สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน มิจฉาทิฏฐิคือไม่รู้รูปนาม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน มิจฉาทิฏฐิคือไม่รู้รูปนาม _จักรพล พุทธพัฒนา: ขอนอบน้อมพ่อครูคู่ท่านฟ้าไท ผู้มีใจเสียสละอกุศล เป็นผู้นำให้คนอื่นละตัวตน สงสารคนในวังวนของกิเลสเอย / มีอาจารย์สายนี้เขาบอกว่า..เอาตามอย่างที่พระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิในวันตรัสรู้..ทำตามที่ท่านทำถือว่าถูกทางแล้ว.สัจธรรมโลกุตตรธรรมเป็นของยาก..ถ้าไม่พากเพียรจริงๆครับ พ่อครูว่า…แม้ว่าคุณพากเพียรให้ตายอย่างไร แต่ถ้าคุณมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นความเข้าใจก็เป็นมิจฉาแล้ว คุณเข้าใจว่าปฏิบัติตามอย่างพระพุทธเจ้าคือนั่งขัดสมาธิแล้วจะบรรลุธรรม นั่นแหละคือมิจฉาทิฏฐิ ต้องให้คุณเป็นพระพุทธเจ้าก่อนแล้วนั่งขัดสมาธิจะได้ตรัสรู้หรือรู้ธรรมะที่เกิด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย เป็นไปไม่ได้ คือพระพุทธเจ้าที่ท่านนั่งหลับตาแล้วท่านก็ระลึกถึง ระลึกได้ของที่ตัวเองเคยมีเคยเป็นแล้วได้แล้วเรียกว่าในความจำในสัญญา ท่านก็นึกเอาสัญญาขึ้นมา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ธรรมะบรรลุธรรมมาตั้งนานแล้ว จนกระทั่งตั้งแต่บรรลุพระอรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลยนะ ท่านเป็นแต่เพียงระลึกถึงเมื่อตอนมาบวชแล้วนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ยาม 1 ระลึกอดีตว่าเป็นมาอย่างไร ยาม 2 ก็ทบทวน ยาม 3 ก็ได้ระลึกรู้ว่าท่านเป็นเจ้าของธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะสามีรู้ว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า ระลึกได้ว่า ท่านได้มีพระมาตั้งแต่ชาติก่อนๆ ไอ้ชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรเลย ท่านไปหลงผิดด้วยซ้ำไปว่าได้ปฏิบัติธรรมะเสียเวลาไป 6 ปี เส้นทางที่ ทุกรกิริยา ไม่ใช่สุกิริยา มันไม่ถูกต้องแล้วท่านก็ระลึกของท่านได้ในวันนั้น ท่านไม่ได้เอา
อ่านต่อ
ของใคร ธรรมะในการเป็นพระพุทธเจ้าก็คือศาสนาพุทธ ไม่เหมือนของเดียรถีย์หรือของศาสนาอื่นใด แล้วท่านก็มาประกาศสอน กับปัญจวัคคีย์ ประกาศแล้วปัญจวัคคีย์ก็รับได้ จนเกิดเป็นพุทธศาสนาขึ้นในโลก ซึ่งตอนนั้นพุทธศาสนาได้สูญไปแล้วในโลก พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็มาสถาปนาขึ้นมาใหม่ เป็นศาสนาพุทธ ทีนี้พระเจ้านั่งตรัสรู้นั้นท่านได้มีมาก่อนแล้ว ส่วนคนที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าไปนั่งให้ตาย เกิดแล้วเกิดอีกกี่ชาติก็นั่งๆๆๆ ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้ แม้แต่พระโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี อรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ จนเป็นพระพุทธเจ้าอีกก็ไม่ได้ปฏิบัติบำเพ็ญบารมีอะไรพวกนี้ได้เลย คุณนั่งให้ตาอย่างไรก็มีแต่โลกียธรรม ของพวกเดียรถีย์ทั้งหลาย การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้นั่งหลับตาด้วย ท่านลืมตา ธรรมะของพระพุทธเจ้าคือวิชาจะระณะสัมปันโน ซึ่งไม่มีข้อไหนให้นั่งหลับตา โดยเฉพาะอปัณณกธรรม 3 แล้วกำชับเลยว่า ถ้าไม่สำรวมอินทรีย์ 6 ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ต้องมีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 จึงเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 1.ศีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล . . 9. วิริยะ ปรารภความเพียร 2.อินทรีย์สังวร คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10. สติ อันเป็นอาริยะ . . 3.โภชเนมัตตัญญุตา ประมาณในโภชนา 11. ปัญญา . . 4.ชาคริยานุโยค ประกอบความตื่น 12. ปฐมฌาน . 5.ศรัทธา (เชื่อมั่น) . . 13. ทุติยฌาน 6.หิริ (ละอายต่อบาป) . 14. ตติยฌาน 7. โอตตัปปะ. (สะดุ้งบาป). 15. จตุตถฌาน 8. พาหุสัจจะ แทงตลอดในพหูสูต . (พตปฎ.ล.13/34)
หากไม่มีการกระทบสัมผัส 6 ก็ไม่ได้ เพราะว่าธรรมะพระพุทธเจ้าคุณไปนั่งหลับตาเป็นเรื่องนอกรีต เมื่อไหร่จะตายเหมือนพวกนักโทษที่ถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่ม ตายซะทีตายจากความดื้อด้านดึงดัน ควรจะฟังและยอมรับ นั่นแหละคือตายได้ ตอนนี้ไม่ยอมรับเลยกูจะทำอย่างนี้ทำไม กูก็จะอยู่ของกูอย่างนี้ ฆ่ากู กูก็ไม่เชื่อ จริงๆแล้วไม่มีใครรู้ว่าวันเพ็ญขึ้น๑๕ค่ำเดือน๖พระพุทธเจ้านั่งตรัสรู้นั้นท่านลืมตาหรือหลับตาก็ไม่มีใครบอก ท่านระลึกถึงสัญญา เอาจากคลังความจำ แต่ท่านจะลืมตาหรือหลับตาท่านก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ แล้วที่ท่านระลึกได้ก็เพราะว่าท่านมีแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่นั่งหลับตาเข้าไปคุณยังไม่มีโสดาภูมิ นั่งระลึกให้ตายก็เอาโสดาภูมิมาระลึกไม่ได้ แต่ถ้าเป็นสกิทาคามีก็เอามาเตวิชโชระลึกได้ อนาคามีก็ทำได้ อรหันต์ก็ทำได้ เป็นความจำอยู่ในคลังความจำอยู่ในเซฟของคุณเปิดออกมาดูได้ อ๋อ ซุกไว้ในซอกไหน แต่ถ้าคุณไม่มี เปิดเซฟออกมาก็มีแต่ขี้แมงสาป ขี้หยากไย่ มันไม่มีหรอก อาตมาว่า ว่าให้หนักแล้วนะ คนที่โง่งมงายอยู่กับการนั่งหลับตา พูดขนาดนี้ก็หนักก็แรงแล้วนะ ทำไมยังบื้อขนาดนี้ ก็ว่าแรงแล้วนะ ทำไมโง่เง่าเต่าตุ่นอยู่อย่างนี้ อาตมาไม่ได้อวดเก่งอวดดี หรืออยากอวดเก่ง แต่อาตมาว่าอาตมาเข้าใจถูก ท่านไปหลงผิดแล้วพาพุทธศาสนิกชนงมงายตามเต็มไปหมด น่าสงสาร -สู่แดนธรรมว่า.. หากไม่ยากไม่สมบารมีโพธิสัตว์ระดับ 7 พ่อครูว่า...ทุกอย่างต้องลงตัวกันสมสัดส่วน พระพุทธเจ้านั่งแล้วก็ระลึกชาติ เตวิชโช คุณเป็นใคร คุณรู้จักโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลแล้ว แล้วคุณจะไปนั่งระลึกของคุณ คุณต้องมาเรียนรู้กับผู้เป็น พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ โพธิสัตว์ เรียนรู้แล้ว ทำได้แล้วคุณก็ถึงระลึกได้อีก แม้มีแล้วก็เอามาเช็กกับอาตมา โสดาบันต้องจิตเข้ากระแสโสตาปันนะ หรือไม่ตกต่ำแล้วอวินิปาตธรรม หรือไม่ตกต่ำแล้ว นิยตะ ลดละได้สิ่งที่เป็นอบายเป็นต้น มีแต่เจริญไปสู่ที่สุดที่สูง สัมโพธิปรายนะ อาตมาเข้าใจสภาวะมีสภาวะจึงพูดออกมาได้อย่างนี้ไม่ได้พูดตามบัญญัติภาษาที่เขาเขียนนะ โสดาปัตติมรรค จิตคุณต้องรู้สักกายทิฏฐิ สัมผัสกับสิ่งที่คุณติด อบาย คุณไปสัมผัสไพ่ แต่ก่อนเคยติดสนุกสนาน แต่ตอนนี้คุณจะมีหิริโอตัปปะ เพราะว่ามีศรัทธามีความรู้ความเข้าใจขั้นหนึ่งแล้วคุณจะมีสัทธรรม 7 จะมีหิริโอตตัปปะ มีพหูสูตร ได้มรรคผลเพิ่มก็มีวิริยะ พากเพียรปฏิบัติอย่างนี้ถูกทางแล้ว สติเต็มรู้ทั้งนอกและใน รู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายและตื่นทั้งใจนี่คือสติเต็มร้อย แต่ถ้าไปเปลี่ยนแต่ใจก็เป็นสติได้แค่ 10% หรือ 20 % ตาหูจมูกลิ้นกายอีก 4 คุณไม่ได้ศึกษาเลย สติเต็มร้อย ปัญญาเต็มรู้ ต้องมาตื่นตั้งแต่ตาหูจมูกลิ้นกายตื่นมาพร้อมใจ ตาคุณก็อยู่เหนือ จมูกลิ้นกาย ก็อยู่เหนือ เหลือเชื้อแต่ในใจก็ทำต่อ มันเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ แต่นี่ไม่ได้ทำตามลำดับ เลยเอาแต่ในใจแต่ตัวเองก็ยังติดมากกินหมากอยู่ ไม่รู้ความติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเหล่านี้ แล้วก็บอกว่าไม่ใช่กิเลส แล้วคนก็บอกว่านี่คือพระอรหันต์ ตื้นแค่อบายมุขหยาบสิ่งเสพติดก็ยังไม่รู้ (ท่านว่าไม่ขวางกั้นนิพพานได้) พวกนี้ไม่ได้ใกล้จากวิเวกเลย มันไม่ได้ขวางหรอก แต่คนละแควเลย คนละทิศทางเลย เส้นทางนิพพานไปทาง 1 อันนั้นมันเส้นทางไปนรก แล้วก็ไปหลงใหลได้ปลื้มว่าเป็นพระอรหันต์ศาสนาพุทธได้เสื่อมหนัก ในความรู้โลกุตระของพระพุทธเจ้า ติดสิ่งเสพติดง่ายๆอย่างนี้ แล้วไปหลับตาปฏิบัติอีก ไปปฏิบัติให้ตายยังไงก็ไม่มีทางบรรลุศาสนาพุทธ
พระพุทธเจ้านั่งหลับตาระลึกท่านมีภูมิธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วก็ทำเตวิชโช โสดาบันก็มีภูมิของพระโสดาบัน แล้วก็นั่งระลึกถึงพระโสดาบัน สกิทาคามีก็มีในเซฟของคุณมีเพชร 20 กะรัต มันตกหล่นอยู่ซอกไหนก็ค้นมาได้ แต่ถ้าไม่มีเพชร จะไปเปิดเซฟค้นหาอย่างไรก็ไม่เจอหรอก คุณปฏิบัติพระโสดาบันเป็นอย่างนี้ได้แล้วก็เอาใส่เซฟไว้ ปฏิบัติพระสกิทาคามีได้ก็เอาใส่เซฟไว้ เป็นพระอนาคามีก็เอาใส่เซฟไว้ ถ้าคุณเป็นพระโสดาบันมาแล้ว คุณจะปฏิบัติพระโสดาบันในชาตินี้ได้ง่าย มันจะไม่ยากอะไรเลยถ้าคุณมีแล้ว ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหลงตัวเองว่ามีแล้วนึกว่าตัวเองได้แล้ว แล้วคุณก็ไม่ปฏิบัติเพื่อที่จะได้ว่าคุณหลงว่าตัวเองมีแล้ว ทั้งๆที่ตัวเองไม่มี ไม่ใช่พระโสดาบัน แต่นึกว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์แล้ว มันน่าสงสาร การที่พระพุทธเจ้าท่านนั่งใต้ต้นอสัตตพฤกษ์ เมื่อท่านตรัสรู้แล้วก็เรียกว่าเป็นต้นโพธิ์ โพธิแปลว่าตรัสรู้ แล้วท่านก็ระลึกของท่านได้จนรู้ว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าก็มาประกาศบอกปัญจวัคคีย์ก่อนเพื่อน ท้าวความตำนานให้เรียนรู้
คนที่ไม่ใช่ผู้ที่มีแล้วอย่าไปนั่งระลึก แล้วก็ไม่จำเป็นต้องนั่งระลึก คุณมาปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วคุณได้พระโสดาภูมิ จนได้แล้ว ทีนี้คุณก็ไปนั่งหลับตาทบทวน คุณก็จะยิ่งรู้จักพระโสดาบันมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ประมาทเลย ไม่ต้องอวดดีว่าเรามีมาแล้ว แล้วมันก็ง่ายด้วยถ้าคุณมีมาแล้ว อาตมาก็ไม่ต้องหลับตาระลึกเลย ศาสนาพุทธที่ไม่ประสีประสากับโลกุตรธรรมฟังอาตมาอย่างไรก็ไม่เข้า เขาเอาเรื่องเดียรถีย์ที่พระพุทธเจ้าทิ้งไปแล้วไปปฏิบัติก็เป็นอย่างนี้ ให้เป็นคนชาที่พร่องไม่เต็มถ้วย ต้องเทของเก่าทิ้งหรือเอาเก็บไว้ก่อนแล้วมาลองของอาตมาหน่อย ถ้าไม่ใช่ก็เอาทิ้งไป เอาของเก่าที่เก็บไว้มาคืน ก็ได้ ขอให้ลองหน่อย อาตมาเทียบเคียงกับพระไตรปิฎกตลอดมา เพราะฉะนั้นเห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง พระพุทธเจ้าท่านมีบารมีมาแล้วท่านก็ระลึกได้ แม้ว่าจะมีแล้วแต่ถ้าปฏิบัติเบื้องต้นไปก่อนแล้วมันได้มันก็จะไม่สายเกินไปหรอก ที่ไปนั่งระลึกไม่มีปัญหา ถ้าแน่ใจว่าเป็นมรรคผลจะไม่ระลึกก็ได้หรือจะระลึกก็ได้มันไม่ยากหรอกถ้าคุณมีแล้ว ซึ่งคุณไม่ใช่พระพุทธเจ้า คุณไม่ใช่พระอรหันต์ไม่ใช่พระอนาคามี คุณไม่ใช่ผู้ที่มีพระอริยะคุณแล้ว หรือแม้แต่คุณมีก็ต้องปฏิบัติในปัจจุบันนี้ให้มีมรรคมีผลในปัจจุบันนี้ แล้วไปนั่งระลึกก็จะได้ระลึกถึงได้ในสิ่งที่คุณมีแล้ว สม.กล้าข้ามฝัน... พ่อครูว่า…อาตมาก็ย้ำสิ่งที่ผิด อย่าเบื่ออาตมาเลย พยายามตั้งใจฟังพิจารณาให้ดี จะได้เลิกเสียเวลาแรงงานทุนรอนกับสิ่งผิดน่าเสียดาย 621220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปุตตมังสสูตร ว่าด้วยอาหาร 4 ตอน 2