640305_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิจจสมุปบาทสลายอวิชชาให้สิ้นอาสวะอนุสัย_.docx
เนื้อหาในไฟล์
640305_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิจจสมุปบาทสลายอวิชชาให้สิ้นอาสวะอนุสัย ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1cpXGudJytQjSOsUdjTouTvVzlQuo_dEnBuKEjp08DaY/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1D7AFTtMqx3mrZ9Rrjsv_IXIXpkFTw0_2/view?usp=sharing
และยูทูปที่ https://youtu.be/Dzp7jEZO3gQ
สมณ ะเดินดิน ว่า… วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เหตุการณ์บ้านเมืองไทยก็มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศพม่า ของเรามีการชุมนุมมา 6-7 เดือน แต่ยังไม่มีใครตาย พม่าประท้วงไม่กี่อาทิตย์ตายไป 40-50 คนแล้ว ทำให้เห็นความเป็นประชาธิปไตย ความสงบเรียบร้อยของประเทศไทย มีแต่ฝ่ายพวกชุมนุมอยากให้ตำรวจโมโห ยั่วยุด้วยวิธีการต่างๆ จะให้ตำรวจโกรธ ตอนนี้พวกนักศึกษาชักจะฝ่อและหมดแรง พวกเสื้อแดงก็เลยจะออกมาบ้างแล้ว และพวกนี้แนวโน้มกระทำความรุนแรง ยิ่งรุนแรงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งขาดความชอบธรรม ตอนนี้นโยบายรัฐบาลพยายามให้แต่ละตำบลแต่ละอำเภอสร้างโคกหนองนาโมเดล ให้งบประมาณลงไป ทางจังหวัดก็กำหนดให้พวกเราไปทำ เพื่อให้เป็นตัวอย่างของจังหวัด อ.ข้าดิน ก็เป็นตัวแทนพวกเราไปอบรม ซึ่งคำตอบอยู่ที่คน จึงจะประสพผลสำเร็จได้ อย่างเพลงสันติภาพ ที่มีประโยคว่า คั้นมาเป็นบุญ พ่อครูว่า…ฝากคำว่า บุญ คำว่าบุญนี้ยิ่งใหญ่มาก อาตมาจึงเปิดคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยมในหนังสือเราคิดอะไร ตอนนี้อาตมาก็กำลังตรวจแก้ความเรียบร้อยอันสุดท้ายเพื่อจะขึ้นแท่นพิมพ์ เล่มหนึ่งออกมาแล้ว เล่ม 2 กำลังจะออกมา เล่ม 3 กำลังทำตามไป แล้วยังมีเล่ม 4 หนาเล่มละไม่น้อยกว่า 500 หน้า คิดดูเถอะ คำว่า “บุญ” คำเดียว มันจะต้องขยายความ คือมันเป็นความลึกซึ้งซับซ้อน สภาพคัมภีราวภาโส เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ
อ่านต่อ
้อน ขนาดอาตมาพยายามให้สู่แดนธรรม เขียนแผนภาพ แต่ทำไม่ได้ เพราะมันมากซับซ้อนจนกระทั่ง เครื่องหมดปัญญา ที่จริงเครื่องไม่หมดปัญญาหรอก แต่เราไม่สามารถตั้งโปรแกรมให้มันซ้อนมากขนาดนั้น หากมันซ้อนมากขนาดนั้น คนก็จะดูไม่รู้เรื่องอีก เพราะเส้นมันจะซ้อนจนไขว้จนกระทั่งหารูไม่ได้เลย อาจจะเจอรู แต่หาเส้นต่อกันไม่เจอเลย มันซ้อนกันหลายชั้นมากเป็นร้อยพันหมื่นแสนล้านชั้น เป็นอย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะคิด มันเกินสุดที่จะคิดไปได้เลย มันเป็นไปได้อย่างไง incredible เริ่มต้นด้วย sms SMS วันที่ 03 - 04 มี.ค. 2564
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน โมฆบุรุษ และเดรัจฉานกถา ใช้ได้ ทั้งนักบวชและฆราวาส _ฟอด เทพสุรินทร์ : ขอน้อมกราบนมัสการ พ่อครู ด้วยความเคารพยิ่งครับ ผมขอกราบเรียนถาม พ่อครูในคำว่า โมฆบุรุษ จะใช้ได้ทั้งนักบวชและ ฆราวาส แต่คำว่าเดรัจฉานกถา นั้นจะใช้เฉพาะนักบวช หรือเปล่าครับ พ่อครูว่า…โมฆบุรุษ คือ คนที่เกิดมาในชาติหนึ่งใช้เวลาทิ้งไปเปล่า ไม่ได้คุณธรรมที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะโลกุตรธรรม โดยเฉพาะเกิดมาในชาตินี้ สัมมาทิฏฐิยังไม่ได้เลย อย่างนี้ก็มีเยอะ อาจจะรู้ดีรู้ชั่ว แล้วพยายามสร้างความดีในแต่ละชาติ แต่ไม่ได้โลกุตรธรรม เข้าใจโลกุตรธรรมไม่ได้ โดยเฉพาะชาวพุทธ ที่พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของโลกุตรธรรม ที่ค้นพบและเอามาประกาศแก่มนุษยโลก เพราะฉะนั้นชาวพุทธนี่แหละเป็นโมฆะบุรุษแท้ ส่วนพวกที่ไม่ใช่ชาวพุทธนั้นต้องเห็นใจเขา เขาไม่รู้เรื่องโลกุตรธรรม ตามประสาของเขา เขาไม่รู้เรื่อง เขาเกิดมาก็เอาแต่ดีๆๆ ดีมากสุดแล้วตายไปชาติหนึ่ง ได้ดีมากๆก็ลืมดีลืมต้น ได้ดีปลายก็ลืมต้น วนมาทำชั่ว หลงว่าชั่วเป็นดี วนเวียนดีเป็นชั่ว ชั่วเป็นดีอย่างนั้น เพราะคนเรามีสิทธิ์ลืม ซ้ำของเดิมได้เพราะโลกมันก็หมุนอยู่ 2 อย่าง ดีกับชั่ว ไม่รู้จักจบแล้วยาวนานมากมาย ไม่มีอื่น โลกุตระจึงมีอื่นออกมาว่า หยุดทีเถอะภาวะสอง คือหยุดดีชั่ว เลิกเลย ดีก็เป็นมายา ชั่วก็เป็นมายา แต่เอาละ ในประเด็นว่าดีมันดีกว่าชั่วไหมล่ะ ก็ใช่ แต่ดีที่ดีกว่าชั่ว มันจำเพาะในแต่ละกาละ แต่ละยุคๆ แต่ละหมู่ชนที่สมมุติกันไป มันมีความแตกต่างซ้อนอยู่ในความไม่เที่ยงแท้ นี่มันลึกซึ้งไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนให้รู้ว่ามันซ้อน สอนให้รู้ทั้งว่า 1 ที่ดีคืออะไร จึงสอนทีละคู่ๆ เทวะ แล้วให้รู้จักกาละ เทศะ ฐานะ ตามสัปปุริสธรรม 7 ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ธัมมัญญุตา อัตถัญญุตา มีทั้ง 2 อย่าง แล้วก็จะต้องรู้จักการประมาณ รู้จักการจัดสรรว่า 2 อย่างนี้เมื่อใดแล้วก็ต้องไปถึง กาลัญญุตา แล้วก็ต้องไปถึงหมู่กลุ่ม ปริสัญญุตา แต่ละหมู่แต่ละหมู่กลุ่มก็จะกำหนดกัน ตามกาละโอกาส หรือแต่ละบุคคล ปุคคลปโรปรัญญุตา ต้องรู้ธรรมะ รู้อรรถะ เรารู้ตัวเอง อัตตัญญุตา มัตตัญญุตาค่าเฉลี่ยทั้งเหตุผลตัวเราเองทั้งกาละเวลาและหมู่กลุ่มทั้งแต่ละบุคคล นี่เป็นสูตรสำเร็จของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่มากเลย ถ้ามาจัดสรร เอามาสรุป 7 ตัวนี้ ยิ่งใหญ่มาก แต่ขนาดนั้นก็ยังมีมหาปเทส 4 ขึ้นอยู่กับแต่ละยุค ยุคที่มีการกำหนดซ้อนกันอีก กัปหรือกาละที่รวมเอาขนาดไหน ย่อลงมาน้อย จนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้าองค์เดียว พุทธกัป มีเท่านี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายพระองค์ ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นพุทธกัป ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม 5,000 ปี ขององค์อื่นก็มีตั้งเป็นแสนปี ก็แต่ละองค์ ซึ่งก็เป็นการกำหนด แล้วเราก็จะรู้ตามกำหนดว่ามันชัดเจน ตามสื่อภาษาที่บอกทุกอย่างเป็นสภาวะต่างๆ โมฆบุรุษ ก็มีทั้งนักบวชและฆราวาสได้ทั้งคู่ เดรัจฉานกถา ก็มีได้ทั้งคู่เหมือนกัน ไม่ได้มีเฉพาะนักบวช แต่นักบวชนั้นจะต้องศึกษา ฆราวาสไม่ได้ศึกษา เขาก็จะพูดไม่ได้ง่ายๆ คำว่าเดรัจฉานกถา คือคำพูดที่เป็นเดรัจฉาน ไม่ได้ด่านะ แต่เป็นคำพูดที่ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน มันไม่ถูกต้องตามทางที่จะพาไปนิพพานหรือขวางทางนิพพาน เป็นคำพูดที่ไม่สอดคล้อง พาไปหานิพพานเลย มันหมุนวนเป็นโลกียะไม่เป็นโลกุตระเลย นั่นคือเดรัจฉานกถา โมฆบุรุษ ก็เป็นได้ทั้งฆราวาสและพระนักบวช สูญเปล่า เกิดมาชาติหนึ่งๆ หรือพูดไม่เป็นไปทางเพื่อนิพพาน ก็เป็นได้ทั้งพระทั้งฆราวาส และไม่จำเป็นต้องให้เฉพาะพระเท่านั้น ฆราวาสนี่แหละ ยิ่งตัวดี ถ้าพวกเราศึกษาแล้วก็ไม่พูดเดรัจฉานกถา พูดไปอย่างนั้นเสียเวลา อาจจะอนุโลมพูดกับเด็กเล็กๆ เขายังไม่รู้เรื่องไม่ประสีประสา หรือแม้แต่คนข้างนอกคนนี้ยังไม่ได้เข้าโลกุตระ ยังไม่เข้าใจทางไปนิพพาน ก็เอาแค่ความดีความชั่วกับเขาพูดอนุโลมไปกับเขา ถ้ามีเวลาไม่มากก็พูดพอประมาณ มีเวลามากก็พูดกับเขามากหน่อย คนนี้ควรช่วยมากหน่อย หรือคนนี้น่าจะเข้าสู่โลกุตระได้ก็ลงทุนหน่อย ถ้าใครที่ไม่น่าลงทุนเลย ยังเอาอัตตาเป็นใหญ่ ถ้าไม่ได้สมใจแล้วลาออกจากอโศก ไอ้อย่างนี้อาตมาว่า ก็คงจะไปที่ชอบที่ชอบ วนเวียนอยู่ในนรกอเวจีนานเลยนะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ผ้าจีวรของภิกษุต้องมีขันธ์ หรือไม่ _เมตตา โพธิสุทธิ์ : กราบนมัสการพ่อเฒ่าด้วยความเคารพบูชายิ่งค่ะ ขอกราบเรียนถามพ่อเฒ่าเกี่ยวกับเรื่องผ้าจีวร หรือ ผ้าไตรจีวร ซึ่งเป็นเครื่องนุ่งห่มสำหรับพระภิกษุ และสามเณร 3 ข้อดังนี้ 1. พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ในพระธรรมวินัย หรือไม่คะ 2. มีหลักการตัดเย็บ ให้เป็นไปตามพระวินัย. และมีแบบที่เป็นมาตรฐานแน่นอนหรือไม่คะ 3. คำกล่าวว่า "หากตัดเย็บไม่เป็นไปตามวินัย นั้นก็ถือว่าไม่ใช่ ผ้าไตร พระใช้ก็เป็น ติ" ข้อความนี้ถูกต้องหรือไม่คะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า…เอาละอาตมาขอตอบรวมๆไปก่อนว่า เรื่องจีวรคุณอย่าไปยุ่งอะไรมากนัก ผ้านุ่งห่มก็มีโตใหญ่พอสมควร มีขนาดกว้างยาวเท่านั้นเท่านี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดเอาไว้ประมาณไม่ใช่เอาตายตัวเป๊ะๆ มากกว่าหน่อย ยาวกว่าหน่อยแล้วแต่ละคน คนนั้นตัวใหญ่ไม่เท่ากัน เช่นตัวเล็กก็ไม่ต้องกว้างยาวใหญ่มาก คนตัวโตก็กว้างยาวใหญ่มาก สิ่งที่พอเหมาะพอควร พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ในพระธรรมวินัยหรือไม่..ก็ไม่ได้กำหนดตายตัวในผ้านุ่งห่ม มีนัยยะกำหนดคือว่า ให้หนักไปในทางผ้า อย่าไปหลงโลก ผ้าราคาแพงหรูหราฟุ่มเฟือยสดสวยงดงาม อย่าไปหลงอย่างนั้น ถ้าใครสามารถใช้ผ้าสีหมองผ้าที่เขาทิ้งแล้วเรียกว่า บังสุกุล (ผ้าไม่มีเจ้าของแล้วเขาทิ้งแล้วคลุกขี้ฝุ่น บังสุกุละ คือ ขยะแล้ว) แต่ผ้ามันยังดี พอจะใช้ได้ เช่น ผ้าห่อศพมันเปื้อนน้ำเลือดน้ำหนองแต่ผ้ามันดีนะ ส่วนมากเขาจะเอาผ้าใหม่ๆห่อศพ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าชอบกัน ถ้ามันยังดีอยู่เป็นแต่เพียงเปื้อนน้ำเลือดน้ำหนอง เขากลัวเรื่องวิญญาณเรื่องของผีความสกปรกก็ไม่ใช้ เรามาเอาใช้น้ำย้อมสีคล้ำก็กลบสีน้ำเลือดน้ำหนองได้แล้ว จึงกลายเป็นผ้าย้อมน้ำฝาด แต่ทีนี้ไปกำหนดเป็นตารางอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้มันมีเรื่องว่าพระอานนท์ท่านเป็นนักเก็บผ้าบังสกุลมา มีกฐินหรือจอสดึง ไปเก็บผ้ามาได้ ผ้าทิ้ง ท่านก็เอามาตัด ตัดให้มันเป็นสี่เหลี่ยม มันก็จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสี่เหลี่ยมจัตุรัส เอาที่มันจะได้ขนาด ก็เอามาเย็บต่อกันไว้ ตรึงไว้ ได้มาอีก เอามาเย็บต่อ กว่าจะได้ผ้าเต็มจอผืนใหญ่มันก็เป็นช่องๆๆๆ มันไม่ได้เท่ากันทีเดียวหรอก แต่ทีนี้ คนก็ว่าไม่ได้รูปร่างดีก็มาจัดให้เป็นแถวเป็นแนว มันก็เรื่องเป็นความประดิษฐ์ประดอย ตอนหลังไม่ใช่ผ้าบังสกุล แต่ก็มาตัดเย็บเป็นช่องๆก็กำหนดเอาเองพระพุทธเจ้าไม่เคยกำหนดหรอก เขาบอกว่าต้องเป็นผ้ามีขันธ์ ก็เอาเลขสวยๆมากำหนด มันเป็นเรื่องวุ่นวายของคนคิดมาก คนกำหนดมาก ก็หลงติดยึดกันไปเอง อาตมาว่า อย่างชาวอโศกมีผ้าผืนเดียว ก็เย็บขอบหน่อยไม่ต้องมีขันธ์ ดีไม่ดี พวกผ้าตัดใหม่ แต่เขาไปตัดให้เป็นช่อง นี่เรียกว่าพวกโง่แต่ขยัน เขาบอกว่าถ้าไม่มีช่องก็ถือว่าไม่ถูกต้องเป็นอาบัติ ซึ่งกำหนดเอาเอง ไม่มีคำสอนพระพุทธเจ้ากำหนดให้เป็นอาบัติ
_อุ่นเรือน เกิดพินธ์ : สาธุพ่อครูคือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขความจริงเจ้าค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ญาณ 3 ข้อแรกของ ญาณ 7 พระโสดาบัน _สติพล จนพัฒนา : **ญาณข้อที่1ของพระโสดาบันมีอยู่ 3 ประเด็นคือ..1กำจัดปริยุฏฐานกิเลสคือนิวรณ์ทั้ง5อย่างได้ 2ไม่สงสัยโลกนี้โลกหน้า และ 3ไม่ทิ่มกันแทงด้วยหอกคือปากอยู่..สาธุ. พ่อครูว่า…อาตมาก็ขอไขความจริง ที่มันละเอียดกว่านั้น ข้อ 1. กำจัดปริยุฏฐานกิเลสคือนิวรณ์ทั้ง 5 อย่างได้ จริงๆแล้วนิวรณ์ 5 นั้นถูก ปัญญาข้อที่ 1 คือกำจัดกิเลสวีติกมกิเลส 2 ปริยุฏฐานกิเลส 3 อนุสัยกิเลส ขั้นแรกคือหยาบ ถือว่าขั้นต้น ขั้นหยาบ อบายหรือขั้นกามต้นๆ ปัญญาขั้นที่ 1 ต้องรู้ขั้นต้น แล้วก็ทำให้กิเลสขั้นต้นล้างหายไป เรียกว่า วีติกมกิเลส เรียกว่าหมด เหลือขั้นต่อไปคือปริยุฏฐานกิเลส ผู้ที่สามารถทำให้กิเลสขั้นต้นหมดไปเรียกว่าพระโสดาบัน นับตั้งแต่พระโสดาบัน เป็นต้นไปได้เป็นผู้ที่หมดกิเลสวิติกมกิเลส มันพ้นกิเลสอันหนึ่งได้แล้ว เหลือกิเลสขั้นที่สองคือปริยุฏฐานกิเลส โสดาบันคือผู้ที่ทำปริยุฏฐานกิเลสอยู่ คุณคนนี้ว่าทำปริยุฏฐานกิเลสได้แล้วซึ่งไม่ใช่ 2. ไม่สงสัยโลกนี้โลกหน้าคือโลกโลกียะกับโลกุตตระก็โอเค 3. ไม่ทิ่มแทงกันด้วยหอกปากอยู่ ก็ผิดอีก โสดาบัน ยังทิ่มแทงกันด้วยหอกปากอยู่ เอาให้ชัดๆ ยังมี ยังมีปริยุฏฐานกิเลสอยู่คือนิวรณ์ 5 ย่อมวิวาทกันด้วยหอกหรือปากอยู่ อย่าว่าแต่โสดาบันเลย เลยโสดาบันแล้วยังทำอยู่เลย ไม่ต้องพูดแล้วโสดาบันยอดนักหอกแต่ไม่ทำร้ายร่างกาย อาวุธทำร้ายคนอื่นมีแต่ปากเป็นหอก จะไม่กระทบร่างกาย จะไม่ไปทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ มีแต่ปากหอก จะเจ็บกันก็คือปากหอก ไม่ได้ถูกเนื้อถูกหนังก็เจ็บตรงใจที่ยึดมั่นถือมันเจ็บตรงใจ เจ็บใจ ซัดหอก กันไปกันมา ถ้าโสดาบันก็มีสงครามคือปากหอก สกิทาคามีก็ลดลงไปตามลำดับ อนาคามีก็เข้าใจแล้ว คนที่มีหอกก็ชอบซัดหอก อย่างโพธิรักษ์ชอบซัดหอก แต่ไม่ไปแย่งซัดกันไปกันมา หากเห็นว่าเขาซัดกันไปกันมา อาตมาจะหลบ แต่ถ้าอาตมานั้นจะซัดช่วยเขา ยิ่งเขาไม่ตอบโต้เลยก็จะรู้ว่าเขาเข้าใจ อาตมาก็จะให้เขาด้วยเจตนาปรารถนาดี จะดูเหตุการณ์ที่จะเกิดโต้ตอบอย่างไรพอเหมาะอาตมาก็จะรู้ ว่าควรทำไม่ควรทำเท่าใด สื่อธรรมะพ่อครู ตอน กลียุค กับ บุญเก่าและใหม่เป็นเช่นไร
_นุช ไทยเจริญพร : โลกนี้ช่วงนี้วุ่นวายนักเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…โลกยุคนี้ใกล้กลียุค ก็ย่อมวุ่นวายเป็นธรรมดา ก็จะไม่สงบเรียบร้อยกันหรอก ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่สบาย นานๆจะมีคนกระเหี้ยนกระหือรือกิเลสแรง เลยไปรุกรานคนอื่นเขา ทุกวันนี้ก็เลยมีความต้องการกันเยอะ รุกรานกันเยอะ ต้องการเป็นใหญ่ ต้องการที่จะโลภโมโทสัน เอาเปรียบใครให้ได้ ต้องการที่จะ ชนะคะคานกันอะไรก็แล้วแต่ซับซ้อน ถ้าไม่ศึกษาโลกุตรธรรมที่มีความ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) พยัญชนะของพระพุทธเจ้าเก็บเอามาไล่รายละเอียด ซึ้งทั้งนั้น มันลึกซึ้ง ซับซ้อนต่างๆนานา ยากที่คนสามัญปุถุชนจะหยั่งรู้กันได้ง่ายๆ ผู้มีภูมิธรรมระดับอริยะขึ้นไปจึงจะค่อยๆรู้ และไม่ได้รู้หมดทีเดียว ก็ค่อยๆรู้ไปตามลำดับๆ โลกวุ่นวายจริง เพราะมันใกล้กลียุคดังกล่าว เราอยู่ในเสนาสนะที่เป็นชมพูทวีปอย่างประเทศไทย เป็นแดนชมพูทวีปที่มีฤทธิ์ มีธรรมฤทธิ์ มีราศี รังสี กัมมันตภาพรังสี กันความรุนแรงวุ่นวายจากภายนอกเข้าได้ ซึ่งเป็นความลึกซึ้งอจินไตย ขบคิดเอาเองไม่ได้หรอก เป็นความลึกซึ้งมากเลย ว่า เราไม่มีความรุนแรงโต้ตอบ แต่มีอำนาจยิ่งใหญ่ที่ต้านความรุนแรงได้ นี่เป็นเรื่องไม่ใช่ปากพล่อยพูดพล่อยนะ แต่เป็นเรื่องที่สุดลึกซึ้ง มันต้องมีเองแล้วก็ปรากฏได้ อันนี้อาตมาเอง เป็นผู้ที่รู้จักอันนี้ แล้วก็พาทำอันนี้มา ในประเทศไทยนี่แหละ ตั้งแต่เริ่มไปทำในรอบกว้าง ตั้งแต่ออกไปสู่สังคมการเมืองพาทำกันไป แล้วอาตมาก็ไม่ได้กำหนดตัวว่า เป็นเจ้าลัทธิเป็นเจ้าใหญ่เป็นเจ้าของ ก็มีคนอื่นมีแสดงตัวเด่นกว่าอาตมาเยอะแยะ มีสุเทพ เทือกสุบรรณ มีพลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ แต่ดูเหมือนจะเป็นสุเทพ เทือกสุบรรณ เด่น ในงานนั้น ก็คืองานปราบรัฐบาลยอดแย่ จริงๆคือ รัฐบาลทักษิณ จนเดี๋ยวนี้ก็ยังมีเหลือเศษๆเหลือๆอยู่เลย ยังไม่หมด คืออาตมาว่า ถ้าทักษิณ ขออภัยพูดตรงๆถ้าทักษิณยังไม่ตาย อาตมาว่าแกไม่หยุดหรอก 1. แกหมดทรัพย์ หมดแรง หมดอำนาจที่จะมายุแหย่ให้คนอื่นด้วยอำนาจเงินอำนาจคนหลง คนหลงทักษิณก็ยอมสู้ตายด้วยไม่ต้องให้เงินก็ได้ตายแทนได้ก็เขาก็ทำ ก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของคน ที่หลงยึดติดหลงยกย่องกัน ก็เป็นไป แต่เห็นได้ว่าโรยราลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีพวกที่คิดว่า ถ้าทักษิณตายไปข้าจะแทนทักษิณ จะพยายามเป็นตัวตายตัวแทนก็มีอยู่บ้าง ก็แอคอาร์ทกันไป คุณลองคิดดูดีๆเถอะอาตมาจะบอกความซับซ้อนลึกซึ้ง อย่างหนึ่ง คนไม่ฉลาดพอไม่รู้ คือ ผู้ที่ปฏิบัติการเหมือนว่าจะทำตัวให้เหมือนทักษิณ คุณไม่ได้จบวิชาการอาชญวิทยา คือ วิทยาการทางอาชญากรรม ความเลวร้ายซุกซ่อนวิธีการซับซ้อนของคนเลว อาชญะ เขาไปจบด็อกเตอร์อาชญวิทยามานะทักษิณ คุณเป็นใคร คุณจบอาชญวิทยา ปริญญาตรีหรือโทหรือปริญญาเอกเท่าทักษิณไหม อย่าผยองเลย คนที่เป็นตัวอย่างชัดเจน คนระดับปริญญาเอกอาชญาวิทยามาทำแล้วเห็นไหมมีฤทธิ์เดชมาก จนป่านนี้ยังไม่เสร็จสิ้น แล้วคุณจะเอาอย่าง คุณไปเรียนอาชญวิทยาให้จบด็อกเตอร์เช็คก่อนสิ แล้วโกงเอาเงินมาให้มากๆ หาพวกให้ได้มากๆสร้างบุญคุณให้คนนับถือให้มากๆ คุณลองทำดู ยังไม่มีเหตุปัจจัยในคุณเลยอย่าแอคเลย เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้างเลย บ่มีไก๊หรอก เพราะฉะนั้นในเรื่องรัฐทั้งหลายแหล่ ที่อาตมาหยิบเอามายืนยันเอามาพูด ใช้ศึกษาเถอะแล้วจะรู้ความซับซ้อนอีกเยอะมากในมนุษยชาติ อาตมาเองอาตมาไม่ยุ่งเกี่ยวจะไปแย่งอำนาจโลกีย์ หรือแม้แต่อำนาจทางธรรมก็ไม่แย่ง แต่อาตมาเต็มใจทำงานทางธรรม โลกีย์นั้นตัดทิ้งเลย ไม่แย่งไม่อะไรทั้งนั้น ไม่ไปออกฤทธิ์ออกแรงอะไรทั้งนั้น มีตามบารมี คำว่า บารมี ไม่ใช่บุญ แต่คำว่า บารมี นี่ เป็นเรื่องของผู้ที่สามารถเข้าใจบุญ และทำบุญมีผลสำเร็จ บุญ เป็นปัจจุบันธรรม เป็นพลังงานที่สร้างขึ้นได้ในปัจจุบันธรรม แล้วมีหน้าที่ล้างจิตวิญญาณตัว กลิ จิตวิญญาณที่เป็นตัวโทษตัวภัยในมนุษยชาติ ตั้งแต่ของตัวเองล้างหมดเป็นอรหันต์แล้ว ก็ให้คนอื่นรู้ตัวแล้วล้างของตนเอง ล้างให้กันไม่ได้ ไม่มีใครจะล้างกิเลสให้ใครไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ล้างกิเลสให้ใครคนอื่นไม่ได้ ได้แต่บอกให้เข้าใจแล้วไปทำอย่างนี้ ไปสร้างพลังงาน ฌาน เป็นไฟ เป็นอำนาจฤทธิ์แรง แล้วในฌานมีปัญญา ปัญญามันจะรู้แจ้งว่ากิเลสมันตัวนี้ตัวภัย แล้วฆ่ากิเลสแท้ๆ ตัวปัญญา ไม่ทำให้ไประแคะระคายเคืองแก่จิตสะอาด ไม่เลย บุญมีปัญญา ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยได้ละเอียดมากเลย แล้วทำลายแต่สิ่งที่ควรทำลายได้อย่างมีสัดส่วน ยอดเยี่ยมเลย นี่เป็นความละเอียดลึกซึ้งที่อาตมาพยายามขยายความจริงให้ฟัง มันไม่ง่าย แต่มันได้จริงๆ มันเป็นจริงไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไรแก่อะไรเลย ตั้งแต่ หยาบ กลาง ละเอียด ทั้งหมดเลย หยาบก็ไม่มีไปละเมิด ยิ่งกลางเข้าไปก็ละเอียด ไม่ละเมิด ยิ่งละเอียดก็ยิ่งไม่ละเมิด ที่จริงละเอียดก็ไม่มีอะไรที่ละเมิดอีกแล้ว เข้าไปหาความหมด นี่คือนัยยะสำคัญของบุญ และบุญเก่า บุญใหม่ ก็ยากที่จะเข้าใจกัน เมื่อกี้พูดถึงบุญเก่า บุญใหม่ เยที่จะเห็นตามรู้ตาม มันสงบเนียนลึกซึ้งซับซ้อนหลายชั้นมากเลย สุขุมประณีตละเอียด เดาไม่ได้ อตักกาวจรา คาดคะเนเอาไม่ได้ต้องเจอสภาพเอง มันละเอียด นิปุณา อาตมาไม่รู้จะแปลภาษาไทยว่าอะไร มันละเอียดขั้นนิพพาน ไม่รู้จะใช้พยัญชนะอะไรมาสื่อ คนที่เข้าไปถึงสภาวะของนิพพาน ซึ่งเริ่มตั้งแต่มีจิตสะอาดจากกิเลสเป็น ปริสุทธา แล้วจะมีปริโยทาตา แล้วจิตจะมีสภาวะ 2 มุทุ ภูตธาตุ จะได้มากได้ดีได้แนบเนียนเก่งทั้งสองสภาพสะสมจึงสามารถทำกรรมได้ดี เหมาะควร ไม่มีผิดพลาด ทุกกรรมทำได้เหมาะสม จึงเป็นกรรมที่ไม่มีโทษเลยรับรอง รับรองด้วยคุณสมบัติพิเศษ ไม่มีใครรับรองต้องของคุณวิเศษเอง ของผู้นั้นเอง เจ้าของเองรับรองเป็นจริง ซื่อสัตย์จริงใจทำได้ เป็นจริงอย่างนั้นเรียกว่ากัมมัญญา จะทำกรรมอีก เจอกับโจทย์อีกเท่าไหร่ก็ไม่มีเพลี่ยง ไม่มีพล้ำ ไม่มีเสียหลัก ไม่มีเสียท่า ผ่องใสสะอาดอยู่ตลอดกาลนาน ประภัสสร อาตมาหยิบสภาวะมาขยายเป็นภาษาไทยๆแปลให้ฟังแต่ละคำ บุญเก่า มันเป็นคำสองคำ คำว่า บุญตามมาใหม่ บุญเก่าตามมาไม่มี บุญเก่าไม่มี บุญมีแต่บุญปัจจุบัน จะเรียกว่าใหม่ก็ใหม่ปัจจุบัน หมดปัจจุบันแล้วไม่มีบุญ อนาคตยังมาไม่ถึง คุณกำลังทำพลังงานฆ่ากิเลส ขณะนี้มันกำลังทำสงคราม สรณะ ประกอบสงครามกันอยู่เลย กำลังทำปฏิกิริยาของเหตุปัจจัยที่กำลังเกิดทันทีทันใดบัดนี้ คุณก็ล้างกิเลสขณะนี้ปัจจุบัน มันก็คือพยายามสร้างพลังงานให้เป็น ไฟฌานขึ้นมาล้าง สู้กับกิเลสทำลายกิเลส คุณทำลายกิเลส จบได้ เผด็จศึกได้ จึงชื่อว่าบุญ ฌานกับบุญ ตัวเดียวกัน แต่คำว่าบุญมันคือตัวสำเร็จงานของฌาน ไฟเท่านี้ จัดการสลายกิเลสสำเร็จเรียกว่า บุญ เพราะฉะนั้นคุณทำได้เสร็จจบ บุญมันหมดอาสวะสิ้นก็จบเรื่อง แต่ถ้าบุญคุณไม่สำเร็จยังไม่จบ อาสวะยังเป็นได้แค่เพียงบางส่วน 100 คุณได้สัก 20 ได้สัก 30 ได้สัก 50 มันก็เลยอีกส่วนหนึ่งเพราะคุณเป็นแค่เสขบุคคลต้องทำต่อ สร้างบุญให้ล้างก้อนกิเลสก้อน 100 นี้ให้หมด 100 ถ้ายังไม่หมด 100 ก็คือมีส่วนบุญ ได้ทำไปบางส่วน ที่เหลือก็ทำให้หมด เป็นเสขบุคคล หมดแล้วก็ อเสขบุคคล ก็ไม่ต้องทำอีก การศึกษาจบกิจ หมดกระบวนการที่จะรบ อรณะ ไปเป็นส่วนๆ ไม่มีสงครามอีกเรื่อยๆ อย่างนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นคำว่าบุญเก่าและบุญใหม่เป็นพยัญชนะที่คลุมเครือ ถ้าไม่รู้สภาวะแล้วอ้างอธิบาย บุญเก่าบุญใหม่ จะอธิบายไม่ได้ง่ายๆ ช่น บุพเพกตปุญญตา คนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ บุพพะ กับ กตนะ กตะ ที่บุญ มันจัดการมาแล้ว กตะ แปลว่า เสร็จแล้ว จบแล้ว บุญที่ทำหน้าที่แต่ก่อน ชาติไหนก็แล้วแต่ คุณได้ทำพลังงานเป็นบุญกำจัดกิเลสนั้นหมดมาแล้วเสร็จแล้วนะ กตญาณ เสร็จแล้วจบแล้วได้แล้วนะ คุณไม่ต้องใช้บุญอีกแล้ว บุญไม่มีมานะ ซับซ้อนไหม คุณเสร็จแล้ว บุพเพกต บุญสำเร็จเรียบร้อยแล้วไม่มีมาอีกนะ มีแต่จิตสะอาดจากกิเลสอันนั้นมาอย่างแข็งแรง นี่คือบารมีของผู้ที่ทำ บุพเพกตปุญโญ เพราะฉะนั้นคำว่า ปุพเพกตปุญญตา คนไม่มีความรู้ละเอียดอย่างนี้ จะบอกว่าบุญมีแท่งมีก้อนมีแต่บุญเก่ามา ซึ่งบุญไม่มีตามมา ยากไหม? ...เงียบ แสดงว่ายาก บางคนบอกไม่ยาก เห็นไหมยาก ตรงที่ว่า ถ้าว่าไม่ยากทำไมไม่รีบตอบ แสดงว่า ยาก ขนาดพวกคุณนะฟังเรื่องนี้มาถึงพันถึงแสนครั้งหรือไม่นะ อาจจะถึงหรือกว่าแล้วก็ได้ ใช่ไหม เห็นไหมว่ามันไม่ง่าย คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ไม่ง่า
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พลังงานสัมประสิทธิ์ระดับคูณและยกกำลังของพ่อครูในการขยายอายุขัย วันนี้วันที่ 5 มีนาคม 2564 วันนี้จึงเป็นวันที่อาตมามีอายุมาถึง 86 ปี 9 เดือน เต็ม พรุ่งนี้ก็ 1 วัน เลย 9 เดือน 1 วัน ไปถึง มิถุนายน 2564 เต็ม 86 ปี ขึ้น 87 ปี ก็จะไล่อายุ 87 ปี ไปในปี 2564 จนถึง 6 เดือนของ 2564 ก็จะถึงครึ่ง พอมกราคม 2565 ก็จะเป็น 7 เดือน ข้ามกรอบของ 6 อะไรจะต้านทานยากมันจะฉลุยไปเป็น 8 เป็น 9 นะ เพราะฉะนั้นจะไปเต็มเอาตามที่อาตมาพูด ถ้ากำหนดไม่แม่นจะเหลื่อมหน้า เหลื่อมหลัง เหลื่อมบนเหลื่อมล่าง ได้ง่าย เป็นการกำหนดอายุยังชีพ อาตมามีชีวิตขนาดนี้ ก็ยังนึกอยู่ว่า เราประคองขันธ์ 5 นี้มาได้ ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองตายแล้ว 72 ปี แต่ก็พยายามสร้างพลังงานสัมประสิทธิ์พิเศษ ตามที่มีความรู้ซึ่งก็ยากที่จะเข้าใจ พวกเราก็พยายามทำความเข้าใจทั้งพยัญชนะ 8 อ. เป็นต้น เรื่องของจิตวิญญาณยิ่งยากใหญ่ ก็พยายามประสมส่วนรูปนาม มีทั้งสภาพสภาวะของวัตถุ สภาวะของอีกอันหนึ่งที ถูกรู้เรียกว่ารูป กับสภาวะจิตของเราร่วมกันเป็น mc ทำงานร่วมกัน ผสมผสานสังเคราะห์ให้เกิดการก้าวหน้ามีอัตราการก้าวหน้ามีพลังงานที่จะต้อง มีผลเจริญ มีอัตราการก้าวหน้ามีผลเจริญ เจริญอย่างไร เจริญแบบสร้างสรร สร้างสรรต่ออายุขัย ทั้งกำลังกาย กำลังใจ ทั้งองค์ประกอบดินน้ำไฟลมที่ปรุงแต่งในร่างกาย โดยเฉพาะจิตวิญญาณมีกำลังแข็งแรง มีความตั้งใจ มีเจตนา มีความมุ่งมั่น แล้วก็สร้างพลังอภิสังขาร ปรุงแต่งให้ยิ่งๆๆๆ ใช้พยัญชนะว่า ปรุงแต่งจัดการ ให้มันประสมส่วนๆขึ้นไป ให้มันมีประสิทธิภาพ ที่จะเป็นพลังงานที่จะก้าวหน้าหรือว่าทำให้ขับเคลื่อนเป็นพลังงาน สามารถทด ภาษาทางวิศวกรก็คือมี Resistance ที่สามารถทำให้เกิดพลังงานปะทะกัน เสร็จแล้ว บวกลบคูณหารเป็นพลังงานที่เกิดพลังใหม่ขึ้นมา Resistance พลังงานสังเคราะห์กันเสร็จแล้วเกิดพลังงานใหม่ขึ้นมาทำให้มีอัตราการก้าวหน้า เพิ่มขึ้นกว่าเก่า จะเป็นจุดทศนิยมเพิ่มขึ้นมา .01 .02 .05 .10 หรือเป็น 1 อัตราการก้าวหน้าเป็น 1 หรือเป็นคูณ ถ้าระดับความมั่นใจว่าจะก้าวหน้าทวีขึ้นได้เรียกว่าปฏิภาคทวี ถ้าแค่บวกนั้นยังไม่ แต่ถ้าคูณเชื่อได้ว่าจะก้าวหน้า ถ้ายิ่งเป็นขั้นยกกำลัง ก็ชัวร์ 2 + 2 เป็น 4, 2 คูณ 2 เป็น 4, ยิ่งกว่า 2 เป็น 3, 3 กับ 2 คูณกันเป็น 6, 3 กับ 4 คูณกันเป็น 12, ถ้า 3 กับ 3 คูณกันเป็น 9 ก็เอายกกำลังมาแทน ซึ่งเป็นสังขยาเลขที่จะรู้ปฏิภาคทวีบวกลบคูณหารกัน ทวีขึ้นๆ จะมีเหตุรูปนาม m กับ c มวลกับแรง เขาก็เลยเรียกแรงว่าอัตราเร่ง เพราะเป็นระดับคูณ ไปหายกกำลัง จึงเป็นอัตราเร่งไม่ใช่อัตราบวก 2 + 2 เป็น 4, 4 + 4 เป็น 8 ไม่ใช่ ต้องเป็นอัตราการก้าวหน้า คูณขึ้นไป จนถึงยกกำลัง ถ้าถึงขั้นยกกำลังขึ้นไป ของอาตมาทำในระดับคูณ หรือยกกำลัง.. มันดูๆเหมือนจะยกกำลัง ไม่ใช่แค่ขั้นคูณ เพราะว่า ช่วงนักษัตรหนึ่งมาแล้ว จาก 72 ปีมา 84 ปีมันยังไปดีอยู่นะ ถ้าจริงๆแล้ว 72 ปีมันจบ ถ้าไม่มีอัตราคูณ อัตรายกกำลังเนี่ย อาตมาคงหง่อมงอกแงกกว่านี้เยอะ กำลังวังชาจะไม่เท่านี้ แต่นี่อาตมาว่า นี่ไม่พยายามจะทำว่าฉันแข็งแรงกว่านี้ หนุ่มกว่านี้ ปรูดปราดกว่านี้ มันจะดูน่าเกลียด ถ้าอาตมาจะทำใกล้ๆกับนายภูมิ นายดีดี มันจะดูน่าเกลียด มันจะเหมือนเด็กๆ มันจะดิ้นเหมือนลิงเกินไป ขนาดนี้เขายังหาว่าเป็นลิงเลย ไม่นิ่งเลยไม่สงบเลย พวกมิจฉาทิฐิยังไม่เข้าใจความสงบแบบของพุทธเจ้า ซึ่งกิเลสมันดับแล้วมันจะยิ่งคล่องแคล่วว่องไว ปราดเปรียวเป็น กายปาคุญญตา จิตก็ยิ่งคล่องแคล่วปราดเปรียวทั้งนั้นเลย นี่คือความสง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive