16 บทที่ 9 ใจเพชร น 639-738.pdf

โฟลเดอร์PDF Morkeaw secured
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์864 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2559

เนื้อหาในไฟล์

บทที 9 กระบวนการสร้างจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ โลกจะมีสันติสุขอยู่ได้ด้วยความเสียสละ ในโลกถ้ามีคนเสียสละมีนําใจเอื อเฟือเกือกูลกันมากเท่าไหร่ ความอยู่เย็นเป็นสุขก็จะมีต่อมวลมนุษยชาติมากเท่านัน ๆ ดังที พระพุทธเจ้าตรัสความสําคัญของการแบ่งปันเอือเฟือเกือกูลกันว่า “ที พึ งของสัตว์ทังปวงยิ งไปกว่าทานไม่มี” (ขุ.ชา.28/1,073) ทานคือการให้หรือการแบ่งปันนัน มีหลากหลายลักษณะ เช่น ให้วัตถุข้าวของ ให้แรงกาย ให้แรงใจ ให้แรงปัญญา เป็นต้น การให้หรือการแบ่งปันนัน นอกจากจะทําให้ผู้รับได้รับความผาสุกแล้ว ยังมีผลย้อนกลับมาทําให้ผู้ให้หรือผู้แบ่งปันนันได้รับความผาสุกด้วย ดังใน “มนาปทายีสูตร” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะอุคคเทพบุตร ด้วยพระคาถาความว่า ผู้ให้ของที พอใจย่อมได้ของที พอใจ ผู้ให้ของที เลิศย่อมได้ของที เลิศ ผู้ให้ของที ดีย่อมได้ของที ดีและผู้ให้ของที ประเสริฐย่อมเข้าถึงสถานที ประเสริฐ นรชนใดให้ของที เลิศให้ของที ดีและให้ของที ประเสริฐ นรชนนันจะบังเกิด ณ ที ใด ๆ ย่อมมีอายุยืนมียศดังนีฯ (องฺ.ปFฺจก. 22/44) จิตอาสา คือผู้ที เห็นคุณค่าของการให้หรือการแบ่งปันสิ งที มีคุณค่าประโยชน์ และพยายามฝึกฝนตนให้เป็นผู้ให้หรือผู้แบ่งปันสิ งที มีคุณค่าประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติ โดยไม่คิดค่าตอบแทนใด ๆ จิตอาสาจึงเป็นบุคคลสําคัญที สุดในการนําสันติภาพหรือความอยู่เย็นเป็นสุขมาสู่มวลมนุษยชาติ ซึ งสุดยอดแห่งต้นแบบของจิตอาสาที มีคุณค่าประเสริฐที สุดในโลก คือพระพุทธเจ้า พระองค์เป็นบุคคลที สามารถทําคุณสมบัติแห่งความผาสุกที แท้จริงในตนได้ ดํารงชีวิตด้วยการบริโภคอุปโภคของกินของใช้เพื อดํารงชีพส่วนตัวน้อยที สุดเท่าที จะไม่ทรมานตนเอง แต่พากเพียรอุตสาหะทําประโยชน์สุขให้กับมวลมนุษยชาติและสัตว์โลกทังปวงให้มากที สุด เ

อ่านต่อ

ท่าที พระองค์จะพึงทําได้ เสียสละทุกสิ งทุกอย่างให้กับมวลมนุษยชาติและสัตว์โลกทังปวง ด้วยความเต็มใจสุขใจและบริสุทธิJใจ จากความโลภโกรธหลงหรือความเห็นแก่ตัวทังปวง เป็นผู้ที ค้นพบองค์ความรู้หรือกระบวนการสร้างจิตอาสาแนวพุทธ อย่างไม่มีใครเทียมเท่า สัมพันธ์กับที พระพุทธเจ้าตรัสใน ที.สี.9/235 “... ดูกรพราหมณ์ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนีเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที ควรฝึก ไม่มีผู้อื นยิ งกว่าเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทังหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จําแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นันทรงทําโลกนีพร้อมทัง เทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทังสมณ 640 พราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบืองต้นงามในท่ามกลางงามในที สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทังอรรถพร้อมทังพยัญชนะ บริสุทธิJบริบูรณ์สินเชิง ...” สอดคล้องกับเนือหาใน ขุ.วิ. 26/385 เถรคาถาวีสตินิบาต 1. อธิมุตตเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระอธิมุตตเถระ “พระอธิมุตตเถระถูกพวกโจรจับไว้ มิได้มีความกลัวหวาดเสียว มีหน้าผ่องใสเมื อหัวหน้าโจรเห็นดังนัน เกิดความอัศจรรย์ใจจึงได้กล่าวคาถาสรรเสริญ 2. คาถาว่า เมื อก่อนเราจะฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื อบูชายัญหรือเพื อทรัพย์ ความกลัวก็ย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านันทังสิน สัตว์เหล่านันย่อมพากันหวาดหวั นและบ่นเพ้อ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย สีหน้าของท่านผ่องใสยิ งนัก เมื อภัยใหญ่เห็นปานนีปรากฏ แล้วเหตุไรท่านจึงไม่ครํ าครวญเล่า พระเถระเมื อจะแสดงธรรม โดยมุ่งการตอบคําถามของนายโจรนัน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านีความว่า ดูกรนายโจรทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิต ความกลัวทังปวงอันเราผู้สินสังโยชน์ล่วงพ้นได้แล้ว เมื อตัณหาเครื องนําไปสู่ภพสินไปแล้ว ความกลัวตายในปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ งเลย ดุจบุรุษไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนัน พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว เราไม่มีความกลัวตายเหมือนบุคคล ไม่กลัวโรค เพราะโรคสินไปแล้วฉะนัน พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว ภพทังหลายอันไม่น่ายินดีเราได้เห็นแล้ว เหมือนบุคคลดื มยาพิษแล้วคายทิงฉะนัน บุคคลผู้ถึงฝั งแห่งภพไม่มีความถือมั นเสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ ย่อมยินดีต่อความสินอายุ เหมือนบุคคลพ้นแล้วจากการ ถูกประหารฉะนัน บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทังหมด ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนที ถูกไฟไหม้ฉะนัน สิ งใดสิ งหนึ งซึ งมีอยู่ในโลกนีก็ดี ภพที สัตว์ย่อมได้ในโลกนีก็ดี พระพุทธเจ้าแสวงหาคุณอันใหญ่ยิ งได้ตรัสไว้ว่าสิ งทังหมดนีไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนัน เหมือนดังที พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นันย่อมไม่ยึดถือภพอะไร ดังบุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนัน เราไม่มีความคิดว่า ได้เป็นมาแล้วจักเป็นต่อไป จะไม่เป็น หรือสังขารจักฉิบหายไป จะครํ าครวญไปทําไมในเพราะสังขารนันเล่า ดูกรนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ซึ งความเกิดขึนแห่งธรรมอันบริสุทธิJ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิJเมื อใด บุคคลพิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื อนัน บุคคลนันย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่าของเรา ไม่มีเรากลัดกลุ้มด้วยสรีระ ไม่ต้องการด้วยภพ ร่างกายนีจักแตกไปและจักไม่มีร่างกายอื น ถ้าท่านทังหลายปรารถนาจะทํากิจใดด้วยร่างกายของเรา ก็จงทํากิจนันเถิด ความขัดเคืองและความรักใคร่ในสรีระนัน จักไม่มีแก่เรา เพราะเหตุที ท่านทังหลายทํากิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานัน โจรทังหลายได้ฟังคําของท่านอันอัศจรรย์อันทําให้ขนลุกชูชันดังนันแล้ว จึงพากันวางศาตราวุธแล้วกล่าวดังนีว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที ท่านได้นีเพราะท่านได้ทํากรรมอะไรไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของท่านหรือ เพราะอาศัยคําสั งสอนของใคร ? พระเถระได้ฟังดังนันแล้ว จึงได้กล่าวตอบว่า พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญFู รู้เห็นธรรมทังปวง 641 ชนะหมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทังปวงเป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื องให้ถึงความสินอาสวะอันยอดเยี ยมนี พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความไม่เศร้าโศกเราได้เพราะอาศัยคําสั งสอนของพระองค์ พวกโจรฟังถ้อยคําอันเป็นสุภาษิตของพระเถระผู้เป็นฤาษี แล้วพากันวางศาตราและอาวุธ บางพวกก็งดเว้นจากโจรกรรม บางพวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านันครันได้บรรพชาในศาสนาของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็นบัณฑิตมีจิตเฟื องฟูเบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุสันตบท คือนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้.” จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ เป็นผู้ที อาสาช่วยเหลือเกือกูลมนุษยชาติให้มีสุขภาวะที ดี โดยไม่คิดค่าตอบแทนใด ๆ ซึ งกระทําไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ฝึกฝนตนให้มีสภาพแห่งความเป็นพุทธะตามลําดับ โดยใช้กระบวนการสร้างจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื อมวลมนุษยชาติ ซึ งผู้วิจัยจะได้นําเสนอรายละเอียดดังต่อไปนี การปฏิบัติสู่ความเป็นพุทธะต้องเรียนรู้ฝึกฝนจากผู้รู้แท้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสข้อปฏิบัติและสภาพแห่งความเป็นพุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม ใน ที.ปา.11/146 ว่า “ดูกรภิกษุทังหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กําเนิดก่อน เป็นผู้เข้าหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วซักถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กรรมส่วนกุศลเป็นอย่างไร กรรมส่วนอกุศลเป็นอย่างไร กรรมส่วนที มีโทษเป็นอย่างไร กรรมส่วนที ไม่มีโทษเป็นอย่างไร กรรมที ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมที ไม่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมอะไรข้าพเจ้าทําอยู่พึงเป็นไปเพื อไม่เป็นประโยชน์ เพื อทุกข์ตลอดกาลนาน อนึ ง กรรมอะไรข้าพเจ้าทําอยู่ พึงเป็นไปเพื อเป็นประโยชน์ เพื อสุขตลอดกาลนาน ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบืองหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เพราะกรรมนัน อันตนทํา สั งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครันจุติจากสวรรค์นันแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนีย่อมได้เฉพาะซึ งมหาปุริสลักษณะนีคือ มีพระฉวีสุขุมละเอียดเพราะพระฉวีสุขุมและละเอียดธุลีละอองมิติดพระกายได้ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนัน ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนีคือ มีปัญญามาก ไม่มีบรรดากามโภคี ชนผู้ใดผู้หนึ ง มีปัญญาเสมอหรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์ ถ้าพระมหาบุรุษนัน ออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลส อันเปิดแล้วในโลก เมื อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี คือ มีพระปรีชามาก มีพระปรีชากว้างขวาง มีพระปรีชาร่าเริง มีพระปรีชาว่องไว มีพระปรีชาเฉียบแหลม มีพระปรีชาทําลายกิเลส ไม่มีบรรดาสรรพสัตว์ผู้ใดผู้หนึ งมีปัญญาเสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์ ...” 642 จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้านัน พระองค์ได้ปฏิบัติบําเพ็ญอย่างต่อเนื องหลายชาติ จนถึงชาติที เป็นพระพุทธเจ้า จึงมีสภาพแห่งพุทธะมากที สุดในโลก อย่างไม่มีใครเทียมเท่า สําหรับบุคคลใด ก็ตามที บําเพ็ญอย่างถูกตรง ตามที พระพุทธเจ้าตรัสนัน ก็จะสะสมความเป็นพุทธะมากขึนเป็นลําดับ คือ มีความสามารถมากขึน มีความสามารถที มีความกว้างขวางหลากหลายมากขึน มีความสามารถในการสร้างความร่าเริงเบิกบานมากขึน มีความสามารถที ว่องไวมากขึน ในหลากหลายมิติ รวมทังการรับรู้ผลดีในการทําสิ งที ดี และผลเสียในการทําสิ งที ไม่ดี มีความสามารถที เฉียบแหลมมากขึน มีความสามารถในการทําลายทุกข์ได้มากขึน และมีปัญญามากขึน ซึ งพระพุทธเจ้าตรัสว่า จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามสมณะหรือพราหมณ์ได้บอกกล่าวเอาไว้ ซึ งสมณะหรือพราหมณ์นันหมายถึง พระพุทธเจ้าหรือผู้รู้วิธีในการดับทุกข์ และสามารถปฏิบัติดับทุกข์ได้จริง ดังที พระพุทธเจ้าตรัสในขุ.ขุ.25/29 ว่า “... บุคคลไม่ชื อว่าเป็นสมณะเพราะศีรษะโล้น บุคคลผู้ไม่มีวัตรพูดเหลาะแหละมากด้วยความอิจฉาและความโลภจักเป็นสมณะอย่างไรได้ ส่วนผู้ใดสงบบาป (กิเลสเหตุแห่งทุกข์) น้อยใหญ่ได้โดยประการทังปวงผู้นันเรากล่าวว่าเป็นสมณะเพราะสงบบาปได้แล้ว บุคคลไม่ชื อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุเพียงที ขอคนอื น บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ ไม่ชื อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุนัน ผู้ใดในโลกนีลอยบุญและบาปแล้ว (ผู้สามารถทําลายบาปคือกิเลสเหตุแห่งทุกข์ในตนจนหมดเกลียงแล้ว โดยใช้บุญ คือธรรมะที ใช้ทําลายกิเลส เมื อทําลายกิเลสได้แล้ว จึงไม่ต้องใช้บุญทําลายบาปอีกต่อไป จึงเป็นผู้ลอยบุญและบาปแล้ว ชีวิตที เหลือของท่านจึงไม่ทําบาป (กิเลส) ทังปวง แต่ทํากุศล (ความดีงามช่วยเหลือเกือกูลผู้อื น และทําให้คนในโลกได้ประโยชน์) ให้ถึงพร้อม ซึ งสั งสมเป็นวิบากดีให้ท่านได้อาศัยตราบปรินิพพาน จิตใจท่านจึงบริสุทธิJผ่องใส) ประพฤติพรหมจรรย์รู้ธรรมทังปวงแล้ว เที ยวไปในโลกผู้นันแล เราเรียกว่าเป็นภิกษุ บุคคลไม่ชื อว่าเป็นมุนีเพราะความนิ ง บุคคลผู้หลงลืม ไม่รู้แจ้ง ไม่ชื อว่าเป็นมุนี ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรมอันประเสริฐ เป็นดุจบุคคลประคองตราชั ง เว้นบาปทังหลาย ผู้นันชื อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุนันผู้นันชื อว่ามุนี ผู้ใดรู้จักโลกทังสอง (โลกโลกียะและโลกโลกุตตระ) ผู้นันเราเรียกว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนัน บุคคลไม่ชื อว่าเป็นอริยะเพราะเหตุที เบียดเบียนสัตว์ทังปวง บุคคลที เราเรียกว่าเป็นอริยะ เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทังปวง ...” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ทําบาป ย่อมเศร้าโศกในโลกนี ละไปแล้วก็เศร้าโศก ชื อว่าเศร้าโศกในโลกทังสอง เขาเห็นกรรมอันเศร้าหมองของตนจึงเศร้าโศกและเดือดร้อน” (ขุ.ธ.25/11), “ความสั งสมบาป นําทุกข์มาให้” (ขุ.ธ.25/19) และ “การไม่ทําบาป นําสุขมาให้” (ขุ.ธ.25/25) ดังนัน สมณะหรือพราหมณ์จึงหมายถึงผู้ที รู้วิธีดับบาป คือ อุปกิเลส 16 ซึ งเป็นเหตุแห่งทุกข์ อันเป็นเครื องเศร้าหมองของจิต 16 ประการ ได้แก่ อภิชฌาวิสมโลภะ (ละโมบไม่สมํ าเสมอ คือความเพ่งเล็ง) พยาบาท (ปองร้ายเขา) โกธะ (โกรธ) อุปนาหะ (ผูกโกรธไว้) มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 643 ปลาสะ (ยกตนเทียบเท่า) อิสสา (ริษยา) มัจฉริยะ (ตระหนี ) มายา (มารยา) สาเฐยยะ (โอ้อวด) ถัมภะ (หัวดือ) สารัมภะ (แข่งดี) มานะ (ถือตัว) อติมานะ (ดูหมิ นท่าน) มทะ (มัวเมา) ปมาทะ (เลินเล่อ) (ม.มู.12/93) และสามารถทําลายบาป (กิเลส) เหตุแห่งความทุกข์ ความเดือดร้อน ความเศร้าหมองทังปวงในตนได้จริง จึงจะสามารถบอกวิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ซึ งจะทําให้ทุกข์ดับได้จริง ดังที พระพุทธเจ้ายืนยันว่า การปฏิบัติสู่ความดับทุกข์ที แท้จริงอย่างยั งยืนนัน คาดคะเนด้นเดาเอาไม่ได้ (อตักกาวจรา) (ที.สี.9/26) ต้องเรียนรู้จากผู้ที รู้จริงและปฏิบัติได้จริงเท่านัน จึงจะปฏิบัติได้ถูกต้องจนพ้นทุกข์ได้จริง (องฺ.ทสก.24/61) พระพุทธเจ้าสมณโคดมได้ตรัสประเด็นสําคัญทีเกียวข้องกับสุขภาพ ดังต่อไปนี3 ใน “อาพาธสูตร” พระพุทธเจ้าตรัสถึงการสร้างสุขภาพ ด้วยสัญญา 10 ประการ ได้แก่ อนิจจสัญญา 1 อนัตตสัญญา 1 อสุภสัญญา 1 อาทีนวสัญญา 1 ปหานสัญญา 1 วิราคสัญญา 1 นิโรธสัญญา 1 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 1 สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 1 อนาปานัสสติ 1ฯ” (องฺ.เอกาทสก. 24/60) พระพุทธเจ้าตรัสข้อความสําคัญที เกี ยวกับสาเหตุของการมีโรคน้อยว่า “เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุ (พลังความร้อนในร่างกาย) อันมีวิบาก (พลังที สร้างผล) เสมอกันไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลาง ๆ ควรแก่ความเพียรฯ” (ที.ปา.11/293) “สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขเวทนา เกิดจาก เรื องดี (ไฟ) 1 เสมหะ (นํา) 1 ลม (ลม) 1 ดี เสมหะ ลม รวมกัน (ดิน) 1 ฤดู 1 รักษาตัวไม่สมํ าเสมอ 1 ถูกทําร้าย 1 ผลของกรรม 1 เป็นที 8ฯ” (สํ.สฬา.18/427-429) หลักปฏิบัติที เป็นต้นเหตุให้อายุยืน 7 ประการ ในพุทธธรรมได้แก่ 1) เป็นผู้ทําความสบายแก่ตนเอง 2) รู้จักประมาณในสิ งที สบาย 3) บริโภคสิ งที ย่อยง่าย 4) เที ยวในกาละอันสมควร 5) ประพฤติเพียงดังพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) 6) เป็นผู้มีศีล 7) มีมิตรดีงาม สําหรับเหตุให้อายุสัน ก็ตรงกันข้าม (องฺ.สตฺตก.22/125-126) พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสถึง ปัจจัยซึ งเป็นตัวชีวัดของการมีสุขภาพที ดี 5 ข้อ ดังนี 1) ความเจ็บป่วยน้อย 2) ความลําบากกายน้อย 3) เบากาย 4) มีกําลัง 5) เป็นอยู่ผาสุก (ม.มู.12/265) พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง การผิดศีลธรรมจะทําให้เกิดทุกข์ภัยต่าง ๆ รวมทังมีโรคมากและอายุสัน การปฏิบัติศีลธรรมจะทําให้เกิดความผาสุก แข็งแรงและอายุยืน ใน “จักกวัตติสูตร” (ที.ปา.11/42-48) พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื อง สาเหตุของการมีอายุสัน อายุยืน โรคมาก โรคน้อย ในพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ “จูฬกัมมวิภังคสูตร” ว่า “... ผู้มักทําชีวิตสัตว์ให้ 644 ตกล่วง เป็นคนเหียมโหด มีมือเปือนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต ... จะเป็นคนมีอายุสัน ... ส่วนผู้ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตรา (อาวุธหรือวิชาหรือความรู้หรือวิธีที เบียดเบียน) ได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกือกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ ... จะเป็นคนมีอายุยืน ... ผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ (ทําให้ตนเอง หรือคนอื น หรือสัตว์อื น ได้รับความทุกข์ทรมาน เดือดร้อน ไม่สบาย บาดเจ็บ หรือล้มตาย) ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา (อาวุธหรือวิชาหรือความรู้หรือวิธีที เบียดเบียน) ... จะเป็นคนมีโรคมาก ... ผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ (ไม่ทําให้ตนเอง หรือคนอื น หรือสัตว์อื น ได้รับความทุกข์ทรมาน เดือดร้อน ไม่สบาย บาดเจ็บ หรือล้มตาย) ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา (อาวุธหรือวิชาหรือความรู้หรือวิธีที เบียดเบียน) ... จะเป็นคนมีโรคน้อย ... (ม.อุ.14/580-585) ใน “คาถาธรรมบททัณฑวรรคที 10” พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุที ทําให้ได้มาซึ งความผาสุกว่า “ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื อตนย่อมไม่เบียดเบียนสัตว์ทังหลาย (การไม่ทําให้ตนเอง คนอื น หรือสัตว์อื น ได้รับความทุกข์ทรมาน เดือดร้อน ไม่สบาย บาดเจ็บ หรือล้มตาย) ” (ขุ.ขุ.25/20) ใน “ลักขณสูตร” พระพุทธเจ้าตรัสเหตุที ทําให้อายุยืน สมดุลร้อนเย็น เจ็บป่วยน้อย ไว้ว่า “ดูกรภิกษุทังหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กําเนิดก่อน ละปาณาติบาตแล้ว เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ววางทัณฑะ วางศาตราแล้ว มีความละอาย มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทังปวงอยู่ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบืองหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนัน อันตนทําสั งสมพอกพูนไพบูลย์ ... เมื อเป็นพระราชาได้ผลข้อนี คือ มีพระชนมายุยืนดํารงอยู่นาน อภิบาลพระชนมายุยืนยาว ไม่มีใคร ๆ ที เป็นมนุษย์ซึ งเป็นข้าศึกศัตรู สามารถปลงพระชนม์ชีพในระหว่างได้ ... เมื อเป็นพระพุทธเจ้าจึงได้ผลข้อนี คือ มีพระชนมายุยืนดํารงอยู่นาน ทรงอภิบาลพระชนมายุยืนยาว ไม่มีข้าศึกศัตรู จะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา พรหม มาร ใคร ๆ ในโลก สามารถปลงพระชนมชีพในระหว่างได้” (ที.ปา.11/136) “ดูกรภิกษุทังหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกําเนิดก่อน เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทังหลายด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรือศาตรา ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบืองหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนัน อันตนทําสั งสมพอกพูนไพบูลย์ ฯลฯ ... เมื อเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้รับผลข้อนี คือ มีพระโรคาพาธน้อย มีความลําบากน้อย สมบูรณ์ด้วย พระเตโชธาตุ อันยังอาหาร ให้ย่อยดี ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก อันควรแก่พระปธานเป็นปานกลาง” (ที.ปา.11/156) 645 ในจัตตาริสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึง การดํารงชีวิตด้วยปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ เป็นองค์ประกอบหลักของการปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ (ขุ.สุ.25/281) ซึ งสอดคล้องกับที พระพุทธเจ้าตรัสถึงสมุนไพรที ประหยัดเรียบง่ายในการดูแลสุขภาพใน วิ.ม.5/25-44 ในธรรมบทอัตตวรรค พระพุทธเจ้าตรัสเกี ยวกับ การพึ งตนเองและช่วยเหลือผู้อื นไว้ว่า “หากว่าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที รักไซร้ พึงรักษาตนนันไว้ ให้เป็นอัตภาพอันตนรักษาดีแล้ว บัณฑิตพึงประคับประคองตนไว้ตลอดยามทังสาม ยามใดยามหนึ ง บุคคลพึงยังตนนันแลให้ตังอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน พึงพรํ าสอนผู้อื นในภายหลัง บัณฑิตไม่พึงเศร้าหมอง หากว่าภิกษุพึงทําตนเหมือนอย่างที ตนพรํ าสอนคนอื นไซร้ ภิกษุนันมีตนอันฝึกดีแล้วหนอ พึงฝึก ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก ตนแลเป็นที พึ งของตน บุคคลอื นใครเล่าพึงเป็นที พึ งได้ เพราะว่าบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที พึ งอันได้โดยยาก ความชั วที ตนทําไว้เองเกิดแต่ตน มีตนเป็นแดนเกิด ย่อมยํ ายีคนมีปัญญาทรามดุจเพชรยํ ายีแก้วมณีที เกิดแต่หิน ฉะนัน ความเป็นผู้ทุศีล ล่วงส่วน ย่อมรวบรัดอัตภาพของบุคคลใด ทําให้เป็นอัตภาพอันตนรัดลงแล้ว เหมือนเถาย่านทรายรวบรัดไม้สาละให้เป็นอันท่วมทับแล้ว บุคคลนันย่อมทําตนเหมือนโจรผู้เป็นโจกปรารถนาโจร ผู้เป็นโจก ฉะนัน กรรมไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทําได้ง่าย ส่วนกรรมใดแล เป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย กรรมนันแลทําได้ยากอย่างยิ ง ผู้ใดมีปัญญาทราม อาศัยทิฐิอันลามก ย่อมคัดค้านคําสั งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้อรหันต์ เป็นพระอริยเจ้า มีปกติเป็นอยู่โดยธรรม การคัดค้านและทิฐิอันลามกของผู้นัน ย่อมเผ็ดเพื อฆ่าตน เหมือนขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ฉะนัน ทําชั วด้วยตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเอง ไม่ทําชั วด้วยตนเอง ย่อมหมดจดด้วยตนเอง ความบริสุทธิJ ความไม่บริสุทธิJ เป็นของเฉพาะตัว คนอื นพึงชําระคนอื นให้หมดจดหาได้ไม่ บุคคลไม่พึงยังประโยชน์ของตนให้เสื อม เพราะประโยชน์ของผู้อื นแม้มาก บุคคลรู้จักประโยชน์ของตนแล้ว พึงขวนขวายในประโยชน์ของตนฯ” (ขุ.ธ.25/22) นอกจากสมดุลร้อนเย็นกายใจแล้ว มิตรสหาย สังคมและสิ งแวดล้อมก็มีผลต่อสุขภาวะ ดังคํากล่าว “สัปปายะ คือสิ งที เหมาะควรแก่การเพิกถอนกิเลสได้แก่ อาวาสสัปปายะ (ที อยู่ซึ งเหมาะควร) โคจรสัปปายะ (ที ไปซึ งเหมาะควร) ภัสสสัปปายะ (การพูดคุยที เหมาะควร) ปุคคลสัปปายะ (บุคคลที เหมาะควรเกี ยวข้อง) โภชนสัปปายะ (อาหารที เหมาะควร) อุตุสัปปายะ (สภาพแวดล้อมที เหมาะควร) อิริยาปถสัปปายะ (อิริยาบถที เหมาะควร)” (อรรถกถาแปลเล่ม 2 “ตติยปาราชิกวรรณนา” ข้อ 368) “อสัปปายะ คือสิ งที ไม่เหมาะควรแก่การเพิกถอนกิเลส ได้แก่ อาวาสอสัปปายะ (ที อยู่ซึ งไม่เหมาะควร) โคจรอสัปปายะ (ที ไปซึ งไม่เหมาะควร) ภัสสอสัปปายะ (การพูดคุยที ไม่เหมาะควร) ปุคคลอสัปปายะ (บุคคลที ไม่เหมาะควรเกี ยวข้อง) โภชนอสัปปายะ (อาหารที ไม่เหมาะควร) 646 อุตุอสัปปายะ (สภาพแวดล้อมที ไม่เหมาะควร) อิริยาปถสัปปายะ (อิริยาบถที ไม่เหมาะควร)” (อรรถกถาแปลเล่ม 2 “ตติยปาราชิกวรรณนา” ข้อ 368) พระพุทธเจ้าตรัสใน “มงคลสูตร” ถึงหนึ งในข้อปฏิบัติที จะทําให้เกิดความเกษมผาสุก คือ “อยู่ในที อันสมควรอยู่ (ปฏิรูปเทสวาโส จ)” (ขุ.ขุ.25/318) และพระพุทธเจ้าตรัสถึงความเป็นผู้มีมิตรดี สหายดี เป็นทังหมดทังสินของพรหมจรรย์ (ความพ้นทุกข์) ในสํ.ส.15/381-384 ดังนี [381] พระผู้มีพระภาคประทับ ... เขตพระนครสาวัตถี ... พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั ง ณ ที ควรส่วนข้างหนึ ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระโอกาสความปริวิตกแห่งใจบังเกิดขึนแก่ข้าพระองค์ผู้เข้าที ลับพักผ่อนอยู่อย่างนีว่า ธรรมที พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วนั นแหละสําหรับผู้มีมิตรดีมีสหายดีมีจิตน้อมไปในคนที ดี ไม่ใช่สําหรับผู้มีมิตรชั วมีสหายชั วมีจิตน้อมไปในคนที ชั วฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตรข้อนีเป็นอย่างนัน ดูกรมหาบพิตรธรรมที อาตมภาพกล่าวดีแล้วนั นแหละสําหรับผู้มีมิตรดีมีสหายดีมีจิตน้อมไปในคนดี ไม่ใช่สําหรับผู้มีมิตรชั ว มีสหายชั ว มีจิตน้อมไปในคนที ชั วฯ [382] ดูกรมหาบพิตร สมัยหนึ งอาตมภาพอยู่ที นิคมของหมู่เจ้าศากยะ ชื อว่านครกะในสักก ชนบท ดูกรมหาบพิตร ครังนันภิกษุอานนท์เข้าไปหาอาตมภาพถึงที อยู่ ครันแล้วก็อภิวาทอาตมภาพแล้วนั งอยู่ ณ ที ควรส่วนข้างหนึ ง ดูกรมหาบพิตรภิกษุอานนท์นั งอยู่ ณ ที ควรส่วนข้างหนึ งแล้วได้กล่าวกะอาตมภาพว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดี เป็นคุณกึ งหนึ งแห่งพรหมจรรย์ ดูกรมหาบพิตรเมื อภิกษุอานนท์กล่าวอย่างนีแล้วอาตมภาพได้กล่าวกะภิกษุอานนท์ว่า ดูกรอานนท์เธออย่ากล่าวอย่างนัน ดูกรอานนท์ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดีนี เป็นพรหมจรรย์ทังสินทีเดียว ดูกรอานนท์นี ภิกษุผู้มีมิตรดี พึงปรารถนาภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดี จักเจริญอริยมรรคมีองค์แปด จักกระทําซึ งอริยมรรค มีองค์แปดให้มากได้ฯ [383] ดูกรอานนท์ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดี ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด ย่อมกระทําซึ งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้อย่างไรฯ ดูกรอานนท์ ภิกษุในศาสนานีย่อมเจริญสัมมาทิฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปเพื อความสละคืน ... ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ... ย่อมเจริญสัมมาวาจา ... ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ ... ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ ... ย่อมเจริญสัมมาวายามะ ... ย่อมเจริญสัมมาสติ ... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื อความสละคืนฯ 647 ดูกรอานนท์ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดี ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด ย่อมกระทําซึ งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้อย่างนีแลฯ ดูกรอานนท์โดยปริยายแม้นี พึงทราบว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดี นีเป็นพรหมจรรย์ทังสินทีเดียวฯ ดูกรอานนท์ด้วยว่าอาศัยเราเป็นมิตรดี สัตว์ทังหลาย ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความเกิดได้ สัตว์ทังหลายผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความแก่ได้ สัตว์ทังหลายผู้มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความเจ็บป่วยได้ สัตว์ทังหลายผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความตายได้ สัตว์ทังหลายผู้มีความโศก ความรํ าไร ความทุกข์ ความเสียใจและความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความโศก ความรํ าไร ความทุกข์ ความเสียใจ และความคับแค้นใจได้ฯ ดูกรอานนท์โดยปริยายนีแล พึงทราบว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดี นีเป็นพรหมจรรย์ทังสินทีเดียวฯ [384] ดูกรมหาบพิตร เพราะเหตุนันแหละ พระองค์พึงทรงสําเหนียกอย่างนีว่า เราจักเป็นผู้มีมิตรดีมีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดี ดูกรมหาบพิตร พระองค์พึงทรงสําเหนียกอย่างนีแลฯ ดูกรมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ งนี คือความไม่ประมาทในกุศลธรรมทังหลาย พระองค์ผู้มีมิตรดีมีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที ดี พึงทรงอาศัยอยู่เถิดฯ พระพุทธเจ้าตรัสเกี ยวกับ การแก้ปัญหาที ต้นเหตุไว้ว่า “ละเหตุทุกข์ได้เป็นสุขในที ทังปวง” (ขุ.ธ.25/59), “ละทุกข์ทังปวงได้ เป็นความสุข” (ขุ.ธ.25/33) พุทธธรรมกับสุขภาวะ จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า พระพุท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน