14 บทที่ 9.docx

โฟลเดอร์WORD ผุสดี เจริญไวยเจตน์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์49 KB
วันที่แก้ไข18 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 9 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การศึกษาวิจัยเรื่อง เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ) ศึกษาเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และแขวง สะหวัน นะเขตกับจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2 ) วิเคราะห์องค์ประกอบเภสัชวัตถุพรรณนาในสวนป่านาที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย และ 3 ) พัฒนาบทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยเภสัชวัตถุในสวนป่านาที่สัมพันธ์กับบุญ งานวิจัยนี้ บูรณา การระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มานุษยวิทยาทางการแพทย์ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักที่ได้จากการสำรวจข้อมูลเชิงประจักษ์ ในพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงโดยอาศัยความรอบรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ของผู้ทำวิจัยด้วยเทคนิคการเลือกตัวอย่างอย่างเจาะจงประกอบด้วย หมอพ ื้นบ้าน ผู้นำชุมชน พระสงฆ์ ผู้สู งอายุและผู้ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป พบข้อมูลอิ่มตัวที่ผู้ให้ข้อมูลหลักชาวไทย 35 คน และชาวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 25 คน ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ภาคสนามศึกษาเพื่อสรุปประเด็นในการนำมาตั้งเป็นข้อกระทงคำถามจำนวน 60 ข้อ จากนั้นนำไปสำรวจกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 500 คน คือผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้าร่วมกิจกรรมบุญของชุมชนสวนป่านาบุญ หรือชุมชนชาวอโศกในระหว่าง ปี พ.ศ. 2561 จากนั้นผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามแล้วนำมาประมวลผลด้วยวิธีการทางสถิติโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ จากนั้นนำข้อมูลมาถอดรหัสคำสำ

อ่านต่อ

คัญ เพื่ออธิบายความหมายอย่างลุ่มลึกเป็นความหมายเชิงพฤติกรรมที่ผู้อ่านสามารถนำปฏิบัติได้ เพื่อนำมาจัดทำเป็นบทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุ ตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ขั้นตอนการวิจัยข้างต้นสามารถสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะผลการศึกษาตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตอนที่ 2 องค์ประกอบเภสัชวัตถุในสวนป่านาที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย ตอนที่ 3 บทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยเภสัชวัตถุในสวนป่านาที่สัมพันธ์กับบุญ สรุปผลการวิจัย ตอนที่ 1 เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บริบทกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในประเทศ ไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่พบในงานวิจัยนี้ ยังคงใช้ชีวิตอยู่กับการทำนาข้าว และการมีสวน และการมีป่า แม้ว่าพื้นที่ป่าจะน้อยลงกว่าในอดีต ด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุที่พบในงานวิจัยนี้ส่วนใหญ่แข็งแรง เจ็บป่วยน้อย แต่ไม่ทราบว่าทำไมถึงแข็งแรง แต่มีวิถีชีวิตคล้ายกันคือ ยังทำสวนอยู่ที่บ้าน แต่ไม่ได้ไปทำนาแล้ว ตัก บาตรทุกวันศีลวันพระ และร่วมงานบุญประเพณีอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่รับประทานอาหารธรรมชาติที่ปลูกเองไว้ในสวนละแวกบ้าน ซึ่งปลูกโดยใช้ปุ๋ยชี้วัวบำรุงดิน และ เมื่อเจ็บป่วยจะใช้การดูแลแบบผสมผสานคือใช้ทั้งเภสัชวัตถุตาม ที่ตนมีความรู้ การหาหมอพื้นบ้าน และหมอแผนปัจจุบัน ซึ่งการไปหาหมอแผนใด ที่ใด มีเรื่องของความศรัทธาในหมอ และการคมนาคมมาเป็นปัจจัยในการเลือก ในเรื่องการทำบุญ งานวิจัยนี้พบแนวทางการทำบุญ 2 แนวทางหลัก คือ 1) การทำบุญ ที่แฝงอยู่ในลัทธิ ฮีตค อง ทำบุญผ่านงานบุญประเพณี 12 เดือน หรือ ฮีตสิบ สอง และการเข้าวัด ถือศีลในวันพระ ตามคอ งสิบ สี่ ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงถือปฏิบัติอยู่ สิ่งที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยคืองานบุญประเพณี 12 เดือนในอดีตเป็นที่รวมของคนทั้งชุมชนทุกช่วงวัย ปัจจุบันมักมีแต่ผู้สูงอายุที่ไปร่วมงานบุญ ซึ่งงานวิจัยนี้ศึกษาที่ตำบลดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ประเทศไทย และบ้านโพนสิน แขวง สะหวัน นะเขต กับบ้านหนอง ไฮ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2) การทำบุญ ของชาวบุญนิยม ซึ่งมีผู้นำทางจิตวิญญาณคือพ่อครูสมณะ โพธิ รักษ์ โพธิขิต โต ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาใน 2 พื้นที่คือ สวนป่านาบุญ 1 จังหวัดมุกดาหาร และ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย โดยการทำบุญของชาวบุญนิยม เป็นการทำบุญในวิถีชีวิต ทุกกิจกรรมการงานเป็นไปเพื่อฝึกฝนการให้ การสละออก การกินใช้ร่วมกันของชาวชุมชน บริบทภูมิปัญญาท้องถิ่นใน เรื่อง เภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภูมิความรู้เกี่ยวกับเภสัชวัตถุ ความรู้การใช้เภสัชวัตถุที่พบในการวิจัยนี้แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือมีความรู้จากการได้ยินได้ฟัง หรือมีประสบการณ์การใช้จา กการถ่ายทอดของปู่ย่าตายายพ่อแม่ ซึ่งจะเป็นความรู้เฉพาะเจาะจงว่าเภสัชวัตถุใดรักษาอาการใด เมื่อไม่มีเภสัชวัตถุดังกล่าวจะไม่สามารถหาเภสัชวัตถุอื่นทดแทนได้ กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มีความรู้จากหมอพื้นบ้าน จะใช้เภสัชวัตถุในรูปของรากไม้ ที่เก็บจากป่ามาตากแห้งเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะมีความรู้เรื่องรสยา และสามารถใช้เภสัชวัตถุอื่นทดแทนเภสัชวัตถุที่กล่าวไว้ในตำรายาได้ หมอพื้นบ้านที่พบในงานวิจัยนี้ทุกรายในทั้งสองประเทศจ่ายยาให้ผู้ที่เข้ามาปรึกษาในลักษณะเฉพาะสำหรับคนไข้แต่ละราย ไม่ได้จ่ายยาตามชุดที่จัด ไว้แล้ว ยาชุดมาตรฐานที่จัดไว้ ที่จัดแบบกลาง ๆ ครอบคลุมเพื่อปรับสมดุลในร่างกาย โดยเน้นหนักที่อาการที่เด่นชัด แต่หากผู้ป่วยได้เล่าถึงอาการที่ตนเองเป็น หมอพื้นบ้านจะปรับสัดส่วนของเภสัชวัตถุแต่ละชนิดให้สอดคล้องกับอาการป่วยของผู้นั้น นอกจากนี้ หมอพื้นบ้านที่รักษาฟรี หรือนำเงินที่ได้การขายเภสัชวัตถุและการรักษาทำบุญทั้งหมด เป็นหมอที่มีประสบการณ์การรักษาโรคและอาการที่หลากหลาย ขณะที่หมอพื้นบ้านที่ทำเป็นอาชีพ แม้เป็นอาชีพเสริม และเรียกเก็บเงินไม่มากนั้น มีประสบการณ์ในการรักษาโรคจำกัดเพียงไม่กี่โรค และเมื่อมีโรคอื่นมารักษา แม้มีความรู้ในการรักษาแต่ต้นทุนการเข้าป่าเพื่อเก็บเภสัชวัตถุก็ไม่คุ้มที่จะไป จึงปฏิเสธการรักษา และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่มีความรู้การใช้เภสั ชวัตถุจากศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธ ที่ค้นพบโดยอาจารย์ใจเพชร กล้าจน กลุ่มนี้จะใช้ฤทธิ์ของเภสัชวัตถุซึ่งมีฤทธิ์หลัก 2 ฤทธิ์ คือฤทธิ์ร้อน - เย็น ในการปรับสมดุลร่างกาย ร่วมกับการใช้บุญคือการลดกิเลส ร่วมกับการทำกุศลทำความดี ด้วยการเป็นจิตอาสา บูรณา การร่วมกันในการรักษาโรค ความสำคัญของสวน ป่า นาแหล่งที่มาของเภสัชวัตถุ ในงานวิจัยนี้พบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักให้คุณค่ากับแหล่งที่มาของเภสัชวัตถุที่ไร้สารพิษ แม้ว่ามีความรู้การใช้เภสัชวัตถุ แต่เภสัชวัตถุดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีทำการเกษตร ก็จะไม่กล้าใช้เภสัชวัตถุนั้น เพราะกังวลเรื่องการสะสมสารเคมีในร่างกาย ในตามพื้นที่นาของผู้ให้ข้อมูลหลักที่ไม่ใช่ชาวบุญนิยม ส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยเคมี ขณะที่พื้นที่สวนรอบบ้านใช้ปุ๋ยคอก เนื่องจากการเลี้ยงวัว เลี้ยงควายน้อยลงทำให้มีจำนวนปุ๋ยคอกน้อย ขณะที่พื้นที่สวน ป่า นา ของชาวบุญนิยมจะทำกสิกรรมไร้สารพิษ ไม่ใช่สารเคมีทั้งหมด ภูมิความรู้เกี่ยวกับบุญในการสร้างและฟื้นฟูสุขภาพ ในงานวิจัยนี้พบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักที่เป็นชาวบุญนิยม หรือเชื่อในแนวคิดบุญนิยม คิดว่าการทำบุญด้วยการลดกิเลสด้วยการตั้งศีลปรับพฤติกรรมสุขภาพของตนให้เหมาะสม และการไม่ทำทุกข์ทับถมตน ด้วยการกังวลต่าง ๆ ในโรคภัยไข้เจ็บของตน เป็นการสร้างและพื้นฟูสุขภาพ ส่วนผู้ให้ข้อมูลหลักที่ไม่ใช่ชาวบุญนิยม ที่ทำบุญ ด้วยการไปวัด ตักบาตร รักษาศีล และร่วมงานบุญประเพณีต่าง ๆ ผู้ให้ข้อมูลหลักกลุ่มนี้บางส่วนคิดว่าการทำบุญดังกล่าวสร้างความสบายใจ ทำให้ไม่ป่วย บางส่วนไม่คิดว่าการทำบุญของตนช่วยสร้างหรือฟื้นฟูสุขภาพได้ สำหรับ ความสัมพันธ์ของเภสัชวัตถุและบุญในการสร้างและฟื้นฟูสุขภาพ ในงานวิจัยนี้พบว่าผู้ที่เชื่อว่าการทำบุญมีส่วนให้การสร้างและฟื้นฟูสุขภาพ จะใช้ทั้งเภสัชวัตถุและการทำบุญร่วมกัน โดยคิดว่าจะช่วยให้การสร้างและฟื้นฟูสุขภาพได้ผลเร็ว ตอนที่ 2 องค์ประกอบเภสัชวัตถุในสวนป่านาที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย ผู้วิจัยสร้างเครื่องมือวิจัย คือแบบสอบถามจากการคัดสรรคำให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลจากชาวไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จากการวิจัยเชิงคุณภาพในขั้นตอนการวิจัยก่อนหน้า นำมาสังเคราะห์ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่ภาคสนามและการทบทวนวรรณกรรม ได้ข้อ คำถามจำนวน 60 ข้อ นำไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 500 คน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ( Exploratory Factor Analysis) สกัดองค์ประกอบด้วยเทคนิคแกนสำคัญ ( Principal Component Analysis) หมุนแกนภายหลังการสกัดองค์ประกอบ ( Factor Rotation) เพื่อให้ตัวแปรสัมพันธ์กับองค์ประกอบมากขึ้นโดยการหมุนแบบ ออร์โธ กอ นอล ( Orthogonal Rotation) วิธี แว ริ แมกซ์ ( Varimax ) โดยเลือดองค์ประกอบที่มีค่าไอเกนมากกว่า 1 และข้อคำถามที่มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป พบว่าองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย มีจำนวน 4 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. การฟื้นฟู “สวนป่านาไร่” โดยให้ผู้สูงอายุและลูกหลานใช้บุญกิริยาวัตถุ 10 ขับเคลื่อน จะมีผลปรากฏ ภูมิปัญญาการสร้าง การแบ่งปัน การให้ความหมาย และการเรี ยนรู้เรื่องเครื่องเทศ เครื่องยา จากทั้งภายในกายคน และสิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อเป็นเภสัชวัตถุ 2. การเชื่อเรื่อง “กรรม” มีผลให้ลดเนื้อสัตว์เพื่อไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์และเพื่อปฏิบัติศีล 5 (อธิศีล) แล้ว จะเห็นคุณค่าการบริโภคพืชผักสวนป่านาไร่เป็น โภชน บำบัดและสามารถใช้ไตรลักษณ์เป็นกลไกทำให้จิตและกายบำบัดโรคภัยด้วยตนเองได้ 3. เภสัชวัตถุพืช 9 รส และพืชให้ฤทธิ์ร้อน - เย็น เป็นภูมิรู้ที่ต้องมี สวนป่านาไร่ในนิเวศวิทยาวัฒนธรรมของผู้ทรงศีลสูงอายุ เพื่อการรองรับชุมชนบุญ 4. บวร (บ้าน วัด โรงเรียน) เป็นกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีการรักษาความชื้นระบบนิเวศของดินน้ำในสวนป่านาไร่เพื่อผลิตยาสมุนไพรและสร้างไอระเหยจากพืชผักสวนครัวให้มีผลต่อสุขภาวะของผู้สูงอายุ ตอนที่ 3 บทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง ผู้วิจัยได้จัดทำต้นฉบับบทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยเภสัชวัตถุในสวนป่านาที่สัมพันธ์กับบุญ ประกอบด้วยหัวเรื่องและเนื้อหา ที่เรียบเรียงมาจากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย และรหัสภูมิปัญญาการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาเรียบเรียงผสมผสานระหว่างข้อปฏิบัติจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์วิถีพุทธ ร่วมกับธรรมะในพระพุทธศาสนา บทเรียนเล่มนี้ได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งเลือกแบบเจาะจง จากผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์วิถีพุทธ ปราชญ์พื้นบ้านผู้มีภูมิรู้นิเวศการเกษตร ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อให้ได้บทเรียนการพัฒนาสุขภาพ ฯ ที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาว เนื้อหาในเล่มประกอบแบ่งออกเป็น 4 บท บทที่หนึ่ง รหัสภูมิปัญญา เภสัชวัตถุในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญ มีเนื้อหาเกี่ยวกับรหัสภูมิปัญญาการพัฒนาสุขภาพ ที่สรุปได้ 8 รหัสภูมิปัญญาหลัก และ 12 ภูมิปัญญาย่อย โดยรหัสภูมิปัญญาหลัก ประกอบด้วย 1) ภูมิรู้เภสัชวัตถุ 2) ภูมิรู้สวนป่านาไร่ 3) เพิ่มศีล รักษาโรค 4) ศรัทธาสิ่งใด ๆ ที่รักษาโรคได้ 5) บุญกิริยาวัตถุ กลไกการฟื้นฟูสวน ป่า นา ไร้สารพิษ 6) บุญกิริยาวัตถุ กลไกการเผยแพร่ภูมิรู้สวนป่านาไร่ และภูมิรู้เภสัชวัตถุ 7) ความเชื่อเรื่องกรรม ก่อเกิดบุญกิริยาวัตถุ และ 8) พลัง “บวร” กลไกการถ่ายทอดภูมิรู้เพื่อการพัฒนาสุขภาพดี สำหรับบทที่ 2 - 4 เสนอแนวทางการพัฒนาสุขภาพ ที่เกิดจากการเรียบเรียบรหัสภูมิปัญญาการพัฒนาสุขภาพ แยกตามวัตถุประสงค์การใช้ ซึ่งแบ่งได้ 3 ขั้น คือภูมิรู้ฟื้นฟูสุขภาพ สำหรับใช้ในยามเจ็บป่วย ไร้สารพิษ สร้างสุขภาพ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และ ชุมชนบุญ สุขภาพดี สำหรับเผยแพร่องค์ความรู้การพัฒนาสุขภาพสู่ประชาชนต่อไป แนวทางการพัฒนาสุขภาพ 3 แนวทาง ที่แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้คือ ใช้เมื่อเจ็บป่วย ใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ในการเผยแพร่องค์ความรู้เพื่อพัฒนาชุมชนสุขภาพดี ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ภูมิรู้ฟื้นฟูสุขภาพ เป็นแนวทางที่ บูรณา การจากภูมิรู้เภสัชวัตถุ บุญกิริยาวัตถุ และภูมิรู้สวนป่านาไร่ ที่เน้นภูมิรู้เภสัชวัตถุเป็นแกน เหมาะกับการถือปฏิบัติยามเจ็บป่วย ประกอบไปด้วยรหัสภูมิปัญญา คือ เภสัชวัตถุ 9 รส เภสัชวัตถุฤทธิ์ร้อน - เย็น หมอดูแลตนเอง ศรัทธาสิ่งใด ๆ ที่รักษาโรคได้ หมอมีศีล เพิ่มฤทธิ์รักษาโรค การใช้ บุญกิริยาวัตถุ ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยการงดเว้นพฤติกรรมก่อโรค การลดการรับประทานเนื้อสัตว์ การปลูกพืชผักสวนครัวไร้สารพิษ การไม่ทำทุกข์ทับถมตน และการทำบุญกิริยาวัตถุอื่น ๆ เช่นการฟังธรรม และการใช้พืชไร้สารพิษ ทำอาหารและยา 2. ไร้สารพิษ สร้าง สุขภาพ เป็นแนวทางที่ บูรณา การจากภูมิรู้เภสัชวัตถุ บุญกิริยาวัตถุ และภูมิรู้สวนป่านาไร่ ที่เน้นภูมิรู้สวนป่านาไร่เป็นแกน เหมาะที่จะถือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ประกอบไปด้วยรหัสภูมิปัญญา คือ 1) การจัดสรรพื้นที่สวนป่านาไร่ 2) การคัดสรรพืช ด้วย พออยู่ พอกิน พอใช้ 3) การปลูกข้าว ถั่ว งา ให้เป็นวัฒนธรรม 4) การใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ ด้วยวงจรกสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด และขยะวิทยา ใช้ความรู้เรื่องรสยาในการไล่แมลง เห็นประโยชน์ของวัชพืช ความเข้าใจในวงจรของธาตุอาหารพืช 5) การใช้แนวทางการทำบุญกิริยาวัตถุ เพื่อเสริมความมุ่งมั่นในการทำสวนป่านาไร่ไร้สารพิษ ดังเช่น การให้พืชไร้สารพิษคือการเป็นผู้ให้ของประเสริฐ ย่อมได้ฐานะอันประเสริฐ การทำสวนป่านาไร่ไร้สารพิษ คือ ผู้ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และสัตว์อื่น และการรู้แจ้งการเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ 6 ) การรับประทานพืชผักไร้สารพิษ จากสวนป่านาไร่ และหลีกเลี่ยงอาหารมีสารพิษ และ 7) ใช้ภูมิรู้เภสัชวัตถุ คัดสรรพืชผักมาทำอาหาร เพื่อเป็นโภชนาบำบัด 3. ชุมชนบุญ สุขภาพดี เป็นแนวทางที่ บูรณา การภูมิรู้เภสัชวัตถุ บุญกิริยาวัตถุ และภูมิรู้สวนป่านาไร่ ร่วมกับการใช้ความเชื่อเรื่องกรรม เป็นกลไกการขับเคลื่อนภายในบุคคล และพลัง “บวร” เป็นกลไกการขับเคลื่อนภายนอก โดยใช้รหัสบุญกิริยาวัตถุเป็นแกนหลัก เกิดการบำเพ็ญบุญ กุศล สร้างประโยชน์ให้กับตนเองและส่วนรวม ให้ผลคือ “ชุมชนบุญ สุขภาพดี” การจัดพื้นที่ส่วนกลางใน บวร เพื่อเป็นพื้นที่บำเพ็ญบุญ ร่วมกันเรียนรู้ ปฏิบัติจริงของการทำสวนป่านาไร่ไร้สารพิษ การคัดสรร อภิปรายผลการวิจัย ตอนที่ 1 เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บริบทกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในประเทศ ไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้สูงอายุในพื้นที่การวิจัยส่วนใหญ่อายุยืนและมีสุขภาพแข็งแรง ยังทำสวนอยู่ที่บ้าน แต่ไม่ได้ไปทำนาแล้ว ตัก บาตรทุกวันศีลวันพระ และร่วมงานบุญประเพณีอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่รับประทานอาหารธรรมชาติที่ปลูกเองไว้ในสวนละแวกบ้าน ซึ่งปลูกโดยใช้ปุ๋ยชี้วัวบำรุงดิน จึงเชื่อได้ว่าการออกกำลังกายเบา ๆ ด้วยการทำสวนที่บ้าน การรับประทานอาหารธรรมชาติไร้สารพิษ และการทำบุญกุศล มีส่วนทำให้สุขภาพแข็งแรงอายุยืน สอดคล้องกับการศึกษาของแดน บุทเนอร์ ( 2556 : 135, 267-269) ร่วมกับนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟ ฟิค ( National Geographic) ที่ทำการศึกษาปัจจัยที่ทำให้คนอายุยืนในชุมชน 5 แห่งในโลกที่มีคนอายุยืนมากกว่า 100 ปี และสรุปเป็น 9 แนวทางปฏิบัติสำหรับการมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืน ซึ่งมี 4 ใน 9 ข้อที่สอดคล้องกับงานวิจัยนี้ คือ 1 ) การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ( Move Naturally), 2) กินพืชเป็นหลัก ( Plant Slant), 3) เป็นผู้ศรัทธา ( Belong) และ 4) กลุ่มเพื่อนที่ถูกต้อง ( Right Tribe ) ดังมีรายละเอียด ดังนี้ 1. การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ ( Move Naturally) สอดคล้องกับ การดำเนินชีวิตในสวน ป่า นา ของผู้สูงอายุที่ค้นพบในงานวิจัยนี้ แดน บุทเนอร์ พบว่าผู้อายุยืนส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำกิจกรรมยกลูกเหล็ก เข้ายิม พวกเขาส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เคลื่อนไหวตลอดเวลาโดยไม่ต้องคิด พวกเขาทำสวน และไม่มีเครื่องจักรช่วยมากนักผู้มีอายุยืนเกินร้อยปีชาวโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น แทบทุกคนทำสวนหรือเคยทำสวน การทำสวนทำให้ร่างกายกายได้เคลื่อนไหว ออกกำลังทุกส่วนทุกวัน ช่วยลดความเครียด และสวนยังเป็นแหล่งของผักสดในทุกวันอีกด้วย 2. กินพืชเป็นหลัก ( Plant Slant) สอดคล้องกับ การลดการกินเนื้อสัตว์ ที่พบในงานวิจัยนี้ แดน บุทเนอร์ พบว่าถั่ว ธัญพืช และผักสวนครัว ซึ่งเป็นผลผลิตจากสวนของตนเอง เป็นอาหารหลักของกลุ่มคนอายุยืน คนเลี้ยงแกะชาว ซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลีจะพกขนมปังที่ทำจากแป้งหมี่หยาบติดตัวไปทานเมื่อออกไปทุ่งเลี้ยงสัตว์ ชาวนิโคยา ใน คอสตาริก้า ทานแผ่นแป้งข้าวโพดเป็นส่วนหนึ่งของอาหารทุกมื้อ ชาวแอ๊ดเวน ตีส ทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดขาว ส่วนชาวโอกินนาวา ประเทศญี่ปุ่น ทานเต้าหู้เป็นอาหารประจำวัน คนอายุยืนเหล่านี้ทานเนื้อสัตว์ไม่บ่อยนัก 3 . เป็นผู้ศรัทธา ( Belong) สอดคล้องกับวิถีชีวิตการอยู่ในบุญ ด้วยการทำบุญในแนวทางต่าง ๆ ที่พบในงานวิจัยนี้ แดน บุทเนอร์ พบว่าคนมีสุขภาพดีที่มีอายุเกินกว่าร้อยปีทุกแห่ง ส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมศาสนาที่เข้มแข็ง จากงานวิจัยค้นพบการเข้าร่วมพิธีทางศาสนา 4 ครั้งต่อเดือน จะช่วยทำให้อายุยืนยาวขึ้น 4 - 14 ปี 4 . กลุ่มเพื่อนที่ถูกต้อง ( Right Tribe ) สอดคล้องกับการเข้าร่วมกิจกรรมบุญประเพณี 12 เดือนเป็นประจำของผู้สูงอายุ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญบุญกุศลของผู้สูงอายุชาวบุญนิยม ที่พบในงานวิจัยนี้ แดน บุทเนอร์ พบว่าผู้มีสุขภาพดีเกินร้อยปี เลือกหรือมีกลุ่มเพื่อนทางสังคมที่คอยช่วยเหลือกันในเชิงสุขภาพ ก่อเกิดการสร้างและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพซึ่งกันและกัน บริบทภูมิปัญญาท้องถิ่นใน เรื่อง เภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การใช้เภสัชวัตถุอย่างมีประสิทธิผลมีการปรุงยาเฉพาะบุคคล หมอพื้นบ้านที่พบในงานวิจัยนี้ทุกรายในทั้งสองประเทศจ่ายยาให้ผู้ที่เข้ามาปรึกษาในลักษณะเฉพาะสำหรับคนไข้แต่ละราย ไม่ได้จ่ายยาตามชุดที่จัดไว้แล้ว ยาชุดมาตรฐานที่จัดไว้ ที่จัดแบบกลาง ๆ ครอบคลุมเพื่อปรับสมดุลในร่างกาย โดยเน้นหนักที่อาการที่เด่นชัด แต่หากผู้ป่วยได้เล่าถึงอาการที่ตนเองเป็น หมอพื้นบ้านจะปรับสัดส่วนของเภสัชวัตถุแต่ละชนิดให้สอดคล้องกับอาการป่วยของผู้นั้น ดังนั้นการรู้ชื่อเภสัชวัตถุและรู้ว่ารักษาโรคอะไร ไม่เพียงพอที่จะทำให้สุขภาพฟื้นฟูได้ การใช้รสยา 9 รส ซึ่งหมอได้คิด จากประเทศไทย และ พ่อเฒ่าป่าแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือการใช้ฤทธิ์ร้อน - เย็น ซึ่งชาวแพทย์วิถีพุทธใช้ เพื่อบอกสรรพคุณของเภสัชวัตถุ ร่วมกับการวิเคราะห์อาการ เป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย ( 2560 : 3 - 24) ที่พบว่าการแพทย์แผนไทยเป็นการแพทย์องค์รวมที่มีการวิเคราะห์ผู้ป่วยแบบเฉพาะรายการ จ่ายยาสมุนไพรในรูปของตำรับ เป็นการสั่งจ่ายรายบุคคลจึงจะมีประสิทธิผล การใช้เภสัชวัตถุอย่างมีประสิทธิผลมีการปรุงยาเฉพาะบุคคล หมอพื้นบ้านที่พบในงานวิจัยนี้ทุกรายในทั้งสองประเทศจ่ายยาให้ผู้ที่เข้ามาปรึกษาในลักษณะเฉพาะสำหรับคนไข้แต่ละราย ไม่ได้จ่ายยาตามชุดที่จัดไว้แล้ว ยาชุดมาตรฐานที่จัดไว้ ที่จัดแบบกลาง ๆ ครอบคลุมเพื่อปรับสมดุลในร่างกาย โดยเน้นหนักที่อาการที่เด่นชัด แต่หากผู้ป่วยได้เล่าถึงอาการที่ตนเองเป็น หมอพื้นบ้านจะปรับสัดส่วนของเภสัชวัตถุแต่ละชนิดให้สอดคล้องกับอาการป่วยของผู้นั้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย (2560 : 3 - 24) ที่พบว่าการแพทย์แผนไทยเป็นการแพทย์องค์รวมที่มีการวิเคราะห์ผู้ป่วยแบบเฉพาะรายการ จ่ายยาสมุนไพรในรูปของตำรับ เป็นการสั่งจ่ายรายบุคคลจึงจะมีประสิทธิผล งานวิจัยนี้พบหมอพื้นบ้านในประเทศไทยและหมอพื้นบ้านในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้รสยา 9 รสในการปรุงยา ซึ่งสอดคล้องการการแพทย์แผนไทยที่ใช้รสยาเป็นตัวกำหนดสรรพคุณยา และพบชาวแพทย์วิถีพุทธใช้ฤทธิ์ร้อน - เย็น เพื่อกำหนด สรรพคุณของเภสัชวัตถุ ซึ่งสอดคล้องกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าใน สังคิ ตดสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 11 ข้อที่ 239) ที่กล่าวถึงความเพียร 5 อย่าง หนึ่งในนั้นคือ “เป็นผู้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุ (ความร้อนในร่างกาย) อันมีวิบาก (ผล) เสมอกัน ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลาง ๆ ควรแก่ความเพียร” เมื่อพิจารณาพืชฤทธิ์ร้อน-เย็น พบว่าพืชกลุ่มที่ให้พลังงานคือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันสูง จะเป็นฤทธิ์ร้อน และพืชที่ให้พลังงานน้อยแต่มีคุณค่าด้านวิตามินและเกลือแร่ ส่วนใหญ่เป็นฤทธิ์เย็น ซึ่งสอดคล้องกับการอาหารหลักของแต่ละประเทศในอดีต เช่นชาวยุโรปที่อยู่ในอากาศเย็น นิยมทานเนื้อสัตว์ สเต็ก ขณะที่ประเทศไทยที่อยู่ในอากาศร้อน นิยมทานน้ำพริก ผักสด ผักลวก พืชที่ปกติให้ผลในช่วงฤดูหนาว ฤดูฝน หรืออยู่ในดิน ในน้ำ มักมีฤทธิ์ร้อน พืชที่มีสีโทนร้อน เช่นสีแดง สีส้ ม สีเหลือง พืชที่เป็นเครื่องเทศ มีกลิ่นหอมต่าง ๆ มักจะมีฤทธิ์ร้อน จากการวิเคราะห์ข้างต้นพบว่าถ้ากินพืชผักตามฤดูกาล ร่างกายจะมีความสมดุลร้อน - เย็น เจ็บป่วยน้อย กล่าวคือ ในฤดูหนาว ร่างกายพลังงานความร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่น ผลผลิตในฤดูหนาวส่วนใหญ่เป็นฤทธิ์ร้อน อาหารส่วนใหญ่ในช่วงนั้นของชาวบ้านจึงเป็นอาหารฤทธิ์ร้อน ส่วนเครื่องเทศต่าง ๆ ที่มีผลผลิตทั้งปี ที่นำมาใช้ปรุงรส ปรุงกลิ่นอาหาร มีฤทธิ์ร้อน แต่ปริมาณที่ใช้ในการปรุงอาหารแต่ละครั้งไม่มาก อย่างไรก็ตาม หลักการข้างต้นเป็นเพียงเกณฑ์เบื้องต้น อาจมีพืชบางอย่างที่อาจเป็นข้อยกเว้น การรู้ว่าเภสัชวัตถุชนิดใดมีฤทธิ์ร้อน หรือฤทธิ์เย็น การใช้ประสาทสัมผัสจะให้ผลที่ถูกตรงกว่า ความศรัทธาในหมอพื้นบ้านเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพ ในงานวิจัยนี้พบว่าหมอพื้นบ้านทั้งในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีข้อห้ามการปฏิบัติ หรือ ข้อขะ ลำที่ครูอาจารย์บอกไว้สืบต่อกันมา โดยหมอพื้นบ้านเชื่อว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะทำให้ฤทธิ์ของเภสัชวัตถุเสื่อมโดย ข้อขะ ลำเหล่านั้นส่วนใหญ่ส่งเสริมให้เกิดการมีคุณธรรมในตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น หมอชาวบุญนิยมที่พบในงานวิจัยนี้ 2 ท่านคือหมอใจเพชร และหมอได้คิด ท่านทั้งสอง ทำงานฟรี ไม่คิดค่าปรึกษาหรือค่ารักษา กล่าวคือมีจิตใจเมตตาช่วยเหลือผู้อื่น อย่างบริสุทธิ์ไม่มีแอบแฝงเรื่องค่าตอบแทน มองตนเองเป็นเพียงผู้ชี้แนวทางการรักษา ผู้ป่วยจะเลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ ไม่ได้ให้ความหวังกับผู้ป่วยว่าจะหายหรือไม่หาย เมื่อหมอมีคุณธรรม จะส่งเสริมให้ผู้ป่วยศรัทธาในตัวหมอเพิ่มมากขึ้น และศรัทธาไปถึงเภสัชวัตถุ และวิธีการรักษาของหมอด้วย ทำให้มีความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอก็สูง ส่งผลให้อาการป่วยฟื้นฟูได้เร็ว การทำบุญที่พบในงานวิจัยนี้แบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก คือ 1) การทำบุญ ที่แฝงอยู่ในลัทธิ ฮีตค อง ทำบุญผ่านงานบุญประเพณี 12 เดือน หรือ ฮีตสิบ ส อง และการเข้าวัด ถือศีลในวันพระ ตาม คอ งสิบ สี่ ซึ่งผู้สูงอายุในทั้งสองประเทศส่วนใหญ่ยังคงถือปฏิบัติอยู่ แต่รูปแบบของกิจกรรมมีขนาดเล็กลง โดยเฉพาะในประเทศไทย สาเหตุหลักเกิดจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากการทำงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมแทนการทำเกษตร การเรียนในโรงเรียนหรือสถานศึกษาต่าง ๆ แทนการเรียนที่วัด ทำให้ ผู้ใหญ่ที่ทำงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และเด็กนักเรียน นักศึกษา ไม่สามารถเข้าร่วมงานบุญประเพณี หากการจัดงานบุญประเพณีไม่ตรงกับวันหยุด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน