640217_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนอาหาร 4 ให้ถึงนาม รูป ทะลุสุภกิณหา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

640217_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนอาหาร 4 ให้ถึงนาม รูป ทะลุสุภกิณหา ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1X7oVnqpAzvWkAXDxOJ1ti_srgqGPsSrTRQDAnj8NcGs/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/13xBTvBzQWI1GA2__nF8bF0tlFiB0cN49/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/32lA1Rtp_58

สมณ ะฟ้าไท ว่า… วันนี้เป็นวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ถ้าเราเปิดโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ตจะเห็นบรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายกประยุทธ์ เราก็จะเห็นสิ่งที่ไม่ดีและดีเกิดขึ้น เช่น ประธานรัฐสภาบอกว่าสภาไม่ใช่ที่ที่ใครโกหกเก่งคนนั้นชนะ พูดไว้เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2564 แล้วเขากล่าวหาว่า นายกฯประยุทธ์รับ เงิน ท่านก็บอกว่าท่านไม่รับเงินชั่วแต่ท่านรับเงินที่ถูกกฎหมายที่ท่านควรได้รับ วันนี้เขาก็ว่าท่าน แล้วท่านก็บอกว่าท่านรักทุกคน แม้บางท่านจะเกลียดก็ตาม เห็นเป็นการโต้ตอบอย่างมีอารมณ์ขันกัน ส่วนฝ่ายค้านคนก็วิจารณ์กันว่าไม่มีน้ำยาเพราะไม่มีข้อมูลจริงมาอภิปราย เป็นเพียงเหมือนกันโต้วาที พ่อครูว่า…โต้วาที เขาเคยมีญัตติที่ว่าขี้ดีกว่าข้าว ฝ่ายเสนอว่าขี้ดีกว่าข้าว ฝ่ายค้านก็ค้านว่าข้าวดีกว่าขี้ สรุปแล้วฝ่ายเสนอขี้ดีกว่าข้าวนี้ชนะฝ่ายข้าวดีกว่าขี้ เพราะเขาเตรียมข้อมูลมาครบ ชนะเลิศ กรรมการหมดทาง เพราะว่าไปไม่เป็นเลย ข้าวดีกว่าขี้ สู้ขี้ดีกว่าข้าวไม่ได้ มีประดิษฐ์คำอธิบายคุณประโยชน์ของขี้ เช่นบอกว่าถ้าคุณไม่ขี้ก็ตาย ถ้าปวดขี้หนักเข้าไม่ขี้ก็ตาย แต่อดข้าวสักเดือนหนึ่งก็ไม่ตายนะ เป็นต้น สมณะฟ้าไทว่า…เข้าใจแต่คารมเฉยๆแต่ประชาชนจะได้ประโยชน์หรือไม่ก็อีกเรื่อง ก็คงเป็นยุคสมัยของคนยุคนี้ เรียกว่ารัฐบาลตั้งหลักดีๆก็สามารถผ่านไปได้ส

อ่านต่อ

บายๆ เหมือนม็อบราษฎร มาชุมนุมก็เหมือนได้ผลประโยชน์อะไรสักอย่าง ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไรหรือเปล่า รัฐบาลก็ทำงานเพื่อประชาชนไป ฝ่ายค้านเห็นว่าอะไรบกพร่องก็บอกไปก็ดีเหมือนกัน เราก็มาฟังพ่อครูดีกว่า โดยเฉพาะใกล้งานพุทธาภิเษกแล้ว เขาก็จะออกข้อสอบจากการเทศนาของพ่อครู ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนถึง 22 กุมภาพันธ์ แต่ที่แน่ๆเมื่อเราเอาไปลดกิเลสได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ประเทศไทยเป็นตัวอย่างการปกครองที่ลดอัตตา พ่อครูว่า…ก็เป็นเรื่องที่อาตมาว่าเป็นตัวอย่างนะ เป็นตัวอย่างของหลายๆประเทศที่เขากำลังขับเคี่ยว ระหว่างฝ่ายที่หาอำนาจให้แก่ตัวเอง ประชาชนเขาหาอำนาจให้แก่มวลประชาชนเอง ผู้ที่จะสร้างอำนาจมาเป็นใหญ่ยึดอำนาจก็สร้างอำนาจให้แก่ตัวเองไป สารพัดสารเพ อย่างที่เห็นกันศึกษาให้ดีเถอะ สิ่งที่จริงที่สุดดีที่สุด ผู้ที่มีอำนาจคือผู้ไม่สร้างอำนาจ แต่ไม่พยายามทำให้คนอื่นเข้าใจว่าเราเป็นผู้ที่จะไม่ยึดอำนาจ เป็นผู้ที่ไม่ใช้อำนาจเลย นี่แหละคนนี้ทำให้ประชาชนเขาเห็นชัดเลยว่าเราเป็นคนไม่ใช้อำนาจเลย ใช้แต่ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม บูรณะให้เกิดแต่สิ่งที่ดีงามจริงๆที่ถูกต้องทั้งนั้น ไม่พยายามใช้พลังกดดันหว่านล้อม ไม่เลย เอาแต่ความจริงเพียงเอาแต่ความดีเพียวๆที่เป็นประโยชน์คุณค่าเสียสละต่อมวลมนุษยชาติรับใช้มวลมนุษยชาติ ทำไปจริงๆตรงๆ ประชาชนเขาจะมีปฏิภาณปัญญารู้เองเห็นเอง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อย่างอาตมามั่นใจว่าได้ทำอย่างที่กล่าวมาไม่มีปัญหาอะไรเลย เขาจะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่เราทำความจริงใจมั่นใจแต่ความจริงของเราอย่างซื่อสัตย์สุจริต เราอาจจะมีความด้อยที่เห็นความจริงผิดพลาด เห็นความถูกต้องผิดพลาดไปบ้าง มันก็เป็นความจริงของภูมิของเรา มันจะไปเกินกว่าภูมิจริงของเราไปได้อย่างไร แต่ถ้าเผื่อเราจริงมีภูมิที่ถูกต้องจริง ไม่ได้มีขบถ คด ความจริงนี่แหละ มีแต่จริงๆๆๆ มันก็ไม่มีอะไรจะแย้ง ไม่มีอะไรที่จะมาต้านมาลบล้างได้เลย อย่างอาตมานี่ก็สบายใจ ไม่ว่าคนจะด่าจะว่าอะไร เราไม่ใช่มานั่งมากดข่ม อย่าไปโกรธเขาอย่าไปโกรธเขาไม่ใช่ เรารับรู้ความจริงเสมอ แล้วเอามาตรวจสอบตัวเอง มันมีเล็กน้อยมีละเอียดก็ได้นะ ที่เรายังไม่รู้จริงที่เขาตำหนิเขาท้วง ตรวจสอบอย่างอย่ามีอคติเข้าข้างตัวเอง ตรวจแล้วเจอก็ต้องขอบคุณเขา แล้วก็แก้ไขๆๆ คนที่ติให้เรานี่นะ เขามองผิดก็ได้เขามองถูกก็ยิ่งดี เราก็ตรวจจริงๆเท่าที่เราจะมีภูมิปัญญาไม่ลำเอียงเข้าข้างตัวเอง เอาให้จริงเลย มันเจริญถ่ายเดียว เพราะฉะนั้นตั้งใจศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าเถิด อาตมาว่าไม่มีอะไรหรอกที่จะชนะความถูกต้องดีงาม ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราตรัสรู้สิ่งที่ประเสริฐสุดยอดแล้วในเรื่องความเป็นมนุษย์ ถ้าคนที่ไม่รู้จักจริงๆไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ต้องใช้เวลายาวนานเท่าไหร่พากเพียรจนกว่าจะบำเพ็ญตนบารมีจนกระทั่งได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาเข้าใจดี ซาบซึ้งความจริงอันนี้ ขนาดแค่อาตมาเป็นระดับ 7 นี่ก็ซาบซึ้ง พวกคุณจะซาบซึ้งเท่าอาตมาได้อย่างไร ที่อาตมาพูดไปเป็นแต่พูดความจริงว่าเราเป็นผู้ที่ได้พากเพียรจริงๆ

SMS วันที่ 15-16 ก.พ. 2564 _อุ่นเรือน เกิดพินธ์ : กราบนมัสการพ่อท่านลูกรับฟังรับชมอยู่ทางบ้านกำลังปฏิบัติตามอยู่เจ้าค่ะแค่ทานมังสวิรัตินี่ก็แทบทำไม่ได้แล้วแต่ลูกจะตั้งใจพยายามปฏิบัติตามเจ้าค่ะ หากลูกมีบุญคงได้มากราบเท้าพ่อ ขอให้พ่อท่านจงมีอายุยืนนานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรเป็นที่พึ่งของลูกๆและชาวอโศกเจ้าค่ะสาธุ พ่อครูว่า…ก็อย่าให้อาตมารอนานนัก พยายามพัฒนาตัวเองให้ไวขึ้น อาตมาก็จะรอไม่ไหว

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ประชาธิปไตยไทยขณะนี้ถูกต้องดีงามเป็นที่สุด _0015 : อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นสัญลักษณ์แห่งความถูกต้องความดีงามหรือเป็นตราบาปของระบอบการปกครองของไทยครับ พ่อครูว่า…ก็คุณมองอย่างไร คุณดูรายละเอียดของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเขาไหม เขาพยายามปั้น สร้างขึ้นมา เป็นสถาปัตยกรรมที่มีรายละเอียด มีทั้งสื่อแทน เป็นรูปปีกนกพิราบ เอามาพัฒนา ปีกนกพิราบแบนแข็งหน่อย แต่เป็นภาพปีกนกพิราบแล้วก็มีพานรัฐธรรมนูญ มีอะไรประกอบใต้ปีกนกพิราบ มีรูปของ คอมโพซิชั่นของคน ประกอบราย ละเอียดของประชาชนที่ได้ทำงานเพื่อประชาธิปไตยต่างๆนานาอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นคุณดูดีๆแล้วก็จะเห็นว่า เป็นสัญลักษณ์แห่งความถูกต้องดีงาม หรือเป็นตราบาป คุณมองอย่างไรว่าเป็นตราบาป คุณคิดไปเองว่าขณะนี้ความเป็นประชาธิปไตยไทยนี้มันไม่เป็นประชาธิปไตย อาตมาว่านะ อาตมาเก็งความคิดของคุณเอา ว่าคุณคงเข้าใจว่าขณะนี้ประชาธิปไตยไทยไม่เป็นประชาธิปไตย มาสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนี่มันเสียของเปล่ามันไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเลย มันเป็นตราบาปว่าอุตส่าห์ทำเป็น แหม แต่เสร็จแล้วมันไม่จริงอะไรเลย คงจะเป็นอย่างนั้นอาตมาว่า ซึ่งไม่เหมือนอาตมามอง อาตมามองเห็นประชาธิปไตยของไทยขณะนี้ดีที่สุดในโลก อาตมาพูดมานานแล้ว พูดมาตั้งแต่พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกฯ ได้ตั้ง 6-7 ปีนี้ ก็ยังดีใช้ได้ แม้ทุกวันนี้ก็ยังเห็นว่าเหน็ดเหนื่อยหนักหนา พยายามพากเพียรอยู่เลย ก็ขอยังไงๆ... ก็ขอ แต่ขอไม่ได้หรอก ให้ท่านพยายามดูแลสุขภาพให้ดีๆให้แข็งแรงไว้ อาตมานี่แหละ ก็คอมเม้นๆ ไม่ใช่คนมีปากศักดิ์สิทธิ์อะไร ให้เป็นอย่างนี้ไปได้หรอก ก็แนะนำนิดหน่อยไปตามประสาเรา ก็ขอให้ดูแลรักษาสุขภาพดีๆ อย่าให้โอเวอร์โหลด อย่าให้มันมากนัก ตั้งใจดีๆ ซึ่งที่จริงดูแล้วดูหน้าตาก็ผ่องใสดีนะ อาตมาว่าสดชื่นผ่องใสดี เท่าที่ดูตามประสาการดูโหงวเฮ้งของอาตมานะ มันได้แค่นี้ ก็ดูดี ชัดเจน ต่อสู้กับศึก อภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดูร่าเริงเบิกบาน มีฮิวเมอร์ สนุกสนานสบาย แล้วก็มีคารมคมคายแหย่นิดแหย่หน่อย สนุกนะ อาตมาว่า หานายกรัฐมนตรีอย่างนี้ได้ยากจริง ไม่เคร่งเครียดเอาเป็นเอาตาย ขออภัยขอเปรียบเทียบนิดนึง นายกฯ ชวน หลีกภัย ตั้งแต่เคยเป็นนายกฯเนาะ ไม่เหมือนกัน นายกฯชวนไม่ค่อยมี ฮิวเมอร์เลย ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันเท่าไหร่ นี่ท่านยังมีอารมณ์ขันเสมอ สบายๆ แล้วก็มีคารมด้วย ขัน โต้ตอบนิดหน่อย ไม่ถึงกับเป็นโจ๊ก เป็นขนาดฮาตกเก้าอี้ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงดี ทำให้บรรยากาศเคร่งเครียดผ่อนคลาย คนที่เป็นเอาเอาตาย ฝ่ายค้านเหงื่อหยดย้อย ก็ทำให้บรรยากาศมันคลี่คลายลงดีมากเลย ก็ค่อยๆดูไป อาตมาอาจจะดูผิดก็ได้ แต่เป็นความเห็นตรงๆจริงใจ แล้วก็ขอสรุปลงตรงนี้ว่า ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยที่มี 2 ขา มีทั้งกษัตริย์และประชาชน เป็นราชประชาสมาสัยจริงๆ ที่ดีที่สุดในเรื่องมนุษยชาติที่ต้องมีคู่ช่วยกันตลอดเวลา ไม่เดี่ยวๆ มันจะหนักไปทางเผด็จการ ถ้ามีประชาธิปไตยขาเดียว มันจะหนักไปทางเผด็จการ แต่ถ้ามีประชาธิปไตย 2 ขา มีกษัตริย์เป็นรัฏฐาธิปัตย์ด้วย มีประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ด้วย นี่แหละสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว ถูกธรรมชาติ ถูกสัจธรรมของความเป็นชีวะ คน ต้องมีกายมีจิต ต้องมีกายมีวิญญาณ เป็น 2 อย่างต้องมีธาตุรู้ มีรูป มีนาม ซึ่งมันสมบูรณ์แบบตามสัจธรรม ขั้นปรมัตถธรรมเลย สูงสุด ค่อยๆศึกษาตามไปก็แล้วกัน

_Nadam Sakon (นาดาม สาคร) : ผู้ใหญ่ต้องปรับตัวหาเด็ก เด็กก็ต้องพยายามระลึกตระหนักเข้าใจผู้ใหญ่บ้าง พ่อครูว่า…ฟังไว้ก็ถูกต้อง เด็กก็น่าจะต้องเป็นผู้ที่ยังมีวัยวุฒิ มีอะไรต่ออะไรได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ต้องพยายามตระหนัก ต้องพยายามเข้าใจผู้ใหญ่ดีๆ แต่ผู้ใหญ่จริงๆโดยสามัญมีอะไรรู้ดีๆกว่าเด็ก ก็ต้องปรับตัวลดหย่อน หรือว่าอนุโลมให้แก่เด็กไป ไม่ใช่ว่าจะเอาดั่งใจเรามันก็แข็งขืนไปมันก็ไม่ดี

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความโกรธแม้น้อยเท่าไหร่อย่าให้มีเลยในจิตใจ _Danuthum Virulhsirikul (ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล) : "พ่อท่านแสดงธรรมะเป็นท่านแรกก็ว่าได้ ที่รู้พ่อท่านก็บอกว่ารู้ ที่ไม่รู้พ่อท่านก็ตอบว่าไม่รู้ ผิดกับพระบางรูปหรือแม้แต่นักแสดงธรรมบางคน คนที่เขาไม่รู้เขาก็อยากรู้แต่กลับไปถามย้อนกลับเขาอีก.. เพื่ออะไร..กลัวเสียฟอร์มหรือ บางครั้งก็ตอบแบบดำน้ำไปเลยแบบผิดก็มีเยอะ..คนที่ฟังก็เข้าใจผิดไปอีก ที่เชื่อเพราะเป็นพระเป็นผู้แสดงธรรม.. ใครว่าพ่อท่านหนักแค่ไหน? พ่อท่านไม่เคยโกรธใคร แถมขอบใจอีกที่ติเตียนมา..เพราะพ่อท่านคือ.พระอรหันต์แท้.. พ่อครูว่า…อาตมาไม่มีตัวตนจริงๆ รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ อาตมาพูดมาตั้งนานเมื่อถามสิ่งที่ไม่รู้ก็ตอบง่ายๆไม่ยากเลย ถามอันที่มันไม่รู้ ก็ง่ายสิ ก็บอกให้รู้ก็จบแล้ว ไม่เห็นต้องเสียหน้าเลย ไม่ต้องเห็นจะเสียศักดิ์ศรีเลย เป็นธรรมดา ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ คุณคนนี้จับประเด็นนี้ได้ อาตมาหยุดโกรธแล้ว อารมณ์โกรธในจิต อาตมาไม่เคยมีโกรธ ถ้ารู้อย่างหยาบกลางละเอียด ขนาดเล็กบรรจุซองละอองธุลีเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม ถ้ารู้ว่าเป็นตระกูลโกรธ เอามันออกไปจากจิตใจ อย่าให้มันเหลือเลยอย่างหยาบ อย่างน้อยเล็กบรรจุซองละอองธุลีก็เอาออกไป ถ้ามันยังอยู่ในตระกูลนี้ เอามันออกไปเลยไม่มีประโยชน์อะไร นี่ก็เคยเป็นโศลกที่อาตมาให้ไว้แล้วอาตมาก็ปฏิบัติมาจริง จิตที่ไม่มีความโกรธนั้นมันสบาย จะบอกว่ามีความโลภ ความโลภที่จะทำงาน ความโลภที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ความโลภที่จะเสียสละรับใช้มนุษยชาติมันก็ดี นี่ก็ใช้ภาษาธรรมดาธรรมดา อาตมาก็จริงใจนะ ไม่ใช่ทำแบบเป็นคารมคมคาย เขาตำหนิมาก็ทำเป็นขอบใจที่ตำหนิมา แต่ด้วยใจจริงๆ ว่าคนติเตียนมาเราก็ได้ประโยชน์ พระพุทธเจ้ากล่าว สรรเสริญนี้เป็นเรื่อง อันตรายอันแสบเผ็ด คำหยาบช้า

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมคนไม่เบื่อกินเหล้า และ กินน้อยหน่ามีหนอนมีบาปไหม _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ : คนกินเหล้าทำมัยถึงไม่เบื่อครับท่าน / ถ้าเรากินน้อยหน่าแล้วกินหนอนไปด้วยจะบาปใหมครับ พ่อครูว่า…คนกินเหล้าทำไมไม่เบื่อเพราะมันโง่ จะโง่ดักดาน กินเหล้าแล้วก็ไม่เบื่อ ..เขาพยายามนะ พยายามที่จะไล่เลียงลิสต์โทษภัยของการกินเหล้า กินแล้วจะทำเลวทำชั่วไม่ดีไม่งามอย่างไร มาเป็นหน้ากระดาษเลย กินเหล้าพาให้เสียหายตั้งเท่าไหร่ๆๆ มันทำชั่วได้มหาศาล จะมองในแง่ดี มันก็เป็นยาบ้างเล็กน้อยอันพอเหมาะพอดี แต่เขาส่วนมากกินกันไม่พอเหมาะพอดีเขากินกันอย่างงมงายมันก็เสีย ไม่เบื่อ ตอบได้คำเดียวว่ามันโง่ ดื่มเหล้าเบียร์วันนี้ตายฟรี ด้วย 3 โรคร้าย แค่นี้น้อยไป มีเป็น 100 100 โรค เลิกได้เป็นดีที่สุดอย่าไปโง่ต่อเลยกินเหล้า ยิ่งแหม คอแข็ง คอทองแดงกินไม่รู้จักเมา นั่นแหละตัวดี ถ้าเผื่อว่ากินเหล้าแค่นี้ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เลวทราม อาตมาว่าก็ยังยากคนนี้ “ถ้าเรากินน้อยหน่าแล้วกินหนอนไปด้วยจะบาปไหมครับ?” พ่อครูว่า…คุณกินน้อยหน่ามีหนอนผสมโดยไม่รู้ตัวไม่เป็นไร ไม่มีเจตนาจะกินหนอน มันไม่บาปในเรื่องของวิบากที่คุณจะไปผูกพันกับคู่บาปคือหนอน แต่หนอน มันจะรู้ไหมว่าคุณกินมัน แล้วคุณกินอย่างไม่มีเจตนา หรือกินด้วยความรักอะไรอย่างนี้ มันจะรู้อย่างนั้นน่ะ มันก็รักคนกินชีวิตเข้าไป มันก็เลยอนุโมทนากับคนที่กินมัน มันจะเป็นหรือเปล่า มันเป็นเดรัจฉานนะ เพราะฉะนั้นยากที่จะไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ทั้งหลายแหล่ มันไม่ผูกพยาบาทเมื่อเราไปทำร้ายมัน เมื่อเราไปฆ่ามัน เมื่อเราไปกินมัน เอาเนื้อมันมากิน ต่างๆนานา เพราะวิญญาณมันไม่ได้จบแค่ว่า สัตว์ที่ตายแล้ววิญญาณก็ไม่รับรู้อะไรเลยไม่ใช่ มันมีปฏิสัมพันธ์เยอะแยะที่ยาวยืด มันมีปฏิสัมพันธ์ที่ว่าอันนี้มันตัวกูของกู เอ็งมาทำอะไรตัวกูของกู มันก็ต้องโกรธต้องพยาบาทผูกพยาบาท ไม่อย่างนั้นมันไม่มีโรคผูกพยาบาทแก้แค้นกันตั้งเท่าไหร่ นิยายไม่รู้ตั้งกี่เรื่องก็คือของจริงที่ เป็นคำตอบที่ไม่มีใครจะมาบิดเบี้ยวความจริงนี้ได้เพราะความผูกพัน มีแต่จิตยึดมั่นถือมั่น ไม่อโหสิมีพยาบาทกันมันไม่จบ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ยกตัวอย่างโยสิโมมนสิการอย่างเป็นรูปธรรม _Kru Sa (ครูสา) : กราบนิมนต์ยกตัวอย่างโยนิโสฯที่เป็นเหตุการณ์ให้เป็นรูปธรรมค่ะ พ่อครูว่า…ตัวอย่างสั้นๆ โยนิโสมนสิการที่เป็นรูปธรรม เวลาคุณกระทบสัมผัสพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันสวยมันน่ากินทั้งนั้นเลย พอเราสัมผัสด้วยตา โอ้โห บร็อคโคลีก็น่ากิน ดอกกะหล่ำปลีก็น่ากิน อะไรก็ทั้งนั้น ดูมันสมบูรณ์เต่งตึงดีเลยมันน่ากินนะ จิตเราก็ต้องอ่านจิตเรา อันนี้แหละ มนสิการ แปลว่าทำใจ คุณจะทำใจในใจเป็นคุณจะต้องมีตัวสัญญากำหนดหมายเข้าไปรู้ใจ อ่านอาการของใจ ใจมันตอนนี้กำลังอยู่อย่างไรอยู่อย่างนิ่ง อยู่อย่างเคลื่อนไหว อย่างไร มันกระทบสัมผัสพวกนี้แล้วมันเคลื่อนไหวอาการเคลื่อนไหวแล้วมันเคลื่อนอย่างไร มันมีอาการอย่างนี้อ่านได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ นี่ก็เป็นเวทนาที่คุณจะต้องรู้ ชอบไม่ชอบแล้ว อาการอย่างนี้เองอาการใจ อาการของวิญญาณ อาการของจิตหรือแยกเป็นเจตสิกมันก็อย่างนี้ เราก็พยายามใช้ตัวสัญญาหรือการกำหนดหมายรู้กำหนดหมายตัวนี้ต้องใช้เป็น คุณใช้สัญญาไม่เป็นกำหนดรู้กำหนดหมายสำคัญมั่นหมายในอะไรในการเรียนรู้ปรมัตถธรรมไม่ได้เลย ตัวสัญญาเป็นตัวสำคัญมากที่สุดในการเรียนรู้ พระพุทธเจ้าสรุปไว้ มีกายกับสัญญาเป็นเทวะคู่สำคัญ ในวิญญาณฐิติหรือสัตตาวาส 9 ก็คือ กาย กับ สัญญา 2 ตัวนี้แหละเป็นตัวเรียนรู้อะไรตั้งแต่ต้นจนจบ จบด้วยสัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ สัญญาเวทยิตนิโรธเคล้าเคลียอารมณ์อย่างสมบูรณ์แบบ จบ มีความสมบูรณ์แท้ลงตัว เรียกว่าใช้สัญญาเป็นแหล่งเรียนรู้มีเวทนาเป็นกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ แล้วก็เรียนรู้เวทนา 108 จนกระทั่งสมบูรณ์จบเลย เป็นอุเบกขา 5 เจริญแล้วเจริญอีก อย่างเที่ยงแท้ นิจจัง(เที่ยงแท้), ธุวัง (ถาวร), สัสตัง(ยืนนาน), อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน), อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้), อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ด้วยการปฏิบัติ เวทนา 36 ในปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต 36 อนาคตจะมาอีก 36 มันมีทั้งหมด 36 นั่นแหละ มันจะมาอีกกี่ 36 มาถึงปัจจุบันก็เด็ดขาด เป็นวสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ จัดการให้ จิตเป็น 0 เพราะฉะนั้นปัจจุบันเป็น 0 สามารถทำให้เป็น 0 สั่งสมเป็นอดีต อดีตจะไม่ 0 ก็ช่าง แต่จากปัจจุบันที่เก่งแล้วสำเร็จและเป็นจิตที่มี วสวัตตีแล้ว ทำเวทนาให้เป็น 0 เพราะฉะนั้นมีแต่สูญสะสมตกผลึกลง ไปในอดีตตลอดกาลยิ่งตั้งมั่นๆๆ ด้วย 0 อนาคตจะมากี่อนาคตก็มาเลย สามารถเด็ดขาดมีฝีมือทำให้ 0 ได้ทั้งนั้น นี่คือจบ อดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 ของเวทนา 108 ทำอย่างนี้ อาตมาทำมาอย่างนี้ก็เอามาพูดสู่ฟัง อ่านดีๆ เรียนดีๆแล้วจะชัดเจนรู้ชัดเจนได้ เพราะฉะนั้นโยนิโสมนสิการก็คือเรียนรู้อาการของจิตเจตสิก โดยเฉพาะเรียนรู้ที่เวทนานี่แหละ แล้วคุณก็แยกได้ แยกกิเลสออก พิจารณา โยนิโสคือ พิจารณาอย่างแยบคายถ่องแท้เห็นความจริง ไม่ใช่พิจารณาอย่างไม่มีตัวสภาพรองรับ แต่มีสภาพที่จิตรองรับเห็นอาการของจิตเลย พิจารณาเห็นอาการของจิต เอามาพิจารณาเทียบกันเรียกว่า ลิงคะ อะไรมันถูกเทียบทีละคู่ทุกมุมเหลี่ยม จะมีทีละคู่ทุกมุมเหลี่ยม ทุกนัยยะ ทุกมิติ ทุกอย่าง เลือกได้ที่สุดแห่งที่สุด ถูกต้อง ดีงาม ครบหมด ทีละคู่นี่แหละ ไม่ใช่ไปเลอะเทอะเยอะแยะแล้วจะไปเปรียบเทียบเด็ดขาดได้อย่างไร เด็ดขาดก็ต้องมี 2 เท่านั้น เปรียบเทียบอะไรดีที่สุด ตัวที่หมดกับตัวที่เกือบหมดแล้วนิดนึงมันก็ 2 เห็นไหม? ตัวที่หมดเกลี้ยงสะอาดเลย กับ เหลือเลอะอยู่นิดนึง ต้องเอาให้ชัด สัญญาให้ชัด เนวสัญญานาสัญญา สัญญากำหนด สัญญาที่ไม่เต็มที่ไม่เต็มเต็งพิการ เนวสัญญา นาสัญญา ถ้าสัญญาได้แค่ เนวสัญญา คือใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่อย่างนี้ไม่เอา ต้องให้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ ให้สัญญานี้กำหนดสะอาดบริสุทธิ์เคล้าเคลียอารมณ์ ปฏิเวธธรรม ซอกแซกไปทุกมุมเหลี่ยม ชัดเจนหมดทุกอย่างเลยว่าไม่มีอะไรเหลือ อากิญจัญญายะ ไม่มีอะไรนิดนึงน้อยนึงเศษธุลีละอองของกิเลสไม่มีเลย แล้วสำเร็จได้นานๆๆ อเนญชาๆๆๆๆ สั่งสม อเนญชาภิสังขารไปถ่ายเดียว กว่าจะอเนญชา ต้องเอาที่สะอาดสมบูรณ์ๆๆๆๆนะ มันก็จะได้ของจริงที่มีแต่ของสะอาดสมบูรณ์เท่านั้น สั่งสมลงเป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา จิตก็ยิ่งดียิ่งเก่ง มุทุ เอามาทำงาน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เอามาทำงานเพิ่มเติมอีกก็ยิ่งดี ได้ยิ่งดี ยิ่งเก่งขึ้น เจริญขึ้น สามารถขึ้นๆๆ ทุกกัมมัญญา มีแต่ทำให้พัฒนาให้สูงส่งขึ้น จิตก็ยิ่งเป็นประภัสรา ยิ่งประภัสสรผ่องแผ้วผุดผ่อง แล้วแต่ภาษาไทยที่จะไปแปลพยัญชนะบาลีเขา ปภัสสระ แยกพยัญชนะให้ฟัง มีทั้ง ป ภ ส ร ส ร เป็นเศษวรรค ละเอียดลออ เอาแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะไปหาพยัญชนะมากไป เอาไว้มีความรู้ความสามารถที่ดีแล้วก็ลงไปหาพยัญชนะ พยัญชนะเป็นตัวสื่อสำหรับรองรับสภาวะที่ท่านตั้งขึ้นมา โบราณาจารย์ผู้ที่บัญญัติ สุดยอด ภาษาบาลีเป็นรากฐานของพยัญชนะธรรมะ นี่เขายังแย้งกันอยู่ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้ภาษาบาลีเป็นหลัก ใช้ภาษาอื่นอะไรต่างๆนานา ซึ่งบาลีนี่แหละเป็นภาษาที่เป็นแกนเลย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อโหสิกรรมอภัย นัยที่ต่างกัน _หายโง่ : กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ เราโน่ถามดิฉันว่า'อโหสิ'เหมือนหรือต่างจาก'อภัย'อย่างไร ดิฉันตอบไม่ได้..ขอความกรุณาพ่อครูอธิบาย(เป็นภาษาไทย)ด้วยค่ะ..กราบขอบพระคุณค่ะ.. พ่อครูว่า…คำว่าอโหสิกับอภัย เอาพยัญชนะมาเลยดีกว่า อ กับ โห กับ สิ แล้วก็ อ กับ ภย อ กับ อ เหมือนกัน คำปฏิเสธ ไม่ ไม่ โหสิ กับไม่ ภยะ โห นี่เป็นลักษณะของ ที่มันฟุ้งขึ้นมา มันจะมีอาการของจิต อโห อย่างนี้เป็นต้นเป็นคำอุทาน เหมือนจิตมีวาบๆ อะไรขึ้นมา ให้ดูตัวนี้แล้วเลิกเรียกว่าอโหสิ เพราะฉะนั้นจิตของเราจะไปสะดุดอะไรมันก็คือจิตยังไม่สงบจิตยังไม่นิ่ง จิตยังมีตัววิจิกิจฉา จิตยังมีความไม่รู้ถ้วนรอบไม่รู้จริงมันก็จะมีจิตกระเพื่อม อโหสิ รู้ให้ได้แล้วเลิก อโหสิจึงเป็นตัวละเอียดลออกว่า อภยะ ภยะ คือ ภัย ก็เข้าใจได้ไม่ยากอะไร อภัย คือโทษคือทำไม่ดี เป็นทุกข์เป็นความไม่สุขก็อย่าให้มี อภัย ไม่เป็นคำใหญ่คำหยาบคำรวม ส่วน อโหสิเป็นนัยยะสภาวะของจิตที่ละเอียดอย่างที่อธิบายให้ฟัง นี่เอาพยัญชนะ ราก เป็นตัวอธิบายเลย อโหสิ เป็นการยกเลิกสิ่งที่มันจะเป็นอย่าว่าแต่ภัยเลย สะดุด อะไรที่ยังไม่ลงตัวไม่สงบไม่เรียบร้อย ต้องทำให้เรียบร้อย อย่าไปเหลืออยู่ เรียกว่าอโหสิ ส่วนอภัยนั้น หยาบ แรง อย่าให้เกิดสภาพที่จะต้องเป็นโทษภัยแก่ใครๆ สู่แดนธรรม...ผมเคยจำไว้ เมื่อปี 2532 พ่อท่านให้ความหมายคำว่าอภัย พ่อท่านว่า มีความล้ำลึกไม่ใช่แค่จะยกโทษให้เท่านั้น มีความหมายไปถึงว่า ไม่มีภัยทั้ง 3 ไปเบียดเบียนเขา ก็คือ ราคะ โลภะ ก็เป็นภัยแบบหนึ่ง โทสะ ก็เป็นไปแบบนี้ โมหะ ก็เป็นไปแบบนี้ อภัยก็คือ การไม่มีภัยความรักโลภโกรธหลงไปเบียดเบียนเขา พ่อครูว่า…ได้ แม้ถึงขั้นละเอียดสุดโลภโกรธหลงเป็นภัย พวกกลิ เป็นตัวโทษภัย เป็นกิเลส สู่แดนธรรม...ส่วนอโหสิ คุณตุ๊กอาจหมายถึงอโหสิกรรม ก็จะแปลอีกแบบ อโหสิกรรมคือกรรมที่ต่างฝ่ายต่างเลิกแล้วต่อกัน ไม่เอาบาปกรรมแก่กัน เป็นกรรมที่ไม่มีผล ส่วนอโหสิ ท่านแปลว่า ได้เป็นแล้ว ได้มีแล้ว พ่อครูว่า…ก็มีการสำเร็จไงบอกว่ามีอะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่ต้องไปถึงขั้น ขยายให้เห็นว่ามัน หยาบ คือ อุทาน อโหสิ ไม่ต้องมีอะไรเกิดขึ้น จิตสบายเข้าใจความจริงให้ชัดเจนว่าไม่มีอะไรต่อใคร ไม่มีอะไรต่อกัน เราก็ 0 คนอื่นจะ 0 ก็ตัวใครตัวมันสำหรับเรารับผิดชอบตัวเราเองว่าเราไม่มีพยาบาทไม่มีการติดใจอะไรทุกอย่าง เลิกแล้วต่อกันหมด เรียกว่าอโหสิ คนจะดีไม่ดีหรือยิ่งแม้มีดีๆ ก็อย่าไปติดใจว่าจะต้องสัมพันธ์ผูกพัน ต้องเกี่ยวเกาะอะไรกัน รู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้นว่าถ้าเผื่อว่าเรายังจะเกิดอีก เราก็จะต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ดีกันนี่แหละ สิ่งที่ไม่ดีเราก็ห่างกันไว้อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็กำหนดหมายให้ละเอียดลออสำหรับตัวเราที่จะไม่มีโทษภัยต่อกัน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เรียนอาหาร 4 ให้ถึงนาม รูป ทะลุสุภกิณหา พ่อครูว่า… มาเข้าสู่อาหาร 4 ปุตตมังสสูตร อาตมาจะอธิบายจากท้ายขึ้นไป [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด พ่อครูว่า…โจรปล้นชาติก็ว่าร้ายแรงแล้ว แต่นี่โจรปล้นทำลายศาสนา เพราะไปเข้าใจผิดในศาสนา ไปเอาบทปฏิบัติซึ่งอาตมาเน้นย้ำคือบทปฏิบัติหลับตา ไปเอาบทปฏิบัติหลับตามาปฏิบัติกันอย่างยึดมั่นถือมั่นว่านี่แหละคือทางปฏิบัติอันเอก ก็หลับตากันเป็นตุเป็นตะ หลับตากันอย่างไม่โงไม่เงยเลย อาตมาพูดมา 50 ปีแล้วก็ยังนั่งหลับตากันนั่นแหละไม่สะดุ้งสะเทือนเลย แย้งอาตมาไม่ได้ แต่ทำไมไม่มีปฏิภาณไหวพริบเลย ก็แย้งไม่ได้ก็ลองฟังอาตมาแล้วปฏิบัติตาม เริ่มต้นตั้งแต่ปฏิบัติ ศีล อปันกธรรม 3 สัทธรรม 7 จะได้ ฌาน แบบลืมตาทั้ง 4 ฌานคืออะไรอาตมาก็อธิบายไว้แล้วจนซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่เขาไม่มี ปรโตโฆษะ ไม่ฟังอาตมาเลย จึงเป็นโจรที่ดื้อด้าน ดื้อด้านอย่างไร ฟังต่อ (ปุตตมังสสูตร ต่อ) ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวันพระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ พ่อครูว่า…มันจะไม่ทุกข์ได้อย่างไรเจอหอกตั้ง 100 เล่ม แต่ประ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน