สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ศาสนาพุทธพาคนพ้นวังวนแห่งทุกข์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ศาสนาพุทธพาคนพ้นวังวนแห่งทุกข์ พ่อครูว่า..ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ทางตะวันตกก็พยายามศึกษาจิตวิทยา ของพุทธนั้นให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง รู้จักคือได้สัมผัสสิ่งนั้น รู้แจ้งก็คือชัดเจน กระจ่างขึ้นๆ จนกระทั่งรู้ครบรู้จริง แม้เป็นนามธรรมจับต้องยากไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตนยิ่งกว่าลม ยิ่งกว่าอากาศ ว่างเบา แต่มีอาการ ลิงค นิมิต โดยมีผู้รู้มาแสดงอุเทส คือมาแสดงความรู้ปัญญา ผู้จะตรัสรู้จริงๆได้คือพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธเจ้าไม่มีใครมาตรัสรู้โลกุตรธรรมนี้ได้ อันนี้ก็เหมือนยกตนหลงตนหนัก แต่มันเป็นสัจจะความจริง มีหนึ่งเดียวในมหาจักรวาลเอกภพ ทุกกาลเป็นเช่นนี้ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่รู้จักจิตวิญญาณสมบูรณ์แบบ ที่พิสูจน์ได้ก็คือ จิตวิญญาณก็คือธาตุชนิดหนึ่งของอัตภาพ เมื่อใดจิตวิญญาณนั้นมาเป็นอัตภาพ จุติมาเป็นจิตนิยาม เป็นสัตว์ตั้งแต่เซลล์เดียว พ้นจากความเป็นพีชนิยามมาเป็นจิตนิยาม ในนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม พระพุทธเจ้าเท่านั้นจะตรัสรู้ได้แยกได้ละเอียดลออชัดเจน นิยาม อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม อาตมาไม่ได้เป็นผู้ค้นพบ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ติดตามศึกษาตามพระพุทธเจ้ามาไม่รู้กี่ชาติ พระพุทธเจ้าท่านตรัส เหมือนคุยตัวแต่เป็นเรื่องสุดยอดของมนุษยชาติ พิสูจน์ยืนยันแท้ก็คือ จิตวิญญาณนี้ จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตัวเองเจ้าตัวสามารถจัดการสูญสลายไปได้เลย ไม่ใช่ตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้าอย่างที่ศาสนาเทวนิยม เขาไปไหนไม่ได้นิรันดร พระเจ้าเป็นเจ้าของจิตวิญญาณทุกคน ตายแล้วสวรรค์นรกขึ้นอยู่กับพระเจ้า แต่ของพุทธนั้นตัวเองทำเองทั้งนั้น โง่เองหลงเอง พิสูจน์ความหมดนรกสวรรค์ได้ พระอรหันต์ทำได้สมบูรณ์แบบถาวรยั่งยืน
อ่านต่อ
ถ้ายังไม่ถาวรยั่งยืนก็ยังไม่ใช่อรหันต์ ได้ชั่วคราวก็ยังไม่ใช่อรหันต์เต็ม ต้องทำให้เต็ม นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” พวกเราก็พิสูจน์กันได้มาตั้งแต่ของหยาบ ที่เราเคยติดเคยสุขเคยทุกข์เป็นขั้นๆ ของหยาบๆต่ำๆ เรานึกว่าดีนักหนา ที่แท้โธ่เอ๋ย แล้วเราก็ศึกษาพิสูจน์เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพสุดยอดเลย นี่คือธรรมะ อาตมาเองเห็นว่ามันยาก เป็นเรื่องที่มนุษยชาติควรได้ ต้องได้ ต้องได้เป็นเชิงบังคับ แต่ถ้าบังคับได้ก็ดี แต่มันไม่ได้หรอก ก็เลยใช้ว่าควรได้อย่างยิ่ง เกิดมาเป็นคนควรได้อย่างนี้ ถ้าไม่ได้อย่างนี้ก็เสียชาติเกิด ถ้าไม่ได้โลกุตรธรรมก็เสียชาติเกิด แล้วก็ตกต่ำไปเป็นสัตว์นรกไปเป็นเทวดาปลอมเก๊หลงจมอยู่อย่างนั้น ถ้าเรามาศึกษาจริงให้สูงกว่านั้นมีจริงๆ คนที่วนเวียนอยู่ในโลกียะ ในโลกของความสุขความทุกข์ ดับความสุขความทุกข์ไม่ได้ อยากก็ทุกข์ได้มาก็สมสุข ได้เสพรูป รสกลิ่นเสียงสัมผัส สมอุปาทานที่ยึดไว้ก็สุข แล้วก็ไม่เที่ยงก็เปลี่ยนไป ไปยึดสุข นอกจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแล้วก็บำเรอใจที่ตนเอง ปั้นไว้เอง ตามที่ตนเองบ้าบอกำหนดเลยจะไปกำหนดตรงกันซ้ำกับคนอื่นหรือไม่ซ้ำก็ตามก็ไปบำเรออัตภาพ ได้สมใจก็บำเรออัตตาเป็นสุขเป็นของเก๊ที่พระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นของหลอก อัลลิกะ ของเท็จ สุขเป็นของเท็จไม่ใช่ของจริง ทุกวันนี้พวกเราศึกษาแล้วก็ค่อยยังชั่วได้มาเป็นลำดับ แม้จะยากแสนยาก แต่ก็ได้เป็นกอบเป็นกำเป็นหมวดหมู่ ทั่วประเทศไทยได้ประมาณนี้ อาตมาไม่มีใครชมก็ชมตัวเองเก่งแล้ว มันจริงๆเป็นเรื่องที่โอ้โห ขนาดนี้อาตมาก็ยังรู้สึกยังไม่มั่นใจที่จะไว้ใจว่าที่เป็นอยู่กอบก้อนขนาดนี้ จะมีเนื้อหาสาระ นำพาธรรมะพระพุทธเจ้านี้ ไปถึงอีก 2,000 ก็ปีให้ครบ 5000 ปี ของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนะ ก็เลยลากสังขารให้เชื่อมต่อไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่สมควรจะตายเพราะยังไม่ทรุดโทรมเสื่อมเท่าไหร่ เดี๋ยวเขาจะหาว่าหลงตนเอง เขาก็ยังว่าหนุ่มๆ วันนี้พวกนักร้องมา ศรีไสล นันทวันท์มา แฟนเขาก็เสียไปทั้งคู่ นันทวันท์นี้รุ่นเดียวกับแฟนอาตมาจบสวนสุนันทาเหมือนกัน เพื่อนรุ่นเดียวกันเลย เขาก็ยังรับรองอยู่ว่าอาตมาแข็งแรงนะ ก็สามีตนเองตายไปหมดแล้ว ตุ้มศรีไสล สามีก็สิ้นไปแล้ว ก็เอา ชีวิตของคนของใครของมัน ต้องพากเพียรเอาเองไม่มีใครมาทำให้เราได้ เราเป็นมรดกกรรมของตนเองแบ่งให้ใครก็ไม่ได้ จะรู้ว่าตนเองเป็นทายาทของกรรม กรรมของตนเองต้องเป็นทายาทรับมรดกกรรมตนเองไม่เอาก็ไม่ได้ ปฏิเสธก็ไม่ได้ เอ็งทำ ถึงเวลาที่จะต้องมาถึงเองแล้ว ไม่เอาก็ไม่ได้ไม่หกตกหล่นไม่ระเหิดระเหย เป็นแต่เพียงว่าจะมาออกฤทธิ์กับเราในวาระไหน กาละไหนเราไปจัดสรร อจินไตยกรรมวิบากไม่ได้ อาตมายังไม่สามารถอธิบายอจินไตยนี้ให้พวกเราได้ฟังละเอียดลออ อธิบายแค่ ฌานวิสัยของตนเองได้ พุทธวิสัย กรรมวิสัยไม่ได้ 620305_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 42