรมวินัยของตถาคต อันบัณฑิตแสดงอยู่ . 7. ได้ความรู้อัตถะ-รู้ธรรม ปราโมทย์ รู้จริงครบถ้วนธรรม (เป็นทิฐิที่นำออกซึ่งบุคคลผู้ทำตาม ให้ไกลจากข้าศึก (กิเลส) เป็นนิยายิกธรรม เป็นญาณมีองค์ 7 เพื่อตรวจสอบดีแล้วแก่ผู้แจ้งในผลโสดาบัน โกสัมพีสูตร ล.12 ข. 5 – 550) สังคมที่มีพระโสดาบันเป็นต้นไปจะไม่มีการทำร้ายร่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน