640303_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติจรณะ 15 พาให้พ้นสวรรค์คนโง่.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข17 กรกฎาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

640303_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติจรณะ 15 พาให้พ้นสวรรค์คนโง่ https://www.boonniyom.net/50083.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1uZeV3jDSbDJ5QnsmhnnQ_MizLUYnq5rnlKgD_wtNnSo/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1aNg-lXYzPFTeTtkK5izFOUfsTjlrHdAd/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/uMLdkjmG1Jo

สมณ ะฟ้าไท ว่า… วันนี้เป็นวันพุธที่ 3 มีนาคม 2564 ที่ บวรราชธานีอโศก แรม 5 ค่ำเดือน 4 ปีชวด เราเพิ่งผ่านงานพุทธาภิเษกครั้งที่ 45 เท่ากับพระพุทธเจ้าเผยแพร่ศาสนามาพอดีๆ เท่าที่ได้สรุปกันฟังทั้งฆราวาส สมณะ ว่าพ่อครูเทศน์ตอนทำวัตรเช้า 06.00 น.กำลังดี ไม่รีบเร่งมากแต่เขาตั้งข้อสังเกตว่าพ่อครูเทศน์ 1 ชั่วโมงครึ่ง กำลังดี แต่ถ้าเกินมา 15 นาทีกำลังเหมาะ แต่ถ้า 2 ชม. เกินกำลังไป ก็ต้องการรักษาร่างกายพ่อครูให้อยู่ได้นานที่สุด เพราะพ่อครูเป็นนักขับรถมือฉมัง เหยียบคันเร่งมิดเลย แต่รถของพ่อครูเก่าแล้ว เราก็รักษารถคันนี้เพื่อให้อยู่กับพวกเรานานๆขึ้น งานพุทธาภิเษกฯที่ผ่านมาไม่มีรายการเทศน์ก่อนฉัน ไม่มีรายการเทศน์ภาคบ่ายถือว่าดี ตอนบ่ายมีย่อยธรรมะดีกว่า ส่วนรายการภาคค่ำ ระบบออนไลน์ มี 2 ประเภท แบบสดกับแบบแห้ง แบบแห้งเหมาะกับคนหมดแรง นอนฟังได้ แต่แบบสดก็ตื่นเต้นดี ได้ลุ้นแต่ละที่ อาตมาว่าการสัมภาษณ์ปฏิบัติการแบบออนไลน์นี้ดีมีองค์ประกอบให้ดูเยอะ แต่ถ้างานมาอยู่ที่นี่ทั้งหมด องค์ประกอบมีน้อย ไม่เห็นรูปธรรมมาก ส่วนกระบวนการกลุ่ม เป็นผลดีมากในการทำงานการปฏิบัติธรรม มีทั้งเด็กผู้ใหญ่และนักบวช ออกมาหมด คนที่ไม่ออกคือคนที่ เป็นลูกหมูเหลือนม ถ้าไม่พัฒนาตอนนี้จะตกภพจะยากเพราะเป็นยุคที่ดันออกมา ทุกคนต้องออกมาพัฒนาตัวเอง เห็นการพัฒ

อ่านต่อ

นาการ อย่างเด็กสมุนพระรามได้ตั้ง 70 กว่า % เขาตอบอัตนัยได้มากด้วย งานพุทธาฯออนไลน์ครั้งนี้ เป็นการพัฒนาทั้งรูปธรรมและนามธรรมได้ดี

พ่อครูอ่าน SMS ต่อากวันก่อน สื่อธรรมะพ่อครู ตอน คำว่าบาปกับวิบากต่างกันอย่างไร _ธิดา : คำว่า บาปกับวิบากแตกต่างกันอย่างไรคะ พ่อครูว่า…บาปคือกรรมที่ทำลงไปประกอบด้วยกิเลส กิเลสที่ประกอบด้วยกรรม เรียกว่ากรรมสำเร็จเป็นบาป บาปเป็นวิบากของกรรม เป็นผลของกรรมที่ทำแล้วมีกิเลสร่วม ก็เลยเป็นบาป บาปคือผลของกรรม ถ้ากรรมที่ทำแล้วไม่มีกิเลสร่วม การกระทำไม่มีกิเลสร่วมไปกับกรรมนั้น กรรมนั้นก็ไม่มีวิบากไม่เป็นบาปเป็นบุญ มันดีที่สุด ไม่เป็นบาปไม่เป็นบุญโดยไม่มีกิเลสร่วม ที่นี้ผู้ที่เจริญยิ่งกว่านั้นอีก นอกจากทำกรรมไม่เป็นบาปไม่เป็นบุญแล้ว ทำกรรมให้เป็นกุศล ทำกรรมให้มันดียิ่งๆขึ้น สามารถจัดการกับจิตตัวเองได้ จนจิตตัวเอง ไม่มีกิเลสเข้าไปร่วมเลย เป็นอรหันต์ เมื่อจิตไม่มีกิเลสเข้าไปร่วมเลย จิตก็สะอาดบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นกรรมก็จะมีแต่กรรมที่ไม่มีบาปไม่มีบุญด้วย เพราะว่าบุญคือพลังงานที่ฆ่ากิเลส เมื่อฆ่ากิเลสเสร็จก็ไม่มีบุญอยู่ที่ไหนอีก ซึ่งต่างจากกุศลที่เป็นคุณงามความดีที่ไม่เป็นโลกุตรธรรม คนไม่มีความรู้ไม่เกิดหรอกบุญ ทำบุญไม่สำเร็จ ไม่มีปัญญาที่เป็นโลกุตระ ไม่สามารถทำจิตให้เกิดบุญ คือ จิตทำให้เกิดการลดละกิเลสได้จนกิเลสหมด บุญจึงเป็นอาวุธฆ่ากิเลสที่สำคัญ เดี๋ยวนี้มันฟั่นเฝือ คำว่าบุญก็กลายเป็นกุศลไป ไม่รู้จักนิยามความหมายของบุญแท้ๆ

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะและสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ โยมอยู่บ้านไม่ได้เข้าสอบ วันนี้มานั่งฟังท่านสมณะเฉลยข้อสอบ โยมได้ประโยชน์มากค่ะ เหมือนได้ฟังเทศท์เลยค่ะ เอาประโยชน์จากข้อที่ถูก กราบนมัสการค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำใจอย่างไรเมื่ออยู่กับแม่ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ _จาก สิรินภา ลำพูน : ครอบครัวดิฉันมี 4 คน คือพ่อแม่ดิฉันและน้องชาย ต่อมาน้องชายเสียชีวิตตั้งแต่อายุน้อยๆด้วยอุบัติเหตุ หลายสิบปีต่อมาพ่อก็จากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บไปอีกคนหนึ่ง ในครอบครัวของเราจึงเหลือแม่และดิฉันเพียง 2 คน ภายหลังแม่เริ่มเป็นอัลไซเมอร์กระทั่งถึงทุกวันนี้แม่จำดิฉันไม่ได้ เวลาที่หาเงินไม่เจอ(เพราะลืมวางไว้ตรงนั้นตรงนี้)ก็จะบอกว่าดิฉันขโมยไป ดิฉันจึงบอกว่าดิฉันเป็นลูกแม่ แม่ตอบว่าไม่ใช่ เพราะลูกของแม่ตายไปนานแล้ว อีกอย่างหนึ่งแม่เป็นคนขี้โมโหเป็นปกติอยู่แล้ว ถึงเวลานี้ก็ยิ่งมีความช่ำชองในการแสดงอารมณ์โกรธออกมาได้มากมายจริงๆ นอกจากการร้องไห้เป็นกิจวัตรแล้ว ดิฉันไม่ทราบจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ขอความกรุณาหลวงพ่อให้ทางออกกับดิฉันด้วยเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…ก็น่าสงสารเนาะ คุณก็เรียนรู้ความจริง แม่คุณนั้นสมองมันผิดปกติแล้วสมองไม่ดีแล้วเราก็ต้องรู้ความเสื่อม ความไม่ปกติของสมอง ก็ย่อมทำอะไรต่ออะไรที่มันเป็นดังที่ใจเราเจตนาว่าเป็นอย่างนี้ไปทำไม ตามที่จิตของเราคิดไม่ได้หรอก มันก็ต้องเป็นอย่างที่แม่เขาเป็นกับเรานั่นแหละ แม่คงไม่อยากจะเป็นอย่างที่ท่านเป็นหรอก ใช่ไหม แม่ก็อยากจะเป็นปกติดีๆเหมือนคนสามัญทั่วไปทั้งหลาย แต่มันเป็นแล้ว คุณก็ต้องเข้าใจความจริงอันนี้ ซึ่งมันสุดวิสัย เมื่อเข้าใจอันนี้ดี คุณจะเฉยๆ คุณจะไม่ประหลาดอะไร แล้วคุณก็จะไม่มีจิต..ทำไมแม่เป็นอย่างนี้ อยากให้เป็นอย่างนี้ มันก็จะเกิดการไม่ปกติ จิตมันก็ดันไปดันมามันก็ทุกข์ ก็เข้าใจความจริงตามความเป็นจริงให้ได้ว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นไปได้สารพัดแล้วมันก็มาเกิดกับตัวเรา ใกล้ชิดติดอยู่กับตัวเรา ก็ต้องรู้ชัดเจนว่านี่แหละคือวิบาก คือสิ่งที่เราไม่อยากได้เลย แต่มันก็เกิดอยู่กับเรามันเลี่ยงไม่ได้ เป็นสิ่งที่ต้องจำนนจะต้องรับทำหน้าที่กับสิ่งนี้ไปตามควรที่สุด ทำดีที่สุดควรที่สุดเท่าที่ได้ เราต้องชัดเจนว่าอันนี้มันบกพร่อง อันนี้มันเสื่อม อันนี้เป็นไปอย่างนี้ อันนี้ปกติดี อันนี้เกินกว่าปกติ อันนี้แย่กว่าปกติ ไม่สามารถทำอะไรได้เกินกว่านี้เราก็mนั้นไป ซึ่งมันไม่เสียหายหรอก รับสภาพนั้นไปให้มันดูเหมาะควร อะไรไม่ดีเราก็ทำให้สมบูรณ์ขึ้น อะไรที่มันเกินก็ทำให้พอเหมาะพอดีอย่างนี้เป็นต้น มันจะได้เรียนรู้ว่า กรรมกิริยาต่างๆ ที่มันมีอยู่ในโลกมันมีอยู่ในสมมติ ในมนุษยชาติ มันก็เป็นอย่างนี้ คนอื่นเขาก็มีของเขาต่างไป บางคนอาจจะหนักกว่าเราอีก แต่เราก็หนักหน่อย คนทั่วไปเขาไม่มีก็เพราะเขาไม่มีวิบากนี้ก็เป็นของเขา แต่ของเราต้องมีวิบากนี้ก็ต้องจำนน เราจะไปปฏิเสธว่าอันนี้ไม่ใช่แม่เราไม่ได้ มันปฏิเสธไม่ได้ อันนี้มันเป็นความจริงที่มันต้องจริงปฏิเสธได้อย่างไร เพราะแม่จริงๆ ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงนี้ ดีนะบางคนเขาไม่ได้เป็นแม่เป็นพ่อจริง แต่เขาจะต้องรับ มีเช่นนั้นเหมือนกันนะเขาจะต้องรับภาระนี้ ก็ต้องจำนนรับ คนที่เขาจิตใจดีเขาก็รับโดยไม่เกี่ยงว่าแม้ไม่ใช่แม่พ่อเราจริงๆ เห็นไหม ก็ยังมีเลย คุณมีแม่จริงๆอย่างนั้นก็ให้ทำใจยอมรับ

_ธรรมกระจาย บุญยัง : กระผมขอกราบเรียนถามว่า 1. ระหว่างคำว่า นิโรธ วิมุติ นิพพาน และคำว่ารู้จริง รู้แจ้ง รู้จบ จะเรียงจับคู่ดังนี้ นิโรธ – รู้จริง วิมุติ – รู้แจ้ง นิพพาน – รู้จบ พ่อครูว่า…ก็ใช้ได้

สื่อธรรมพ่อครู ตอน อนุสัยกับพลังงานบุญ _2. อนุสัย ไม่ต้องอาศัยพลังงานบุญแล้ว แล้วจะละได้อย่างไร พ่อครูว่า…อนุสัยเป็นเรื่องลึกซึ้งมากเลย อนุ กับ สยะ สยะ คือตัวเรา ตัวตนของเรานี่มันมีสิ่งที่เล็กๆ อนุ อณู เป็นพลังงานเล็กๆที่ติดอยู่กับตัวเรา จะว่าเล็กหรือละเอียดก็ได้ ที่คนจะรู้มันได้ยาก เมื่อมันเป็นลักษณะของกิเลส กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ที่ละเอียดเรียกอนุสัย เป็นตัวปลาย ทีนี้เมื่อหมดกิเลสแล้ว หมดอนุสัยแล้ว แต่เรายังมีสยะ อณูของสยะ อาศัย ในชีวิตที่เรายังไม่ตาย อันนี้แหละ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะพูดกันเท่าไหร่ แต่อาตมาจะพยายามพูด เพราะมันเป็นเรื่องมีจริงที่มนุษย์จะต้องอยู่ เพราะว่าสิ่งที่ต้องอาศัยเป็น อนุสยะ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษา ก็ไม่สามารถที่จะอาศัยขั้นนี้ได้ ขั้นอนุสยะ ก็ได้แต่อาศัย ตัวตน ที่มีกิเลส หยาบ กลาง ที่เหลือน้อยละเอียดนั้น ไม่มีทางเข้าถึงไม่มีทางทำได้ เพราะหยาบคุณก็ไม่ได้เรียนรู้ หยาบคุณล้างแล้ว เหลือกลางกับอนุสยะ ก็เรียนรู้ตามต่อ ขนาดกลาง เรียกปริยุฏฐานกิเลส กิเลสต้นทำล่วงไปแล้วเรียกวีติกมกิเลส วีติกมะ แปลว่าล่วงพ้นไปแล้ว ผู้ที่สามารถเป็นผู้ที่มีกิเลสเหลือ เรียกว่า ปริยุฏฐาน คือกิเลสที่เหลือ ก็จะเป็นพระโสดาบันเป็นอย่างน้อย ก็ล้างกิเลสที่เหลือต่อ ปัญญา ของพระโสดาบันข้อที่ 1 ที่บอกว่า พระโสดาบันมีปัญญาคือ รู้จักปริยุฏฐานกิเลส เพราะได้รู้จักกิเลสเบื้องต้นแล้วทำล่วงผ่านไปแล้ว คือวีติกมกิเลส จึงมีปัญญารู้จักสภาพนี้ ถ้าไม่ใช่โสดาบันไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรู้จักปริยุฏฐานกิเลส เพราะกิเลสหยาบมันคลุมไปหมด คนไปนั่งหลับตาดับกิเลสตัวปลาย ซึ่งมันเป็นโมฆะไม่ได้เรื่องอะไร นั่งหลับตาแล้วเข้าไปทำอะไรกับกิเลสภายใน ศาสนาพุทธไม่ได้อาศัยการหลับตาปฏิบัติ ต้องลืมตารู้ในสิ่งที่หยาบแล้วออก เอาข้างนอกออกก่อน สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกแล้วกิเลสก็ไม่มีแล้ว เหลือกิเลสขั้นกลางคือปริยุฏฐานกิเลส ก็ค่อยไล่ต่อไป แม้เป็นพระโสดาบันขั้นกลางก็ยังมี หยาบ อบาย ที่แย่กว่าเพื่อนหมดไปแล้วก็ขั้นกลาง ภายนอก สกิทาคามีเหลือภายนอกอีกเหมือนกัน หมดภายนอกเป็นอนาคามี พูดถึงสายหลับตาทีไรแล้วก็น่าสงสาร ไม่รู้จะทำอย่างไรเขาไม่ประสีประสาเหมือนเด็กดื้อ นอกจากดื้อแล้วยังตาบอดหูหนวกอีก พูดทีไรก็ไม่ได้ยิน ทำให้ดูอย่างไรก็ไม่เห็นแล้วก็งมงายอยู่กับที่ตัวเอง ยึดอย่างเดิม มันน่าสงสาร ไม่รู้จะทำอย่างไรพวกหลับตาปฏิบัตินี้ จะได้ตื่นขึ้นมา มีมรรคผลมีธรรมะมีสิ่งที่ตัวเองก็ต้องการ เสียเวลาเป็นชาติๆ หลายคนก็มาตั้งแต่เด็กจนแก่ จริงๆน่าสงสารจริงๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร นี่พูดด้วยใจจริงนะไม่ได้เกลียดชังเลย เห็นเป็นคนดี เจตนาดี ปรารถนาธรรมะจะไปชังได้อย่างไร แต่ดื้อก็น่าสงสาร ก็ได้แต่พูดซ้ำซากจ้ำจี้จ้ำไช อยู่นั่นแหละ ก็ไม่รู้จะทำยังไงได้แค่นี้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ด็อกเตอร์ทางโลกุตระที่แท้จริงต้องลงมือทำไม่ใช่เอาแต่คิดกับพูด _ทำไม ด็อกเตอร์โลกุตระที่ส่งไปเรียน ด็อกเตอร์แต่ละคน มีแต่ฟุ้งซ่านกันทั้งนั้น คิดทำโน้นทำนี้ ทำให้เราทุกคนปวดหัวกันนะคะ น่าจะทำตัวให้คนอื่นเขาเคารพและศรัทธาหน่อยค่ะ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่านับถือก็น่าจะดีนะคะ (มี ด.ช.ดีดี มาส่งเสียงดังกระโดดข้างเวที) เด็กที่นี่ก็อิสระเสรีภาพแสดงออก พ่อครูว่า…ก็ตอบได้ว่า ด็อกเตอร์ก็ฟังไว้ มันมีอะไรที่บอกว่ามีแต่ฟุ้งซ่านมันก็เป็นอย่างไรมีแต่โครงสร้าง คิดทำโน่นทำนี่ ก็คนคิดทำโน่นทำนี่มันก็ดี มีอะไรแฝงๆอยู่ที่คิดทำโน่นทำนี่ ทำให้เราทุกคนปวดหัวกันนะคะ ก็คงได้แต่คิดแต่ ด็อกเตอร์ไม่ทำ คิดให้คนอื่นทำ อันนี้อาตมาว่ามีนัยแฝงตรง ถ้าด็อกเตอร์คิดทำแล้วก็ลงมือทำ ใครมาช่วยเราก็ทำ เพราะว่าเราเห็นว่าดีเราก็ทำ ถ้าอย่างนี้ด็อกเตอร์อย่างนี้จะไม่เกิดคำถามอย่างนี้เลยอาตมาว่า ที่อาตมาให้ไปเรียนด็อกเตอร์มานี้ ไม่ต้องการเอาตำแหน่งด็อกเตอร์ไปตีราคากับโลกเลย แต่ให้เป็นด็อกเตอร์มาเพื่อที่จะให้รู้ว่า ไอ้โลกนี้เขายกย่องกันนักหนา ด็อกเตอร์ๆ คนอย่างพวกเรานี้ ก็เรียนได้วะ เพราะฉะนั้นเรียนมาแล้วก็ทิ้งไปอย่างนั้นแล้วก็มาทำงานของเราไปนี่ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ..สุดยอดเลย เป็นแต่เพียงว่า ไอ้อย่างคุณ เราไม่มีปัญหาหรอก เราทำได้ แต่อย่างเรานี้คุณทำไม่ได้ จบ เป็นด็อกเตอร์มาก็ทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเกิดของเราทำอย่างนี้ได้ แต่อย่างที่คนคนนี้พูด มันจะกลายเป็นด็อกเตอร์ทางโน้น อันนี้ก็น่าเสียดาย เอ้าฟังไว้ จะแก้ไขปรับปรุงตัวเองอย่างไร ก็เอา จริงๆแล้วนี่ ไอ้เรื่องลงมือทำงานกับเอาแต่คิดกับพูด โรคที่น่ารำคาญที่สุดคือ เอาแต่คิดกับพูด แต่คนทำงานนี้ไม่น่ารำคาญเท่าไหร่ พูดไม่เป็นเลย คิดก็ไม่ค่อยเก่ง แต่ทำได้ สิ่งที่เขาทำได้นั้นเขาก็ทำได้ สิ่งใดเขาทำไม่ได้ทำเสียๆหายๆ คุณรู้คุณก็บอกเขาแล้วก็ช่วยกันทำ มันก็จะเจริญ ยิ่งคนไม่ได้เรียนอะไรมาก เขาก็ทำตามที่เขาทำได้ ก็ดีแล้ว แต่ไอ้เรียนมากๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรได้เลยนี่ คิดเอาเองก็แล้วกัน

sms วันที่ 1 มี.ค. 2564 _คนสู้ สุดใจธรรม : น้อมกราบนมัสการพ่อท่านครับ เด็กถามคำถาม แต่เหมือนโดนด่าทุกคำเลยครับ สาธุครับ พ่อครูว่า…ก็ดี เป็นการสำนึกในตัวเอง เป็นประโยชน์

สื่อธรรมพ่อครู ตอน เอาอาหารไปเลี้ยงสัตว์หรือคนจะได้บุญอย่างไร _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ : คนที่ชอบเอาอาหารเลี้ยงสัตว์ กับเอาอาหารมาเลี้ยงคน อย่างไหนได้บุญกว่ากันครับ พ่อครูว่า…คำว่าได้บุญ คุณจะเอาอาหารไปเลี้ยงสัตว์หรือคนก็ตาม จะได้บุญหรือไม่ก็อยู่ที่จิตของคุณมีกิเลสไหม กับการเอาอาหารไปเลี้ยงคนหรือเลี้ยงสัตว์ คุณมีกิเลสกับการเอาไปเลี้ยงไหม เอาไปเลี้ยงแล้วคุณก็ต้องการจะได้การเคารพนับถือ ได้รับการยอมรับ ให้เขาถือว่าเป็นบุญคุณอะไรก็แล้วแต่กิเลส ต่างๆนานา คุณมีไหม นั่นคือคุณรู้แล้วคุณก็อย่าทำอาการใจของคุณ ให้ไปอยากได้อย่างโน้นอย่างนี้ เอาไปเลี้ยงเขาคุณก็เลี้ยงเขา ให้เขาได้รับประโยชน์นี้ ก็จบในตัวไม่มีสาเปกโข ไม่มีความหวังเจตนาเกิดต่อ เจตนาแต่เพียงให้แล้วจบในตัวเอง เจตนาให้เขาได้รับเป็นประโยชน์เหมาะสม สัตว์ก็เหมาะสมกับอาหารอันนี้ คนก็เหมาะสมกับอาหารอันนี้ เรามีเราก็จะช่วยเขาเราก็ไปให้ ก็จบ จะได้บุญมากหรือบุญน้อยกว่ากัน ก็อยู่ที่ตัวเองปฏิบัติละกิเลสเป็นหรือไม่เป็น ถ้าละกิเลสไม่เป็นก็ไม่ได้บุญสักอย่าง ถ้าละกิเลสกำจัดกิเลสขณะทำการเอาอาหารไปเลี้ยงสัตว์หรือคน คุณทำแล้วก็ทำใจในใจของคุณ รู้จักกิเลสลดกิเลสได้ ทำกรรมกิริยาอันนี้ให้หรือทาน แล้วก็ได้ลดกิเลส การทานนั้นก็มีผลมีอานิสงส์ แต่ทีนี้คนทานหรือคนให้ ให้อาหารเลี้ยงสัตว์หรือเลี้ยงคน เสร็จแล้วก็อยากได้ๆ คุณเรียกว่าบุญ แต่ที่จริงมันไม่ใช่ บุญ บุญคือการลดละกิเลส คุณก็ไม่รู้เรื่อง คุณก็อยากได้อะไรก็แล้วแต่มันก็เป็นกิเลสทั้งนั้น เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ทั้งนั้น ก็ซวยทั้งนั้น เพราะฉะนั้นทำทานแล้วอยากได้อะไรก็พูดเป็นภาษา ได้วิมาน ได้บุญ ได้กุศลได้สวรรค์ ได้คุณงามความดี ดีไม่ดีได้เป็นยศศักดิ์ ได้แล้วจะรวยได้ลาภกลับมาอีกเลอะเทอะใหญ่ ทำหวังสิ่งตอบแทน ต้องการสิ่งที่แลกมา ไม่ได้ทำอย่างบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นการให้คำเดียวนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด

สื่อธรรมพ่อครู ตอน จะเลิกติดเกมยิงปืนได้อย่างไร _จักรแสงเพชร : ผมเป็นเด็กติดเกมยิงปืน ผมเลิกไม่ได้ ผมจะทำอย่างไร พ่อครูว่า…ก็ตายไปกับเกมยิงปืน คนที่ตายไปกับเกมมีแล้ว แล้วก็จะมีอีก ถ้าคุณจะโง่ตายไปกับเกม แต่ดีนะคุณมีสำนึก ที่ถามมาก็เพราะมีสำนึกว่ามันไม่ดี คงอยากเลิก จะทำอย่างไรก็ให้พิจารณา ไปเล่นเกมไปติดเกมนี้มันได้สาระอะไร มันก็เสียเงินเสียเวลา แล้วก็ไปติดแต่ลมๆแล้งๆ เขาก็เอามาหลอกไป คือเรื่องต่างๆคนที่ปรุงแต่งขึ้นมาให้คนติดนี้ เขาทำขึ้นมาหลอกคนโง่จะได้เงินได้ทองได้อะไรจากคนโง่เท่านั้น เป็นเหยื่อ พวกคนโง่ เพราะฉะนั้นคุณก็เป็นเหยื่อของคนฉลาดแกมโกง ที่เขาหลอกให้คุณมาติด คุณก็เป็นทาส เป็นเบี้ย เป็นบริวาร เป็นผู้ที่เขาจูงจมูกให้เป็นอยู่อย่างนั้น อยากเป็นไปตลอดนิรันดรก็เชิญ คิดเอา ถ้าคิดว่ามันไม่เป็นอิสระในตัวเองเลยที่จะต้องมาเป็นทาส เสียเวลา เสียแรงงาน เสียทุนรอน ไปจมอยู่กับอันนี้ ไปทำงานอื่นที่เป็นสาระ มีคนพาทำกันเยอะ ยิ่งอยู่ในแวดวงของพวกเราจะไปนั่งจมอยู่กับเกมทำไม เลิกได้เลยชีวิตนี้ไม่มีเสียหายไม่ตกต่ำหรอก เลิกเถอะ ไปจมอยู่กับสิ่งที่มันจะทำให้เราตกต่ำมันจะไม่ได้ดี เลิกมาได้แล้วจะเจริญ จะได้ดี จะได้สูงได้เจริญ คิดให้ได้ จะทำอย่างไร คิดได้แล้วมันก็จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคุณ ถ้าคุณคิดไม่ได้คุณไม่เปลี่ยนหรอก

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อักษรไทยบางตัวที่ไม่ใช้แล้วเพราะอะไร _อักษรไทย ที่ไม่มีในวรรค หรือเศษวรรค เช่น ฃ.ขวด ด.เด็ก ฅ.คน ษ ศ ฎ อย่างนี้เป็นต้น จะมีวิธีการเปรียบเทียบอย่างไร จะใช้ประโยชน์อย่างไร พ่อครูว่า…มันละเอียดลึกซึ้งนะอันนี้อาตมาก็ไม่อยากจะฝืนคืนความรู้อันนี้ขึ้นมาพูดให้มันวุ่นวายกันเปล่าๆ เพราะพยัญชนะที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ก็มีพอใช้ ก็ใช้ไปตามที่เขาเอามาใช้แล้ว แล้วบางทีก็ไม่ได้ใช้กันแล้วที่เติมขึ้นมามันก็มากเกินจนกระทั่งไม่ติดตลาด เช่น ฃ.ขวด ไม่ใช้แล้ว ก็ไม่ติดตลาด ด.เด็ก คิดขึ้นมาแล้วติดตลาดคุณก็ใช้ก็แล้วกัน ค.คน ก็เช่นกัน คุณจะนิยมใช้ก็ใช้ตามเขา ไม่นิยมก็ไม่ใช้ เข้าใจกันอยู่แล้วใช้ ค.ควาย ตัวเดียวก็ได้ ษ หรือ ศ ก็ใช้กันอยู่แล้วในคนไทย บางที่ เป็นอักษรของภาษาสันสกฤต ของบาลีมี ส.เสือ อันเดียว แต่สันสกฤตไปแยก ศ.ศาลา กับ ษ.ฤาษี คำว่า ศ.ศาลา กับ ษ.ฤาษี มันเป็นภาษาไทย แล้วก็เอาใช้ให้ความหมายต่างกัน จากคำเดียวกันแยกเป็นภาษาสันสกฤตบ้างภาษาไทยบ้าง แล้วไทยก็ให้มีความหมายต่างกันเล็กน้อย บางอันต่างกันมากเลยนะ เอ้าก็ดี มันเป็นพัฒนาการของภาษา มีคำมากขึ้นใช้แทนกันได้ คุณเข้าใจตามนั้นก็ใช้กับเขาได้ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกันให้มากหรอก รู้ว่าเขาเองหมายถึงอะไร ก็ใช้ให้ตรงกับที่จะใช้สื่อให้รู้กันเท่านี้เอง เราก็ใช้ จะต้องไปคิดเปรียบเทียบกันทำไม เขาคิดมาให้ใช้กันแล้ว เหมือนเขาทำชาม ทำช้อน ทำตะเกียบ คุณไม่ต้องคิดหรอกว่าเขาคิดมาอย่างไร คุณใช้ก็แล้วกันก็ใช้การ ใช้ช้อน ใช้ตะเกียบ ใช้มีดพร้า ก็ใช้ไปเถอะ เขาใช้อย่างนี้ถูกหน้าที่ของมัน ถูกลักษณะของมัน มีดพร้าเอาไว้สำหรับฟันแรงหน่อย ยาวไปสักหัวกะโหลกคนก็แล้วกัน ไม่ใช่หน้าที่มันเป็นบาป ก็ทำให้มันถูกต้องหน้าที่ก็ใช้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นมันคิดเกินไปมันเรียกว่าฟุ้งซ่าน ดีไม่ดีเป็นโทษ ใช้ไม่ได้ นี่ก็มีผู้ที่ขยันชอบเขียนพยัญชนะมา อาตมาก็ไม่เอาดีกว่า 3 หน้า ก็รู้ๆกันนัยๆ ทำอะไรมาก็คุยด้วยบางทีก็ไม่มีเวลาคุยด้วย ก็ชอบ ติดอย่างโน้นอย่างนี้ บางทีมีเวลาบอกก็บอกอันนี้ผิดไม่ค่อยเข้าที่ก็บอก อันไหนใช้ได้ก็ผ่านไป ไม่ค่อยมีเวลาก็ไม่ได้อะไรนัก ก็เท่านั้น ผ่านไป

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน บุญฉุดให้พ้นจากความเป็นพญานาค มาเข้าสู่เรื่อง… เรื่องที่อาตมาเอามาพูดในธรรมะต่างๆ ของพระพุทธเจ้านี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกวันนี้ เขาไม่เข้าใจตามที่อาตมาพูดนี้ มันได้ผิดเพี้ยน มันได้หาย มันได้เลือนไปเหมือนกลองอานกะ ในอานีสูตร เช่นคำว่า ฌาน คำว่า สมาธิ แม้แต่คำว่า กาย คำว่า บุญ (ปุญญะ) หรือแม้แต่คำว่า ปัญญา ก็เข้าใจเพี้ยนไป จนอาตมาต้องพยายามดึงกลับเข้ามาหาเนื้อแท้ของมัน เพราะถ้ามันใช้เพี้ยนจากเนื้อแท้ของมันมันก็เสื่อม ก็ต้องดึงกลับมา ไม่ดึงกลับมาก็ไม่ได้เพราะท่านหมายอย่างนั้น มันก็เพี้ยนไป ก็ออกนอกลู่นอกทาง ก็ไม่ได้สาระสัจจะที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ เช่น บุญ นี่ เป็นคำที่สุดยอดเลย ที่ไม่มีอะไรจะเหมือนได้ง่ายๆเลย บุญ มันต่างจากกุศล กันคนละโลกเลย แต่ตอนนี้ปนเปไปหมด บุญกับกุศล เอาไปเรียกเป็นกุศลหมดเลย ดีไม่ดีเอาคำว่าบุญไปแทนกุศลด้วย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้มันไม่ใช่กุศล กุศลมันไม่สูญ แต่บุญนี้สูญ บุญนี้แม้แต่ยังไม่เกิดก็สูญแล้ว มันจะเกิดในปัจจุบันนั้น ชำระกิเลสหน้าที่เดียวด้วย บุญนี่ ชำระกิเลสได้ยังไม่จบเป็นเสขบุคคลก็เป็นส่วนบุญ หากหมดก็เป็นอเสขบุคคล จบหมดเลย หายไปเลยเป็น ปุญญปาปริกขีโณ อรหันต์คือคนที่ไม่มีบุญอีกแล้ว อรหันต์ขึ้นไปจนถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้สิ้นบุญได้ เป็นผู้ไม่มีบุญ ซึ่งก็คงเคยได้ยินคำว่า “ไม่มีบุญแล้ว สิ้นบุญหมดบุญ” ก็อาจจะได้ยินนะคำนี้ แต่ไม่รู้ว่าจริงๆหมายถึงอะไรก็เป็นคนหมดกิเลสเลย คนสิ้นบุญคนหมดบุญคือคนสิ้นกิเลสไม่มีกิเลสเกิดอีกเลย เป็นอรหันต์ขึ้นไปถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ หรือพระโพธิสัตว์ทุกองค์ก็เข้าใจเรื่องบุญ ถ้าไม่พระโพธิสัตว์จริงๆไม่เข้าใจจริงๆหรอก คำว่าบุญนี่ ไม่เข้าใจ ความหมายแท้ของคำว่า “บุญ” ปุญญะ = สันตานัง อุนาติ วิโสเธติ บุญ คือ การชำระสันดานให้สะอาดบริสุทธิ์ “สิ้นบุญสิ้นบาป” (ปุญญปาปปริกขีโณ) คือ การชำระบาปได้หมดสิ้นแล้วจึงไม่ต้องอาศัยบุญเพื่อละบาปอีก

เพราะฉะนั้นยิ่งไปแปล บุญ กลับไปเป็นบาปอีก เป็นไปไม่ได้ บุญมีเอกังสะ บุญมี One way Traffic วิ่งไปฆ่ากิเลสอย่างเดียว บุญมีแต่หนึ่งไม่มีสอง ไม่ได้ บุญนั้นคู่กับบาปไม่ได้ แต่ตัวบาปนั้นเป็นคู่ที่ต้องจัดการ บาป คือ การเกิดกิเลส บุญนี่แหละ คือศัตรูของบาป กำจัดบาปหมดบุญก็หมดด้วย จริงๆ บุญกับบาปเป็นคู่กันเหมือนสุขกับทุกข์ แยกกันไม่ได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง เข้าใจละเอียดลออครบถ้วนได้ยากมากเลย อาตมาก็ได้แต่พยายามบรรยายอธิบายทำความหมายให้มันชัด คนที่ติดตามฟังก็จะรู้ความหมายชัด ก็จะละเอียดลออลงไปได้เรื่อยๆ อ๋อ.. ทีนี้ก็มารู้สภาวะ สภาวะละเอียดอย่างนี้ก็ทำได้ ก็ทำไป ถ้ามันไม่รู้เลยก็ไม่ทำ เพราะมันไม่รู้ว่าจะต้องมีละเอียดลงไปอย่างนี้ด้วยหรือ คนเราก็ไม่ทำ แต่ถ้ารู้ว่ามันมีรายละเอียดลงไปอีกก็ต้องทำ มันมีละเอียดกว่านั้นอีก ทำไปแล้วมันก็ดี มันยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มากยิ่งขึ้นไปเรื่อย อาตมาเอาสภาวะมาอธิบายเป็นภาษาธรรมะ เอามายกตัวอย่างอ้างอิงประกอบ ฟังดีๆ ทั้งพยัญชนะทั้งสภาวะ อาตมาพยายามใช้ให้ครบ อยู่เรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ทุกวันอาตมาก็ชัดเจนในพยัญชนะมากขึ้นเอามาใช้ได้ อาตมามีสภาวะของธรรมะเป็นหลัก อาตมาปฏิบัติมามีสภาวะได้ มาถึงยุคนี้พยัญชนะมันก็เลือนๆหายๆไป อาตมาก็จำไม่ค่อยได้ก็ต้องมาฟื้นขึ้น ฟื้นได้ก็เอามาอธิบายขึ้นไปเรื่อยๆก็ได้มากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นจนบางคนบอกว่าโอ้โห โพธิรักษ์ ทำไมรู้มากจังเลย แต่คนเขารู้มากกว่าอาตมาเขาก็บอกว่ารู้ไม่เหมือนเขา เขารู้มากกว่านี้ นั่นก็จริง มีคนที่รู้มากพยัญชนะพวกนี้รู้มากกว่าอาตมาอีกเยอะ อาตมาก็รู้แล้วเอามาทำจริงๆ ไม่ใช่รู้เอาไปอวดอ้าง รู้เพื่อเอาไปโชว์คนอื่น ไม่ใช่ รู้เอามาใช้ในการอธิบายเอามาสื่อ ให้คนได้รับรู้รับฟังแล้วหยั่งเข้าไปถึงสภาวะและปฏิบัติ ให้ได้มรรคผล ให้ได้ประโยชน์จากที่รู้นี้ ซึ่งพวกเราก็ทำได้ ไม่เสียเปล่า อาตมาก็ยังภูมิใจว่า ไม่เป็นหมันในการที่นำพยัญชนะ นำธรรมะพวกนี้มาสื่อ อธิบายมา 50 กว่าปีแล้วมีผลขนาดนี้ ทั้งๆที่มันสูญหายไปแล้ว คว้าขึ้นมาได้อย่างยากเย็น แต่ได้ ไม่สูญเปล่า เคยพูดไปหลายทีแล้วว่า อาตมาสบายใจแล้วว่า มันได้มาขนาดนี้ คนแค่อาตมาดึงเอาโลกุตรธรรมมาได้ขนาดนี้ ซึ่งมันจมลงในมหาสมุทรเกือบไปอยู่กับพญานาคใต้ก้นบาดาล ดีมันไม่ไปเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ถ้าเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านั่นมืดหมดเลย อาตมาจมไปด้วย มันมีแรงดูดด้วยนะสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า นี่ดีว่ายังเป็นแค่ไปหลงอยู่กับพญานาค

พูดถึงพญานาคนั้น มันเป็นภาษาที่แทนสภาวะของคนที่นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น นอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นอยู่ใต้ก้นบึ้งของบาดาล เฝ้าอยู่ที่กองของถาดทองคำ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์กว่าจะตรัสรู้ก็ลอยถาดทวนกระแส ซึ่งมีความหมายว่า ถาดทองคำคือพระธรรม แล้วธรรมะขอพระพุทธเจ้าจะทวนกระแส อยู่ตรงนี้ก็จะมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซ้อนๆๆๆกันอยู่ สูง ลึกมาก พญานาคอยู่ใต้ก้นบึ้ง อยู่ลึกมาก ลึกจนกระทั่งไม่น่าจะได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงพระพุทธเจ้าลอยถาดมากระทบกันดัง กริ๊ก เสียงนี้ยิ่งใหญ่มาก จนพญานาคอยู่ใต้บาดาลนอนเฝ้าก้นบึ้งใต้บาดาล ได้ยินเสียงนี้ ถาดจะลอยอีกกี่ใบ ๆ ก็ลอยซ้อนอยู่ด้านบน เสียงนี้ต้องยิ่งใหญ่ถึงปลุกให้พญานาครู้สึกว่า พระพุทธเจ้าเกิดอีกองค์หนึ่งแล้วหรือ แล้วคำว่าพระพุทธเจ้าเกิดอีกองค์ก็คือ ชั่วระยะที่จะมีพระพุทธเจ้าเกิดอุบัติขึ้นในโลกแต่ละองค์นี้นาน ขนาดพญานาคก็หลับไปจนกระทั่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเกิดแล้วก็หลับมา จนพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเกิด ถึงได้ตื่นขึ้นมาอีกทีนึง _สมณะฟ้าไท...พระโพธิสัตว์ระดับ 7เกิดมา พญานาคจะตื่นขึ้นมาหรือป่าวครับ พ่อครูว่า…ยากไง ยากๆ ต้องพระพุทธเจ้าเท่านั้นทำให้รู้จักเสียงว่าพระพุทธเจ้าเกิดแล้วก็รู้เท่านั้นนะ พอได้ยินว่าพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว กริ๊ก แล้วก็หลับต่ออีก พญานาค คล้ายๆกับพวกหลับตาที่พยายาม หลับอยู่นั่นแหละ คล้ายๆกัน แม้แต่พยายามเปรียบเทียบว่า เป็นโจรปล้นศาสนา แล้วพระราชาให้เอาหอกไปแทงเช้ากลางวันเย็น ก็พวกนี้ทำลายศาสนา หลับตามันไม่ใช่ของพุทธ เอามาทำอยู่อย่างนั้นก็เท่ากับฆ่าศาสนาอยู่ตลอดเวลา ขออภัยที่อาตมาพูดความจริง มันลงโทษเลยเพราะเป็นโทษจริงๆ ถ้าเผื่อว่า พระปฏิบัติหลับตาตื่นขึ้นมา มาเรียนรู้จรณะ 15 วิชชา 8 แล้วรู้จัก ฌาน สมาธิแบบของพุทธเลยนะ เมืองไทยนี้ จะเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่จริงๆเลย มันน่าสังเวชใจ น่าสงสาร ปรารถนาดีกันนะ แต่งมงาย ไปหลงลมเดียรถีย์ ไปเป็นทาสเดียรถีย์ จม โงหัวไม่ขึ้น ปลุกอย่างไรอย่างไร ก็พอๆกับพญานาค คือรู้แต่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน