640425_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปฏิบัติศีล ให้ถึงอรหัตตผลโดยลำดับ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข18 กรกฎาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

640425_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปฏิบัติศีล ให้ถึงอรหัตตผลโดยลำดับ https://www.boonniyom.net/50179.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1r06Bb3ZErQMhDPGx3y02H2qNMlkDLq24scOZCJXfGLI/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1dxslvBUF7oUdVXqf5WGATiP8zWF2T35d/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/8UmZfKythUc

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปฏิบัติศีลให้อ่านจิตล้างกิเลสจึงลดวิบาก พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ ถ้าเป็นวันจันทร์ก็วันจันทร์เดือนเจ็ดปีจอ แต่นี่เกิดวันอังคาร เราก็มาเรียนต่อ จะเรียนต่อ วันนี้อาตมาก็จะย้อนกลับไปเริ่มต้น และทวนละเอียด กำชับกำชาอะไรให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การศึกษามันก็หมุนไปมาอย่างนี้เข้าๆออกๆอย่างนี้ เพราะว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่เคลื่อนที่ สิ่งที่ได้ก็คือสิ่งที่ตกผลึกลงไป สิ่งที่ได้คือสิ่งที่ได้ผลและตกผลึกควบแน่นกันลงไปเป็นแกน เพราะฉะนั้นทุกๆวินาทีมันก็มีแต่สิ่งที่เป็นกรรม เป็นการกระทำ เป็นการงานเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ได้ผลแล้วก็ค่อยๆหล่นร่วงลงไป สะสมลงเป็นกองอัตตา หรือเป็นกอง มมัง แล้วตต หรือ มม คือ อัตตา หรือ จิต(มม) ก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันเริ่มเกิดขึ้นหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าที่จะจัดการให้มันเป็นสัดเป็นส่วน เป็นทรัพย์ เป็นสินที่จะสะสมที่จะเกิดเป็นตนใหม่ เป็นจิตใหม่ เรายอมรับแล้วมาเป็นจิตนิยามเกิดมาเป็นสัตว์โลกมันมีสภาพ 2 แยก 2 หมดมันเป็นธรรมชาติแยกไม่ได้ แยกสภาพ 2 ไปไม่ได้สังขารธรรมเพราะมันเป็นสังขารเป็นสิ่งปรุงแต่งตามหลักปฏิจจสมุปบาท หลักเกณฑ์แต่ละคนที่ไม่ศึกษาศีล ไม่เอาศีลมาเป็นตัว

อ่านต่อ

หลักเดิมแล้วสั่งสมมาเป็นลำดับ คนนี้ก็เลิกเลย ไม่มีทางจะบรรลุอรหันต์ สายหลับตาไม่เอาศีลไม่เอาจรณะ 15 โดยเฉพาะไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 พวกนี้ก็โมฆะตลอดกาล จะเป็นแกนของเทวนิยม เป็นแกนของพวกศรัทธาเจโต อยู่อย่างนั้นตลอดกาลนานจะไม่ขึ้นมาเป็นปัญญา จะไม่ขึ้นมามีความรู้ใหม่ ไม่ออกนอกกรอบ วงวนของโลกียะ จะอยู่ในโลกียะตลอดกาลนิรันดร ก็พูดย้ำซ้ำ เตือนสติ ให้เอาไปพิจารณาคิด ให้เอาไปวิจัยให้ดีๆพวกที่นั่งหลับตา มันไม่ใช่เพิ่งเป็น มันมีมาประจำโลก มันมีอยู่ในประจำโลก เพราะฉะนั้นผู้ใดอยู่ประจำโลกก็ประจำไป คุณสมัครใจจะอยู่เป็นเทวนิยม จะอยู่ประจำโลก จะเป็นสายอัตตาก็ว่าไป การเจริญก็เจริญได้เจริญสายอัตตาได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยม สร้างศาสนาอเทวนิยมศาสนาโลกีย์เสร็จแล้วก็วน ตัวเองนั่นแหละไม่มีหายไม่มีศูนย์เที่ยงแท้ก็วนลงต่ำ มีนรก มีสวรรค์ไปตามเรื่องตามราว แล้วแต่ว่าตัวเองจะเข้าใจในวิบาก เข้าใจในกรรม แล้วระมัดระวังกรรมของตัวเองจริงๆ อย่าซับซ้อนให้ตัวเอง ซับซ้อนในตัวเองโง่ คือไปหลอกคนอื่นตัวเองไม่ดีแต่หลอกให้คนอื่นเห็นว่าดี บังพรางไม่ให้คนอื่นเห็น มันก็เป็นกรรมทั้งนั้นแล้วเป็นกรรมที่มีราคาแพงด้วยหลอกคนอื่น โดยที่ตัวเองก็รู้ว่าหลอก ทำผิด โกหกโดยที่รู้ว่าตัวเองทำผิดพระพุทธเจ้าตรัสว่าคนนี้ไม่มีความชั่วใดๆที่เขาทำไม่ได้ เลวร้ายถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องมาเรียนรู้ศีล ศีล อาตมาแยกแยะวิจัยให้ฟังว่า หลักใหญ่มี 3 ข้อ ศีล 3 เส้า เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของ เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย เกี่ยวกับสัตว์เป็นจิตนิยาม เกี่ยวกับของอุตุนิยาม และก็เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูปนามวิญญาณ ที่คุณจะจัดการ จะอยู่อย่างไรกับสัตว์ จะอยู่อย่างไรกับของ ของนี่เป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีวิญญาณไม่มีเวทนา พืชพันธุ์ธัญญาหารมันก็ไม่มีวิญญาณไม่มีเวทนา หรืออีกคำหนึ่งคือ มันไม่มีกาย อุตุ กับพีชะคือมันไม่มีกาย จิตนี่มีกาย กายกับจิตแยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไหร่ มิจฉาทิฏฐิหรืออวิชชาไปเลย หรือไม่ก็เป็นพระอรหันต์ไปเลยถ้าแยกกันได้ คุณแยกได้แยกสำเร็จก็เป็นพระอรหันต์ คุณแยกให้เป็นแยกไม่ได้แต่มันแยกคุณก็โง่ เพราะมันแยกไม่ได้อยากได้คุณจะต้องอยู่เหนือมัน ต้องชัดเจนว่าส่วนที่คุณแยกมาให้มันเป็นเครื่องอาศัย กับคุณผู้ที่เป็นคนควบคุมเครื่องอาศัย คุณต้องเป็นนายสิ่งเหล่านี้ และควบคุมสิ่งเหล่านี้ พระอรหันต์อาศัยชีวะและสิ่งที่ไม่ใช่ชีวะคืออุตุกับพีชะ อาศัยสิ่งสองอย่างนี้อยู่ ต้องอาศัยกัน ไม่อาศัยกันไม่ได้ ดินน้ำไฟลมพืชเป็นบุญคุณต่อชีวิตเรามาก ส่วนสัตว์นี้ เป็นบุญคุณมากถ้าท่านเป็นอรหันต์โพธิสัตว์ขึ้นไป แต่ถ้าไม่ใช่อรหันต์หรือโพธิสัตว์ เป็นบุญคุณน้อยหรือไม่มีบุญคุณเลย นอกจากไม่มีบุญคุณแล้วมีโทษด้วย โทษมากด้วย โทษ ยิ่งกว่าดิน น้ำ ไฟ ลมหรือพืช เพราะพืช ดิน น้ำ ไฟ ลม มันไม่ทำโทษไม่มีโทษอะไรกับใคร สัตว์นี่แหละร้ายและสัตว์ที่ร้ายที่สุดก็คือสัตว์คน หนักหนาสาหัส เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ ต้องมีศีลเกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับพืชกับผัก เกี่ยวกับดิน น้ำ ไฟ ลม เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเราที่จะต้องดูแลต้องควบคุมต้องจัดการ ถ้าคุณไม่รู้เท่าทันตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจและเป็นนักรบ นักรบที่ต้องระวังเลย ประตูตา หูจมูก ลิ้น กาย คุณต้องเป็นนักรบระวังตัว เฮ้ย ศัตรูจะเข้าประตูมาแล้วนะ ศัตรูมันมามีกระบวนการจะมาทำลายกำแพงเราเข้ามาแล้วนะอะไรต่างๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สัตว์ที่โง่สัตว์ที่อวิชชามันจะไปรู้อะไร สัตว์ที่มันอวิชชามันมีทั้งสัตว์กินแหลก กินพืชกินสัตว์ด้วยกันกินเนื้อ สัตว์ที่ไม่รู้เรื่อง กินดะ กินสัตว์กินพืชกินดินด้วย สัตว์บางอย่างกินแต่เนื้อไม่กินพืชกินดิน สัตว์บางอย่างกินแต่พืชไม่กินเนื้อไม่กินดิน สัตว์บางอย่างกินแต่ดิน แต่คนนี้รู้ว่าเราอย่าไปกิน หรือไปผูกพันสิ่งที่มันจะเป็นวิบากกัน สัตว์มันเป็นวิบาก คนมันเป็นวิบากไปกินเนื้อคน คนติดกินเนื้อคนนี้ยุ่งจริงๆ เดี๋ยวนี้ยังมีนะคนที่ติดเนื้อคน เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนรู้หลักเกณฑ์ที่ค่อยๆล้างจิตตัวเองที่มันโง่ แล้วมันก็ไปติดอะไรต่ออะไร เริ่มตั้งแต่เกี่ยวข้องกับสัตว์ เพราะสัตว์มันมีวิบากต่อกันนานนับชาติไม่ถ้วน แล้วแรงร้ายมากด้วย ป้องกันการแรงร้ายมากก็ต้องเริ่มให้ตัวเองมีพลัง มีความรู้ มีกำลัง มีรังสี มีคุณค่ามีคุณงามความดี มีกุศลวิบาก ให้ตัวเองเจริญๆๆจนกระทั่ง มีกำแพงไร้สภาพ มีพลังงานที่จะป้องกันตัวเรา จนกระทั่งสัตว์พวกนั้นเข้ามาอยู่ในรัศมีของจิต รัศมีของพลังบารมีของเรา เข้ามาไม่ได้ เข้ามาใกล้ไม่ได้ ซึ่งก็เคยอธิบายไปมากแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่มาเรียนศีลศีลในไปทีละข้อๆ และปฏิบัติให้เกิดสิ่งที่จริง เกิดผลที่เป็นมรรคผลของตน เป็นผลวิบากของตน สั่งสมลงเป็นตนที่มีคุณวิเศษ มีคุณธรรม มีคุณสมบัติ อย่างสมบูรณ์บริบูรณ์เป็นโลกุตรธรรม คุณก็ไม่ได้ คุณรู้แล้ว คุณมาทำ คุณก็ได้ ขยันทำพากเพียรก็ได้มากๆๆ ได้เร็ว เป็นธรรมดาธรรมชาติ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้เลยนี่ก็เป็นจริง เขาก็ไม่รู้แล้วเราก็ต้องพยายามให้เขารู้ คำว่า รังเกียจ คำว่า ชัง คำว่า ไม่ญาติดี โดยเฉพาะกับสัตว์ใดๆเราเลิกเลย เราญาติดีได้ แต่ไอ้ที่เราจะต้องจัดขั้นตอน สัตว์เดรัจฉาน สัตว์พาล เรายังไม่ญาติดีหรอก สัตว์ที่เลิกพาลแล้วพอสอนได้ก็เอาหรืออยู่ในเกณฑ์ที่เป็นเวไนยสัตว์สอนโลกุตรธรรมได้ เรายิ่งต้องทำงานกับเขาแต่ตอนนี้ทางที่เป็นพาลชน เราก็ต้องปล่อยทิ้งให้เขาอยู่ตามวิบาก 1. เราไม่ไปเกี่ยวข้องตอแยกับเขา ก็ไม่มีผลให้เขามายุ่งกับเรา จะมายุ่งเกี่ยวข้องตอแยเกี่ยวข้องขึ้นมา มันจะมีผลต่อกัน ทุกวันนี้อาตมาเมตตา สงสารผู้แสวงหา ใฝ่หา พากเพียรที่มิจฉาทิ ใฝ่หาแสวงหามีบารมี แต่ไปยึดผิด อาตมาก็ต้องตอแยหรือเอาภาระกับคนพวกนี้ ดื้อด้านดึงดันยึดมั่นถือมั่นในความเป็นจริงในยุคนี้มันก็ยาก ถ้าไม่ยากอาตมาก็ไม่มีสิทธิ์เก่ง อาตมาจะต้องเป็นแชมป์ รองแชมป์ก็ต้องมีฝีมือหนักฝีมือเยี่ยม ถ้ารองแชมป์ขี้กะโล้โท้ เอามือจับหัวไว้ชกลมอยู่อย่างนั้นเราก็ชนะแล้ว จะไปได้เรื่องอะไรเหมือนเด็กๆ ชกมาแขนก็ไม่ถึงเรา แค่นี้ก็อยู่แล้ว ใช่ไหม มันจะไปได้เรื่องอะไร มันต้องเป็นคู่ชกที่ไล่เลี่ยกัน ถึงจะเป็นแชมป์ชั้น 1 แต่เราไปเรียกร้องไม่ได้หรอก ทุกอย่างก็ต้องตามเหมาะสม ตัวเราก็จะมีคู่ชกเหมาะสมกับตัวเรา นอกจากเราจะโง่เลือกผิด ไปเลือกคู่ชกผิดๆแล้วเสียเวลา ไม่ได้เรื่องราว เลือกคู่ชกที่พอเหมาะพอดี อาตมานับ มหาบัวก็ดีเป็นคู่ชกนี่ ให้เกียรตินะ ไม่งั้นไม่มีใครกล้าบอก อาตมาบอกให้นี้ก็เป็นกุศลอย่างมาก แต่ก็ตายไปแล้ว ก็ได้แต่แค่ตีงูให้กากินให้ลูกศิษย์ลูกหาที่หลงผิดยึดถือผิดๆให้ได้รู้ ที่อาตมาพูดถึงมหาบัว ทำไมไม่พูดถึงอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์ที่เป็นอาจารย์ของมหาบัวอีก 2 ชั้น ก็อันเดียวกัน แกนเดียวกัน ถูกตีก็ถูกตีไปด้วยกัน เหมือนกับใครมาตีลูกฉันก็เท่ากับตีแม่ ดีไม่ดีแม่เจ็บกว่าลูกอีก เจ็บใจนะ มันก็เป็นธรรมดา แล้วงานพวกนี้ งานที่ทำที่พูดถึงศีลเรามารบราฆ่าฟันกัน เป็นธรรมาธรรมะสงครามก็เป็นสงครามของคนชั้นสูง เป็นของเวไนยสัตว์ เป็นการรบของเทพ เทวดา พระพรหม การรบของคนชั้นสูง ส่วนการรบขี้หมูขี้หมานั่น ที่เขาแย่งกากเศษ แย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งอำนาจอบายมุขกันอยู่ เราต้องไปอะไรกับเขา มันเป็นคนละเรื่องที่เราจะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้ว ถ้าเผื่อว่าผู้ปฏิบัติธรรมไม่มีศีลเป็นตัวตั้ง ไม่มีศีลเป็นตัวหลักในการปฏิบัติให้ก้าวหน้าไม่มี อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ มีความเจริญของจิต ของปัญญา ของมุตะ หรือโมกโข ที่จะเจริญไปสู่จุดสูงสุด ถ้าคุณไม่มีสิ่งเหล่านี้คุณก็โมฆะ วนเวียนอยู่ในกรอบต่ำขั้นไหนก็ต่ำขั้นนั้น เพราะฉะนั้นขาดศีลไม่ได้ พระพุทธเจ้าตราจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งทุกวันนี้มันบ่งบอก ยืนยันความเป็นอยู่เป็นจริงชัดๆว่าศาสนาพุทธไม่รู้เรื่องของจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้ศีล 5 ศีล 8 ศีล10 ก็รู้โดยปริยาย รู้กว้างๆ รู้เฉยๆ เขาก็ถือว่าเขามีวินัย 227 ว่าศีลนั้นเป็นของชั้นต่ำเขาว่าอย่างนั้น ภิกษุต้องมีวินัย 227 ศีล 227 ซึ่งเข้าใจเนื้อหาของวินัยกับศีลก็ยังเข้าใจแยกแยะไม่ได้ ยังปนเปกันอยู่เลย ยึดถือเป็นอันเดียวกัน แยกไม่ออกว่า วินัยกับศีลต่างกันอย่างไร วินัย เป็นหลักที่มีโทษ ส่วนศีล นี้ เป็นของผู้ดี ไม่เกี่ยวกับโทษกับภัย เป็นเรื่องอิสรเสรีภาพ แต่วินัยนี้อยู่ในกรอบของนักโทษ หรือผู้เป็นทาส วินัยคือ ยังอยู่ในวงวนของโลกีย์ วงวนของความเป็นทาส ส่วนศีลนั้นเป็นโลกของคนอิสรเสรีภาพ เป็นคนศึกษาให้เกิดประโยชน์ที่ตน ศึกษาไม่ถูกไม่ได้ก็ประโยชน์น้อยหรือไม่มีประโยชน์ ดีไม่ดีมีโทษ ก็อิสรเสรีภาพสูงสุด ศีลนั้น ศีล ตั้งแต่ข้อ 1 2 3 เป็นศีลหลัก 4 5 6 7 เป็นเรื่องของ วจี ละการพูดเท็จ ละการส่อเสียด ละคำหยาบ ละคำเพ้อเจ้อ ส่วนศีลข้อ 8 9 10 ก็เป็นเรื่องรายละเอียดเพิ่มเติม ข้อ 8 เกี่ยวกับพืช เว้นขาดการพรากพืชจากกาม ข้อ 9 เกี่ยวกับการโภชนามัตตัญญุตา ฉันหนเดียว ไม่ฉันราตรี ไม่ฉันเกินกำหนด ส่วนข้อ 10 ก็ไปใหญ่เลย ไม่เอาแล้วเรื่องฟ้อนรำ ข้อ 11 ก็ไม่เอาเครื่องประดับตกแต่ง ไปใหญ่เลย ที่จริงตื้นขึ้น ผู้ที่รู้แล้วอย่างชาวอโศกศีลข้อที่ 11 ตกแต่งประดับทัดส่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมเครื่องประทินผิว ก็ไม่แล้ว แต่เราตกแต่ง ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรอก แต่เพื่อชาวบ้าน ก็แต่งไปอย่างนั้นแหละมีอะไรก็เอามากองไว้ เพราะว่าคนที่เขาเรียกว่าศิลปะคือพวกที่เละเทะ ก็เอามากองเลอะเทอะเละเทะไป ศิลปินของเราก็จัดไปแต่ละวันจะได้ครั้งเดียวนะ ครั้งที่ 2 ไม่ได้แล้วไม่อยู่ในหลักอะไรระเบียบอะไรหรอก พรุ่งนี้ได้ของใหม่ก็เอามากองใหม่ เท่านั้นแหละ มีบวกกับลบ มีกองกับกระจายเท่านั้นแหละไม่มีอะไรหรอกศิลปะ เขาเรียนกัน

เพราะฉะนั้นคำว่าศิลปะ ศิลปินแห่งชาติยังบอกว่าศิลปะมีโลกุตระด้วยเหรอ อาตมาได้ยินกับหูเลยนะเขามาดูงานที่เราจัด เราก็บอกว่าศิลปะโลกุตระ เราแสดงงานเขียนที่สันติอโศก เขาก็วิจารณ์ เขาก็ไปอ่านที่เขียนว่าศิลปะคือโลกุตระ เขาก็บอกว่าศิลปะเป็นโลกุตระด้วยหรือ เขาเป็นศิลปินแห่งชาติ เคยบอกชื่อออกไปด้วย ก็ผ่านไปไม่ต้องพูด พูดถึงเรื่องเนื้อหาเอาไว้ศึกษาเท่านั้น ว่าคนเรายังเข้าใจไม่ได้ มันก็เป็นอย่างนั้น คำว่า ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม แปลว่าโลกุตระ มงคลคือนำพาไปสู่ที่สูงที่สุด มงคล กับอุตระ ไปสู่นิพพานสูงสุด ถ้าอิเหละเขะขะ ก็ทำให้ประหลาดไว้คนอื่นเขาตาไม่ถึง ให้แปลกพิสดาร เข้ากับอุปาทานเขาบ้าง แต่มีใหม่บ้างเท่านั้นแหละ อาตมาถึงว่าชาตินี้ทำไมอาตมาต้องไปเรียนศิลปะ ก็เพื่อรู้ความจริงของเขาทำไมต้องไปเล่นไสยศาสตร์ ก็เพราะรู้ความจริงของเขา ทำไมไปนั่งหลับตาก็เพื่อรู้ความจริงของเขา ไม่ใช่ว่า เราพูดโดยไม่รู้ความจริงของเขาเราพูดเลยรู้ ต้องไปวาดเขียน ต้องไปแต่งเพลง ต้องไปปั้นอะไรอย่างนั้นอยู่ ก็เพื่อที่จะรู้เขาทำกันเก่งที่สุดก็แค่นั้นอย่างนั้น ได้แล้วก็ไปอวดโชว์กัน ดีไม่ดีไปตั้งราคาแพงกันอวดใหญ่โต งานของเราเช่นนี้ราคาตั้งหลายร้อยล้านยิ่งใหญ่ หลายพันล้านยิ่งใหญ่ ก็เป็น โลกีย์ ไปอย่างนั้น ซึ่งมันก็กลายเป็นหนี้ซับซ้อน บางทีเศษกระดาษแค่นี้ขายตั้งเป็น 10 ล้านแล้วเอาไปทำอะไร ดีไม่ดีเช็ดก้นยังไม่เกลี้ยงเลย เฮ้อ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเท่าไหร่ จิตมนุษย์ที่เป็นอุปาทานสร้างภพชาติอะไรมายึดถือ แล้วก็หลอกกันไปคนก็อยู่กับสิ่งที่ยึดถือและหลอก เต็มไปหมด

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ศีลข้อ 1 กับภาวะวิกฤติโควิด 19 ที่บ้านราชฯ ผู้หลุดพ้นแล้วก็จะมีสาระสัจจะที่ว่า ชีวิตเราจะทำอะไรที่เป็นสาระ ตามหลักเกณฑ์ที่เราเกี่ยวข้อง 1. อยู่กับสัตว์คนก่อน ที่อยู่ใ ฐานะที่ควรจะต้องยุ่งเกี่ยวกัน มีพันธกิจต่อกัน ก็ต้องรู้ว่า คนระดับนี้พวกนี้มีพันธกิจต่อกัน พวกที่ตัดไปว่าพวกนี้ทำอะไรก็ไม่มาเกี่ยวข้องกับเราหรอก เพราะมันนอกเขตเทศบาลก็ปล่อยเขาไป เราก็อยู่แต่ที่ทำแล้วมีผลเกี่ยวข้องกระทบถึงเรา เหมือนกับ covid ตอนนี้มันสอนเรา เป็นรูปธรรม อรูปธรรมหรือขั้นนามธรรม อรูปธรรมเลย จิตอย่าตก การ์ดอย่าตกนี่แค่รูปธรรมภายนอก จิตอย่าตก ต้องระมัดระวังแววไว และปรับตัวให้ดีในทุกขณะ ตอนนี้มันรุกอยู่เยอะ โควิด ต้องระมัดระวังจริงๆต้องอย่าประมาทคนข้างนอกนะ คนข้างในเราไม่มีปัญหามากเพราะพวกเราสะอาดไม่มีเชื้อเลย ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ารับเชื้อมาคนนึง ให้รีบรู้ รีบจัดการอย่าว่าโหด อย่าว่าใจร้าย ต้องรีบจัดการเอาออกห่างให้ทันทีเลย ต้องตัดรอบเลย ไม่งั้นมามันไม่รู้เรื่องเลย covid มันมีหน้าที่ลุกลามอย่างเดียว มันไม่รู้เรื่องอะไรหรอก เพราะฉะนั้นเราจะต้องฉลาดเหนือมัน ไม่อย่างนั้นเราตาย สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ และตอนนี้เป็นความรู้…. ถ้าจะว่าไปแล้วเป็นความรู้ระดับโลกเลย คนที่รู้และคนที่เข้าใจอย่างจริง รู้จักวิธีป้องกัน รู้จักวิธีรักษา วิธีไม่ให้เกิดเลย covid ปลอดภัยจริงๆได้ สุดยอด ทุกวันนี้ สิ่งนี้เป็นการทดสอบ เจ้า covid เป็นการทดสอบ Covid (Corona virus disease) ตัวเล็กดิ้นรนแล้วก็กินอย่างเดียว พวกนี้กินแหลก เพื่อให้ตัวเองมันดิ้นอยู่ได้ เพื่อให้ตัวมันอยู่ได้ เพราะฉะนั้นพวกที่ไม่รู้เรื่องนี้ เราจะไปโทษมันก็ไม่ได้ ก็มันต้องทำหน้าที่มันต้องเอาตัวรอด ถ้ามันรอดก็เจริญพัฒนาขึ้นมา โควิด ตัวใดตัวหนึ่งมันเจริญขึ้นมาเป็นสัตว์ เป็นเดรัจฉาน เป็นมนุษย์ หนักเข้ามันกลายเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง หรือเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ เราประมาทไม่ได้ ไปดูถูกดูแคลนมันไม่ได้ ตอนนี้เขาก็ศึกษามันไป พวกเรานี้ถ้าป้องกันมาได้สำเร็จ เรื่องยุ่งยากมันก็น้อย เราก็อยู่ในกรอบของเราจนกว่ามันจะเปิดประตูเมืองเราได้ เพราะตอนนี้เราก็จะมีอยู่ว่าคนผ่านไปผ่านมา จึงต้องป้องกันใส่แมส เราไม่รู้ได้ว่าคนผ่านไปผ่านมาบ้าง เราก็ไม่ได้ตัดขาดทีเดียว คนมาซื้อปุ๋ยคนมาเอาของที่ใส่กระท่อมปันสุขไว้ ของเราก็มีไม่มากเอาไปใส่แป๊บเดียวก็หมด เราก็ขยันน้อยยังไม่ได้ตั้งกองทัพ เก็บพืชพันธุ์ธัญญาหาร สำหรับเอาไปแจกจ่ายเขาบ้างเขาเดือดร้อนกัน แล้วคนขี้โลภก็มาคอยเมื่อไหร่มาก็เอา หน้าเก่าอีกแล้ว พวกที่รู้แกวไง เดี๋ยวก็หอบไป ดีไม่ดีเอาไปขายได้ด้วย อย่าว่าแต่เอาไปกินเลยเอาไปขายอีก นี่มันก็ขี้โลภ ไปห้ามเขาก็ไม่ได้ เราเปิดประตูเขาก็ทำแต่เขาไม่ผิด แต่มันน่าเกลียด ความขี้โลภเขาก็ไม่รู้ตัวเขาก็ทำอย่างนั้น จะบอกว่าน่าเกลียดก็น่าเกลียด จะบอกน่าสงสารก็น่าสงสารไม่รู้จะช่วยอย่างไร เป็นลักษณะอย่างนั้นจริง พูดแล้วก็น่าสงสารอย่างเดียว เห็นเขายังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏของเขาที่เป็น ไม่งอกเงยไม่เจริญขึ้นเลย มีแต่จมกับจมลงไป ช่วยไม่ได้ก็ต้องไม่ต้องพูดถึงเขา ที่จะพอช่วยได้ก็พูดถึงเขามากหน่อย พวกเราก็มาเร่งรัดพัฒนาเรียนรู้ พวกเราก็ดีใส่ใจเรียนกัน ตั้งใจศึกษาลึกซึ้งกันไปเรื่อยๆ ข้อสำคัญก็ต้องรู้จักกรอบ อันนี้พูดหลายทีแล้ว รู้จักกรอบฐานะของตน ว่าเรามีอะไรที่จะจัดการ กิเลสที่เราจะจัดการ ที่มันมีอยู่มันเล่นงานเราบ่อยตัวนั้นแหละ 1. มันเล่นงานอยู่บ่อย, 2. มันเล่นงานอยู่หนัก หนักสู้มันไม่ค่อยได้ ตัวนี้หนักแล้วก็ควร พิจารณามัน เพื่อนเขาไม่มีแล้ว เราเป็นอยู่คนเดียวได้อย่างไร น่าอายขายขี้หน้า หมู่เพื่อนเราก็ออกได้จนหมดแล้ว เรามีอยู่คนเดียวทำไมเราเซ่อโง่ เพื่อนฝูงเขาเห็นหมดแล้วเขาเลิกได้หมดแล้ว มีเราอยู่นี่หลงเป็นแกะดำหลุดในฝูง เขาขาวอยู่แล้วเราดำอยู่ตัวเดียว ว้า ก็ต้องรู้ตัวแล้วรีบจัดการ ยิ่งใครเขาบอก เราก็ต้องฟังต้องรู้ตัวให้ทัน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ศีลทำให้เกิดหิโรตัปปังคือละอายเกรงกลัวอย่างแรงกล้า สิ่งที่เป็นโลกุตระธรรมที่เราทำกันอยู่นี้ เริ่มตั้งแต่สัตว์ แล้วก็ไปด้วยกัน จะเอาแต่สัตว์อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะมันต้องเกี่ยวข้องกับชีวิต ต้องอุตุและพืชด้วย และทิ้งไม่ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อย่างที่พูดแล้ว สามเส้านี้ แล้วจะต้องปฏิบัติเปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้องรับรู้เป็นปัจจุบันนี้ไปด้วยตลอดเวลา ไปหลับหูหลับตาบอกแล้ว ตีทิ้งไปเลย มันเป็นวิญญาณสัมภเวสี ไม่ใช่วิญญาณฐีติ ไม่ใช่มีวิญญาณมีที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตากระทบรูปนี้คือวิญญาณ หูกระทบเสียงอยู่ในปัจจุบัน คือปัจจุบันชาติทิฏฐธรรม หรือทิฏฐิกาล กาละปัจจุบันนี้ ตาก็ลืมตาสิ่งสัมผัสก็มีอยู่ทนโท่ รูปนามก็มีอยู่ครบ อันนี้เป็นความจริงของจริง หลับตามันหมดไม่มีของจริงไม่มีความจริง มีแต่สัญญากำหนดรู้ขบคิดอยู่ในจินตนาการ มันไม่มีองค์ประกอบสมบูรณ์แบบ ดิน น้ำ ไฟ ลม สัตว์ บุคคลต่างๆ แล้วก็ประชุมกันอยู่ครบมันไม่ใช่ เพราะหลับตาปฏิบัติไม่มีวันที่จะบรรลุ คุณลืมตาออกมาเริ่มตั้งแต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณไม่เอาเรื่องก็ช้าอีกแหละ คุณล้างแต่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตา ส่วนหูคุณก็ไม่ล้างเขรอะขระๆปล่อยให้กิเลสหนาขึ้นทางเสียง ปล่อยให้กิเลสหนาทางกลิ่น ปล่อยให้กิเลสหนาทางรสทางลิ้น ปล่อยให้กิเลสหนาทางกายสัมผัสก็ไปอีก คุณก็ล้างอันนี้เสร็จต้องมาล้างอันนี้ เดี๋ยวก็ขึ้นมาใหม่เพราะเราไม่ฉลาด มันดับไม่สิ้นสุดหรอก นอกจากคุณจะฉลาดจริงๆเป็นโลกุตระ คุณดับอันโน้นตายจริงมันหมดเชื้อจริงคุณก็ดับมาเรื่อยๆได้ แต่ถ้าเราไม่เก่งจริงๆก็ทำทีละอย่างๆ เราไม่เก่งจริงๆ แต่คนมันจะเก่งกว่านั้นอยู่มันพอทำได้ 4-5 ทวารนี่ทำได้ ทำได้พอๆกันพร้อมๆกัน ทำได้ ถ้ามีปัญญานิรันดรกุล ถ้าขาดปัญญา คุณก็ไปไหนไม่ออก ศีล จะต้องปฏิบัติตามหลักอปัณณกธรรม 3 ถ้าไม่มีหลัก อปัณณกธรรม 3 อย่างนี้ไม่ใช่ศาสนาพุทธ คำว่าอปัณณกะ แปลว่า แท้จริง ปัณก แปลว่า ผิด คำสองคำนี้สับสนกันมากเลย อปัณณกะ แปลว่า ของพระพุทธเจ้าแท้จริง อปัณณก คือ 3 ข้อนี้จริง ปัณณกะคือไม่มี 3 ข้อนี้ก็ผิด พยัญชนะ 2 คำนี้เป็นสภาวะเป็นสิริมหามายาสลับกันไปสลับกันมา เขาสลับไม่ถูกมันก็จะผิด มันสลับกันไปกันมาไม่เที่ยงยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้เป็นสิริมหามายา แต่ผู้ที่กำหนดถูกตรงกันแล้ว พวกเราจะกำหนดตรงกันหมด แล้วเราจะไปกำหนดกับคนอื่นรู้ว่าเขากำหนดไม่ตรง เขาไปทางไหนเราก็ไปทางนั้นกับเขาได้ เขากำหนดอันไหนว่าผิดว่าถูกเราก็รู้ความจริงตามเขาได้ ฉะนั้นในการปฏิบัติหลักจรณะ 15 นี้ เข้าใจการปฏิบัติธรรมตามหลักจรณะ 15 ไม่ได้ ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิและปฏิบัติไม่ตรงตามนี้ ไม่มีทางบรรลุธรรม เช่นศีลไม่เอาเลยก็เลิกเลย เอาศีลแล้วแต่เป็นสีลัพพตุปาทาน เอาแต่ศีลตามจารีตประเพณี ไม่มีอปัณณกธรรม 3 ไม่รู้เรื่อง ถ้ามีศีลแล้ว มีอปัณณกธรรม 3 แล้ว มีการสังวรสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ mบสัมผัสแล้วต้องรู้ตัวเองกับความจริง รู้ตัวเองกับความจริงอย่างไร ตัวเองยึดอะไรอยู่ ติดอะไรอยู่ เป็นอย่างไรอยู่กับความจริงที่เรากระทบสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว อ้าว... มันขัดแย้ง มันผิด ข้อสำคัญตรงนี้ แต่ก่อนเราหลงยึดว่ามันถูกๆๆๆ แต่มันผิด ความจริงใจก็จะละอาย ทำไมเรามันโง่ ทำไมโง่มานาน ทำไมไม่รู้ ทำไมเพิ่งรู้ กูเอ๊ยๆ โธ่ นี่แปลคำว่าละอายคำเดียวไปใหญ่เลย มันละอายตัวเอง ยิ่งคนออกมายืนยันว่าอย่างนี้ถูกต้อง ก็ด่าเขาเสียนี่ หาว่าจะมาทำลายสิ่งที่ตนเองยึด อาตมาพูดอย่างนี้หมายถึงใครคนหนึ่งมาว่าอาตมา ถ้าเขาเกิดหิริ เพราะมาตู่อาตมาผิด เมื่อนั้นเขาตื่นเลย ตื่นตามจริงนะตามความเป็นจริง เขาจะละอายอย่างหนัก จะมาขยายความไม่ง่ายเลยปัญญาข้อที่ 1 เมื่อได้ฟังจากสัตบุรุษจากพระโอษฐ์ หรือจากผู้อยู่ในฐานะครูแล้วก็ละอายอย่าง ติพพัง ละอายอย่างแรงกล้า ตอนแรกๆ อาตมาว่ามันอย่างไร ตอนหลังๆค่อยเข้าใจได้ เอามาอธิบายจะดีขึ้นอีกเยอะ ละอาย นี่ภาษาพยัญชนะว่า หิริ เกรงกลัวพยัญชนะบอกว่าโอตัปปะ ในบาลีใช้ว่า หิโรตัปปัง หรือติพพัง หิริกับโอตตัปปะ แต่เอาคำปัจจัยของหางกับอุปสรรคของหัวมาเรียกสภาวะอย่างอื่น ก็เกิดจากเหตุกับปัจจัย กลับไปกลับมา เพราะฉะนั้นติพพัง แรงกล้า ละอายอย่างแรงกล้า อย่างที่อาตมาขยายความแล้ว มันจริงใจจริงจังรู้จริงๆ ว่า กูเอ๋ย นึกว่าจะฉลาด แต่โง่ไม่เสร็จ เพิ่งตื่น เสร็จ จากความโง่แล้วตื่นขึ้นมาค่อยยังชั่วแต่มันก็ยังมีชั่วอยู่อีกเยอะ ก็ต้องพยายามฟื้นตื่นขึ้นมาให้รู้ว่า อ้อ อย่างนี้จริงๆ มันถูกอย่างนี้ เข้าใจชัดแล้วก็เปลี่ยนเลย เปลี่ยนทิศตัวเองที่ไปหลงงมงายอยู่นานๆๆๆๆ ๆ... และหนักด้วย ก็ตื่นขึ้นมา คำว่าโอตตัปปะ เกรงกลัวต่อสิ่งที่เราได้รู้ว่าตัวเองผิดพลาดไปแล้ว ยึดถือผิดนับถือผิด ได้อาศัยผิด เสพติดอย่างผิดๆอีก นี่แหละ รู้ตัวแล้วคราวนี้ ละอายเป็นลักษณะของจิตที่มันยังไม่แรง พอเกรงกลัว ก็แรงขึ้น แรงจัดหนัก ไม่เอาแล้ว ละอายก็เหนียมๆ ต่อหน้าก็ละอาย ลับหลังก็เอาอยู่ แต่เกรงกลัวนี้ ต่อหน้าและลับหลังไม่เอาเลย มันชัดเจนจริงๆว่าเราหนอ มันจริงที่สุดไปเห็นความจริงว่า อื้อหือ เราโง่มานาน ไปติดยึดไปเสพเอามาเป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นโทษเอามาเป็นประโยชน์ งมงายอยู่ได้ ควรจะเลิก คำว่า ละอายกับเกรงกลัว 2คำนี้จึงอยู่ด้วยกันสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ แม้ 2 ตัวนี้ก็เป็นเทวะผู้ยิ่งใหญ่ แค่ ความรู้สึกละอายจนถึงขั้นเกรงกลัวคุณก็เจริญขึ้นแล้ว พอเกรงกลัว ก็จะไม่เอาแล้วเลิกขาด เว้นขาด ปล่อยวาง ไม่เอา ละอายยังต่องแต่งๆ แต่ถ้าเกรงกลัวนี้ชัดแล้ว ภาษาบาลีคือโอตตัปปะ เมื่อรู้สิ่งนี้แล้วเลิกได้ มา ก็ถึงจะเข้ามาศรัทธา เข้ามานับถือ เข้ามายอมรับสิ่งที่ถูก หรือ ผู้ที่นำสิ่งที่ถูกมาให้เรา ที่จริง อาตมาให้ตั้งนานแล้วนะ แต่ป่านนี้เขาจะรับไปหรือไม่ก็ไม่รู้ ที่พูดไปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ถ้ายังไม่ตาย ส่วนมหาบัวตายแล้วก็เอาละ แต่ก็ต้องอาศัยท่าน มหาบัวก็ตามที่ท่านประพฤติปฏิบัติท่านทำจริง แล้วลูกศิษย์ลูกหาก็ยังไปงมงายยอมรับนับถืออยู่ มันผิดก็ต้องบอกให้รู้ตัว ไม่ใช่บอกให้เนรคุณอาจารย์นะ อาจารย์ก็เป็นอาจารย์แม้จะสอนผิดก็เป็นคุณค่าบุญคุณ ก็เราโง่เองเราไปติดไปยึด แต่เขาลงทุนลงแรงเขาช่วยเรา มันก็ต้องชัดเจนอย่างนี้เนรคุณไม่ถูกหรอก แม้คนที่สอนเราผิดมาเก่า จะไปเนรคุณท่านไม่ได้ คุณโง่ของคุณเองแล้วจะไปลงโทษคนอื่นได้อย่างไร แต่ท่านลงทุนสอนเราแนะนำเรา แม้ท่านผิดท่านก็จริงใจ เว้นแต่ว่า คนที่สอนเราผิดนั้นรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองสอนสิ่งผิด คนนี้แหละ แหม ทีหลังอย่าคบเลย แม้จะเคยเป็นครูบาอาจารย์ก็เข็ด แต่เราไม่ต้องไปทำอะไร เขาจะไปตามวิบากวิบากเขาทำเขาจะเป็นเองเราไม่ต้องไปซ้ำเติมอะไรเลย คนจะชั่วหนักขนาดไหนก็อย่าไปซ้ำเติม เขาจะเป็นไปตามวิบาก คุณจะเข้าใจกรรมเข้าใจวิบากยิ่งขึ้นชัดขึ้นเลยว่า อ๋อ กรรมวิบากไปจัดการกันเองอย่างนี้ไม่ต้องอาศัยใคร เป็นเรื่องจริงของกรรมวิบาก เราก็ทำหน้าที่ของเราไป เพราะฉะนั้นถึงขั้นหนึ่งก็ปล่อยคุณไปตามยถากรรม คือไปตามกรรมวิบากของคุณเอง เช่น อาตมาบอกว่าปล่อยสัตว์ทั้งหลายแหล่อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมันเลย เราเอาตัวรอดให้ได้ก่อนเถิด สัตว์ทั้งหลายเราไม่เกี่ยวข้องก็ดีแล้ว ไม่ต้องไปช่วย ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องไปทำอะไร ของเรา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน