621002_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 72.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข9 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

621002_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 72 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1KFnQ0OlUoakNDcOQwr2B9tmeCJXMMenBEMmz9sQz6vU/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1BLUjoQODWb58y59b_qz-GgMnKBST7ykk สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน สัมประสิทธิ์ทำให้ผ่องใส พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2562 ที่ บวร สันติอโศก _อาภรณ์ วิชัยดิษฐ์...เห็นพ่อท่านสดใสขี้นเหลือเกิน พ่อท่านทำอะไรมา หน้าตาผ่องใส มีเนื้อมากขึ้นด้วย ดิฉันอายุ 81 อยากถามพ่อท่านทำอย่างไรถึงหน้าตาผ่องใส พ่อครูว่า...เรื่องนี้ก็มีความจริง พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าใกล้ๆจะปรินิพพาน ทำไมเขาถามว่าร่างกายผ่องใสนัก พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบพระอานนท์ว่า...อานนท์กายตถาคตจะดูผ่องใสมากอยู่สองขณะ ขณะที่1.ตรัสรู้ใหม่ๆ กับอีกขณะหนึ่งจะปรินิพพาน ก็ผ่องใส นี่เป็นเรื่องจริง ทำไมผ่องใส มีนัยละเอียดที่จริงท่านก็ผ่องใสอยู่เรื่อยๆ แต่ที่ผ่องใสมากขนาดคือขณะที่จิตมีปีติ 1.ปีติจากตรัสรู้จะได้ทำงาน 2.ปีติจากจะได้หยุดทำงานจะปรินิพพาน ส่วนอาตมาที่ผ่องใสอยู่ตลอดเวลาเพราะอาตมาพยายาม ทำให้เกิด coefficient พลังงานสัมประสิทธิ์ที่อาตมาพยายามเพิ่มพลังให้แก่ตัวเองเสมอ ที่ใช้พลังสัมประสิทธิ์ภาษาทางวิทยาศาสตร์ก็มี endorphin พลังสารสุข ให้แก่ร่างกายให้ตัวเองผ่องใส ซึ่งมาจากจิต จิตทำได้หรือไม่ พวกเราฟังเราก็น่าจะทำให้แก่ตัวเองทุกคน ก็ทำสิ ทีนี้จะทำได้หรือไม่ได้ ทำได้ก็ทำ ก็เรียนรู้ไปฝึกฝนไป ทำจิตใจก็คือ มนสิการ การทำใจในใจ นี่เป็นเรื่องใหญ่ สำหรับศาสนาพุทธเลย แต่คนไม่เห็นความสำคัญของการทำใจในใจ พยัญชนะบอกว่ามนสิการ เป็นกิริยาคือมนสิกโรติ เป็นการทำใจในใจ คือเราทำใจขอ

อ่านต่อ

งเราเอง ทำเป็นทำใจของเราได้ ทำให้เป็นใจหมองทำให้เป็นใจใส ไม่ต้องไปให้มันหมอง อาตมาทำนะ ทำได้เป็นอัตโนมัติทีเดียว ทำใจใส อาตมาไม่มีใจหมอง คนที่ทำใจเป็น คือคนที่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าถึงขั้นที่ยังจิตให้อยู่ในอำนาจ การยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ วสวัตติ คือผู้มีวสวัตตีโก ผู้ยังจิตตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตได้ ชาวอโศกเป็นผู้ไม่โศก ใครยังมีอาการโศกเศร้าในชีวิตยังไม่ใช่ตระกูลนี้จริง ยังมีแซมเศร้าแซมโศกอยู่ คุณยังแอบเศร้าแอบโศกอยู่ แฝงโศกอยู่ใครจะเอาชื่อนี้? เราใช้ภาษาสื่อก็จะเข้าใจ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ทำใจในใจเป็น ผู้ที่จะมีสัมมาทิฏฐิ 1. ต้องมีปรโตโฆษะ 2. ต้องมีโยนิโสมนสิการ คนที่มีสัมมาทิฏฐิแล้วจะมีปรโตโฆษะ แม้เขาจะพูดธรรมะผิด ด้วยตัวเองเป็นผู้ตัดสินพิพากษาเอง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติเท่าที่เรามีภูมิตัดสินว่าอันนี้ถูกอันนี้ผิดอันนี้ดีอันนี้ไม่ดี หรือเป็นกลาง ก็เป็นได้ 3 อย่าง คนที่เก่งมากก็รู้อันไหนผิดอันไหนถูก คนที่เก่งจะรู้ได้มากขึ้น แบบกลางๆตัดสินไม่ได้ก็แสดงว่าไม่เก่ง ถ้าเก่งก็จะตัดสินได้มากกว่าใครๆ ก็เป็นไก่ตัวพี่ อยู่ในสังคมยุคใดก็แล้วแต่เป็นไก่ตัวพี่ สำหรับพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านเป็นไก่ตัวพี่ อาตมาเกิดมาในยุคนี้มายืนยันว่า อาตมารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าถูกต้อง และพูดสิ่งที่ถูกต้องไม่พูดสิ่งที่ผิด ไม่เคยพูดสิ่งที่ไม่จริง พูดจริงตลอดเวลา พูดอะไรออกไป บางคนก็บอกว่าอวดตัวตนมากไป แต่พูดอย่างไม่มีกิเลสด้วยก็พูดความจริง และขอยืนยันว่าเป็นความจริงที่ไม่มีกิเลสซ้อนอยากอวดโอ่ตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งคนฟังแล้วจะเชื่อโดยสนิท โดยไม่มีเรื่องแย้งเลย หรือบางคนมีแย้งนิดนึงว่าจะจริงหรือทั้งหมดหรือ บางคนไม่เชื่อเลยบอกว่าพูดเกินไป คนเหล่านี้ก็มีหลากหลายอาตมาถึงไม่มีปัญหา มันมีเป็นธรรมดา อาตมาจะไปถือสา พูดอย่างแข็งก็คืออย่าไปแคร์อะไร เป็นธรรมดาธรรมชาติ คนที่ชั่งน้ำหน้า พูดอะไรก็ขวางหูเขาทั้งนั้นเพราะเขาเองเขาไม่ชอบน้ำหน้าไม่เชื่อน้ำมนต์ไม่ศรัทธาอะไรเลยก็เป็นอย่างนี้เป็นต้น พอขึ้นหมอลำ ก็ไปใหญ่เลยไม่ต้องรอแคนเลย ต่ออีกนิดนึง โยนิโสมนสิการ อธิบายด้วยหลักธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นคำใหญ่ ที่รู้จัก จิต หรือ มนะ ต้องทำมนสิการะ คือกระทำที่จิต คนที่ทำที่จิตอย่างมีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธด้วยจึงจะทำได้ที่ติดเลย ทำได้อย่างที่ต้องการให้เป็น คนนั้นเป็นผู้ที่เป็นพระอรหันต์ และเป็นพระโพธิสัตว์ เร่ิมรู้สมบูรณ์ โพธิสัตว์ก็รู้มากกว่าพระอรหันต์ไปตามลำดับ ก็จะรู้จิตเลย ดูสภาวะจิตว่ามันเกิดขึ้นมา ตั้งแต่รูปที่ 1 จนถึงรูปที่ 28 อย่างนี้เป็นต้น เจตสิกต่างๆหรือสภาวะของรูป28 ดินน้ำไฟลม และอุปาทายรูป 24 มีตาหูจมูกลิ้นกายใจกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อีก10 แล้วหักเป็น 9 เขาถือว่า กายกับโผฏฐัพพะ มันซ้ำซ้อนกัน จากสัมผัสแล้วก็เกิดสภาวะ เรียกว่าภาวรูป 2 ภาวะ 2 นี้แหละ เป็นธรรมดาธรรมชาติของสังขาร ต้องเรียนรู้ภาวะ 2 จะเกิดอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ คนอวิชชา จิตสัมผัสแล้วปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็แสดงว่าตอนนั้นคุณพักยก นอกจากคนที่เป็นโลกุตรบุคคล สัมผัสแล้วไม่เกิดเป็นสุขเป็นทุกข์เลยเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา ส่วนคนอวิชชาจะเป็นเคหสิตอุเบกขา ภาวะเหล่านี้จะต่างกัน อาตมาขยายความละเอียดให้ฟัง เคหสิตอุเบกขา เนกขัมมสิตอุเบกขา อธิบายให้ฟังได้เพราะรู้จริงหมดแล้วไม่ใช่แค่พยัญชนะ รู้จักสภาวะธรรมรู้จักธรรมะที่มันปรุงแต่งกันอย่างไร อะไรมันจะเกิดอาการอย่างไรมันมีนัยต่างกัน อาการ ลิงคะ ต่างกันอย่างไร จุดเรื่องราวรูปโฉม นิมิต มันให้รู้ ขยายความนิมิตให้รู้เป็นอุเทส อาการ ลิงค นิมิต อุเทส การรู้รูปนามก็ต้องรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ที่พูดดังนี้เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาประกาศ คนไหนเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติได้ก็จะเกิดเป็นคนมีความรู้ทางธรรม รู้จักจิตเจตสิกรูปนิพพาน ทำได้แล้วก็บรรลุฐานนิพพานคืออุเบกขา ต้นทางนิพพานคืออุเบกขา มีเรื่อง การตั้งเส้นทางของพระนิพพาน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แทบลอยด์หน้า 8 ของอาจารย์บูรพา ผดุงไทย อาตมาก็อ่านเป็นประจำ เป็นการยึดติดสายเทวนิยมเต็มรูปเลย การตั้งทิศทางก็มีสองทิศทางใหญ่ๆคือแบบทิศทางที่ถูกกับทิศทางที่ผิด เราสัมผัสความรู้จะพูดอธิบายมา อย่างอ.บูรพาเขียน อาตมาเคยทำเคยเป็นผ่านมาแล้ว แม้ปางนี้อาตมาก็ไปเล่นมาจมกับทางนี้มาก่อนสายหลับตา แล้วค่อยเข้ามาหาพุทธที่ถูกเต็มที่ เหมือนเจ้าชายสิทธัตถะ อ.บูรพาก็ยังลุยหลับตาอยู่ต่อไป สงสัยหลงในสามเหลี่ยม bermuda จะดึงขึ้นไหวไหมนี่

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติหลับตาไม่มีเวทนาให้ได้ฝึก ลองฟังของอ.บูรพากันนะ… _ทองแก้ว..ตอนพ่อครูเป็นฆราวาสที่หลงไปนั่งหลับตาแล้วได้อะไร แล้วพ่อครูสอนเราว่านั่งหลับตามีแต่อดีตกับอนาคต พวกเราอยู่กับผัสสะ มีเวทนา ฟังแล้วพวกเราโชคดีไม่ต้องไปหลับตา เสียเวลา พ่อครูว่า..ก็เจอความงมงาย เดี๋ยวนี้ก็เลยเห็นคนงมงายอย่างที่เราเคยเป็นมา อาตมามีลิงลมอมข้าวพอง แม้พระพุทธเจ้าก็มีมาอย่างนั้น ถูกโลกครอบงำตามเขาไป การรู้จักตัวเองแล้วก็ถึงบอกว่าอันนั้นมันไม่ใช่ ก็มาตรัสทีหลังว่า 6 ปีนั้นไม่ใช่ทางปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นการไปใช้หนี้วิบากที่ไป ตู่ท้วงพระพุทธเจ้ากัสสปะในสมัยอดีตชาติ อาตมาก็ไปใช้วิบาก ถามว่าได้อะไรก็ได้ความงมงาย ตอนนั้นยังไม่ชาคริยา ไม่เป็นพุทธะ ก็เลยรู้อ.สายหลับตา อาจารย์มั่นอาจารย์มหาบัวก็ตาม เขาไปหลงหลับตาแล้วหลงตัวเองว่าบรรลุเป็นพระอรหันต์ สิ้นภพชาติ แต่ไม่มีความรู้เรื่องภพชาติเลย ไล่ในรายละเอียดไม่รู้ สังขารก็ยังไม่รู้ ในปฏิจจสมุปบาท ผู้มีวิชชา จะรู้สังขาร แล้วปัจจัยของวิญญาณคือนามรูป นามรูปต้องมีอายตนะ อายตนะต้องมีผัสสะ ผัสสะแล้วเกิดเวทนา เป็นแกนหลักตัวกลางของปฏิจจสมุปบาท เป็นกรรมฐานเลย เวทนาจะสามารถศึกษาได้ครบหมดเลย กรรมฐานของศาสนาพุทธไม่ใช่กรรมฐานของเดียรถีย์นั่งหลับตา จะลืมตาก็ได้หลับตาก็ได้ ในพระไตรปิฎกไม่มีคำสอนให้ไปมีกรรมฐานพุทโธ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคมีกรรมฐาน 40 แต่ไม่มีพุทโธ ยิ่งยุบหนอพองหนอก็ของไทยนี่แหละ หรือกึ่งกลางใจ...เหนือสะดือ 2 นิ้ว ของไทยโมเมเอาหมดแล้วแต่อาจารย์ไหนบัญญัติขึ้น เป็นเรื่องสมถะทั้งนั้น ของพระพุทธเจ้ากรรมฐานเวทนานั้นไม่ใช่สมถะ ลืมตาปฏิบัตินี่แหละจะเกิดอารมณ์ แล้วก็จับอารมณ์จับเวทนามาเรียน ท่านแยกเป็นเวทนา 108 หากไม่เข้าใจเวทนา 108 โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 ของเวทนา คือมีตั้งแต่ อารมณ์สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ที่เกิดจาก ตาหูจมูกลิ้นกายใจคือของทวาร กระทบแล้วเกิดความสุขความทุกข์เกิดความไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ รวมแล้วเป็น 18 เวทนา นี่แหละให้เรียนรู้อันนี้แหละ มันกระทบสัมผัสด้วยอวิชาเกิดสังขารปรุงแต่งก็เป็นโลกีย์ เรียนรู้แยกแยะอันนี้ แยกแยะแล้วก็สามารถแยกอารมณ์แท้ กับอารมณ์เทียม ที่ปรุงแต่งด้วยโลกีย์ มีกิเลส สสังขาริกัง มีตัวการมาปรุงแต่ง คือกายกลิ คือกิเลส อาการกิเลส แล้วกำจัดกิเลสให้หมดไปจากจิตจะเหลือแต่เวทนาแท้ความจริง ย่นย่อ ศาสนาพุทธก็มีแค่นี้เป็นเนกขัมมะเอากิเลสออกหมดก็เหลือหนึ่ง(1)เดียว เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นจุดสำคัญในการตั้งเส้นทางนิพพาน แต่อ.บูรพาไม่ได้ตั้งอย่างที่อาตมาพูด _ทองแก้ว..ทุกวันนี้สำหรับตัวเองวันๆจะดูว่า เวทนาเรามี 2 ก็ทำให้เป็น 1 เป็น 0 อาศัยการงานทำให้เกิดเป็นผัสสะ เกิดเวทนา จริงไหมคะ พ่อครูว่า...จริงไม่หลอก เป็นเป้าหมายสำคัญเลย

อ.บูรพา...เราเกิดมาเพื่อความตายเท่านั้นเราไม่อาจจะหนีพ้นความตายไปได้ จนกว่าจิตดวงนี้จะเห็นความทุกข์จากความเบื่อหน่ายที่จะเวียนว่ายตายเกิดแล้ว เราถึงจะเริ่มออกมาเห็นความจริงว่าสุขที่แท้จริงคือพระนิพพาน เพราะพระนิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่งไม่มีอะไรจะเทียบได้ พ่อครูว่า..ปรมังสุขัง อาตมาแปลว่า นิพพานนี้ยิ่งกว่าสุข เพราะสุข ทุกข์เป็นโลกีย์ โลกุตระไม่มีสุขไม่มีทุกข์ นั่นคือโลกุตรสมบูรณ์แบบ อทุกขมสุขหรืออุเบกขา เป็นคำไวยพจน์กันได้ กลางๆ นั่นแหละเป็นฐานการตั้งเส้นพระนิพพานคืออาการจิตนี้ อ.บูรพาเข้าใจจุดนิพพานได้แต่วิธีทำให้เกิดนิพพานนั้นเป็น เคหสิตอุเบกขาหรือเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เป็นการทำใจในใจอย่างสมาธิหรือมิจฉาทิฐิ ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็เป็นเคหสิตะ หากเป็นสัมมาทิฏฐิก็เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา … อ.บูรพา..การเกิดมันง่ายแต่การไม่เกิดสิยาก ยากตรงที่ว่ามันฝืนความคิด และต้องไปวางสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นของของเรา พ่อครูว่า..โวหารความเข้าใจเอามาร้อยละ ได้หมด แต่จะเข้าถึงสภาวะหรือไม่แล้วเป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ อ.บูรพา..ตอนคิดตอนพูด มันฟังดูง่ายๆ แต่พอจะทำจริงๆมันฝืนไปหมด เพราะในโลกของสมมติบัญญัติมันไม่มีอะไรจริงสักอย่าง เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสได้เกิดมาแล้วอย่าให้เสียชาติเกิดมีโอกาสฝึกอบรมจิตสวดมนต์ภาวนาบ้างอย่าให้เสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ ก่อนจะเริ่มอบรมจิตเราต้องเริ่มอบรมกายก่อน คือการรักษาศีลให้กายที่บริสุทธิ์ พ่อครูว่า... เขาเข้าใจกายหรือยังว่าคืออะไร ถ้าเผื่อว่าชาวพุทธทั้งหลายไม่ฟังโพธิรักษ์ อาตมาว่าไม่รู้ว่ากายคืออะไร ทั้งที่ในพจนานุกรม กาย หมายถึงหมวดหมู่กองของเจตสิก กายต้องมีองค์ประชุมไม่ใช่ 1 ต้องมี 2 ขึ้นไป กองของเวทนา กองของสัญญา กองของสังขาร ในพจนานุกรมเขาก็แปลกันถูก แต่ในความเข้าใจทั่วไปกายของเขาเป็นเพียงวัตถุดินน้ำไฟลม อันนี้แหละเป็นความมิจฉาทิฏฐิที่ตัวเองไม่รู้ตัว มันเผินๆ อ.บูรพา...การรักษาศีลให้กายบริสุทธิ์ คือการพัฒนาใจจากรูปไปสู่นาม จากหยาบไปสู่ละเอียด คือการกำหนดกายและลมหายใจให้เป็นสิ่งที่รู้ให้จิต พ่อครูว่า...พูดเหมือนถูกเลย แยกกายแยกจิต อย่างทีอาตมาอธิบาย เช่น ส่วนใดของเล็บที่เป็นกาย ส่วนใดที่เป็นอุตุ พีชะ จิต แต่เขารู้เพี้ยนไปแล้ว หากเข้าใจอุตุ พีชะ จิต ไม่ได้ กรรมนิยาม ธรรมนิยามของคุณก็ล้มเหลว ทำการแยกจิตให้เป็นอุตุ พีชะ ทำจิตให้ผ่องใสสะอาดยังจิตให้อยู่ในอำนาจได้ ทำให้เป็นพีชะเสมอหรือเป็นอุตุได้ อาตมาพูดเพราะอาตมาบรรลุ ประกาศไปหมดแล้วว่าเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ก็ไม่ต้องไปกั๊กอะไร โชคดี ไม่มีอะไรอำพราง พูดได้ทะลุทะลวงหมด อ.บูรพา... คือการเฝ้าดูอย่างไม่ขาดตอน อาการเฝ้าดูคืออาการที่จิตกับกายแนบแน่นอยู่ด้วยกัน ถ้ามันมีการขาดตอนหรือมีความคิดเข้ามาแทรกแสดงว่าเครื่องรู้เราไม่หนักแน่นพอ ต้องมีความตั้งใจเพิ่มขึ้นไปอีกถ้านึกได้ว่าจิตมันเริ่มไหลไปตามความคิดก็ต้องดึงกลับมาอยู่กับแนบแน่นเครื่องรู้อีก ระหว่างจุดกับเครื่องรู้เมื่อมันแนบแน่นไม่พรากจากกันได้ ความคิดมันก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆความรู้สึกทางกายมันก็จะเบาลงไปเรื่อยๆ พ่อครูว่า...จิตเรายังยึดอยู่มันจะไปหายไปได้อย่างไร _พราวพุทธ...พ่อท่านพูดถึงมูลกรรมฐาน 5 แยกกายแยกจิตแล้วทำอย่างไรต่อ พ่อครูว่า..แยกกายแยกจิตแล้ว ที่มันปรุงแต่งกันอยู่คือทำให้จิตเป็นอุตุ พีชะ จะเข้าใจว่าอาการเมื่อนี้เป็นอุตุ เมื่อนี้เป็นจิต เมื่อนี้เป็นกรรม เมื่อนี้เป็นธรรมะ จะเข้าใจสภาวะของทั้ง 5 นิยามนี้ เมื่อเข้าใจเรียนรู้แยกแยะ เข้าใจสังขารและธรรมทั้งหลาย มันปรุงแต่งกันด้วย อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ _สู่แดนธรรมว่า..คนจะเข้าใจนิยาม 5 นี้ต้องเป็นผู้มีนิพพาน พ่อครูว่า...ผู้มีนิพพานแล้วก็จะอธิบายให้คนที่ยังไม่มีนิพพานมาศึกษาไปตามลำดับ ศาสนาพุทธหากไม่รู้เรื่องนิยาม 5 นี้ไม่มีทางเป็นพระอรหันต์ เป็นการตั้งเส้นทางของพระนิพพาน _สู่แดนธรรมว่า...อ.บูรพา ต้องการอธิบายความหมายของฌาน

อ.บูรพา... เมื่อกายมันหายลมหายใจหายความคิดมันก็จะหายไปด้วยคืออาการที่จิตแยกออกจากความคิดเข้าสู่ฌานสมาธิ เมื่อเข้าสู่สมาธิมันก็จะมีปรากฏการณ์ที่เราพอรู้สึกได้ในขั้นต้นคือปรากฏการณ์ที่ไม่เหมือนกัน กายเบา กายไหว ขนลุกขนพอง เราก็ทำหน้าที่แค่เฝ้าดูอาการนั้น จนมันหายไปโดยไม่ต้องเอาความคิดของเราเข้าไปจับ พ่อครูว่า...มันมีแต่ทำเป็นไม่รู้ผ่านไปไม่รู้มันก็ยิ่งเพิ่มอวิชชา

อ.บูรพา...เมื่อผ่านไปได้ เราก็จะพบอารมณ์สุขชนิดหนึ่งที่มันไม่ต้องการเงื่อนไขของความสุข มันเลยความเป็นความสุขที่แตกต่างจากทางโลก เป็นความสุขทางจิตที่ทำให้เรานั่งสมาธิได้นานๆ นั่งยิ้มเบิกบานไปกับมัน ความสุขของจิตนี้ไม่สามารถเทียบกับความสุขจากการสนองกิเลสโลกได้เลย มันเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่ามากหากพบความสุขที่มันละเอียดลึกซึ้งได้แบบนี้มันก็จะมีปัญญาเห็นเลยว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงแค่ของชั่วคราวมันไม่มีอะไรจริงไม่มีอะไรยั่งยืนที่เราต้องไปยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ พ่อครูว่า...กิเลสมันละเอียดเข้าไปแล้วโดยโมหะ อุปาทานสร้างสภาพว่างไว้ แล้วขยายความคิดอีกเพราะว่าตัวเองรู้แล้วเอามาพูดได้ ตัวเองนั่งยิ้มก็เอามาพูดได้ แต่บอกว่าอย่าไปคิดอย่าไปรู้ ตัวเองสนองกิเลสตนเองอยู่แต่ไม่รู้ อ.บูรพาต้องไปอ่านจูฬสุญญตสูตรสักร้อยเที่ยว แล้วทำความเข้าใจว่าความว่างไม่ใช่ว่างอย่างเด๋อๆ อย่างไม่มีเหตุปัจจัย ไม่ใช่เลย _หนึ่งพุทธ...อ.บูรพา อธิบายเจโตสมถะอย่างฤาษี พ่อครูว่า...อาตมาก็เรียนรู้มาหมดอย่างที่ว่านี้ แต่เอามาอธิบายให้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ไม่ถูกอย่างนี้ เขาพูดอาตมาก็เอามายืนยัน เอามาเป็นตัวอย่าง เพื่อจะหยิบที่เขาพูดมาขยายความ อาตมาพูดเอาเองก็คนเดียว แต่มีคนอื่นพูดก็เอามาเปรียบเทียบขยายความว่ามันถูกหรือไม่ถูกอะไรผิดอะไรถูก ก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ ขอถามพวกเรา อ.บูรพาเข้าไปสู่จิตว่างเฉย แต่โลกที่มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในโลกนี้ไม่มีอะไรจริงๆ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น อาตมาก็ขอถามว่า การยึดมั่นถือมั่นอย่างเฉยว่างๆได้นี้ มันมีความจริงอยู่สักกี่วินาที กับวัตถุข้าวของสิ่งเหล่านั้นลาภยศสรรเสริญคุณยึดถือสิ่งเหล่านั้นนานกว่าหรือไม่ ไปหลงสิ่งที่มันเร็วกว่าว่ามันนานกว่ายั่งยืนกว่า แต่สิ่งที่คุณยึดไว้นานกว่ายั่งยืนกว่าจริงๆคุณยังไม่ได้ละเลย แล้วคุณก็มาเอาตรงนี้มันหลงว่าอันนี้ไปยึดตรงนี้ แล้วบอกว่าวางแล้ววางแล้ว แล้วมายึดถือตรงนี้ อ.บูรพา ...พอพ้นจากฌานสุขไป จิตจะหยุดคิดเป็นหนึ่งเดียวเป็นความว่าง เป็นความบริสุทธิ์ของจิตความรู้แจ้งมันก็จะค่อยๆปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องนึกต้องคิด พ่อครูว่า...ไปอ่านที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่อง ปัญญามีองค์ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ แม้แต่คำว่าสัญญากับปัญญา อ.บูรพาก็แยกไม่ออก เท่านี้ก็สอบตกระเนระนาดแล้ว แยกสภาวะสัจธรรมของสัญญากับปัญญาไม่ออก ก็หมดท่าเลย

_ทองแก้ว...พ่อครูเคยพานั่งเจโตสมถะ เมื่อก่อน ก็ทำตาม กายมันก็นิ่ง เสียงพ่อครูก็ได้ยินแต่ไม่ปรุงแต่งตาม แต่ในขณะนี้ พ่อครูให้อยู่กับปัจจุบันผัสสะมันเกิดสมาธิอีกแบบหนึ่ง เราลืมตาอยู่แต่ก็มีสมาธิ แต่ตอนนั่งหลับตานั้นขณะหลับตามันก็มีแต่ลืมตามันก็หายไปแล้ว พ่อครูว่า...อาตมาก็ว่า พวกคุณไม่โง่ ก็รู้อย่างที่อาจารย์บูรพารู้ อาตมาก็อยากให้อ.บูรพารู้อย่างโลกุตระ ทำจิตให้ว่างจากกิเลสมาปรุง แต่มันปรุงอย่างอภิสังขาร เป็นพระอรหันต์ไม่มีกิเลสแล้วก็ อปุญญาภิสังขาร ทำจิตให้อเนญชาภิสังขาร สั่งสมรักษาผลของอุเบกขา 5 ไป อ.บูรพา ...เป็นปัญญาธรรมที่เกิดจากความบริสุทธิ์คือแก่นแท้ของจิตเรานี่เอง ส่งผลให้ธรรมะที่ปรากฏขึ้นเป็นธรรมะในสภาวะที่รู้แจ้งที่เราอบรมจิตเพื่อให้เกิดปัญญาแบบนี้เองที่นำพาให้เรารู้ความจริงของโลก พ่อครูว่า...ไม่รู้หรอกมันก็จะมีแต่โลกภายในก็หลับตาปฏิบัติ แต่โลกภายนอกอีกมากมายเยอะแยะที่จะเป็นโลกะวิทูคุณจะไม่รู้เลย คุณกลับบอกว่าจะให้รู้โลก อาตมาดักคออ.บูรพาว่า จะให้รู้โลก คือจิตมันเกิดสัญญาก็จะรู้ไปหมด เป็นจินตนาการเป็นโลกของอดีตและอนาคต ไม่ใช่โลกของความเป็นจริงที่มนุษย์คนอื่นเขารู้ร่วมได้ด้วย เป็นโลกที่ตัวเองจำได้และสร้างขึ้นเป็นอดีตกับอนาคต อดีต 18 อนาคต 44 เขาว่าเฉลยแบบทะลุทะลวงและครบไปหมดเลย อ.บูรพา ...ไม่ใช่เข้าใจด้วยความคิดแต่เข้าใจด้วยปัญญาญาณ เป็นปัญญารู้ที่แจ้งในแนวทางของพระนิพพานโดยตรงเมื่อจิตมันแจ้งโลกแจ้งความจริง มันก็เลยข้ามไปเป็นโลกุตระที่จิตเป็นปรมัตถธรรม ในขั้นนี้จะเป็นธรรมที่ดูปรากฏการณ์ความคิดที่มันเกิดขึ้นภายในจิตก่อนจะเกิดความคิดและมิติความคิดความฝัน พ่อครูว่า...ปัญญาไม่ได้เกิดจากการหลับตา พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เกิดปัญญาในขณะหลับตา สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่สมาธิหลับตาแต่เป็นสมาธิลืมตาเกิดปัญญา ถ้าเป็นสมาธิหลับตาไม่มีปัญญามีแต่สัญญาอย่างเดียว ไม่มีปัญญาเกิดในโลกที่หลับตา อ.บูรพา...ทำให้เราเห็นความจริงว่าแท้ที่จริงแล้วเรานั้นเวียนว่ายอยู่ในกรอบของความคิดความฝันของตัวเอง เมื่อออกจากความคิดมารู้ความจริงสิ่งที่รู้มันก็จะแจ้งแทงตลอด เมื่อสามารถดูย้อนกลับไปในมิติของอดีตชาติภพแล้วชาติภพเล่า จนจิตเกิดความเบื่อหน่ายในการเกิดและเกิดความเบื่อหน่ายในธาตุทั้ง 4 ที่ประชุมรวมกัน เพราะไม่ใช่กายของเราจริงๆและเมื่อรู้ทุกอย่างแจ้งจนหมดความสงสัยใดๆแล้วจึงเกิดเป็นความเบื่อหน่ายอย่างที่สุด มันก็จะปรากฏทางออกขึ้นที่ทำให้เกิดการตั้งเส้นทางของพระนิพพานขึ้นเองโดยไม่ผ่านกรอบความคิดนึกใดๆการตั้งพระนิพพานที่แท้จริงเริ่มจากตรงนี้ พ่อครูว่า...สรุปว่าอาจารย์บูรพานี้เป็น ลัทธิทุกอย่างไม่ได้มาแต่เหตุ อเหตุกทิฏฐิ คุณอย่าไปคิดอะไรนึกอะไรแล้วทุกอย่างมันจะรู้แจ้งเองเลยมันไม่มีเหตุเลย ตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธ อ.บูรพาทิ้งไปคนละขั้วกับของพระพุทธเจ้าเลย สู่แดนธรรม...ผมเองก็เคยบวชมา แล้วเคยมีประสบการณ์ทำอย่างที่อ.บูรพาพูด ที่พ่อครูอ่านวันนี้ทำให้ผมย้อนคิดถึงจุดเปลี่ยนที่เป็นทางแยก ฌานฤาษีกับฌานพุทธ คืออ.บูรพา มักพูดถึงว่า ให้หยุดความคิด ซึ่งเป็นการตีความ ในพระไตรปิฎกต่างกัน จะเข้าฌาน 1 ต้องดับวจีสังขาร คือเขาว่าอย่าคิดอย่าปรุงแต่ง แต่พอถึงฌาน 4 จะคิดอะไรไม่ออก แต่จะคิดออกต้องถอยมาเป็นฌาน 1 2 ต่างกับของพุทธเจ้า การเข้าสู่ปฐมฌาน ของพุทธต้องให้ระงับนิวรณ์ 5 พ่อครูว่า..เราก็เทียบเคียง ในโลกสังคมของศาสนาพุทธก็มีคนคิดแบบนี้ เราก็ไม่ใช่อยู่คนเดียว เขาทำอย่างนั้นถูกหรือผิดเราก็รู้ พิจารณาศึกษาว่าอย่างนี้มันก็มี อันไหนถูกอันไหนผิด อาตมาก็เอาสิ่งที่คนอื่นๆเขาเป็นอย่างนี้ ดีไม่ดีเขานับถือกันเป็นอาจารย์ผู้รู้ อาตมาก็ต้องยืนยันอย่างนี้ถูกอย่างนี้ผิดต้องบอกให้ชัดเจนสองทิศทางว่าอันไหนถูกอันไหนผิดไม่ใช่ไปข่ม จะให้รู้อะไรควรอะไรไม่ควรจะได้ศึกษาตาม จะได้ไปสู่ความจริง แม้อาตมาจะพูดอย่างนี้ แต่คนเขาจะเอาอย่างอื่นก็ว่าเราผิด จนกว่าจะไปทดสอบว่าทางของเดิมผิดก็เลิกมาเพราะเข้าใจเห็นจริง อาตมาก็ได้ศึกษามาเลิกสิ่งผิดมาทำสิ่งถูกแล้วอธิบายให้ฟัง เท่าที่อาตมามี เขาผิดกันเยอะก็เลยให้เห็นกัน ก็บอกสิ่งถูก ไม่ใช่ไม่บอกส่ิงถูก สิ่งถูกจริงๆหากประเมินแล้ว ในสังคมมนุษย์ปุถุชนสิ่งที่ถูกมันจะน้อยกว่าสิ่งที่ผิด เพราะว่าปุถุชนจะมีอวิชชามากกว่า ก็ไปยึดถือสิ่งที่ผิดจึงเป็นโลกแห่งความทุกข์ เพราะไปยึดสิ่งผิด พระพุทธเจ้าจึงมาสอนสิ่งที่จริง มนุษย์ปุถุชน มีสิ่งที่ผิดเยอะยึดถือสิ่งที่ผิดเยอะ ก็ให้เรียนรู้แล้วเลิกออกมาก็พ้นทุกข์หลุดพ้นออกมาได้เรื่อยๆ จนสามารถรู้ว่าเราไปยึดถืออะไรในโลกที่เขาหลอก ในโลกที่เขาเสนอ ในโลกที่เขาชักชวนกัน เราก็ไปเรียนรู้จนกระทั่งว่าอ๋อ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงเครื่องอาศัย อาศัยเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ อะไรไม่เป็นประโยชน์ก็เลิกก็ทิ้งมันไร้สาระไร้ประโยชน์ คุณก็จะรู้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณรู้มาถึงอย่างทุกวันนี้ สรุปง่ายๆ คนเราเห็นธนบัตร เป็นสิ่งสุดยอดเป็นแก้วสารพัดนึกดลบันดาลอะไรได้ทั้งนั้น จนกระทั่งศึกษาว่ากระดาษธนบัตรเป็นกระดาษชำระ ก็จะเห็นว่าแค่กระดาษชำระ จิตใจคุณจะเห็นจริงว่ามันก็แค่กระดาษ ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายทั้งนั้น ถ้าเราเองไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องไม่ต้องใช้กระดาษชำระเลย เราก็ไม่ต้องมี คนที่ยังจำเป็นต้องใช้กระดาษชำระอยู่ คุณก็ใช้ไป ผู้ที่ไม่ต้องใช้กระดาษชำระ หนี้ได้ตามกฎหมายแล้วก็สบายมาก อาตมาพาพวกเราปฏิบัติธรรมะจนกระทั่งสามารถเป็นคนที่ไม่ต้องสะสมกระดาษชำระมันจะมีมาก็รู้ว่ามันเป็นกระดาษชำระ เราจำเป็นจะต้องชำระเราก็ใช้มัน โดยไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องมีหรือไม่มี แต่มันก็พอมีนะในหมู่พวกเราไม่ต้องแบกหามไม่ต้องกลัวโจรปล้นด้วย เพราะเราก็มีในหมู่พวกเราช่วยกันดูแลรักษาหมุนเวียนสะพัด สังคมชาวอโศกจะไม่เป็นสังคมคนรวยไม่เป็นคนสะสมสมบัติไว้เยอะ โดยเฉพาะกระดาษชำระ ธนบัตร จะไม่สะสมไว้เยอะ เพราะมันจะมีความรู้ว่าถ้าเราสะสมกระดาษชำระนี้ไว้เยอะ คนอื่นก็จะขาดแคลน เราก็เป็นคนที่ทำให้สังคมเขาเดือดร้อนขาดแคลน ถ้าเรามีเยอะเราก็เป็นคนรวย คนไทยเรียกว่าแบงค์เงินบาท เสร็จแล้วเราเอามาไว้ที่เรามากของเรามาก คนอื่นเขาก็ขาดแคลนเดือดร้อนแย่งชิงตีกัน มันก็อยู่กันอย่างลำบาก คนมีปฏิภาณรู้แค่นี้ก็จะไม่สะสม จนอาตมาสามารถพาพวกเราปฏิบัติไม่ต้องสะสมเงินทอง มีเล็กๆน้อยๆพออาศัยไป อย่างพวกเราในชุมชนบางคนไม่สะสม ถึงเวลาจะใช้ก็ไปเบิกใช้แล้วไม่มีมันก็ว่างไม่ต้องใช้ มีงานจะทำ ก็ไม่ต้องเห็นเป็นเงินทองอะไร คนมีงานกสิกรรมงานอุตสาหกรรม ก็มีให้ทำ ก็ไปเข้าเวรทำ เป็นธรรมดาธรรมชาติ พวกเราเข้าเวรโดยสมัครใช้เองไม่ต้องมีเงินทองอะไร ไปทำเวรทำกรรมตามเรื่อง แต่ของเราเวรก็ดีกรรมก็ดีเป็นกุศลไม่เป็นอกุศล อาตมาเองทำงานศาสนาทำธรรมะโลกียะกับโลกุตระ อาตมาชัดเจนโลกุตระสอนโลกุตระ โลกียะพาดพิงก็ข่ม คนหลงติดยึดโลกียะ อาตมาก็จะข่ม คนหลงโลกียะ ติดในลาภยศสรรเสริญ ติดในสุข เป็นโลกียะ เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าความสุขนั้นคือความทุกข์ ความสรรเสริญก็คือความนินทา ยศชั้นมันคืออะไรคือสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้ ลาภก็เสื่อมก็ยึดถือเอาเป็นเราเป็นของเราไม่ได้ คนที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านี้ เป็นคนชั้นสูงคือเป็นคนมีวรรณะ 9 อยู่สบายๆเลี้ยงง่าย วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ใครเคยได้ยิน รัฐบุรุษบอกว่า ป๋าพอแล้วลูก...ใครเคยได้ยินไหม นี่เป็นคนที่รู้จักพอ รู้จักขีดที่พอ คนที่สะสมเงิน เรามีเงินตั้งล้านหนึ่ง เยอะนะไม่ใช่น้อย หากเกินล้านเขาก็จะสะพัดออก ไม่เอาแล้ว เอาแค่นี้รู้แล้วว่า วงชีวิตของตนใช้สะพัด คงคลังแค่ล้านหนึ่งก็พอในชีวิตตน มันก็จะมีสมรรถนะที่ทำให้เกินได้มันก็จะไม่เอาไว้ก็จะสะพัดออก ยกตัวอย่าง เช่นตอนนี้ปฐมอโศกเขาได้ตั้งคงคลังไว้เท่านี้...อาตมาไม่บอกตัวเลข เขาทำได้แล้ว แต่ก่อนนี้เขาทำ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน