320630 ความเป็นพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัย ศิลปากร โดย รศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ทองใบ ทองเปาด์.docx

โฟลเดอร์ธรรมะจากภายนอกชาวอโศก
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์399 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

320630 ความเป็นพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัย ศิลปากร โดย รศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ทองใบ ทองเปาด์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2532 ณ มหาวิทยาลัย ศิลปากร โดย รศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ทองใบ ทองเปาด์ ดำเนินรายการโดย อาจารย์ วีระพันธุ์ ผู้ดำเนินรายการ : ...ของพระสงฆ์ในเมืองไทยนี่นะฮะ จะเห็นว่ามีความ หลากหลายมาตั้ง 2500 ปีมาแล้วนะฮะ สิ่งสำคัญอันแรกเลยที่ผม สงสัยและอยากเรียนถามอาจารย์เสฐียรพงษ์คือว่า ลักษณะของ การที่จะเป็นนิกายหรือลัทธินี่นะฮะ ผมอยากให้ท่านอาจารย์ช่วย อธิบายว่า"นิกาย"กับ"ลัทธิ"เป็นอย่างไร และเกิดขึ้นในพุทธ ศาสนาได้อย่างไรบ้างสักหน่อยก่อนนะครับ รศ.เสฐียรพงษ์ : ครับ ขอบพระคุณครับอาจารย์ครับ ผมดูเวลาแล้วนี่นะฮะ มันไม่ค่อยมาก ก็จะพูดเรื่องนี้นี่พูดสั้นๆก็คงจะลำบากเหมือนกัน แต่ผมจะเอาแบบอย่างที่อาจารย์นะฮะ อาจารย์บรรยายเหมือน กับรถด่วนเลยฮะ เพราะฉะนั้นก็จะใช้เวลาน้อยที่สุด พูดถึงความเป็นมาในพุทธศาสนาในเรื่องนิกายนี่ เราต้อง เข้าใจนะฮะว่าสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีนิกาย พระที่บวชอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์อยู่ในสำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฮะ คำว่า ศาสนาก็ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำไป พุทธศาสนาก็ยังไม่เกิดขึ้น สมัย นั้นท่านเรียกสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนะครับว่า ธรรมวินัยกับคำว่า พรหมจรรย์ เราจะเห็นว่าเวลาตอนที่ส่งพระสาวกไปประกาศ ศาสนา ท่านก็บอกว่า จงไปประกาศพรหมจรรย์อันงามในเบื้อง ต้น ท่ามกลาง ที่สุด ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ พอตอนจะปรินิพพานก็ตรัสว่า ธรรมและวินัยอันใดที่ เราตถาคตได้บัญญัติไว้แล้ว แสดงไว้แล้ว ธรรมและวินัยอันนั้นจะ เป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว เพราะฉะนั้นมีคำ 2 คำ พรหมจรรย์หรือคำว่าธรรมวินั

อ่านต่อ

ย ทีนี้พระสงฆ์สมัยนั้นไม่มีนิกาย มีการแตกแยกความคิดเห็น กัน ใช่ แต่ว่าเป็นบางครั้งบางคราว แต่เนื่องจากมีพระพุทธเจ้า เป็นศูนย์กลางคอยให้คำแนะนำ คอยเป็นผู้ประสาน คอยอธิบาย ความแตกแยกความคิดเห็นกันก็สามารถสมัครสมานสามัคคีกันได้ ทีนี้นิกายเกิดขึ้นเมื่อไรนะฮะ เค้าของการแตกแยกจริงๆ นั้นมันเกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว คือพระพุทธเจ้าตายแล้ว พูดภาษาสามัญนะฮะ เมื่อก่อนที่จะปรินิพพานพระพุทธเจ้าตรัสบอก พระอานนท์ ว่าสิกขาบทเล็กน้อยต่อไปภายภาคหน้าถ้าพระสงฆ์ ประสงค์ หรือต้องการก็ถอนได้ยกเลิกได้ แต่สิกขาบทเล็กน้อยนั้น คือข้อไหนพระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสไว้ และพระอานนท์ก็ไม่ได้ถาม พอหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วนี่พระสงฆ์ 500 รูปไป ประชุมกัน ทำสังคายนาครั้งที่ 1 อย่างที่เราทราบนะ ปัญหานี้ก็ถูกยกขึ้น พูดกันในที่ประชุมพระสงฆ์ก็ถามว่า ถาม พระพุทธองค์หรือเปล่า สิกขาบทเล็กน้อยนั่นคืออะไร พระอานนท์ บอกว่าไม่ได้ถาม ก็เกิดถกเถียงกันขึ้นว่าข้อไหนมันเล็กน้อย ข้อ ไหนมันสำคัญ ผลที่สุดตกลงกันไม่ได้ท่านก็ใช้วิธีโหวต อย่าลืมนะ พระสงฆ์ท่านเป็นประชาธิปไตย ท่านใช้ MAJORITY VOTE ก็ตั้ง ญัตติว่า เมื่อเรารู้ไม่ได้นะฮะว่าข้อไหนเล็กน้อยข้อไหนสำคัญ ตกลงกันไม่ได้ เราจะยกเลิกมั้ยหรือว่าจะรักษาไว้ตามเดิม เสียงส่วนมากก็ออกมาว่า ขอให้รักษาไปตามเดิม ก็เป็นอันว่ายุติ ในการประชุมสังคายนาครั้งนั้น ทีนี้มันก็มีผู้ที่แพ้เสียงนะฮะ จำนวนน้อยฮะแพ้เสียง ก็ยังยืน ยันมติของตัวเองว่า พระพุทธเจ้าทรงประทานนอนุญาตให้แก้ไข บางเรื่องบางข้อ บางตอนได้ถ้าหากว่ามันจำเป็น บังเอิญมีพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระมหาเถระชื่อว่าปุราณะ ไม่ได้เข้าประชุมกับพระสงฆ์ทั้งหลายด้วย มาทราบมติของที่ ประชุมของสงฆ์ทั้งหมด ก็เลย.. . .แทนที่จะเห็นด้วยกับพระ สงฆ์ส่วนมาก ท่านก็ไปเห็นด้วยกับพวกที่แพ้เสียงคือส่วนน้อย ท่าน ก็บอกเอ๊!ในเมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่าแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้แล้วนี่ มันน่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้นะฮะ อันนี้ในประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้พูดไว้ชัดเจนพูดแต่เพียงเค้า ความแตกแยก ซึ่งทำท่าจะเกิด แต่ยังไม่เกิด หลังจากนั้น 100 ปีก็เกิดมีพระวัชชีบุตรจำพวกหนึ่ง ยกประเด็นขึ้น 10 ประเด็น เสนอแนวทางแก้ไขพระธรรมวินัย 10 ข้อ 10ข้อนั้นผมไม่ต้อง พูดถึงรายละเอียดนะเช่นบอกว่าให้ฉันเย็นได้นะฮะ ถ้าตะวันบ่าย ไปแล้วประมาณสัก 2 นิ้ว สมัยก่อนไม่มีนาฬิกาก็คงประมาณสัก บ่าย 2 โมงฉันได้ฉันสุราอ่อนๆได้แบบพวกคูเลอร์ พวกสไปร์ท อะไรพวกนี้ครับ สไปร์ท วาย คูเลอร์ อะไรพวกนั้นนะฮะ เป็นต้นนะฮะ ทีนี้พระสงฆ์ก็เลยเกิดประชุมกันวินิจฉัย เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ ยอมรับข้อเสนอ 10 ประการที่จะแก้ไขพระธรรมวินัยนั้น ก็แบน ไปพูดง่ายๆไม่ยอมรับ แต่ทีนี้พวกวัชชีบุตรนี่เป็นพวกที่เขามีอิทธิพล มากพอสมควร ถึงเขาจะแพ้เสียงในที่ประชุม ที่ประชุมไม่ยอมรับ แต่เขาไปหาสมัครพรรคพวก รวบรวมพรรคพวกได้เป็นจำนวน มาก รู้สึกจะมากกว่าจำนวนพระสงฆ์ พระสงฆ์ดั้งเดิมที่ยืนหยัดที่ จะรักษาธรรมวินัยไว้ตามเดิมเสียด้วย จึงแยกเป็นพวกหนึ่งต่าง หากเรียกว่ามหาสังฆิกะ มหาสังฆิกะก็แปลว่าพวกมากนะฮะ แล้ว เขาเองก็แยกออกไปเป็นนิกายชัดเจนชื่อว่ามหาสังฆิกะ ตอนนั้นก็ เกิดนิกายใหญ่ๆขึ้นมา 2 นิกาย คือนิกายเถรวาทดั้งเดิมกับ มหาสังฆิกะของพวกวัชชีบุตรนี้ ซึ่งถืออุดมคติว่า ถ้าธรรมวินัยข้อ ใดที่มันจำเป็นกาลเวลาผ่านไป สถานการณ์มันผ่านไปแล้ว ถ้าข้อ ไหนมันจำเป็นก็แก้ไขได้ เพราะถือว่าพระพุทธเจ้าทรงประทาน อนุญาตไว้แล้ว ทีนี้ในช่วงนั้นเองพุทธศตวรรษที่ 2 นั้นนะฮะก็มีนิกายย่อย แตกออกมาประมาณสัก 18 นิกายซึ่งมีนิกายอะไรบ้าง ผมคงจะ ไม่มีเวลาที่จะพูดนะฮะ ในช่วงนั้นมหายานยังไม่เกิด ท่านต้อง เข้าใจอย่างนี้นะฮะ ทีนี้มหายานเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มันไม่ชัดเจนฮะ ประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของมหายานนี่รู้สึกว่ามันไม่ชัดเจน อ่าน หนังสือที่ท่านเขียนเกี่ยวกับประวัติพุทธศาสนานี่ คนนั้นก็ว่าอย่าง นั้นคนนี้ก็ว่าอย่างนี้ แต่ข้อสรุปข้อสรุปที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือว่า มหายานนั้น เป็นผลเป็นการพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากการรวบรวม เอาแนวความคิดของนิกายเก่าๆ 3 นิกาย คือ เถรวาท สารวัสสิวาทิน กับมหาสังฆิกะ แล้วก็มาพัฒนาเป็นแนวคิดของตัว เองขึ้นแล้วก็มีลักษณะเด่นเป็นของเฉพาะตัวเอง เช่นแนวความ คิดเรื่องพระโพธิสัตว์นี่ ความจริงไม่ใช่เป็นความคิดของมหายาน เลย เป็นแนวความคิดของสารวัสสิวาทิน สารวัสสิวาทินมีแนว ความคิดว่าพระพุทธเจ้าเป็นอมตนิรันดร หรือว่าแนวความคิด พระโพธิสัตว์ซึ่งแตกต่างจากพระโพธิสัตว์ของเถรวาทนี่ เดิมเป็น ความคิดของสารวัสสิวาทิน นะฮะ แต่มหายานรับเอามา มา พัฒนาเป็นแนวคิดของตัวเอง เพราะฉะนั้นผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ พุทธศาสนาส่วนมากจะคิดว่าเป็นแนวคิดของมหายาน เนื่องจาก สารวัสสิวาทินก็สูญหายไปแล้วด้วย การเกิดขึ้นของมหายานนี่มันเกิดขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 ถ้าจะว่ากันแล้วนะฮะ พ.ศ.เท่าไรก็ไม่รู้นะ ไม่มีใครให้เวลา ที่แน่นอนได้ ทีนี้ก็...จนมาถึงปัจจุบันนี้รวบรัดมากที่สุด มันก็ มีนิกายใหญ่ๆอยู่ 2 นิกายคือมหายานหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อาจาริยวาท หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอุตรนิกาย นิกายเหนือ กับนิกายดั้งเดิม คือเถรวาทหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหินยานหรืออีก ชื่อหนึ่งว่าทักษิณนิกายนิกายใต้ ต้องจำพวกนี้ให้ดีแล้วกันนะฮะ 2 นิกายนี้ถ้าถามว่า อะไรเป็นตัวชี้บ่งว่า 2 นิกายนี้มัน แตกต่างกัน คือมีลักษณะเด่นเฉพาะที่พอจะบอกว่านี่คือมหายาน นี่ คือเถรวาท มันมีเยอะฮะ ผมอยากจะเสนอเพียงข้อ 2 ข้อเท่า นั้นเอง คือประเด็นหนึ่งก็คือเถรวาทมีแนวความเชื่อว่าพระธรรม วินัยที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้อย่างไรก็ตามนะฮะ ไม่มีสิทธิ์ที่จะไป แก้ไขต้องรักษาไว้ตามเดิม ไม่ต้องแก้ไขดัดแปลงใดๆทั้งนั้น อันนี้ ถือตามมติที่ตกลงตั้งแต่ครั้งสังคายนาครั้งที่ 1 บางคนเขาก็ บอกว่าเป็นพวก CONSERVATIVE นะฮะ ใส่ภาษาฝรั่งเข้าไป จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วก็ฝ่ายมหายานถือแนวความคิดว่า ถ้าเหตุการณ์จำเป็น จะแก้ไขบางข้อก็ได้ เพื่อให้มันสอดคล้องกับสถานการณ์และสิ่ง แวดล้อมที่มันเปลี่ยนแปลงไป พวกนี้ก็อ้างเหมือนกันนะฮะว่าเขา ไม่ได้ถือโดยอัตโนมัติ เขาอ้างพุทธาธิบายพุทธานุมัติ ที่พระพุทธ เจ้าตรัสเป็นนโยบายกว้างๆไว้ก่อนจะปรินิพพานเหมือนกันเพราะ ฉะนั้นเขามีสิทธิ์ที่จะแก้ไข นี่คือข้อแตกต่างกว้างๆใหญ่ๆของนิกาย ทั้ง 2 นี่ อีกอันหนึ่งที่ชัดก็คือว่าทางมหายานนั้นถือว่าหลักธรรม หลัก วินัยแก้ไขได้อย่างเดียวไม่พอนะ เขาถือว่าหลักธรรมคือความ เชื่อพื้นฐานแก้ไขด้วย ความเชื่อพื้นฐานที่เขาแก้ไขซึ่งแตกต่าง จากเถรวาทคือแนวความคิดเรื่องสังสารวัฏ แนวความคิดเรื่อง พระอรหันต์พูดง่ายๆสถานภาพของพระอรหันต์ ทางเถรวาทถือว่า คนเราถ้ายังมีกิเลสอยู่นี่นะฮะ ย่อมเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้ เรียกว่าสังสารวัฏ อย่างข้ามภพข้ามชาตินะฮะ ไม่ใช่เวียนว่าย ตายเกิดในแง่ชั่วขณะจิต ย้งจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตราบใด ที่ยังมีกิเลสอยู่ เมื่อหมดกิเลสแล้วเมื่อนั้นแหละเป็นพระอรหันต์ แล้วเมื่อนั้นแหละก็เป็นอันว่าสิ้นภพสิ้นชาติ ตายแล้วก็หมดกัน เหมือนประทีปดับ ตะเกียงที่มันหมดไส้หมดน้ำมันแล้วก็ดับไปนะฮะ ไฟดับไป ทีนี้ทางมหายานก็คิดในแง่อภิปรัชญาว่า เอ๊!ถ้าเปรียบ เทียบพระอรหันต์ตายแล้วเหมือนกับประทีปซึ่งมันดับไปนี่ ประทีปที่ มันดับไปนี่ถามได้มั้ยว่าไฟมันยังอยู่ มัน EXIST หรือเปล่าถามได้ ตอบได้ไหม ตอบได้ เขาให้คำตอบว่าตอบได้อย่างสวิตช์นี่เรา ปิดสวิตช์ปั๊บไฟดับนี่ไฟยังอยู่มั้ย อยู่ แต่มันอยู่อีกในสภาวะหนึ่ง เพราะฉะนั้นเขาก็คิดว่าถ้าหากเปรียบพระอรหันต์ตายแล้ว เหมือนประทีปที่ดับไปแล้วนี่นะฮะ ก็แสดงว่าพระอรหันต์ก็ยังอยู่ แนวความคิดอันนี้จึงเกิดขึ้นว่าพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี ถึง นิพพานแล้วก็ยังคงอยู่ EXISTING ยังคงอยู่นะฮะ แต่อยู่ใน สถานะไหน เขาก็สร้างแนวความคิดใหม่ขึ้นมาสร้างหลักธรรมชื่อ ว่าตรีกายขึ้นมาอธิบายกายของพระพุทธเจ้านี่ 3 ประการ พระพุทธเจ้า 3 ASPECTS พระพุทธเจ้าที่เป็นรูปธรรมเรียกว่า นิรมานกาย ร่างกายกายเนื้อเรานี่นะฮะเรียกว่ากายหนึ่งอีกกาย ที่ 2 สัมโภคกายคือกายทิพย์ กายที่ 3 คือธรรมกายกายคือ ธรรมะคือสัจธรรม แต่คนละเรื่องกับคลองสามนะฮะคนละอันอย่า ไปปนกันนะฮะ เมื่อเขาอธิยายดังนี้นะครับ เขาก็บอกพระพุทธเจ้า ปรินิพพาน เมื่ออายุพระชนมพรรษา 80 ปรินิพพานไปแล้วนี่เป็น แต่เพียงนิรมานกาย คือกายเนื้อตายไปเท่านั้นเอง แต่ ว่าสัมโภคกายคือกายทิพย์นี่ยังคงอยู่ คงอยู่ที่ไหน ทางฝ่ายมหา ยานก็บอกว่าโน่นพุทธเกษตรโน่น พุทธเกษตรที่ไหนก็ชี้ไปทางทิศ ตะวันตก ไม่รู้อยู่ที่ไหนนะ อันนี้ก็เกิดเป็นนิกายของมหายานอัน หนึ่งเรียกว่าสุขาวดี คือ นี่นะฮะ เขามีความเชื่อ ว่าพระพุทธเจ้ายังคงอยู่ สามารถที่จะติดต่อได้ สามารถที่จะ สัมผัสได้ทุกขณะแนวความคิดอันนี้เป็นแนวความคิดซึ่งพัฒนนาขึ้นมา จากเถรวาทดั้งเดิมซึ่งมันไม่มี นี่คือข้อแตกต่างกันนะฮะ มันมี อีกเยอะ ผมคิดว่าเวลามันไม่พอหรอก เอาแค่นี้ก็แล้วกันนะฮะ อาจารย์ ผู้ดำเนินรายการ : ขอบคุณมากครับ ผมก็ขอสรุปนิดว่าตรงนี้นะครับว่าการแยก ออกมาจะเห็นว่าเรื่องสำคัญ ประเด็นสำคัญในการแยกแยก เป็นเถรวาทกับอาจาริยวาท คือเรื่องของพระวินัยซึ่งยกเว้นไว้ดู เหมือนจะเรียกเป็นกุกธานุขุททกวินัยใช่มั้ยครับ วินัยเล็กน้อยพวก นี้ก็อาจจะเป็นต้นเหตุนะฮะ แต่เรื่องสำคัญที่อาจจะทำให้แยกเป็น ในพุทธศตวรรษที่ 6 นี่เป็น 2 อย่างนั้นคือว่าทางพวกฝ่ายเหนือนี่ นะฮะคือในราชวงศ์กุสานี่ หลังจากที่มีการทำสังคายนาแล้วนี่การ ทำสังคายนาครั้งนั้นเป็นภาษาสันกฤต ซึ่งการทำสังคายนาตอนนั้น ก็ได้ติดต่อแพร่หลายออกไปทางในจีน ญี่ปุ่น เนปาล ธิเบตเพราะ ฉะนั้นพระฝ่ายเหนือนี่นะฮะก็จะใช้ภาษาสันสกฤตเป็นหลักสำคัญใน พุทธศาสนา แต่ว่าทางใต้ซึ่งลงมาทางลังกานะฮะในอินเดียใต้ลง มาแล้วต่อเนื่องมาถึงสุวรรณภูมิของเรานี่ ใช้ภาษามคธและภาษา บาลีเป็นหลัก งั้นอันนี้เป็นการแยกเรียกว่าประเด็นใหญ่ที่สุดใน แนวความคิด อีกแนวความคิดหนึ่ง คือเรื่องของการเชื่อความเป็นพระ โพธิสัตว์ของศาสนาพุทธของเรา เราพบว่าในพวกเถรวาทหรือ พวกหินยานนี่นะฮะพระโพธิสัตว์นี้คือพระพุทธเจ้า พระสิทธัตถะ ของเรานี้ในปางก่อนๆ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านะฮะ แต่ ว่าในพวกมหายานนี่พระโพธิสัตว์ของเขาเป็นบุคคลซึ่งสำเร็จแล้ว บรรลุแล้วนี่นะฮะ แล้วก็ยังปฏิเสธไม่ยอมเข้านิพพานแต่ว่าอยู่คอย ช่วยเหลือมนุษย์ พูดง่ายๆคล้ายๆเป็นเทวดาหรืออะไรอย่างงั้น แล้วมีลักษณะอีกสภาวะหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนก็รู้สึกคล้ายๆกับอบอุ่น เพราะสมัยนั้นมีการแข่งขันในเรื่องการเผยแพร่ศาสนา ระหว่าง พุทธกับพราหมณ์ คือพวกศาสนาพราหมณ์จะเป็นไวสนกนิกาย หรือ ไสวะนิกายนี่นะฮะเขามีเทวดาสำคัญของเขา 2 องค์คือพระศิวะ กับพระวิษณุคือพระนารายณ์กับพระอิศวรของเรานี่นะฮะ คอย ช่วยเหลือเขาอยู่ คับขันมาก็โอมนารายณ์ นารายณ์ก็เหาะลง มาช่วย แต่ของพุทธนี่ว้าเหว่ พระสงฆ์ท่านนิพพานไปหมดไม่รู้จะ เอาใครมาช่วยก็เลยแย่หน่อยในการเผยแพร่ศาสนา แล้วคนก็ เลยไม่ค่อยชอบ เพราะฉะนั้น พวกมหายานก็เลยมีพระโพธิสัตว์ขึ้นมาแข่ง พระโพธิสัตว์นี้ก็จะทำหน้าที่ มาช่วยเหลือมนุษย์ในเวลาที่ตกทุกข์ ได้ยาก ลักษณะนี้ก็ทำให้การเผยแพร่นี่กว้างขวางขึ้นไปเรียกว่า PROPAGANDATION ทางด้านศาสนานี่ดีเยี่ยมแล้วก็ได้ผลดีอันนี้ก็ เป็นเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งเรื่องแยกขึ้นมาอันนี้ สงสัยอาจารย์เสฐียรพงษ์คงต้องรับหน้าที่เหนื่อยมากหน่อย ในช่วงแรกๆนะครับ ของคุณทองใบก็คงขอระยะผลัดไปสักนิดนึง เพราะตอนนี้ยังไม่เข้ามาเมืองไทยยังไม่เข้ามากฎหมาย ตอนนั้น กฎหมายยังไม่มีนะครับ ทีนี้เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อของพระธรรมวินัยนี่นะฮะที่เรา กำลังสงสัยอยู่ว่ามีการแยกออกเป็นลักษณะต่างๆกันแล้วนี่นะ เรา พบว่าในการทำสังคายนาก็ดีอะไรนี่นะฮะ เราไม่มีการเขียนตัว หนังสือเอาไว้ หรือว่าไม่มีการบันทึกลงคอมพิวเตอร์อย่างปัจจุบัน แล้วไม่มีการลงใบลานไว้ หรือลงอะไรไว้เลยนะฮะ เป็นการ ท่องด้วยปากเปล่า เพราะฉะนั้นการทำสังคายนาก็ดี หรือการ ท่องปากเปล่าต่อเนื่องกันมาตั้งหลายร้อยปีนี่นะฮะ แล้วพระธรรม วินัยนี่เรียกว่าพูดถึงความยาวแล้วก็น่ากลัวทีเดียว เรียกว่าคน ปัจจุบันนี่น้อยคนจริงๆที่จะจำไว้ได้หวัดไหวนี่นะฮะ ทำไมถึงจะไม่ มีผิดพลาดเลยบ้าง อันนี้อยากขอคำอธิบายจากอาจารย์สักนิดนะ เพื่อให้เราได้กระจ่างเกี่ยวกันเรื่องการเรียน โดยมุขปาฐะนี่นะ ครับจะมีความแม่นยำสักแค่ไหนในการเรียนติดต่อกันหลายๆร้อยปี นี่นะครับ รศ.เสฐียรพงษ์ : เรื่องยาวอีกแล้วซิฮะ(ฮึ่ฮึ่)ความจริงอาจารย์จะให้ พูด เรื่องซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ว่าตั้งหัวข้อให้มันอ้อมไป อ้อมมาเท่านั้นเองนะฮะ(ผู้ฟังหัวเราะ)ก็ไม่กล้าพูดตรงๆว่าให้มา พูดเรื่องกรณีสันติอโศกนะฮะ แล้วมาพูดโน่นสมัยพระ พุทธเจ้าพระไตรปิฎกอะไรต่ออะไรต่างๆ เวลามันก็จะไม่มี นะฮะอาจารย์ เรื่องนี้เรื่องนี้เรื่องยาว ขอทำความเข้าใจสั้นๆนะฮะคือสมัยพระพุทธเจ้าอย่างที่ผม บอกนิกายก็ไม่มี พระไตรปิฎกก็ไม่มี อันนี้ต้องจำไว้เลยฮะ พระ ไตรปิฎกไม่มีนะฮะมีแต่สิ่งที่เรียกว่าธรรมวินัย แล้วธรรมวินัยอยู่ ในรูปแบบไหน ก็คือลองนึกภาพดูซิว่าสมัยอินเดียพระพุทธเจ้า อยู่อินเดียนั้นท่านจาริกไปตามแคว้นต่างๆ ไปสอนประชาชนใคร เขา...ไปเจอใครที่ควรจะโปรดท่านก็โปรด เทศน์ให้ฟังเรื่อง อะไรต่างๆนะฮะ ท่านก็เทศน์ ทีนี้สภาพของอินเดียนั้นนะฮะมันหลายแคว้น คนก็พูดภาษา ต่างภาษากัน ในคัมภีร์ศาสนาระบุไว้ว่า สมัยนั้นมีภาษาที่สื่อสาร กันอยู่ประมาณ 101 ภาษา 101 ภาษา ก็เป็นของที่แน่นอนว่า เวลาพระพุทธเจ้าไปในรัฐซึ่งใช้ภาษาต่างๆกัน พระองค์จะต้อง ใช้ภาษาต่างๆสื่อสาร เนื่องจากพระองค์นั้นเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทัป ปัตโต เป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ภาษาต่างๆเท่าที่เขาใช้กันอยู่ หมายความว่าพูดได้สารพัดภาษา เพราะฉะนั้นไปโปรดชาว เมืองกบิลพัสดุ์ก็ต้องใช้ภาษากบิลพัสดุ์ ไปโปรดชาวเมืองสาวัตถีก็ ใช้ภาษาชาวเมืองสาวัตถีไปวัชชีก็ใช้ภาษาของชาววัชชี ทีนี้สภาพอันเป็นจริงก็คือว่าธรรมะที่พระองค์สอน หรือพระ สูตรต่างๆที่พระองค์สอนคนต่างๆกัน ย่อมสอนโดยใช้ภาษาต่าง ภาษาเป็นสื่อ ผ่านภาษาหลายๆภาษานะฮะ อย่างไม่ต่ำกว่า 10 ภาษาแน่ๆ แล้วทีนี้ในช่วงนั้นเองมีพระสาวกที่ติดตามคอย รับฟังว่าพระพุทธเจ้าไปเทศน์ที่ไหนต้องตามไปฟังอยู่เสมอคือพระ อานนท์ เพราะก่อนที่จะรับตำแหน่งเป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้านั้น ท่านขอพรไว้เลยว่าพระองค์เสด็จไปไหนขอให้ไปด้วย ถ้าไป เทศน์ที่ไหนขอให้ไปฟังด้วย ถ้าหากว่าพระอานนท์ไม่มีโอกาสได้ ไปด้วยกลับมาแล้วขอให้มา RELATE ให้ฟังอีกที มาเทศน์ซ้ำให้ ฟังว่าไปเทศน์ให้นายก.ฟังความหมายว่าอย่างไร เพราะฉะนั้น พระอานนท์ถ้าเทียบสมัยนี้ก็คือ ผู้ที่ถือเท็ปคอยบันทึกคำสอนที่ พระพุทธเจ้าสอนใครต่อใครไว้ ทีนี้ไม่ใช่เฉพาะพระอานนท์ พระผู้ใหญ่ต่างๆเช่นพระสารี บุตร พระมหากัสสปะพระโมคคัลลานะอะไรต่างๆนี่ พระเถระผู้ ใหญ่ต่างๆนี่ ใครได้จำมาเท่าไหร่ฟังมาเท่าไหร่ ก็จำจำจำกันไว้ แต่ว่าสูตรต่างๆที่ทรงแสดงนั้นก็คงแสดงหลายๆภาษา ใช้หลายๆ ภาษาเป็นสื่อ ทีนี้พอพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 3 เดือนนี่ พระสงฆ์ประชุม กัน 500 รูปนี่ แนวโน้มที่น่าเป็นไปได้ในแง่วิชาการก็คือว่า พระ สงฆ์ประชุมกันที่เมืองราชคฤห์นั้น คงจะต้องเลือกเอาภาษาใด ภาษาหนึ่ง เอาพระพุทธวจนะ ที่ถ่ายทอดไว้ในภาษาต่างกัน เอา มา COMPOSE ใหม่เอามารจนาใหม่ ด้วยภาษาใดภาษาหนึ่งต้อง ใช้ภาษาเดียว ภาษาเดียวที่ใช้นั้นน่าจะเป็นภาษาอะไร นี่นักวิชา การเขาวิเคราะห์ออกมาแล้ว น่าจะเป็นภาษามหาคธีหรือภาษา มคธ เหตุผลก็คือว่าสังคายนาที่แคว้นมคธโดยที่พระเจ้าอชาติ ศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์แล้วพระสงฆ์ประชุมกันที่แคว้นมคธ น่าจะใช้ ภาษามหาคธี มหาคธีคือภาษาที่ใช้พูดกันอยู่ในแคว้นมคธ ก็แสดง ว่าเอามารวมเป็นภาษาเดียวกัน แล้วก็ COMPOSE จะเรียกว่า อะไรก็แล้วแต่นะฮะ มารจนาเป็นภาษาเดียวกัน เป็นแบบเป็น แผนที่แน่นอนทดสอบกัน การสังคายนาตามศัพท์นั้นแปลว่าสวดนะฮะ แปลว่าสวด สอบทานกันว่าคนนี้ได้ฟังมาอย่างนี้ คนนี้ได้ฟังมาอย่างนี้500 รูป นะฮะ คนนี้ได้ฟังมาอย่างนี้เสร็จแล้วก็ทดสอบกัน สอบทานกัน สัง แปลว่าพร้อมกัน ร่วมกัน คายนา แปลว่าสวด แปลว่าร้อง ร้องเพลงก็ได้สวดก็ได้ เพราะฉะนั้นสังคายนาก็คือพระสงฆ์ 500 รูปนั่นแหละ ใครได้ยินมายังไงก็มาทดสอบมาสวด ซ้อมกัน สอบทานกันจน กระทั่งเป็น่ที่ตกลงกันแล้ว แล้วก็เลือกรจนาเป็นภาษาใดภาษา หนึ่ง เข้าใจว่าเป็นภาษามหาคธีนะฮะ ทีนี้เมื่อตกลงกันแล้วก็ท่องจำกัน ท่องจำโดยวิธีมุขปาฐะคือ หมายความว่าปากเปล่านั่นเอง การท่องจำนี้ท่านต้องเข้าใจนะ ฮะว่าเป็นระบบซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก มีประสิทธิภาพมาก เพราะไม่ได้ ท่องคนเดียวท่องเป็นตั้งร้อยร้อยองค์ แล้วถ้าหากว่าพระพุทธ วจนะมันยาวมาก เขาไม่ได้ท่องทั้งหมด แบ่งกันเลยรับผิดชอบไป กลุ่มนี้ก๊กนี้กลุ่มนี้ท่องตั้งแต่นี่ถึงนี่ สมมติว่าพระสุตตันตปิฎกฑีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตินิกาย อังคุตรนิกาย เขาแบ่งเป็นนิกายนิกาย ไปแล้วนี่นะฮะท่องจากนี่ถึงนี่ ท่องจากนี่ถึงนี่รับผิดชอบคนละส่วนๆ นะฮะ ใครที่เคยบวชเรียนจะเห็นทันทีว่า หนังสือสวดมนต์หนา ขนาดนี้พระจำกันได้อย่างสบายมาก ขณะสวดนั่งหลังยังสวดไปได้ เลย เพราะมันคล่องปากจนกระทั่งว่าหลับยังสวดไปได้ นี่ผมสึก มาจนกะะทั่งป่านนี้ ผมยังไม่ลืมเลยฮะบทสวดมนต์ที่สวดเพราะว่า มันท่องทุกวัน สวดทุกวันนะฮะ แล้วไม่ได้สวดองค์เดียว เพราะ ฉะนั้นความผิดพลาดนี่จะมีน้อยมากนะฮะ เพราะจะทำเป็นระบบ เลยนะครับ ทีนี้ในช่วงนั้นนะฮะยังไม่มีพระไตรปิฎก เรียกว่าธรรมวินัย เฉยๆพอเหตุการณ์ผ่านมา 100 ปี เมื่อเกิดเหตุพระวัชชีบุตร เสนอข้อเสนอแก้พระวินัย 10 ประการนั้น การประชุมครั้งนั้นก็ ไม่ได้เรียกว่าประชุมสังคายนาพระไตรปิฎก เรียกว่าประชุม เรียกธัมมวินยวิสัชชนาประชุมชี้แจงเรื่องธรรมเรื่องวินัย ยังใช้ คำว่าธรรมวินัยอยู่ ทีนี้คำว่าพระไตรปิฎกมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ นี่ก็ พูดง่าย แต่จริงๆในแง่วิชาการเถียงกันไม่เป็นที่ตกลงหรอกครับ นะฮะ เพราะมันไม่มีหลักฐานแน่นอน มันมีหลักฐานแล้วก็ต่อเมื่อ มันเป็นพระไตรปิฎกมาถ่ายทอดมาถึงเราแล้วเท่านั้นเอง แต่มันมี แง่มุมอะไรบางอย่างซึ่งเค้าส่อให้เห็นว่าพระไตรปิฎกนั้นน่าจะ เกิดการรวบรวมพระพุทธวจนะเป็นพระไตรปิฎกนั้น น่าจะสำเร็จ ไม่ก่อนหรือหลังสมัยพระเจ้าอโศก อาจจะก่อนเล็กน้อยอาจจะ หลังเล็กน้อย เพราะมันมีเค้าส่อให้เห็นอยู่เช่นในจารึกสารจิสาร จิสถูปนะฮะมีจารึก มีพูดถึงพระผู้เชี่ยวชาญในปิฎกทั้งหลายใช้คำ ว่าเปตตกิญ มีพูดถึงผู้ที่เชี่ยวชาญในพระสูตรเรียกว่าสุตันตินี สุตัน ติกา นะฮะ คำว่าปิฎกมีปรากฏอยู่ในจารึกของพระเจ้าอโศก ก็ แสดงว่าไม่ก่อนหน้านั้นหรือในช่วงนั้นแหละ การรวบรวม พระพุทธวจนะเป็นปิฎกมันคงจะเกิดขึ้นแล้วและหลักฐานอีกอันหนึ่ง ก็ถือว่า คัมภีร์สุดท้ายของอภิธรรมปิฎกนั้นแต่งขึ้นในสมัยพระเจ้า อโศก คือคัมภีร์กถาวัตถุซึ่งตอนหลังเอามารวมเป็นคัมภีร์ที่ 7 ของอภิธรรมปิฎก เพราะฉะนั้นก็น่าจะสรุปได้ในช่วงนี้ก็คือว่า ธรรมวินัยนั้น ส่วนที่เป็นธรรมก็แตกออกมากลายมาเป็นพระสุตตันตปิฎก กับ อภิธรรมปิฎก ส่วนที่เป็นวินัยก็เป็นวินัยปิฎกนะก็เลยกลาย เป็นปิฎกทั้ง 3 เรียกว่าพระไตรปิฎกในช่วงสมัยพระเจ้าอโศก หรือหลังจากนั้นเล็กน้อยนะฮะ ทีนี้ช่วงนั้นก็ยังไม่มีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็ถ่ายทอด มาแบบมุขปาฐะนี่นะฮะ ปากเปล่านี่ ORALTERATION นี่แหละฮะ ที่ไม่จารึกเป็นอักษรนั้นไม่ได้หมายความว่าอักษรศาสตร์ยังไม่เกิด ขึ้นนะมันพัฒนาแล้วเจริญแล้ว แต่ว่าทางพระไม่นิยมใช้นะฮะ ยัง นิยมให้สวดให้ท่องอยู่ เดี๋ยวนี้ก็ยังท่องอยู่ทั้งๆที่มีอุปกรณ์สื่อทั้ง หลายสมัยใหม่มีเท็ป มีวิดีโอ มีอะไรต่ออะไรต่างๆ พระท่านก็ยัง ท่องอยู่อย่างพระปาติโมกข์นี่ พระปาติโมกข์นี่หนาถ้าอ่าน ธรรมดาๆ อ่านแบบอาจารย์บรรยายนี่นะฮะด้วยความเร็วขนาด เดียวกันนี่นะฮะใช้เวลาประมาณชั่วโมงหนึ่ง แต่พระท่านสวดแล้ว สวดจนกระทั่งคล่องปากมาก ซ้อมจนกระทั่งสามารถย่นได้ 45 นาทีนะฮะสวดจบภายใน 45 นาที ไปพูดให้ชาวบ้าน เขาฟังเขาบอกโอ้โห! เป็นไปไม่ได้หรอก หนังสือตั้ง หนาเบ้อเร่อ ศีลตั้ง 227 ข้อ แล้วทำไมจำได้ จำได้ครับท่าน ยังใช้อยู่ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้วิธีมุขปาฐะนี่ไม่ต้องห่วงนะฮะจำได้ ไม่ลืม ทีนี้มาบันทึกเมื่อไหร่ มาบันทึกตอนมาถึงลังกาแล้วนี่ครับ พุทธศตวรรษที่ 5 แล้ว ประมาณพ.ศ.450 นะฮะ พระ สงฆ์ในลังกาก็... ตอนนั้นมันสงครามกลางเมืองก็เกิดขึ้น ระหว่างฝั่งทมิฬกับชาวลังกาชาวสิงหลอยู่บ่อยๆ พระก็รู้สึกว่า ความสามารถในการท่องจำนี่ รู้สึกจะลดน้อยลงแล้วพระก็มี อันตรายมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นบ่อยๆ ท่านก็กลัวว่าการ ทรงจำที่ถ่ายทอดมาแบบมุขปาฐะนี่มันจะหดหายไป ท่านก็เลย ทำสังคายนา จารึกสั่งที่ท่านจำมานั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษรมา ตั้งแต่บัดนั้นนะฮะ แล้วก็ภาษาที่เขาเรียกว่ามหาคธีอย่างสมัยก่อน นั้นนะฮะ ก็มาเปลี่ยนแปลงใหม่มาตั้งชื่อใหม่ เรียกภาษาบาลีหรือ ปาลี ปาลิไม่ใช่ปาลี ปาลิ ภาษาบาลี แล้วก็มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ตันติภาษาเรียกว่าภาษาที่เป็นแบบแผน เพราะฉะนั้นในแง่วิชาการเขาก็สรุปเอาง่ายๆ ง่ายมาก เขาบอกว่าภาษาบาลีก็คือภาษาที่พัฒนาการมาจากภาษามหาคธีซึ่ง ใช้จารึกคำสอนของพระพุทธเจ้า ใช้ถ่ายทอดคำสอนของพระพุทธ เจ้ามาตั้งแต่สมัยสังคายนาครั้งที่ 1 นะฮะ ไม่ทราบว่าเป็นรถ ด่วนอย่างนี้พอจะจับใจความได้มั้ยฮะ ผู้ดำเนินรายการ : ครับ คืออันนี้เป็นประเด็นสำคัญแต่ผมแกล้งถามอ้อมๆไป อย่างนั้นเอง คือประเด็นสำคัญ ที่เกิดการโต้แย้งกันในปัจจุบันนี้ นะฮะ คือประเด็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่าเดี๋ยวนี้ได้เกิดมี พุทธศาสนิกชนบางกลุ่มนี้นะฮะ ได้มีการแปลความ หรือตีความ หรือกำหนดจดจำเอาใจความในพุทธบัญญัติ หรือพุทธดำรัสนี่นะ ออกไปต่างๆกัน แล้วก็เกิดความเชื่อกันว่าอาจจะเพี้ยนไปโดย การท่องหรือเปล่าที นี้เราจะได้มั่นใจกันละครับว่า โดยการ เรียนโดยมุขปาฐะนี่นะฮะ ความจริงเรื่องเพี้ยนคงจะยาก ถ้า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน