590703_สรุปจาริกพญาแร้งสัญจรอีสานเหนือปี ๒.docx

โฟลเดอร์สัญจรพญาแร้ง
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข4 กรกฎาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

590703_สรุปจาริกพญาแร้งสัญจรอีสานเหนือ ปีที่ ๒ เป็นปีที่สองแล้วที่พ่อครูและคณะได้เดินทางจาริกสัญจรไปยังอาวาสสถานของชาวอโศก ในถิ่นอีสานเหนือ เพื่อติดตามผลจากการสัญจรไปให้ระเบิดแห่งความรัก(A bomb of love)แก่จิตวิญญาณลูกๆชาวอีสานเหนือในปีที่ผ่านมา วันอังคารที่ ๒๘ มิ.ย.๕๙ พ่อครูและปัจฉาฯ เดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปถึงสนามบินขอนแก่นในเวลาประมาณ ๐๘.๐๐น. จากนั้นเดินทางเข้าอาวาสสถานแก่นอโศก จ.ขอนแก่น จากนั้นพ่อครูนำสมณะสิกขมาตุออกบิณฑบาต รวมนักบวชทั้งหมด ๑๑ รูป มีญาติธรรมจากหลายชุมชนชาวอโศกร่วมใส่บาตรอย่างคับคั่ง จากนั้นเวลา ๐๙.๐๐น.พ่อครูเทศนาก่อนฉัน โดยพ่อครูเทศนาเรื่องกามในกายได้ลึกซึ้งละเอียดละออให้รู้กายและแยกกามในกายได้ ภายหลังเทศนาลูกๆชาวแก่นอโศกได้ร่วมกันร้องเพลงใต้ร่มโพธิ์ถวายพ่อครู ภายหลังฉันประมาณ ๑๔.๓๐ น.พ่อครูได้รับนิมนต์เดินชมสวนพืชผักสวนครัวที่แก่นอโศกพร้อมกับลูกๆและร่วมถ่ายภาพหน้าป้ายอาวาสสถานแก่นอโศกอีกด้วย จากนั้นพอดีฝนตกพ่อครูจึงได้ไปพักที่กุฏิดินที่สร้างเพิ่งเสร็จ ซึ่งที่พักนี้เป็นกุฏิดินที่ชาวแก่นอโศกร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมา เพื่อถวายให้พ่อครูพักในวันนี้ ซึ่งกว่าจะเสร็จเป็นกุฏิดินนี้ก็ผ่านความขัดแย้งอันพอเหมาะจึงได้กุฏิดินนี้ขึ้นมาทันให้พ่อครูพักพอดี เป็นกุฏิดินที่ให้ลูกๆได้ฝึกทำใจ เพราะว่ามีผู้เสนอให้พ่อครูพักที่กุฏิไม้ข้างกุฏิดินดีกว่า เพราะไม่อับชื้นและโล่งดี ก็เลยพากันมาเตรียมที่ให้พ่อครู แต่สุดท้ายแล้วพ่อครูตัดสินใจจำวัดในกุฏิดิน ลูกๆก็ทำให้ได้ฝึกวางใจกัน พ่อครูให้แง่คิดเรื่องทำไมพ่อครูตัดสินใจนอนกุฏิดินว่า...อาตมาไม่ตอบว่า ทำไมอาตมานอนกุฏิดินที่สร้างนี้ ไม่ตอบ เพราะว่า มันมีหลายเชิงหลายแง่หลายคน ตอบอันนี้ก็เอียงข้างนี้ ตอบอันนี้ก็เอียงข้างนั

อ่านต่อ

้น ให้คนไหนที่วางไม่เป็นยังเข้ากันไม่ได้นี่ให้ทุกข์ไป ให้สมน้ำหน้าไป สำหรับคนใดที่ฉลาดแล้วรู้จักวางรู้จักปล่อยก็เข้าใจว่า ก็ทำงานกันไปก็มีผิดมีพลาดบ้าง คนนั้นก็ผิดก็พลาดแล้วเรายึดมั่นถือมั่นจะเอาอย่างใจเรา นั่นแหละ ไอ้โง่ รายการภาคค่ำที่แก่นอโศกเป็นรายการเอื้อไออุ่นจากสมณะสิกขมาตุ ทำให้บรรยากาศที่แก่นอโศก จากที่เคยอบอ้าว กลายเป็นอบอุ่นขึ้นมาได้ เป็นพัฒนาการจากปีที่ผ่านมา จากไม่รวมกันก็มารวมกัน เมื่อรวมกันแล้วก็ได้ขัดเกลากันให้เจริญขึ้นได้ เช้าวันพุธที่ ๒๙ มิ.ย.๒๕๕๙ พ่อครูพร้อมปัจฉาฯและคณะ ได้เดินทางออกจาอาวาสสถานแก่นอโศก ในเวลา ๐๖.๐๐ น.ไปถึงสังฆสถานหินผาฟ้าน้ำประมาณ ๐๘.๒๐ น. จากนั้นก็สำหมู่นักบวชออกบิณฑบาต ซึ่งมีญาติธรรมชาวหินผาฟ้านำ้มารอใส่บาตรอยู่พอสมควร พ่อครูบิณฑบาตแล้วก็เข้าไปกราบพระพุทธาภิธรรมนิมิตที่ข้างศาลาส่วนกลาง รอจนถึงเวลา ๐๙.๐๐ น.จึงเร่ิมเทศนาก่อนฉัน ออกอากาศสด ทางบุญนิยมทีวี โดยพ่อครูได้กล่าวบางตอนไว้ว่า...คุณว่าโลกนี้กิเลสมันจัดจ้านมากหนาหรือว่า เบาบางมีกิเลสน้อย...ก็มากหนา...เมื่อพวกคุณมาพบแล้ว คุณเก่งขนาดไหนที่จะไม่ถูกโลกดึงไป... อย่าโง่ เราไม่คิดว่าจะได้เพชรแต่ไปเจอเพชร แล้วคุณก็เดินหนี ทั้งที่รู้ว่าเพชร จะบ้าหรือจะโง่หรือ ใครบ้า ใครโง่ เจอเพชรหรือยัง??? จะวิ่งเข้าใส่หรือเดินหนี?....ที่นี่ไม่หนาไม่มากไม่หนักเลย แต่ไม่มา มันอะไรกัน? แต่ที่โน่นกิเลสหนาหนักกลับไปหา??? ขอเตือนพวกเราโลกียะนี้มีเสน่ห์จริงๆสำหรับคนโง่!!! วันนี้มีโรงบุญกว่า ๑๔ โรงบุญที่พร้อมจะมาทำบุญ และยังมีการแจกข้าวกล้องพันธุ์ผ่องผา หรือข้าวหลากสี หลากสายพันธุ์ นำมาบรรจุถุงแจกจำนวนกว่า ๖๐๐ กก. มีดินอินทรีย์ที่หมักโดยปุ๋ยจ้าวเจ๋งมาแจกให้ญาติธรรมกว่า ๑ ตัน แตงโมไร้สารพิษจาก อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานีอีก ๒ ตัน ทุกคนมีสีหน้าปิติยินดีที่มาร่วมงานบุญในครั้งนี้ ที่หินผาฟ้าน้ำนี้ฝนตกอยู่เกือบตลอดวัน พ่อครูจึงได้นั่งเขียนหนังสืออยู่ที่ศาลาและที่ที่พักตลอดวัน และในช่วงเย็นก็มีรายการเอื้อไออุ่นจากสมณะ สิกขมาตุที่ไปร่วมจาริกสัญจรครั้งนี้ด้วย บรรยากาศอบอุ่นคุ้นเคย ที่หินผาฟ้าน้ำนี้ มีพัฒนาการด้านการรวมกลุ่มกันมากขึ้น ญาติธรรมขวนขวายเอาภาระกันมากขึ้นเช่นกัน เช้าวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มิ.ย.๒๕๕๙ พ่อครูเดินทางจากสังฆสถานหินผาฟ้าน้ำในเวลา ๐๕.๐๐ น.ถึง อาวาสสถานเลไลย์อโศก อ.เอราวัณ จ.เลยในเวลา ๐๗.๕๐ น.แล้วออกบิณฑบาตไปจนถึงโรงครัวมีญาติธรรมมารอใส่บาตรตลอดทาง ในเวลา ๐๙.๐๐ น.พ่อครูเทศนาก่อนฉัน ซึ่ง ๑ ปีจากการมาเยือนของพ่อครูที่นี่เจริญพัฒนาขึ้นมาก มีการจัดค่ายอุโบสถศีล ขึ้นเป็นประจำ โดยญาติธรรมเอาภาระมากขึ้น สมณะก็แวะมาเยือนมากขึ้น ที่เลไลย์อโศกนี้ฝนตกอยู่เกือบตลอดวันเช่นกัน พ่อครูเลยได้นั่งเขียนหนังสือต่ออยู่ที่กุฏิจนถึงเวลาค่ำมีรายการเอื้อไออุ่น โดยสมณะสิกขมาตุได้เทศนาเวียนธรรมกันก่อนที่จะนิมนต์พ่อครูไปเทศน์ปิดรายการตอน ๑๙.๒๐ น. ..พ่อครูให้แง่คิดบางตอนไว้ว่า...การเข้ามาอยู่ร่วมกัน อาตมาก็คิดว่าพวกเราพยายามอยู่ แต่ที่รู้สึกจะยากคือการไม่ยอม การมีอัตตามานะ ขัดแย้งแล้วเราไม่ได้ขนะไม่ได้ตามใจคนที่หลงว่าตนเองชนะแล้วเอามาข่มคนอื่น ยิ่งเราชนะแล้วข่มคนอื่นอย่างเราไม่ดีไม่ถูกต้อง ไม่แท้แล้วข่มคนอื่นได้ ชนะแบบนั้นเป็นความโง่เง่า โง่เขลาเป็นอสัจธรรมที่ชนะ จะต้องไปใช้หนี้ซับซ้อนไม่รู้กี่ชาติ ให้ละเสีย แม้คุณจะเป็นผู้ถูกต้อง แต่คุณก็ยิ่งมาเอาชนะคะคาน กับคนที่เขายอม คนผิดก็ไม่ยอม คุณเอาชนะคะคานแล้วจะสงบได้ไหม...ก็สงบไม่ได้ แล้วการจะมาแย้งเอาชนะคะคานกัน หนึ่งไม่สงบ และสองก็เกิดพลังวิบากสู้กันอีกหลายชาติเสียเวลา และพ่อครูได้ฝากประโยคสุดท้ายก่อนจบเทศนาไว้ว่า “สู้แล้วสบาย ตายแล้วไม่ได้สู้ สู้ให้ตาย ถ้าตายจะไม่ได้สู้” เช้าวันศุกร์ที่ ๑ กรกฏาคม ๒๕๕๘ พ่อครูเดินทางไปที่สุดท้ายของการสัญจรครั้งนี้ คืออาวาสสถานดินหนองแดนเหนือ จ.อุดรธานี พ่อครูไปถึงประมาณ ๐๘.๐๐ น. จากนั้นออกบิณฑบาตมีญาติธรรมมาใส่บาตรมากที่สุดในการจาริกครั้งนี้ ก่อนที่ พ่อครูจะเทศนาก่อนฉันว่า...ถ้าชาวอโศกเห็นความสำคัญในความสำคัญว่ามาทางนี้จะตัดภพชาติตัดหนี้บาปหนี้เวรภัยจริงๆ ทุกวันนี้อโศกเราไม่เป็นหนี้ธนาคารหรือที่อื่น เราสามารถเกื้อกันได้ เราทำได้เป็นสาธารณโภคีนี้สุดยอด ทำอย่างไรพวกคุณจะมีใจมีปัญญาถึงที่จะมารังสรรวิถีชีวิตดำเนินชีวิตแบบนี้ ให้เป็นเสนาสนสัปปายะ มาให้คนมาอยู่เป็นบุคคลสัปปายะ สร้างอาหารสัปปายะ ให้มีธรรมะสัปปายะ ใครมาก่อนก็ทำก่อน สร้างสรรรังสรรไปเหมือนชุมชนอโศกต่างๆ ให้มีปริมาณคุณภาพดีขึ้น เพราเป็นส่ิงที่สังคมต้องการมากเป็นเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นDemand(อุปสงค์) ที่ต้องการมากในสังคมโลก หลังพ่อครูเทศน์เสร็จชาวดินหนองแดนเหนือก็มาแสดงและร้องเพลงถวายพ่อครูอีกด้วยเป็นบรรยากาศที่ม่วนซื่นโฮแซวตามประสาไทอีสานบ้านเฮา ในภาคบ่ายพ่อครูได้เดินชมสวนป่าไม้เบญจพรรณที่ดินหนองแดนเหนือ ที่ปลูกมากับมือชาวชุมชนมากว่า ๒๐ ปี ตอนนี้เป็นป่าที่มีคุณค่าเป็นเสนาสนะที่สัปปายะอย่างยิ่ง และในภาคค่ำก็มีรายการเอื้อไออุ่นจากสมณะและสิกขมาตุที่ไปร่วมจาริก บรรยากาศอบอุ่นคุ้นเคย วันที่ ๒ กรกฏาคม ๒๕๕๙ เป็นวันสุดท้ายของการจาริกสัญจรอีสานเหนือ พ่อครูยังได้เมตตาเอื้อไออุ่นกับชาวดินหนองแดนเหนือเป็นเวลา ๑ ชม. และเดินทางออกจากดินหนองแดนเหนือในเวลา ๑๐.๓๐ น. เป็นการสิ้นสุดพญาแร้งจาริกสัญจรไปเยือนอีสานเหนือ ปีที่ ๒ ทำให้เห็นผลการพัฒนาการของแต่ละชุมชน เป็นการจาริกที่เป็นไปดังพุทธพจน์ที่ให้แก่พระอรหันต์ ๖๐ รูปแรกว่า "จรถ ภิกขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย ธมมํ ภิกขเว เทเสถ" แปลว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป จงแสดงซึ่งธรรม (ประกาศพรหมจรรย์) เพื่อประโยชน์ อนุเคราะห์ เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก"

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน