581113-14_พ่อครูเยือนสีมาอโศก และมางานตามรอยเท้าพ่อที่อาวาสถานวังน้ำเขียว(สารอโศก).docx

โฟลเดอร์สัญจรพญาแร้ง
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข26 พฤศจิกายน 2558

เนื้อหาในไฟล์

581113-14_พ่อครูเยือนสีมาอโศก และมางานตามรอยเท้าพ่อที่อาวาสถานวังน้ำเขียว(สารอโศก) วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์พร้อมทั้งสมณะปัจฉา ได้รับกิจนิมนต์ให้ไปเยือนชุมชนสีมาอโศกโดยพ่อครูและคณะเดินทางจากสันติอโศกตั้งแต่ 12.20 นาที เดินทางไปถึงสีมาอโศกเวลา 16.40 นาที ภายหลังจากกราบพระพุทธภิธรรมนิมิตที่ศาลาฉันแล้วพ่อครู จึงได้ เข้าพักผ่อนที่กุฏิ เพราะขณะเดินทางพ่อครูมีอาการเวียนศีรษะเนื่องจากเส้นทางมีความขรุขระ จากการทำถนนใหม่เกือบตลอดเส้นทาง ประกอบกับเดินทางมาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งทำให้เกิดอาการเมารถ ทางคณะสมณะปัจฉาเห็นว่าควรให้พ่อครูได้พักผ่อนได้เต็มที่จึงนิมนต์ท่านสมณะ 5 รูปขึ้นเทศนาแทนพ่อครู ซึ่งก็มีชาวชุมชนสีมาอโศกญาติธรรมที่อยู่ใกล้เคียงชาวพันธมิตร มาฟังพระธรรมเทศนาเป็นจำนวนมากจนเต็มศาลา ท่านสมณะได้พูดถึงการบำเพ็ญโพธิกิจของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ตลอด 45 พรรษา ว่าได้เกิดผลอันวิเศษต่อมนุษยชาติอย่างไรบ้าง วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2558 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ซึ่งจำวัดอยู่ที่สีมาอโศก ได้ตื่นมาตั้งแต่ตอนตีสามครึ่ง มาอ่านหนังสือ แสดงถึงสภาพร่างกายที่ได้พักผ่อนเต็มที่ หายจากอาการเวียนศีรษะ จากนั้นประมาณ 05.12 น.พ่อครูพร้อมทั้งสมณะปัจฉาออกเดินทางจากชุมชนสีมาอโศก เพื่อไปบิณฑบาตที่บริเวณ กม.ที่ 79 ของอ.วังน้ำเขียว ซึ่งตัวเลข 79 นี้เป็นตัวเลขพิเศษที่พ่อครูจะได้เฉลยนิมิตต่อไป พ่อครูพาสมณะ 13 รูป พระอาคันตุกะ 5 รูป พร้อมสิกขมาตุ 3 รูป ออกเดินบิณฑบาตด้วยความสงบงดงาม ที่หน้ากม.79 ซึ่งเป็นแหล่งคนพลุกพล่าน มีตลาดมีร้านค้ามากมาย มีญาติโยมที่อยู่บริเวณนั้น มาใส่บาตรอยู่หลายราย บางรายก็บอกว่าทำไมไม่ประกาศก่อนจะได้เตรียมใส่บาตร บางรายนำอาหารที่มีเนื้อสัตว์หรือเงินมาถวา

อ่านต่อ

ยพ่อครูก็ปฏิเสธอย่างเรียบร้อย ภายหลังจากบิณฑบาตที่กม.79 พ่อครูพร้อมคณะก็เดินทางเข้าอาวาสถานวังน้ำเขียว โดยพ่อครูนำสมณะ 15 รูป พระอาคันตุกะ 5 รูป สิกขมาตุ 5 รูป ออกบิณฑบาตตั้งแต่หน้าปากทางเข้าวังน้ำเขียวจนไปถึงภายในอาวาสถาน ซึ่งก็มีญาติธรรมและผู้สนใจมาร่วมงานเดินตามรอยเท้าพ่อ มาร่วมใส่บาตรเป็นจำนวนมาก หลังจากบิณฑบาตเสร็จ พ่อครูก็พาสมณะกราบพระพุทธาภิธรรมนิมิต เวลา 08.30 น.พ่อครูได้เทศนากัณฑ์พิเศษเปิดงานตามรอยพ่อ ที่เวทีจัดงานตามรอยพ่อ หน้าอาวาสถานวังน้ำเขียว...พ่อครูเทศนาในบางตอนว่า ธรรมะกับการเมือง ธรรมะกับการเมืองคืออันเดียวกัน ใครไปหลงแยกกันคือความผิดพลาด ไปตรวจประวัติศาสตร์เลย พวกที่แยกคือพวกที่กันธรรมะออกจากกัน ตัวเขาจะได้เบ่งอำนาจทำตามใจตนเองที่ไม่ซื่อสัตย์มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน ถ้าธรรมะมาปนอยู่เขาทำไม่สะดวกจึงเกิดเหตุการณ์ที่ดันธรรมะออกจากการเมือง ผู้ใดมีความคิดแยกธรรมะออกจากการเมืองคือจิตซาตาน ตัวแท้ คนที่รวยไม่จบคือคนจนนิรันดร... ผู้ที่มีกำลังเพียรมากจึงมีส่วนเหลือมากกว่าส่วนที่อาศัยจึงสามารถเอาส่วนเหลือส่วนเกินนี้มาขาดทุนให้แก่สังคมนี่คือความจนที่จะเลี้ยงคนรวยไม่เสร็จ คนที่รวยไม่จบไม่เสร็จคือคนจนตลอดนิรันดร จะรวยไม่รู้จักจบไม่มีขีดจำกัดแล้วอีกกี่ชาติจะจบแล้วมีคนที่มีจิตวิญญาณแบบนี้ด้วยต้องให้รู้ตัวแล้วสำนึกมามักน้อยสันโดษให้รู้จักพออย่าสะสมเป็นของตัวเองมากขนาดนี้ อยู่ที่ศูนย์ได้ คนปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ามาอยู่ที่ศูนย์ได้จะมีพลังงานสร้างสรรค์เป็นส่วนเกินสะพัดให้แก่คนที่ควรจะได้ ตนเองไม่ล่มจมไม่ตาย เมืองไทยจะเป็นเมืองที่มีคุณสมบัตินี้ ถ้าไม่มีใครทำอาตมาจะทำพยายามลากสังขารไปให้นานที่สุด ใครจะมาร่วมก็ร่วมไม่บีบบังคับไม่ง้อมางอนมันเสียแคลอรี่ หลังจากพ่อครูเทศนาเสร็จ เป็นการเปิดตลาดบุญนิยม โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2558 คุณสุรพล จารุพงศ์ เป็นผู้ตีฆ้อง 3 ครั้งเป็นอันเสร็จพิธีเปิดตลาดบุญนิยม ในงานตามรอยเท้าพ่อในครั้งนี้ จากนั้นพ่อครูได้มาฉันที่ศาลาฉัน ในช่วงฉัน คุณสุรพล จารุพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2558 พร้อมคณะก็ได้มากราบลาพ่อครูพร้อมรับของที่ระลึก และมีอ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อ.ยักษ์ พลังเพชร) ก็ได้มาสนทนากับพ่อครูเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ซึ่งพ่อครูได้เน้นย้ำหลักการจัดการศึกษา คือศีลเด่น40% เป็นงาน35% ชาญวิชา25% กับอ.ยักษ์เป็นมั่นเหมาะ ซึ่งอ.ยักษ์ก็ดูจะมีเข้าใจได้เป็นอย่างดี ภายหลังจากฉันเสร็จ พ่อครูก็ไปพักที่กุฎิที่พัก ที่ทางวังน้ำเขียวจัดให้อยู่เป็นสัดส่วน พ่อครูได้อ่านหนังสือ ตัวเบาฉบับที่ 5 ของอ.ยักษ์ พลังเพชร ซึ่งอ.ยักษ์ฝากมาให้พ่อครูอ่าน พ่อครูได้เห็นโลโก้ของหนังสือก็ชมว่าทำได้เข้าใจง่ายมาก โดยโลโก้เป็นรูปวงกลม เปรียบเหมือนสุญญตา มีสี่เหลี่ยม คืออาริยสัจ ๔ มีเส้นแปดแฉก หมายถึง อาริยมรรคมีองค์ ๘ และมีจุดตัดตรงกลาง คือมรรคสมังคี (ศีล สมาธิ ปัญญารวมกันเป็นหนึ่ง) และในช่วงเย็นเวลา 16.50 น.มี คุณวีระ สมความคิด ได้มาสนทนากับพ่อครู โดยพ่อครูได้ให้ธรรมะเรื่อง ๑.สัจจะไม่มีในโลก ๒.สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก ๓.สัญญาย นิจจานิ(ความจริงของใครก็ถูกกำหนดด้วยสัญญาของตนว่าสิ่งนั้นเที่ยงแท้) จากนั้น 17.10 น.พ่อครูและปัจฉา มีคุณอำนาจ หมายยอดกลาง คุณวีระ สมความคิด และทีมงานบุญนิยมทีวีบางส่วนได้เดินตามพ่อครู ขึ้นเขาไปสู่ศาลาเห็นแจ้ง เพื่อกราบพระพุทธาภิธรรมนิมิต ระยะทางขึ้นเขานั้นน่าจะประมาณ ๑ กม.แต่เป็น ๑ กม.ที่ต้องเดินสู่ทางลาดชันของขุนเขาหลายชั้นมาก พ่อครูก็นำพาลูกๆเดินไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก พ่อครูเคยบอกว่า ไม่มีอายุแก่ มีแต่อายุเก่า แล้วตอนนี้พ่อครูก็อายุ ๔๕ ปีผ่านไปไม่นานมานี้เอง ขณะที่ลูกๆเดินตามไปก็เหนื่อยได้เหงื่อได้ออกกำลังกายไปตามๆกัน คุณในน้ำคำที่เดินไปด้วยได้เล่าถึงว่า วันนี้มีโอกาสสัมภาษณ์อ.ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประทับใจสิ่งที่อ.พูดถึงธรรมะในการทำงานที่ได้รับจากพ่อครูว่า"ยิ่งเหนื่อย ยิ่งหนัก ยิ่งมีความสุข เป็นความอัศจรรย์ที่พ่อครูมอบให้ผม" ซึ่งพ่อครูก็ยืนยันว่าเป็นความอัศจรรย์ของธรรมะที่อ.ยักษ์ได้รับจริงๆ พ่อครูพากราบพระพุทธาภิธรรมนิมิต แล้วได้โอภาปราศรัยกับลูกๆเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับ ซึ่งอากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับพระอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าไปเร็วเช่นกัน ท่ามกลางเสียงแห่งธรรมชาติขุนเขาประกอบกับดนตรีจากวงฆราวาส ที่มาให้สาระบันเทิงที่เวทีหน้าอาวาสถานวังน้ำเขียว ทำให้เกิดความอบอุ่นใจยิ่งนักในยามนี้ HYPERLINK "http://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=13662" วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558 เช้านี้พ่อครูมีกำหนดไปเอื้อไออุ่น ศิษย์เก่าสีมาอโศก ที่ศาลาอบรมอาวาสถานวังน้ำเขียวเร่ิมเวลา 06.30 น. พ่อครูว่า..ศิษย์เก่าสีมาอโศกมากันประมาณ 26 คน มีผลผลิตคือลูกๆมาด้วยประมาณ 10 คนผู้ติดตามศิษย์เก่ามาอีกประมาณ 10 คน มาพร้อมหน้ากันที่ศาลาอบรม อาวาสถานวังน้ำเขียว ศิษย์เก่าสัมมาสิกขสีมาอโศก ปอนนี่(ธรรมนูญ) รายงานให้พ่อครูฟังว่า งานนี้เป็นความตั้งใจที่จะเป็นการรวมศิษย์เก่าในงานคืนสู่เหย้าก้าวตามพ่อ ครั้งนี้มีศิษย์เก่ามาร่วมงาน 26 คน มีผู้ติดตาม 10 คนมีความรู้สึกของคนศิษย์เก่าอยู่ข้างวัด 12 ครอบครัว มีคนอยู่เป็นโสด 6 คน กิจกรรมศิษย์เก่าที่ได้ช่วยงานวัดที่ผ่านมาจะรวมตัวกันเข้าวัด ทำครัวทุกวันอังคาร ในวันเสาร์ก็ช่วยทำคอร์สสุขภาพมาตลอดถึง 2 ปีช่วยงานฟรีมีกิจกรรมช่วยวัดฟังธรรมเข้าวัดฟังธรรมทุกวันเสาร์ ช่วยทำสื่อสารบอกเล่าข่าวอโศกส่งทุกอาทิตย์และช่วยงานวัดทั่วไป ในงานครั้งนี้ ได้พูดคุยกันว่าศิษย์เก่ามีความตั้งใจช่วยขวนขวายกิจน้อยใหญ่ของวัดมากขึ้นเพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา 45 ปีของพ่อครู พ่อครูว่า ...อาตมาทำงานมาสร้างสาธารณโภคีสร้างสังคมบ้านวัดโรงเรียน บ้านคือสังคมร่วมอยู่ร่วมกินมี วัฒนธรรมสาธารณโภคีร่วมกันทำงานการ ทำเสร็จแล้วก็สบายไม่ต้องไปตรวจสอบว่าได้เท่าไหร่ไม่ได้เท่าไหร่ได้ทั้งหมดก็เข้ากองกลาง ส่วนตัวจะเอาไปใช้ ตามสมควร หมดความหอบหามหวงแหน แต่ละครอบครัวเมื่อมารวมกันแล้วก็จะลดการสูญเสียแคลอรี่ที่จะต้องคิดเอามาเป็นของครอบครัวตนไป เอาพลังงานแคลอรี่ที่จะสูญเสียเอามาสร้างสรรค์ให้กับสังคมนี้ เป็นพลังงานสร้างได้มากพอเกิดพัฒนาการด้านเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งซับซ้อนเป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดดีมากเลย แต่นักเศรษฐศาสตร์ของโลกยังเข้าใจไม่ได้เพราะยังไม่มีวิธีการ ลึกๆเขามีปฏิภาณว่า มาร่วมกันดี ดีเป็นอาเซียนเป็นยุโรปอะไรก็แล้วแต่ แต่เขาไม่มีทฤษฎีและลดกิเลสไม่ได้ศาสนาทุกศาสนาก็พยายามมาให้ลดกิเลส แต่เขาไม่ชัดไม่รู้จักกิเลสที่เป็นนามธรรม กิเลสเป็นอาการของจิตอ่านอาการก็ไม่ได้ว่าอาการอย่างนี้คือโทสะเป็นความปลอดจากการอย่างนี้เป็นโลภ จะเอามาเป็นของตน อาการอย่างนี้คือราคะเอามาเสพรสทางสัมผัสเสียดสีกามคุณ 5 ต้องแต่ต้องสัมผัสแบบนี้จึงเป็นรสชาติเกิดสภาพเช่นใจ เป็นกิเลส จะบอกจุดให้เอาไปศึกษา ถ้าไม่เกิดการสัมผัสจะไม่เกิดเวทนาไม่เกิดก็อารมณ์ความรู้สึกอะไร เพราะสัมผัสแล้วถ้ามันมีตัวตั้งว่าถ้าเราได้สัมผัสอย่างนี้ มีเจตนาอย่างนี้จะรู้สึกว่าเกิดรสชาติจนกระทั่งกลายเป็นรสชาติราคะชื่นใจได้แตะต้อง ซึ่งมันสร้างเองเราไม่มีเจตนาไม่มีตัวตั้ง สมอุปาทานว่าได้แตะต้องก็ชื่นใจ เช่นเราไปปฏิพัทธ์ใครสักคนเราได้แตะต้องได้ลูบคลำได้อะไรก็จะชื่นใจ มันเกิดอาการนั้นตามจริง แต่ถ้าคนไม่มีตัวตั้งนี้ก็ต้องไปแตะต้องสัมผัสอย่างเพื่อนกัน แตะต้องสัมผัสกันก็ไม่รู้สึกว่ามีไม่มีอะไร เป็นพี่เป็นน้องเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกเป็นหลานเป็นเพื่อนเป็นฝูง แตะต้องก็ไม่เกิดอะไร เพราะไม่มีตัวตั้งกิเลสไว้ว่ามีรสชาติน่าสัมผัสแตะต้องอะไร เข้าใจลึกซึ้งขึ้นใหม่นี่แหละคือตัวสมมุติตัวกิเลสแท้พระพุทธเจ้าก็มาสอนให้ลดไปจนกระทั่งสุดท้ายให้อุเบกขาให้วางจะแตะต้องสัมผัสก็เหมือนกับการเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนเป็นฝูงแต่ต้องสัมผัสกระทบเท่านั้นจะแตะแรงก็กระทบแรงแตะเบาเบาก็กระทบเบาไม่มีอะไร แต่มีตัวตั้งว่าไม่ให้แตะใครมาแตะก็จะโกรธจะถือสา แตะตอนนี้มาแรงกว่านี้ก็เจ็บถ้าไม่ถือสากันแตะแรงก็ยังไม่ถือสานะ ดีไม่ดีตั้งแตะแรงด้วยเพื่อนกันไม่ต้องโมโหตบกันทีพลั๊วะแล้วเจ็บจริงๆแต่ก็ไม่ถือสากัน นี่คือจิตเราตั้งไว้ทั้งนั้นด้วยเจตนารมณ์ว่าจะถือสาหรือไม่ถือสา ถ้าไม่ถือสาก็ไม่มีอะไรมาจะเจ็บ ส่วนทางราคะพวกซาดิสม์พวกมาโซคิสยิ่งแรงเท่าไหร่ยิ่งเกลียดชัง กระทบกระแทกกระเทือนยิ่งเจ็บยิ่งแรงยิ่งชอบก็คือจิตวิตถารซาดิสม์ซึม นี่คือจิตใครติดมันทั้งนั้นเลยแล้วก็ไปตั้งว่าต้องได้ตามอุปาทานต้องได้ขนาดนั้นอย่างนี้มีสเปกอย่างนั้นอย่างนี้ ภายหลังจากตอบปัญหาของศิษย์เก่าเสร็จ...พ่อครูได้เมตตาจับสลาก เลือกศิษย์เก่าที่จะเป็นผู้โชคดีได้รับภาพภายพ่อครูที่ขยายใหญ่ จำนวนสามภาพ ที่มีลายเซ็นพ่อครูติดภาพถ่ายด้วย เสร็จแล้วศิษย์เก่าจึงได้ร่วมถายภาพกับพ่อครู เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมาก เวลา 09.00 น. พ่อครูได้เทศนารายการ วิถีอาริยธรรม ที่เวทีงานตามรอยพ่อ หน้าอาวาสถานวังน้ำเขียว พ่อครูเทศน์เรื่อง ทลายฟาร์มปรทัตตูชีวกเปรต…. ถ้าเรามีดวงตาปัญญารู้จักพลังงานจิต อย่างที่อธิบาย ก็จะรู้ว่าพลังงานหนึ่งชั่วอันหนึ่งดี เราก็ต้องทำให้ไม่มีตัวกูของกู แต่ถ้าไม่รู้ก็จะทำให้เป็นของกู ตัวกู คำว่าของกูนี่มีสิ่งสอง แต่ตัวกูนี่เป็นหนึ่งเดียว แน่นดิ๊กหมด แล้วมองออกนอกตัวหมด แล้วเห็นของก็เอามาเป็นของกู ก็ไปคว้าคนอื่นมาเป็นของกูกับตัวกู ทำโดยอัตโนมัติ จนต้องมาคลีออกให้หมดก็ยากจังเลย ยากฉิบหาย ที่พาทำนี้ตั้งใจพาพวกคุณทำอย่างนี้ แล้วเพื่อจะช่วยโลกได้เท่าไหร่เท่านั้น เอาที่เป็นความจริง ตอนนี้แผ่จากข้างล่างขึ้นมาบนเขาภูหลวง มีนิมิตว่าเป็นอาวาสขึ้นมาก็จับมือเชื่อมโยงกัน ด้วยจิตวิญญาณเป็นเนื้อเดียวกันไม่ต้องขัดแย้ง อาตมาทำงานกับพวกเราหนักมากเรื่องอัตตา เรื่องกามนี้ไม่ค่อยหนักเท่าไหร่ พวกคุณก็มีกันบ้างแต่ไม่มากมาย แต่อัตตานี้มากมาย ไม่รู้จะยึดเป็นตัวกูของกูอะไรนักหนา แต่ละคนก็กูถูกกูถูก เราต้องยึดสัจจะความถูกต้องสิ จะยึดความผิดได้อย่างไร มันก็จริง แต่สูงกว่าความถูกผิดคือสามัคคี นี่พูดจนน้ำลายแห้งแล้ว ในเวลา ๑๓.๑๕ น. พ่อครูและคณะได้เดินทางออกจากอาวาสถานวังน้ำเขียว ไปพักที่อาวาสถานเมฆาอโศกก่อน ๑ คืน เพื่อเดินทางกลับราชธานีอโศกในวันรุ่งขึ้น พ่อครูเดินทางไปถึงเมฆาอโศกในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. จากนั้นพ่อครูได้เมตตาแจกภาพและล็อกเก็ตพ่อครูให้แก่ชาวเมฆาอโศก ซึ่งเป็นเวลา ๑๒ ปีแล้วที่พ่อครูได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นพ่อครูได้พูดคุยเอื้อไออุ่นแก่ชาวเมฆาอโศกก่อนจะไปพักผ่อนที่กุฏิ ในช่วงสายของวันที่ ๑๖ พ.ย. ๒๕๕๘ พ่อครูจึงได้เดินทางกลับถึงราชธานีอโศกโดยสวัสดิภาพ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน