สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ปุตตมังสสูตร กวฬิงการาหาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ปุตตมังสสูตร กวฬิงการาหาร ล. 16 3. ปุตตมังสสูตร [241] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬิงการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาเสบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ เสบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า เสบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย เสบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตร จะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่
อ่านต่อ
พระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬิงการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ พ่อครูว่า.. พวกนั่งหลับตาปฏิบัติทั้งหลาย ทิ้งกามภพ แต่ไม่ได้อยู่เหนือมัน ต่างจากอนาคามีที่ท่านหลุดพ้นจากกิเลสกามภพ จึงเหลือกิเลสรูปภพ อรูปภพ ภายใน ให้เลิกได้เลยการนั่งหลับตา แล้วศาสนาพุทธ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีก็ไม่ได้หลับตาปฏิบัติ ตั้งแต่พระโสดาบันก็ลืมตาปัจจุบัน ก็เรียนรู้กิเลสขั้นต่อไปเป็นสกิทาคามี แล้วก็เรียนรู้ว่ากิเลสจนเป็นอนาคามี คุณก็ยังลืมตาอยู่กับโลกโลกีย์ แล้วคุณก็ล้างกิเลสที่เป็นอนาคามีอีกไม่รู้เป็นอรหันต์แล้วก็ยังลืมตา เป็นวิชชาจรณสัมปันโน มีอปัณณกธรรม 3 ข้อ ซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ต้องเรียนรู้การสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 มีการประมาณในการบริโภคในเรื่องการกินการใช้ แล้วเกิดกิเลสก็ต้องฆ่ากิเลสอย่างตอนตื่นๆนี่แหละ แล้วก็ตื่นจากกิเลสเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่การหลับตาปฏิบัติไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์เหล่านี้ของพระพุทธเจ้าเลย อาตมาพูดมาขนาดนี้แล้ว เสียดายหอกสามร้อยเล่ม เช้ากลางวันเย็นฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย มันจมยังไม่ผุดโผล่ ในกวฬิงการาหารนั้นรวมอาหาร 4 ไว้หมดเลย ขออภัยยกตัวอย่างมหาบัวไม่เคยรู้กิเลสในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของหมากเลย ซึ่งก็ไม่ใช่อาหารด้วยซ้ำไป กินแต่แค่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่ใช่อาหารที่เลี้ยงขันธ์ด้วยซ้ำไป ติดหนักติดหนา(สู่แดนธรรมว่าแต่เป็นอาหารของนิวรณ์) มหาบัวฉันมื้อเดียวนะ แต่อันนี้ฉันไม่มีมื้อเลย ( “อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย ไม่ตายดอกเพราะอดเสน่หา” ) แล้วไปเสน่หากับหมาก เป็นสิ่งเสพติดก็ไม่รู้ ขั้นสุรา แต่มหาบัวติดทั้ง สุราเมระยะมัชชะ แค่นี้ก็ไม่รู้แล้วโดยสภาวะ พยัญชนะเขาก็เรียนกัน สุราเมระยะมัชชะประมาทัฏฐานา แต่เขาก็ยังไม่รู้ก็ยังติดอยู่อย่างนั้น แล้วยังบอก ก่อนเข้านิพพาน บอกว่า อย่าลืมเชี่ยนหมากนะโว้ย ไปโรงพยาบาล บอกว่าไม่ได้เอาเชี่ยนหมากมาด้วยให้ขับรถไปเอา จริงๆแล้ว สิ่งเสพติดที่บอกว่าเหมือนอาหาร แต่นี่ไม่ใช่อาหาร แต่มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่คนไปติดในผิวมัน มันเหมือนอาหารแต่มันไม่ใช่ มันซ้ำซ้อนไม่รู้กี่ชั้นที่คุณติดยึดในสิ่งที่ไม่ควรติด ในคำข้าว กวฬิงการาหารก็พอทำเนาหากไปติด แต่นี่ไม่ใช่ ติดผัสสะ เจตนาที่เป็นกาม ก็ไม่กำหนดรู้เลย พระอาริยสาวก กำหนดรู้ในความยินดี เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ แต่นี่คุณยังไม่รู้เรื่องเลย ข้อแรกคุณก็ยังไม่รู้ขั้นต้นเลยเรื่องอาหาร ก็จมไม่พ้นแม้สังโยชน์เบื้องต้น แต่คิดว่าตนเป็นอรหันต์ด้วย ไม่ได้แกล้งว่าใส่ความ แต่พูดเป็นตัวเป็นตนเป็นตัวอย่าง ขออภัยที่ต้องพูดถึงมหาบัว ให้เป็นตัวอย่างอันไม่น่าจะกระทำตาม อาตมานำมาอาศัยใช้ยกตัวอย่าง เอามาประกอบการอธิบายโดยพละการ ก็ขออภัย แต่เขาไม่เปิดดูพวกเราหรอก ไกลจากวิเวกเป็นอันมาก
[242] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้มจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไปข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่าพึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ พ่อครูว่า..ไม่ใช่แม่โค แต่คุณนั่นแหละสมมุติตัวเองเป็นคนไร้หนังหุ้ม คุณต้องกำหนดรู้ความแสบ แล้วคุณไปหลงว่าแสบคือสุข บอกว่าสิ่งสัมผัสนั้นคือความสุข มันไม่มีความสุขหรอกมันมีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป คนไม่มีแต่หนังหุ้ม ก็มีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปรู้บ้างไหม ขนาดนี้พระพุทธเจ้าท่านกำหนดอย่างนี้ก็ยังไม่รู้ตัวว่ามันมีทุกข์อยู่ทั่วไปเลย แต่คนก็ยังตามืดตาบอดไม่รู้สึกรู้สา อ๋อ ทุกข์หรืออร่อยจะตายไป สวยจะตายไป สนุกจะตายไป มันน่าสมน้ำหน้าไหม มันไม่รู้จริงๆ เพราะคุณไม่ได้เรียนรู้ ผัสสะ คุณอาศัยผัสสะนั่นแหละเป็นทุกข์ มันเหมือนโค คุณนั่นแหละไม่มีหนัง ยืนอยู่มีเนื้อแดงๆ สมณะฟ้าไท สรุป621220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปุตตมังสสูตร ว่าด้วยอาหาร 4 ตอน 2