640517_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลกุตระปัญญาต้องได้มาจากสัตบุรุษ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข5 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

640517_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลกุตระปัญญาต้องได้มาจากสัตบุรุษ ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1uuLrgfyKjmes-6oPdRVEFA_-HPi51vpVgyFNx_Bs-ps/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1BzkOOMJ6rQBjwiPQeZWT0alEwU1UpPtb/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/Kg2XKfCPp0k

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาวุฒิ 4 เป็นธรรมะเบื้องต้น พ่อครูว่า…วันนี้ วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 6 ค่ำเดือน 7 ปีฉลู เราก็เอาว่า ปีฉลุย จะได้ผ่านอะไรได้ เรามาต่อ ที่อาตมากำลังพูดถึงเรื่องของ จักร 4 ที่มีลักษณะต่างกันกับปัญญาวุฑฒิ 4

จักร 4 (ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ) 1. ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม) 2. สัปปุริสูปัสสยะ (การคบหาสัตบุรุษ) 3. อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้ชอบธรรม) 4. ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำแล้วในปางก่อน ไว้เป็นที่พึ่งอาศัย) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 31)

และปัญญาวุฒิ 4 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248)

นัยสำคัญที่ต่างกันของ จักร 4 กับปัญญาวุฑฒิ 4 จักร 4 เป็นคุณธรรมของสัตบุรุษที่จะทำงานเข็นกงล้อธรรมจักร เป็นหมวดธรรมของสัตบุรุษที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นสัตบุรุษก็คือผู้ที่มีคุณธรรมแล้ว บุพเพกตปุญญตา เป็นผู้ที่ได้ผ่านเรื่องของบุญมาแล้ว ส่วนปัญญาวุฑฒิ ไม่ใช่ของสัตบุรุษทีเดียว เป็นของกลางๆเพราะว่ามีโยนิโสมนสิการ เป็นคำแรกๆต้นๆ อยู่ในสุริยเปยยาลหรืออยู่ในสัมมาทิฏฐิหมวดแรกเลย มีปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ ปร

อ่านต่อ

โตโฆษะคือ คุณต้องฟังคนอื่น ไม่ใช่คุณรู้เอง ผู้รู้เองต้องเป็นสัตบุรุษตั้งแต่พระพุทธเจ้าตั้งแต่ สยังอภิญญา จึงชื่อว่าเป็นผู้รู้เองข้ามชาติมา เพราะฉะนั้นในยุคสมัยใด ที่มีคนเกิดมาแล้วในยุคสมัยนั้นๆ คนที่เป็นสัตบุรุษ เกิดมาในยุคสมัยนั้น โดยเกิดมาเป็นสัตบุรุษเป็นสยังอภิญญา อย่างอาตมาเกิดมาในยุคนี้ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ไหน นอกจากไม่มีครูบาอาจารย์ที่ไหนแล้ว คำสอนคำอธิบายขยายความของอาตมายังไปขัดแย้งกับหมู่ใหญ่เดิม ขัดแย้งชนิดตรงกันข้ามเลย โลกียะกับโลกุตระ อย่างพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นมาในโลก ท่านก็ตรงกันข้ามกับเดียรถีย์ แต่ท่านมีบารมีมาก คนยอมรับทันที พระเจ้าแผ่นดินต่างๆยอมรับหมด ไปแคว้นไหนก็ยอมรับ อย่างอินเดียมีสองแคว้นใหญ่คือ แคว้นโกศลกับแคว้นมคธของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสาร แคว้นเล็กๆ ก็เชื่อตามหมด พระเจ้าพิมพิสารบอกว่าให้มาครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งเลยให้ท่านบริหาร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าท่านบริหารเถอะ ท่านมีหน้าที่มาทำงานทางศาสนา สมัยโน้นยังไม่มีคำว่าขอบคุณ และคงยังไม่มีคำว่าพอใจๆ มหาบัว จะขอบคุณก็ดูจะลดศักดิ์ศรี ก็เลยคัดภาษาแทนขอบคุณว่า พอใจๆ มหาบัวเขาใช้ ปัญญาวุฑฒิ มีอะไร 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) เสวนากับสัตบุรุษ 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) ก็คือฟังธรรม 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) จึงจะเข้าใจการทำใจในใจอย่างถูกต้องถ่องแท้ถึงที่เกิดที่ตาย ถึงที่เกิดเลย คำว่า โยนี หมายถึงอวัยวะเพศหญิงที่ให้เกิดคนมาเลย คนออกมาจากที่นั้นเป็นต้น นี่คือพยัญชนะกับสภาวะต่างๆมีระบุ เมื่อสามารถโยนิโสมนสิการได้จึงเกิดการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) ถ้าไม่มีโยนิโสมนสิการก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ผู้เป็นปัจเจกแต่ไม่ถึงสยังอภิญญาก็ได้ เช่นผู้นี้มี ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ตัวเองเป็นเองรู้ได้ด้วยตัวเอง เกิดธาตุรู้ เกิดความรู้ วิญญาณนั้นได้เปลี่ยนไปมีธาตุรู้ใหม่เกิดในตนเอง ปัจจะ กับ อัตตะ เป็นปัจจัตตัง ปัจจะ แปลว่าสว่าง, อัตตะ คือตัวเรา ปัจจัตตังสว่างแจ้งในตัวเรา เป็นความรู้ เป็นธาตุวิญญาณเกิดความรู้ลงไปในธาตุวิญญาณ เมื่อเริ่มเกิดปัจจัตตังก็จะสร้างสมเป็นปัจเจกก็แปลว่าเป็นของตัวเอง สั่งสมเป็นหนึ่งไปเรื่อยๆ จากปัจเจก จะเต็มถ้วน ถึงขั้นที่ 7 เรียกว่า สยังอภิญญา ก็จะสั่งสมบารมีเพิ่มขึ้นอีกเป็นปัจเจกภูมิในระดับปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ปัจเจก มาเป็นสยังอภิญญา มาเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธ ต่อไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธที่มีสัพพัญญู อย่างอาตมาสยังอภิญญา ต้องสั่งสมเป็นขั้น 8 เกินครึ่งเป็นต้นไป มีบารมีคุณวิเศษเลยครึ่งของขั้น 8 จึงได้ชื่อว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ จนเต็มบริบูรณ์เรียกสัพพัญญู เท่ากับพระพุทธเจ้าทุกองค์ เต็มสุดปัจเจกสัมมาสัมพุทธะคือระดับ 9 หากยังไม่ประกาศธรรมะขึ้นในโลกท่านก็ได้ชื่อว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ถ้าท่านไม่ประกาศศาสนาในโลกมนุษย์ คนก็จะไม่รู้จักว่าท่านคือพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ยังไม่ได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตัดสินพระทัยว่าท่านไม่ประกาศศาสนา ท่านก็ตัดสินรีไทร์ตัวเองเลย เลิก ตายในชาติไหนก็แล้วแต่ ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย แยกธาตุเป็นอุตุธาตุ เพราะท่านก็ทำงานมาเหมือนกับพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ สั่งสมบารมี มีสัมภาระวิบากเหมือนกัน ต้องมีน้ำหนักมีคุณธรรมที่ได้สั่งสมบุญบารมีเข้าเขตขีดของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีคุณธรรมเข้าเขตพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต่างกันตรงที่ท่านไม่ได้ประกาศศาสนาในโลกมนุษย์ จึงไม่ได้ขึ้นทำเนียบเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ถ้าหากประกาศศาสนาท่านก็เป็นเจ้าของศาสนาพุทธองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วท่านก็จะไม่ประกาศศาสนา 2 ครั้ง เพราะว่ามันเมื่อยทำงานมาเท่ากันกับพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ก็จะพอแล้วท่านก็จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว ประเด็นนี้พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหนือในมุมไหน มองได้สองมุม เหนือกว่าตรงที่ท่านไม่มีตัวตนยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งๆที่เรามีสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่เราไม่ประกาศซะ เราก็ไม่ได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้าขึ้นทำเนียบในโลก ภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระศรีอาริยเมตไตรยก็เป็นองค์ที่ 5 หรือในภัทรกัปอื่นอาจจะมีพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ สรุปว่าพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีคุณธรรมเท่าเทียมกัน ต่างกันตรงที่ว่าได้เป็นเจ้าของศาสนาในโลก ตั้งแต่พ.ศ.นั้นยุคนั้น ขึ้นทำเนียบหรือไม่ ถ้าไม่ก็แล้วไปเพราะฉะนั้นมองในมุมหนึ่งพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไม่ประกาศศาสนาเป็นของตัวเองทั้งทั้งที่บรรลุเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แล้วจึงมีมุมที่ไม่มีตัวตนยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประกาศศาสนาเป็นของตน เป็นมุมสิริมหามายา เอาใครเป็นใหญ่เป็นเล็กก็ได้ทั้งนั้นเมื่อหมดตัวตนแล้วก็หมดการย้อนแย้งทั้งมวล

มาเข้าสู่ที่เตรียมมาอธิบาย…

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ต้องพบสัตบุรุษก่อนจึงเกิดฉันทะในโลกุตระได้(พ่อครูลดอายุเหลือ 120 ปี) จึงเป็นผู้ได้ศึกษาตามพระพุทธเจ้าจนมีสัมมาทิฏฐิ และสามารถตีแตกแยกแยะ“เทฺว”ออกได้จริงด้วย“ธรรมะ ๒” ทั้งในความเป็น “พยัญชนะ”ทั้งในการจัดการกับ“ธรรม”ได้ถูก“ตัวตน”แท้ๆสำเร็จ คำว่า “เทฺว”นี้จึงยิ่งใหญ่จนสุดจะกล่าว เพราะ“เทฺว”เป็น“อัตตา-อาตมัน-ปรมาตมัน”ที่ชาว“เทฺวนิยม”ย่อมจมอยู่กับ “ตัวตน” จะ“ไม่รู้ตัวตน” กันได้ง่ายๆเลย ตราบที่ยังไม่ได้พบพระพุทธเจ้า หรือสัตตบุรุษ ก็จะต้องอยู่กับ “ตัวตน” ที่ “ไม่รู้จักตัวตน”อยู่นั่นแล ตลอดกาลอันไม่มีที่สุดจบลงได้ ซึ่งน่าเห็นใจอย่างมากจริงๆที่ประดาคนทั้งหลายในโลก ผู้มีชีวะขั้น“จิตนิยาม”แล้ว แต่ยังไม่รู้“โลกุตระ” ก็ยังต้องจมอยู่กับ“เทฺว”อัน“อวิชชา”อยู่นานสุดแสนนานถึงนิรันดร ก็แสนจะจริง สายเทวนิยม บอกว่าพระเจ้านิรันดร อัตตานิรันดร จึงเกิดความเที่ยงไม่สูญหายตีไม่แตกทำลายไม่ได้ ก็จะจมอยู่อย่างนั้น มันก็มีความจริงนี้มาตลอดกาลคู่กับโลก ศาสนาพระพุทธเจ้า บรรลุธรรมแล้วเกิดความเห็นแย้งว่า วิญญาณไม่เที่ยงสัพเพธัมมาอนัตตา แล้วท่านก็พิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า จิตวิญญาณของแต่ละคนที่สุดของตนเองทำให้จิตวิญญาณตนเองเป็นอนัตตาได้มันก็สูญ จนกว่าจะได้พบพระพุทธเจ้าหรือ“สัตตบุรุษ” และได้ฟังหรือได้ยินท่านพูด“โลกุตรสัจจะ”ให้ได้ยินได้ฟัง อีกทั้งท่านก็ปฏิบัติอยู่ให้เห็นด้วย ดีไม่ดีมีหมู่กลุ่มที่เป็นสังคมอาริยะโลกุตระเอาด้วย จึงจะยินดี(เริ่มมีฉันทะ)ว่า โอ!..ได้พบพระพุทธเจ้า หรือได้พบสัตตบุรุษแล้ว ผู้นั้นย่อม“ยินดี” พอเห็นพระพุทธเจ้า จึงเกิดจิตยินดี มีฉันทะเป็นมูลกา ถ้าไม่มีอิทธิบาท ไม่มีความยินดีเป็นตัวนำไปไม่ออก ปฏิบัติสุริยเปยยาล [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค มิตร หมายถึงใจ, สหาย คือประโยชน์ร่วมมีพรรคพวกหมู่กลุ่มร่วมกัน แล้วครบพร้อมหมดเลย เป็นสัปปายะ 4 ครบเป็นสัมปวังโก เป็นต้น อย่างมาเห็นชาวอโศกตั้งแต่จิตวิญญาณแต่ละบุคคล จนหมู่กลุ่มรวมกันแล้วสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันมีพุทธพจน์ 7 มีการระลึกถึงกันรักกันเคารพกันช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่วิวาทกัน พร้อมเพรียงกันเป็น เอกีภาวะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นคุณสมบัติที่เป็นต้นรากของจิตที่ชัดเจนเลย ถึงเป็นสาราณียธรรม พร้อม อยู่ด้วยเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีลาภธัมมิกา เอาลาภโดยธรรมมารวมกันกองกลาง กินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคีแล้วต่างคนต่างมีศีลสามัญญตา ซึ่งแตกต่างระดับแต่ก็เสมอสมานกัน ศีล 5 เสมอกับศีล 5 ยอมรับว่าศีล 8 คือผู้เจริญกว่าจริง ศีล 8 สูงกว่าก็ไม่ข่มคนต่ำ ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลขึ้นไปอีกก็ชัดเจนเอาศีลเป็นตัวตัดสิน ผู้ที่มีศีลสูงกว่าคือผู้ที่เจริญกว่า อย่างนี้เป็นต้น เห็นหมู่กลุ่มนี้มีมรรคผล เอาหลักวรรณะ 9 มาจับอีก อาตมานำเอาหมวดธรรมแต่ละหมวดเอามาขยายความให้ปฏิบัติจนมีเนื้อแท้ธรรมะ คนผู้ใดก็ตาม ถ้าเริ่ม..เห็นคนผู้หนึ่งในโลกปัจจุบันที่เราก็กำลังมีชีวิตร่วมอยู่ด้วยนี้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือสัตตบุรุษ นี่คือ คุณยอมรับ“คนผู้นี้”เป็นพระพุทธเจ้าหรือสัตบุรุษอยู่ในโลกขณะที่คุณมีชีวิตร่วมอยู่นี้ ดังนี้จึงจะนับว่าคุณมี“ปัญญา” หรือเริ่มเกิด “อัญญธาตุ”ในจิตเห็นพระพุทธเจ้าหรือเห็นสัตตบุรุษขึ้นมาได้

และยอมรับว่า “คนผู้นี้”เป็น“ผู้ปฏิบัติถูกต้องโลกุตระ”ตามธรรมพระพุทธเจ้าจริง(สัมมัคคตา) เป็นผู้บรรลุอาริยธรรมแท้จริง(สัมมาปฏิปันนา)” แล้ว“คบหากับสัตบุรุษ(สัปปุริสสังเสวะ)” ฟังธรรมท่าน มันไม่มีใครบังคับใจของคุณนะ ใจของคุณจะยอมรับเอง ใครจะมาเห็นก็เขาเห็นของเขา เขาเห็นแล้วว่าคนผู้นี้มันจะเป็นของจริงเลย คนนี้เป็นพระพุทธเจ้า คนนี้เป็นสัตบุรุษอยู่ในโลก ที่คุณทั้งหลายมีชีวิตอยู่ร่วมนี้ ดังนี้แหละจึงจะนับว่า คุณมีปัญญา คุณจึงจะมี“ปัญญา”อันเป็น“อัญญา(ธาตุรู้ตัวใหม่ ที่เป็น“อื่น”แตกต่างจากที่เราเคยมีมา)”โดยท่านเริ่มใส่“เชื้อความรู้โลกุตระ”ให้แก่จิตเรา และจะเกิด“ปัญญา”เจริญครบ“ปัญญา ๘”ได้ ปุถุชน“รู้”แบบ“ปัญญา”ขึ้นมาเองไม่ได้ ไม่มีใคร“รู้เอง”ได้

ได้พบสัตบุรุษ จึงได้มีสัมมาทิฏฐิได้ เพราะมีปรโตโฆษะ มีการทำใจในใจ (โยนิโสมนสิการ) เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).

สัมมาทิฏฐิ ๑๐ ๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ทำทานอย่างไม่โยนิโสฯก็จะมี ทานแล้วเกิด 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ คุณต้องรู้ว่าคุณทำใจในใจผิด มีอาการหวังมีภพชาติต่อ นั่นคือมันยังไม่ตัด นอกจากไม่ตัดแล้วยังผูกพัน กับไอ้หวัง พบกันชาติต่อไปอีก แล้วยังสั่งสมลงใส่คลัง สันนิธิเปกโข สั่งสมความหวัง จนผิดไปอีก ข้ามไปชาติหน้าอีก จะได้ไปเสวยสมบัติในชาติต่อๆไป ยาวไม่จบ นี่คือไม่รู้จักจบภพชาติ ชาติไม่จบภพไม่สิ้น การทำใจในใจที่อวิชชา สู่แดนธรรม...นิมนต์พ่อครูพักจิบน้ำ พ่อท่านอธิบายคำว่า ฉันทะ พวกเราก็อาจรู้สึกว่าฉันรู้แล้วๆ นี่คืออาการไม่ฉันทะ หากไม่สามารถแทงรากฉันทะออกจากเปลือกได้ พ่อครูว่า…อาการของความยินดีนี่ มันเป็นอาการที่สำคัญมาก ฉันทะเป็นมูลกา ความเจริญด้านในความเป็นมนุษย์ ถ้าหากคุณไปยินดีในมิจฉาทิฏฐิก็ไปกับเขา คุณมายินดีในทางถูกสัมมาทิฏฐิก็มาทางนี้ มันก็เป็นสัจจะของมัน ความยินดีจึงเป็นตัวกลางๆ ที่จะไปยินดีกับอะไร ยินดีกับที่ผิดหรือยินดีกับที่ถูก แล้วก็ไม่มีใครที่จะตัดสินได้จริงเท่าเรา ตัวเราเป็นตัวเด็ดขาด คุณอาจจะพอฟังคนอื่น เอาคนอื่นมาเป็นน้ำหนักเป็นเครื่องประกอบได้ แล้วคุณจะเชื่อเขาไหมล่ะ คนเราไปเชื่อคนอื่นมากกว่าตัวเองก็ได้ ไม่เชื่อตัวเองเลย เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องมาเป็นตัวเรา ตัวเราจริงๆแท้ๆ เราเป็นผู้ตัดสิน จะช้าจะเร็วก็แล้วแต่ มันจะได้ไม่วกวน คนที่ตัดสินให้แก่ตัวเองแล้วแม้จะเป็นสายศรัทธา ยาวสุดก็ 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ส่วนปัญญาธิกะนั้น ตัดสินไม่ผิด ตัดสินคมชัดแม่น ไม่วกวนไม่ซับซ้อน ผู้มีปัญญาสูงสุดตัดสินเป็นลำดับ คนนี้ 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป มหากัปนั้นนับไม่ถ้วนกำหนดไม่ได้แล้วยังมีติ่งทศนิยมอีก เพื่อความไม่ประมาทเผื่อ error แสนมหากัป หมายถึงเศษที่กำหนดไม่เที่ยงด้วย .001 ผู้ที่สามารถจะชัดเจนว่า คนนี้เป็นพระพุทธเจ้า คนนี้เป็นสัตบุรุษ คนนี้แหละจะเป็นผู้นำของเรา ผู้ใดยังไม่มีภูมิธรรมขึ้นมาเป็นปัจเจก เป็นสยังอภิญญา ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะหรือเป็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นต้องได้รับความรู้จากผู้ที่เขาถือว่าเป็นเจ้าของ ผู้ที่เป็นเจ้าของจริงที่สุดก็คือพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะสามี รองลงมาก็เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ หรือมองในมุมอีกมุมนึง ก็อธิบายได้ว่าเหนือกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ในมุมที่ลบเลย ไม่มีตัวตน ไม่มีสภาพ ไม่แสดงตัวเลย แต่มันไม่มีประโยชน์กับโลกกับมนุษยชาติ ฉันนั้นมีประโยชน์กับมนุษยชาติดีกว่า คุณจะเอาอัตตาโต อัตตาชนะ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่แสดงตัวตนใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าก็ใหญ่ไปเลย อาตมาก็ว่าอาตมาจะเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ ไม่เป็นปัจเจกแล้วไม่ประกาศศาสนา ว่างั้นนะ ไปถึงโน่นอาจจะเปลี่ยนใจก็แล้วแต่ส่วนตัวของเรา เหมือนกับตอนนี้อธิบายได้ว่าอาตมาตอนนี้ ใครให้อาตมาลากไปถึง 151 ปีไม่ได้นะ แต่มันไม่เอาเพราะว่าขันธ์มันไม่ให้ มันเมื่อย มันทุกข์ ไม่ไหวลากไม่ไหวแล้ว 151 ปีตอนนี้อาตมาลดราคามาอยู่ที่ สุดฝืนจริงๆ เอา 130 ปีนะ (ญาติโยม...สาธุ) สุดฝืนจริงๆ 120 ปีก็เอาแล้ว มักน้อยลงมาแล้ว ก็คิดว่าคงพอได้นะ อาตมาทำงานไปอีก อีก 33 ปี ไม่น้อยนะ สู่แดนธรรมว่า… ขอเป็น 121 ปีครับ พ่อครูว่า…คนผู้ใดก็ตาม ถ้าเริ่ม..เห็นคนผู้หนึ่งในโลกปัจจุบันที่เราก็กำลังมีชีวิตร่วมอยู่ด้วยนี้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือสัตตบุรุษ นี่คือ คุณยอมรับ“คนผู้นี้”เป็นพระพุทธเจ้าหรือสัตบุรุษอยู่ในโลกขณะที่คุณมีชีวิตร่วมอยู่นี้ ดังนี้จึงจะนับว่าคุณมี“ปัญญา” หรือเริ่มเกิด “อัญญธาตุ”ในจิตเห็นพระพุทธเจ้าหรือเห็นสัตตบุรุษขึ้นมาได้ และยอมรับว่า “คนผู้นี้”เป็น“ผู้ปฏิบัติถูกต้องโลกุตระ”ตามธรรมพระพุทธเจ้าจริง(สัมมัคคตา) เป็นผู้บรรลุอาริยธรรมแท้จริง(สัมมาปฏิปันนา)” แล้ว“คบหากับสัตบุรุษ(สัปปุริสสังเสวะ)” ฟังธรรมท่าน มันไม่มีใครบังคับใจของคุณนะ ใจของคุณจะยอมรับเอง ใครจะมาเห็นก็เขาเห็นของเขา เขาเห็นแล้วว่าคนผู้นี้มันจะเป็นของจริงเลย คนนี้เป็นพระพุทธเจ้า คนนี้เป็นสัตบุรุษอยู่ในโลก ที่คุณทั้งหลายมีชีวิตอยู่ร่วมนี้ ดังนี้แหละจึงจะนับว่า คุณมีปัญญา คุณจึงจะมี“ปัญญา”อันเป็น“อัญญา(ธาตุรู้ตัวใหม่ ที่เป็น“อื่น”แตกต่างจากที่เราเคยมีมา)”โดยท่านเริ่มใส่“เชื้อความรู้โลกุตระ”ให้แก่จิตเรา และจะเกิด“ปัญญา ”เจริญครบ“ปัญญา ๘”ได้ ปุถุชน“รู้”แบบ“ปัญญา”ขึ้นมาเองไม่ได้ ไม่มีใคร“รู้เอง”ได้… (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม...ถ้าเราไม่พบกับสัตบุรุษ เราก็จะไปคิดเอาเอง แล้วไปหลงว่านั้นคือปัญญาของเราเอง มีคนคิดอย่างนี้เหมือนกันนะครับ พ่อครูว่า…คนอวดดี ไม่ยอมเปิดจิตมารับ ปรโตโฆสะ แล้วก็เป็นวิตักกจริต กว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็ 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป สองเท่าของสายศรัทธา มันเสียเวลาเปล่าก็อย่าไปอวดดีเลย อันนี้เป็นสูตรสำเร็จ นอกสูตรไม่ได้ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแก้ไม่ได้มันจะต้องเป็นสูตรนี้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อาหารของอวิชชา การเกิดปัญญาต้องตั้งตนไว้ถูก ปุถุชน“รู้”แบบ“ปัญญา”ขึ้นมาเองไม่ได้ ไม่มีใคร“รู้เอง”ได้… สู่แดนธรรม...อาจจะมีคนเถียงว่าก็มี จินตามยปัญญา ไม่นับว่าเป็นปัญญาที่พ่อท่านพูดถึงหรือไม่? พ่อครูว่า…มันก็เป็นโลกีย์ สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา เป็นโลกีย์ แต่ถ้าภาวนามยปัญญา มันไม่ใช่ปัญญาแต่เป็น เฉโก ก็ไม่ใช่โลกุตระ ปุถุชนรู้แบบมีปัญญาขึ้นมาเองไม่ได้ พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เป็น“เจ้าของปัญญาที่เป็นโลกุตร ธรรม” และได้นำมาถ่ายทอดให้ผู้อื่นรู้ตาม มีในตนเองตาม จนกระทั่งเป็น“สยัง อภิญญา” ชื่อว่าผู้มี“ความรู้โลกุตระในตน เอง”ซึ่งก็ได้จากพระพุทธเจ้า“มีในตนเองมาแล้ว”ข้ามชาติจากชาติมาแต่ปางก่อน โดยเกิดมาชาตินี้ไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ จึงชื่อว่า เป็น“สยัง อภิญญา”คือ “ผู้มีเอง”ขั้นสัมมมาสัมพุทธสาวก อาตมาชาตินี้ก็ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะจากใคร แต่มีภูมิธรรมโลกุตระของตนเองมาแต่ชาติก่อนๆ ซึ่งอาตมาเป็นพุทธสาวกได้รับธรรมะจากพระพุทธเจ้ามา ชาตินี้ก็มีธรรมโลกุตระเป็นของตนเองมา เขาฟังแล้วก็ไม่เชื่อ อาตมาเห็นเขาเป็นอย่างนั้นก็น่าสงสาร คือวนเวียนในวัฏฏสงสารเก่า น่าสงสาร ผู้ได้ชื่อว่า“รู้เอง”ขั้น“สยัง อภิญญา”นั้นคือ ผู้ที่ได้“สะสมโลกุตรธรรม”ใส่ตนเองมาก่อนแล้วถึงขั้นเป็นปัจเจก“ในตนเอง” เมื่อได้มีชีวิตข้ามชาติ ถึงขั้นได้ชื่อว่า“สยัง อภิญญา”ซึ่งต้องเกิดเป็น“ปัจจัตตัง”มาก่อนแล้ว มีภูมิสูงขึ้นเป็น“ปัจเจกบุคคล” ขั้นต้น จากปัจเจกขั้นต้นจึงเจริญสูงเพิ่มขึ้นเป็น“สยัง อภิญญา” ผู้ที่จะ“หลับตา”ระลึกชาติเอา“โลกุตรธรรมของเก่าที่ตนมีมาแล้ว”ขึ้นมา“รู้”ในชาติใหม่นี้ได้ คุณก็ต้อง“มี”ของเก่านั้นมาก่อน หากคุณยังไม่เคยมี“ของเก่าในสัญญา”ตนเองที่เป็น“อัตตสัมมาปณิธิ”มาก่อน และ“ของเก่า”นั้นก็เป็นโลกุตรธรรมที่คุณได้สั่งสมมาคือ“ปุพเพกตปุญญตา”อีกด้วย แล้วคุณจะระลึกเอา“ของที่คุณไม่เคยมีมาแต่ชาติก่อนในจิตตนมาแล้ว”ได้ยังไง? คุณก็ระลึกนึกคิด“เพ้อเจ้อของเก๊” ที่เป็นอะไรต่ออะไรอันไม่ใช่“โลกุตรธรรม”ขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง โลกุตรธรรมมีในอนาคตไหม?...(โยม...บอกว่ามี) พ่อครูว่า…โลกุตรธรรมมันมีแต่เดิมอยู่แล้ว แต่คนที่จะค้นเอาโลกุตรธรรมนี้ออกมาใช้ได้ คนแรกคือพระพุทธเจ้า นอกนั้นคุณจะยังวนอยู่ในกะลาครอบหรือในกระเปาะไข่นั้น ออกมาไม่ได้ จนกว่าจะคุณจะเจาะออกมาได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นคนเจาะกระเปาะไข่ออกมาได้เป็นคนแรกเราจึงเป็นไก่ตัวพี่ ฉันเดียวกัน ชาตินี้ อาตมาสามารถเจาะกระเปาะไข่ออกมาได้เป็นคนแรกในยุคนี้ อาตมาไปเป็นลิงลมอมข้าวพอง ไปกับโลกีย์เขา 36 ปี จึงออกมาได้ ออกมาได้เลย 36 ปีแล้ว ครบ 72 ปีก็เป็นครบ สามนักษัตร หากต่อไปอีก 12 ปีก็เป็น 84 ปีต่อไปอีกก็เป็น 96 ปี คุณก็ระลึกนึกคิด“เพ้อเจ้อของเก๊” ที่เป็นอะไรต่ออะไรอันไม่ใช่“โลกุตรธรรม”ขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง แล้วหาพวกบริวารก็มึคนหลงรับเอาโลกุตระเก๊ ความเพ้อเจ้อนี้ไปด้วย “อัตตสัมมาปณิธิ”นั้นคือ “สิ่งที่เราตั้งจิตปรารถนาขึ้น(ปณิธิ)และทำให้เกิดภาวะนั้น ที่เป็น“โลกุตรธรรม”อัน“สัมมา”แท้ ที่ต้อง“มีในตนเองแล้ว” มีขึ้นในตน(อัตต)ใส่จิตตน(อัตต)สำเร็จได้มาแล้ว(ปุพเพกตปุญญตา)” จึงเป็น“อัตต”คือ “ตน”แท้ อัตตสัมมาปณิธิ = อัตต+สัมมา+ปณิธิ จึงได้แก่ สิ่งที่เราตั้งจิตปรารถนาขึ้น ศัพท์ก็ว่า“ปณิธิ” แล้วทำให้เกิดภาวะนั้นที่เป็น“โลกุตรธรรม”ได้ดังจิตปรารถนา และตรงตามพระพุทธเจ้า ศัพท์ก็“สัมมา” จึงมีภาวะเป็น“ตน”ขึ้นในจิต ศัพท์ก็ “อัตต”ไง! ขยายความภาษาออกมา เขาเอาไปทำให้เกิดสภาวะขึ้นในตน คำว่าอัตตะ ต้องสร้างและก็ต้องทำลายด้วยนะ อัตตะเราสร้างเอง อัตตะที่เราไม่ได้สร้างเองเป็น อัตตะ เกิดมาจาก อวิชชา พาเกิดมา ที่เราไม่ได้สร้างเอง ต้องมาตื่นรู้ทิศทางที่ว่า อัตตะที่สร้างมาเอง สร้างมาด้วยอวิชชาเป็นอาหาร เลอะเลย แล้วอวิชชาคืออะไร คือนิวรณ์ ไปด้วยนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร เอานิวรณ์ 5 เป็นอาหารก็เลยมีทุจริต 3 เป็นอาหาร ทุจริต 3 เป็นอาหารก็เลยมีไม่สำรวมอินทรีย์ 6 เป็นอาหาร ทำไมคุณไม่สำรวม ก็คุณไปหลับตาดับไป 5 ทวารเหลือทวารเดียวก็สำรวมแต่จิตทวารเดียวก็ได้แต่อาหารทวารเดียว แล้วดันเป็นอาหารผิด อาหารเป็นพิษ อาหารสมถะ สำรวมสะกดจิตให้จิตแข็งเด้งเป็นหนึ่งเดียว ไม่ได้วิจัยแยกแค่ให้เห็นว่า อะไรไม่ดีก็เอาออกอะไรดีก็เอาไว้ แล้วจบไปทีละชั้นๆ ไม่ได้ทำอย่างนี้เลย แต่สะกดจิตให้มันเป็นหนึ่ง คุณก็ได้อาหารที่สำรวมผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อมีความไม่สำรวมอินทรีย์ 6 เป็นอาหาร คุณก็มีสติสัมปชัญญะที่ไม่บริบูรณ์ กลายเป็นสติพร่องไม่เต็มร้อย ถ้าสติ 6 คือ สติ มีทวาร ตามูกลิ้นกาย 5 และจิต อีก 1 เป็น 6 ถ้าสติครบ 6 ทวารสติคุณก็เต็ม แต่นี่คุณมีสติอยู่ทวารเดียว แต่ทวารอีก 5 ทวารคุณไม่ฝึก ไม่สั่งสมไม่ปฏิบัติ สติของคุณก็พร่อง ก็ไม่เป็นสติสัมปชัญญะที่สัมมาที่บริบูรณ์ เพราะคุณไม่สำรวมทวาร 6 คุณสำรวมแค่ทวารเดียว เมื่อสติสัมปชัญญะของคุณไม่บริบูรณ์ มีแต่สติที่มิจฉาทิฏฐิเป็นอาหาร คุณก็ได้อโยนิโส มนัสสิการเป็นอาหาร คุณก็ได้อาศัยการทำใจในใจแบบที่อโยสิโสฯ ไม่ลงไปถึงที่เกิดเหตุ ไม่ถ่องแท้ ไม่แยบคาย ไม่ถูกต้อง พวกที่หลับตาปฏิบัติก็จะได้แบบนี้เป็นอาหารตลอด อโยนิโสมสนิการ คุณไม่มีความศรัทธาไม่มีความเชื่อถือไม่ได้มีความเห็นความเข้าใจถูกต้องเป็นอาหาร คุณไม่ได้พบสัตบุรุษ คุณไปเจออสัตบุรุษ คุณจึงได้ฟัง อสัทธรรม จึงศรัทธาในสิ่งที่ได้จากอสัตบุรุษเป็นอสัทธรรม คุณก็ได้อโยนิโสมนสิการไปด้วย พระพุทธเจ้าอธิบายในอวิชชาสูตรว่า 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)

หมดเวลา

คำว่า “อัตต”นี้เป็น“โลกุตรธรรม”นะ! ที่อาริยบุคคล ย่อมไม่ได้หลง“ยึดเป็นตน”แล้ว แต่ทำให้เป็น“ตน(อัตต)”ขึ้นมาแค่อาศัยเท่านั้นเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ส่วน“ตน”นั้นไม่มีแล้ว ไม่ใช่เพื่อ“ตน” ท่านพ้นความเป็น“ตน”แล้ว เข้าถึง“สภาวะ” ให้ดีๆ ที่พูดนี้เป็นภาษาขั้น“สิริมหามายา” ซึ่งกำลังสาธยายแยกแยะด้วยคำพูดอธิบายปัจจยาการของ“เทฺว”ทั้งนั้น ปุพเพกตปุญญตา = ปุพพ + กต + ปุญญ + ตา นี้คือ ภาษาบอกกล่าว ก็อธิบายได้ดังนี้ “ปุญญ”คือ การฆ่ากิเลส “กต”คือได้ทำเสร็จแล้ว “ปุพเพ”ก็เป็น“ของเก่า”ที่ระลึกขึ้นมาได้นี่ไง! (ศัพท์ ที่เป็นไวพจน์กันก็คือ.. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ส่วน“ตา”นั้นหมายถึง ภาษากำกับบอกว่านี่คือ “คำนาม”นะ! ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “นาม”แท้ๆโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคำนี้หมายถึง“รูป”ที่เคยเป็น“นาม”ในอดีต ภาษาว่า “คำนาม”คือ “ภาษา”หรือ“คำความ”ที่พูดถึง “กิริยา”หรือ“นามธรรม”อันเคยทำให้เกิดมาได้แล้ว เท่านั้น มิใช่“กิริยา”จริงๆ ที่กำลังเกิดในปัจจุบันนี้ดอกนะ! มันแค่คือ“ภาษาบอก”ให้รู้“สิ่งนั้นสิ่งนี้”ที่มันเคยมีเคยเป็น“กิริยา”นั้นๆมาแล้วแต่กาลก่อน คือ “อดีต”ที่พูดถึง ขณะนี้ได้นำ“สัญญาเก่า”ที่เคยเกิด ซึ่งตอนนี้เป็นเพียง “ความจำ”ที่ตกผลึกแล้วเป็น“สั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน